วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP <p> <strong> วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> th-TH journalacademicpromotion@gmail.com (สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ) journalacademicpromotion@gmail.com (Dr.Ketsada Phathong) Mon, 08 Jun 2026 01:47:20 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืน ของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6831 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อประเมินกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 70 โรงเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยผู้ให้ข้อมูล คือผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนละ 1 คน และครูวิชาการ โรงเรียนละ 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) องค์ประกอบสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน มีจำนวน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ สมรรถนะด้านองค์ความรู้, สมรรถนะด้านการคิดอย่างเป็นระบบ, สมรรถนะด้านการทำงานร่วมกัน, สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิพากษ์ และสมรรถนะด้านการคาดการณ์อนาคต สภาพที่เป็นจริงของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ( =2.86, SD = 0.72) สภาพที่ควรจะเป็นของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.51, SD = 0.52) </p> <p><strong><em> </em></strong>2) กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน สังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก 15 กลยุทธ์รอง 5 โครงการกิจกรรม/ตัวชี้วัดความสำเร็จ</p> <p>3) ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ มีความเหมาะสม ( = 4.73, SD= 0.46) และมีความเป็นไปได้ ( = 4.72, SD = 0.45) อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ศกุนตลา ศิริไพรวัน, กานต์ เนตรกลาง, จิณณวัตร ปะโคทัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6831 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความเสี่ยงของเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6694 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยงของเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และ 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารความเสี่ยงของเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ บุคลากรเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำนวน 138 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 73 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน ด้วยค่าสถิติ t - test และ One - Way ANOWA</p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการบริหารความเสี่ยงของเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก 3 ด้านคือ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย/กฎระเบียบ ตามลำดับ และอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้านคือ ความเสี่ยงด้านการเงิน</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารความเสี่ยงของเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และสถานภาพบุคลากร โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุรพร สิมะกุลธร, กมลพร กัลยาณมิตร, ธนาภรณ์ กรองสติปัญญา, ชูชีพ เบียดนอก, ประนอม วังพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6694 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นําเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7121 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของครูโรงเรียนเอกชน และ (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 353 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.986 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการแจกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.87, S.D. = 0.67) และทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการทำงานเชิงรุก รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสร้างนวัตกรรม และด้านความมั่นใจในตนเอง ขณะที่ด้านการคิดสร้างสรรค์และด้านการเผชิญความเสี่ยงมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า และ (2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วม และการเสริมสร้างทักษะการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21</p> วันวิสา เสนปาน, สุมิตรา ยาประดิษฐ์, ไพเราะ ราชสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7121 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ กับการเป็นองค์กร แห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6932 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง 328 คน ทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา และใช้การสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลากแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของคำถามอยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เท่ากับ 0.855 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา เท่ากับ 0.909 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> </ol> <p>3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r = .731) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> โสริยา โสมแหละ, อริสรา บุญรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6932 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของปัจจัยด้านอาจารย์ หลักสูตร นักศึกษา และการบริหารจัดการต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา: กรณีศึกษาหลักสูตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7200 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรมหาบัณฑิตในบริบทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลเอกสารร่วม กับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิผลของการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเกิดจากการบูรณาการของ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านอาจารย์และการให้คำปรึกษา ปัจจัยด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ปัจจัยด้านนักศึกษา และปัจจัยด้านการบริหารจัดการและสิ่งสนับ สนุนการเรียนรู้ โดยปัจจัยด้านอาจารย์มีบทบาทสำคัญสูงสุดในฐานะกลไกหลักในการพัฒนาศัก ยภาพการวิจัยและการเรียนรู้ของนักศึกษา ขณะที่หลักสูตรที่มีความทันสมัยและยืดหยุ่นช่วยส่ง เสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับสูง ปัจจัยด้านนักศึกษาสะท้อนถึงความสำคัญของแรงจูงใจและทักษะการกำกับตนเอง และปัจจัยด้านการบริหารจัดการเป็นโครงสร้างสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มประ สิทธิภาพของระบบการศึกษาโดยรวม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของการจัดการศึก ษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงระบบของปัจจัยทั้งสี่ด้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและยั่งยืน</p> แวววิเชียร ม่วงคง, นิติรัฐ มาลีวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7200 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความคาดหวังของประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6835 <p>การวิจัยเรื่อนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความคาดหวังของประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และ <br />2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะคุณลักษณะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความคาดหวังของประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน โดยกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความคาดหวังของประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.76, S.D. = 0.42) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ( <strong> = </strong>3.85, S.D.<strong> = </strong>0.40) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านภาวะผู้นำ ( <strong> = </strong>3.55, S.D.<strong> = </strong>0.37) และ <br />2) ข้อเสนอแนะต่อคุณลักษณะของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความคาดหวังของประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ประชาชนในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีความคาดหวังต่อคุณลักษณะของผู้บริหารด้านคุณธรรมและจริยธรรมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.65 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับความประพฤติและความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารในฐานะที่ได้รับการยอมรับและได้รับความไว้วางใจต่อการบริหารงานในระดับท้องถิ่น</p> <p>ข้อค้นพบเชิงนัยสำคัญ ประชาชนให้ความสำคัญกับคุณธรรมจริยธรรมสูง สะท้อนว่าบริบทเมืองขยายตัวประชาชนต้องการความซื่อสัตย์และโปร่งใสมากกว่าภาวะผู้นำที่<br />โดดเด่น</p> บังอร เบ็ญจาธิกุล, เมลิสา มหาพล, กมลพร กัลยาณมิตร, สมภพ ศรีสัมพันธ์, ทัศนันท์ อาสาสุข, ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6835 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้วงจรเดมมิ่ง (PDCA) สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7157 <p>บทความวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ 2) การออกแบบแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และระยะที่ 2 การออกแบบแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ 2.1) การหาแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน <br />ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2.2) การประเมินแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>องค์ประกอบการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ ได้ 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วย 1.1 กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 1.2 จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 1.3 จัดระบบบริหารและสารสนเทศ 1.4 ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 1.5 จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา 1.6 จัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 1.7 จัดทำรายงานประจำปี ที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน 1.8 จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</li> <li>2. การออกแบบแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ 1 แนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ ประกอบด้วย 8 แนวทาง ด้านละ 62 แนวทาง ซึ่งแนวทางที่มีผลการประเมินมากที่สุด คือ ด้านกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 2.2 ผลการประเมินแนวทางด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> อารักษ์ คำสิงห์, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ, นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7157 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6925 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 2) ระดับประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงความสัมพันธ์แบบสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ข้าราชการครู จำนวน 310 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางสำเร็จของเครจซี่และมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.962 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยแบบขั้นตอน</p> <p>ผลวิจัย พบว่า 1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการบริการที่ดี ด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการมีวิสัยทัศน์ 2) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านความรู้ในวิชาที่สอนและทักษะการสอนที่เหมาะสม ด้านการวางแผนและเตรียมการสอน ด้านการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย และด้านการสร้างความชัดเจนในบทเรียน 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน คือ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการบริการที่ดี ด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ และด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ สามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อชิรวิษศ์ เหลืองวัฒนะโชติ, วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6925 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในการทำงาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7023 <p>การศึกษาแนวคิด องค์ประกอบ แนวทางการพัฒนา และผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในการทำงาน ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและการขยายตัวของรูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้รูปแบบปฏิสัมพันธ์ในองค์การเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการสื่อสารแบบเผชิญหน้าไปสู่การสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลมากยิ่งขึ้น <strong> </strong>อันนำไปสู่ความท้าทายในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างบุคลากร อย่างไรก็ตาม ยังขาดการบูรณาการแนวคิดในบริบทไทยอย่างเป็นระบบ การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์เชิงแนวคิด</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในการทำงานประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่ ความไว้วางใจ ความสนิทสนม ความใกล้ชิดทางอารมณ์ อารมณ์เชิงบวก และการสื่อสาร ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงระบบและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในการเสริมสร้างคุณภาพความสัมพันธ์ในองค์การ นอกจากนี้ การพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบในหลายระดับ ทั้งในระดับบุคคลที่เน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารและความฉลาดทางอารมณ์ ระดับทีมที่มุ่งสร้างความไว้วางใจและความปลอดภัยทางจิตใจ และระดับองค์การที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานแบบเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมของบุคลากร</p> <p>ในด้านผลลัพธ์ การเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่มีคุณภาพมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาวะ<strong> </strong>ทางจิต เพิ่มความผูกพันในงาน พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีม และสนับสนุนความยั่งยืนขององค์การในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมเฉพาะ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพขององค์การ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยการเสริมสร้างความสัมพันธ์จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของบุคลากร</p> วรัญญู องศารา, พรรษา อินทะรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7023 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7155 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) พัฒนาแนวทางสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งรูปแบบการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาแนวทางสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการแก้ไขปัญหา ด้านคุณภาพของงาน และด้านความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน 33 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการแก้ไขปัญหา 7 แนวทาง เช่น ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรแสดงความคิดเห็น ฯลฯ 2) ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 6 แนวทาง เช่น ควรคิดค้นและพัฒนาแนวทางการบริหารใหม่ ๆ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการปฏิบัติงาน ฯลฯ 3) ด้านความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง 6 แนวทาง เช่น ควรติดตามข่าวสาร นโยบาย เทคโนโลยี และอบรมอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ 4) ด้านความรับผิดชอบ 7 แนวทาง เช่น ควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ โปร่งใส ฯลฯ 5) ด้านคุณภาพของงาน 7 แนวทาง เช่น ควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จและวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน ฯลฯ</p> จิราวรรณ ปุยภูงา, ธันยาภรณ์ นวลสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7155 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 THE IMPACT OF ARTIFICIAL INTELLIGENCE LITERACY ON BUSINESS PERFORMANCE TOWARD SMES SERVICES SECTOR IN UPPER-UPPER-NORTHERN THAILAND: THE MEDIATING ROLE OF COMPETITIVENESS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6671 <p>This study examines the indirect influence of artificial intelligence (AI) literacy on business performance of SMEs in the service sector in Upper Northern Thailand, with competitiveness as a mediator variable. The population is SMEs in eight provinces, and the unit of analysis is the business owner or manager. The sample size is 400 firms. The study uses proportionate stratified random sampling by province and simple random sampling within each province. Data are collected by a structured questionnaire in both online and paper formats. All items use a five-point Likert scale. A pilot test with 30 cases shows acceptable reliability, with internal consistency values between 0.731 and 0.796. Data analysis uses descriptive statistics, correlation, and hierarchical multiple regression to test direct and indirect effects. The mediation test shows that competitiveness has a significant mediating role between AI literacy and business performance. The Sobel test is 1.116 with p = 0.032, which supports the mediation hypothesis. Path results also show that AI literacy positively affects competitiveness (β = 0.379), and competitiveness positively affects business performance (β = 0.446). The direct effect of AI literacy on business performance decreases from β = 0.408 to β = 0.239 when competitiveness is included, which indicates partial mediation. This means AI literacy improves business performance both directly and through higher competitiveness. The study recommends that SME support programs and firms should develop practical AI literacy skills and apply them in daily work to strengthen competitiveness and improve performance outcomes.</p> Pongsiri Kamkankaew, Rachan Arree, Irin Somboon, Nichaporn Varith, Araya Khonrang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6671 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 THE STABILIZING ROLE OF THE HOUSEHOLD SECTOR IN THE THAI SAVINGS BOND MARKET: AN EMPIRICAL ANALYSIS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6504 <p>The structural composition of the investor base is a critical determinant of sovereign bond market stability, particularly in emerging economies exposed to global capital flow volatility. Although conventional literature highlights the liquidity offered by institutional investors, the stabilizing capacity of domestic households is inadequately explored. This study empirically examines the household sector's role in the Thai savings bond market from January 2017 to the present, with the objective of quantifying its impact on market stability and growth. Utilizing monthly time-series data from the Bank of Thailand, the research employs a 12-month rolling standard deviation model to assess comparative volatility and an Ordinary Least Squares (OLS) regression to determine the statistical determinants of market size.</p> <p>The empirical findings indicate that the household sector is the predominant market force, representing an average of 88.31% of total outstanding bonds. The analysis reveals a notable stability differential: the household sector demonstrates a volatility profile (SD = 4.81) that is roughly 2.3 times lower than that of the institutional and foreign sectors (SD = 11.13). This discovery substantiates the Preferred Habitat Theory in an emerging market context, depicting retail investors as <em>safety-seekers</em> with inelastic demand rather than speculative traders. Furthermore, regression analysis confirms that household demand is the primary determinant of market expansion (R-Squared = 0.826), with a significant elasticity coefficient of 0.80. The research concludes that the household sector operates as a <em>Stabilizing Anchor</em> for public debt. Therefore, it advises that policymakers establish <em>Direct-to-Household</em> digital issuance channels to capitalize on this robust demand as a strategic economic safeguard against external financial vulnerabilities and capital flight threats.</p> Rachata Juthaphiw, Watsana Atsalikorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6504 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาสำหรับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6656 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาสำหรับครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบตอบสองสภาพ (ค่าความเชื่อมั่น 0.98) และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.258) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.534) ความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ รองลงมาคือ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านสื่อการสอน ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านหลักสูตร ตามลำดับ นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 5 แนวทาง และ 15 วิธีดำเนินการ</p> <p> ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาควรมุ่งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการและการสนับสนุนจากสถานศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครู เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p> วนันยา แก้วกันทะ, วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6656 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7156 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แผนผังมโนทัศน์ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีวิทยาคาร จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ <strong> </strong>และทดสอบค่าทีแบบ Dependent Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 83.80/84.13 </p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าสถิติ <em>t</em> = 28.577 และ <em>p-value</em> &lt; .05</p> <p>3) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าสถิติ <em>t</em> = 37.645 และ <em>p-value</em> &lt; .05</p> <p>4) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ พบว่าระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64, S.D. = 0.54)</p> จันจิรา บาตสุวรรณ, ระพิน ชูชื่น, ประสิทธิ์ นิ่มจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7156 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6763 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 7 คน และครูผู้สอนจำนวน 92 คน รวมทั้งสิ้น 99 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศนิมิตใหม่ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ พบว่า ด้านที่ควรพัฒนาเป็นลำดับแรกคือ ด้านการประเมินผลการดำเนินงาน รองลงมาคือ ด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนประกอบด้วย 6 ด้านหลัก โดยเน้นกลยุทธ์การพัฒนาระบบการประเมินผลแบบมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง และการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในโรงเรียน </p> เดชาธร ดอกตะเคียน, อนุสรณ์ นามประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6763 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 GUIDELINES FOR THE DEVELOPMENT OF STRATEGIC ENROLMENT MANAGEMENT FOR UNDERGRADUATE UNIVERSITIES IN YUNNAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7035 <p>In China, higher education is under increasing pressure to meet regional labor market needs while maintaining equity and quality. Recent university enrolment reform has increasingly emphasized diversified, data-informed, and student-centred approaches. As a result, Strategic Enrolment Management (SEM) has become a core governance mechanism. However, existing national enrolment policies provide broad policy direction, but do not fully address the province’s differentiated development conditions. This study aims to examine how SEM is implemented in undergraduate universities of Yunnan and proposes a SEM model for Chinese higher education governance. A mixed-methods approach was employed, collecting quantitative data from 549 administrators and teachers across 28 universities, and qualitative data from 17 key informants through in-depth interviews and a Delphi validation process. Data were analyzed using descriptive statistics, Exploratory Factor Analysis (EFA), and thematic analysis.</p> <p>The EFA identified six dimensions of the SEM model: (1) optimization of enrolment organisational structure, (2) enrolment publicity strategies, (3) formulation of dynamic enrolment plans, (4) development of an enrolment information platform, (5) diversified enrolment selection criteria, and (6) post-admission engagement activities and follow-up services. The study proposes a SEM model that connects governance with university planning, digital technology, student support, and educational outcomes. It strengthens equity and quality in undergraduate education in Yunnan.</p> Qingqing Liu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7035 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดนนทบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7389 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดนนทบุรี จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา จำนวน 5 คน</p> <p>ผลการวิจัยสามารถสรุปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้</p> <p>1) ผลการศึกษาระดับกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย พบว่า โดยภาพรวมกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า</p> <p>(1) ด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (2) ด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในระดับมาก (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อยู่ในระดับมาก (4) ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน อยู่ในระดับมาก และ (5) ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน</p> <p> 2) แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาปฐมวัย พบว่า แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาควรดำเนินการดังนี้ (1) ส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเน้นการกำหนดวิสัยทัศน์และแผนพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม (2) พัฒนาศักยภาพครูปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายใน (3) ส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) (4) สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และ (5) พัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และใช้ข้อมูลสารสนเทศในการตัดสินใจเชิงบริหาร</p> จินดาภัทท์ มกรมณี, ธดา สิทธิ์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7389 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาและความแตกต่างเชิงการรับรู้ของบุคลากรทางการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6848 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบความแตกต่างเชิงการรับรู้ของบุคลากรทางการศึกษา และ (3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 96 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) บรรยากาศองค์การในสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมิติด้านความเอื้ออาทรและภาวะผู้นำมีระดับสูง ขณะที่มิติด้านความสามัคคีและอุปสรรคในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (2) บุคลากรทางการศึกษาที่มีตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีการรับรู้ต่อบรรยากาศองค์การแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (3) สามารถพัฒนากลยุทธ์การบริหารบรรยากาศองค์การได้ 3 แนวทาง ได้แก่ กลยุทธ์การเสริมสร้างความร่วมมือในองค์การ กลยุทธ์การลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง และกลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์โดยสรุป บรรยากาศองค์การในสถานศึกษาเป็นผลลัพธ์ของการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ต้องคำนึงถึงทั้งโครงสร้างองค์การ ภาวะผู้นำ และความแตกต่างเชิงการรับรู้ของบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารและคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> ชุติมา มุสิกานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6848 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 RESEARCH ON THE CURRICULUM DESIGN OF CHINESE ELECTIVE COURSES AT RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY ISAAN, KHON KAEN CAMPUS (RMUTI KKC) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6701 <p>Chinese language education has become increasingly important in Thailand amid the deepening economic, cultural, and educational ties between Thailand and China. In vocational higher education, Chinese elective courses are expected not only to develop students’ basic language competence but also to enhance their intercultural communication and career readiness. This study investigates the curriculum design of Chinese elective courses at Rajamangala University of Technology Isaan, Khon Kaen Campus. It aims to examine the current status of the curriculum, identify major challenges in its implementation, and propose practical directions for improvement. A qualitative research design was adopted. Data were collected through semi-structured interviews with four lecturers directly involved in the teaching and implementation of Chinese elective courses. The interview data were transcribed and analyzed using thematic analysis. The findings indicate that the current curriculum plays a positive role in introducing students to Chinese language learning and in supporting vocational preparation, particularly in tourism, business, and service-related contexts. However, several limitations were identified, including insufficient instructional time, teacher-centered pedagogy, outdated instructional materials, limited cultural integration, and weak alignment between course content and workplace needs. The study recommends revising the curriculum to incorporate more task-based and profession-oriented content, improving assessment practices, and strengthening institutional collaboration with external partners. The findings contribute to the ongoing development of Chinese language curricula in vocational universities and provide practical implications for improving Chinese language education in Thailand.</p> Keran Wang, Nathakarn Thaveewatanaseth, John Mark Belardo, Liling Li, Ratsawadee Belardo ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6701 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 THE RELATIONSHIP BETWEEN AESTHETIC EXPRESSION AND THE DEVELOPMENT OF PERFORMANCE STYLE AMONG CHINESE PIANO MAJOR STUDENTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6799 <p>In the context of globalization and the diversification of music education, piano pedagogy increasingly faces the challenge of balancing technical training with aesthetic cultivation. This study investigates the relationship between aesthetic expression and the development of performance style among Chinese piano major students. A quantitative empirical design was adopted, integrating musical form analysis, performance comparison, semi-structured interviews, and multi-dimensional data collection. The sample consisted of 20 third-year piano majors from Shandong University (Weihai), divided into experimental and control groups, with Wan Fanjie’s Night of the Torch Festival as the core repertoire. Quantitative indicators included performance technical parameters (e.g., key touch depth and tempo variation) and Likert-scale evaluations. The results reveal a strong positive correlation between aesthetic expression and performance style (r = 0.81). Following targeted intervention, the coefficient of variation in core technical parameters decreased significantly from 28.6% to 12.3%, indicating enhanced performance stability. Moreover, aesthetic expression was found to substantially improve clarity, consistency, and artistic expressiveness in piano performance. These findings provide empirical evidence supporting the critical role of aesthetic training in performance development and offer practical implications for piano pedagogy, particularly in the interpretation of Chinese ethnic piano works.</p> Jiang Jingyi, Surasak Jamnongsarn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6799 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (RBM) ตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7438 <p>การบริหารงานงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (RBM) เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของสถานศึกษา โดยมุ่งเชื่อมโยงงบประมาณกับผลลัพธ์ที่วัดได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ และแนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตาม RBM ร่วมกับหลักธรรมาภิบาล โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารเป็นวิธีการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด (KPI) การเชื่อมโยงงบประมาณกับผลลัพธ์ และระบบติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง ควบคู่กับหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านข้อมูลสารสนเทศ ตัวชี้วัด และระบบประเมินผล ดังนั้น ควรพัฒนาศักยภาพบุคลากร ใช้เทคโนโลยี และส่งเสริมการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบและตัวชี้วัดที่เหมาะสม รวมถึงศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ทั้งนี้ สถานศึกษาสามารถนำ RBM ไปใช้ในการวางแผนและจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนขององค์กร</p> เกษศิรินทร์ โสมคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7438 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแอปพลิเคชันส่งเสริมการดูแลสุขภาพบุคลากร (ธนาคารสุข) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6769 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันส่งเสริมการดูแลสุขภาพบุคลากร (ธนาคารสุข) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) ทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน การดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 175 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แอปพลิเคชันธนาคารสุขที่พัฒนาขึ้นตามวงจรพัฒนาระบบ (SDLC) และแบบสอบถามประสิทธิภาพและความพึงพอใจที่ผ่านการตรวจสอบความตรงจากผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แอปพลิเคชันธนาคารสุขสามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการบันทึกกิจกรรมสุขภาพทั้งระยะยาวและระยะสั้น พร้อมระบบสะสมคะแนน (Gamification) และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) เพื่อสร้างแรงจูงใจ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน ( = 4.45, S.D. = 0.57) ซึ่งอยู่ในระดับดีมากที่สุด โดยเฉพาะความสามารถในการทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ( = 4.53, S.D. = 0.54) และ 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.48, S.D. = 0.59) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ผู้ใช้งานให้คะแนนในระดับดีมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการออกแบบและความง่ายในการใช้งาน ( = 4.43, S.D. = 0.66) ด้านการนำระบบไปใช้ประโยชน์ ( = 4.40, S.D. = 0.66) และด้านการให้บริการช่วยเหลือ ( = 4.31, S.D. = 0.66) ตามลำดับ สรุปได้ว่าแอปพลิเคชันธนาคารสุขเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการและช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรในองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ไชยยันต์ ปาละมาณ, ปฐมฤกษ์ บัวแก้ว, ปิยะพงษ์ ทองเอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6769 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยเทคนิคของลีน กรณีศึกษา : กระบวนการการผลิตครกหินจังหวัดตาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5008 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะการดำเนินงานขององค์กร 2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้แนวคิดลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตครกหินแกนนิตตาก และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของ การประยุกต์ใช้แนวคิดลีน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือแรงงานในส่วนของอุตสาหกรรมครกหินแกรนนิตในจังหวัดตาก จำนวน 1,252 คน แทนค่าได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 295 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความสำคัญเกี่ยวของการประยุกต์ใช้แนวคิดลีนเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกโดยภาพรวมมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่าด้านการกำจัดความไม่สม่ำเสมอของกระบวนการ (MURA) มีความสำคัญอยู่ในระดับมาก ( = 4.14) รายข้อที่มีระดับความสำคัญมากที่สุดได้แก่ สร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ เน้นการทำงานร่วมกันได้ดีและมีการสื่อสารที่ดี เพื่อระบุและแก้ไขปัญหาความไม่สม่ำเสมอ ( = 4.36) ด้านการกำจัดการทำงานเกินกำลังของระบบ (MURI) มีความสำคัญอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) รายข้อที่มีระดับความสำคัญมากที่สุดได้แก่ ปรับสมดุลงาน โดยการแบ่งงานให้เท่าเทียมกันระหว่างพนักงานและเครื่องจักร เพื่อลดการทำงานเกินกำลัง (R=4-4.3) ด้านการกำจัดความสูญเปล่าในกระบวนการ (MUDA) มีความสำคัญอยู่ในระดับมาก (R=4.08) รายข้อที่มีระดับความสำคัญมากที่สุดได้แก่บำรุงรักษาเครื่องจักรตามแผนที่วางไว้ให้มีสภาพพร้อมผลิตตลอดเวลา ( = 4.29) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระดับความสำคัญเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แนวคิดลีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติก ด้านรูปแบบการจดทะเบียน ด้านระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ และด้านขนาดของธุรกิจ โดยภาพรวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ศักดิ์ดา เกิดการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5008 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7284 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการและแนวทางการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การศึกษาของสงฆ์มีรากฐานสำคัญจากหลักไตรสิกขาอันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งจำแนกภาระหน้าที่ออกเป็นฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ พัฒนาการทางการศึกษาได้ปรับเปลี่ยนตามบริบททางสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงยุคปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในปัจจุบัน ในยุคดิจิทัลโรงเรียนพระปริยัติธรรมต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาเอกลักษณ์ทางสมณสารูปควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพวิชาการสู่มาตรฐานสากล บทความนี้จึงเสนอแนะแนวทางพัฒนาผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน การพัฒนาทักษะวิชาชีพครูในศตวรรษที่ 21 และการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างศาสนทายาทที่มีศักยภาพในการดำรงตนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืนในสังคมร่วมสมัย</p> พระครูสิริปริยัตโยดม ไวยุวัฒน์, นพวรรณ์ ไชยชนะ, มะลิ ทิพพ์ประจง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7284 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 A STUDY ON ELEMENTARY CHINESE LANGUAGE TEACHING FOR INTERNATIONAL STUDENTS: EVIDENCE FROM QINGDAO HUANGHAI UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7287 <p>This study examined the effectiveness of elementary Chinese language instruction for international students at Qingdao Huanghai University. Specifically, it had three aims: 1) to assess the current state of elementary Chinese language teaching for international students at the university; 2) to identify key pedagogical problems in existing practices; and 3) to propose targeted recommendations for instructional improvement. A mixed-methods design was adopted to achieve these objectives, combining quantitative and qualitative approaches. Quantitative data were obtained from a corpus analysis of students' in-class exercises and homework and were analyzed using descriptive statistics. Qualitative data were collected through classroom observations and semi-structured interviews. Observation data were analyzed thematically, while interview data were subjected to content analysis.</p> <p>The findings corresponded directly to the research objectives. First, current instruction was characterized by highly standardized and inflexible practices, limited responsiveness to learner differences, inadequate academic support, and monotonous homework and assessment routines. Second, several pedagogical problems were identified, including rigid instructional procedures that prioritized linguistic forms over communicative competence, insufficient learning guidance associated with low student engagement, and repetitive assignments coupled with a single-mode evaluation system. Third, based on these findings, the study proposed a series of improvement strategies, including the adoption of student-centered differentiated instruction, task-based curriculum redesign focused on authentic communication, structured support mechanisms to enhance participation, and diversified assessment practices supported by timely formative feedback. Together, these findings offer practical insights for strengthening elementary Chinese language education for international students in higher education settings.</p> Song Pingping ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7287 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาแบบชี้แนะ กรณีศึกษา: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7143 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาแบบชี้แนะ และ (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานดังกล่าว การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น กลุ่มประชากรคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 1,349 คน จาก 185 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 302 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน ร่วมกับการสุ่มอย่างง่าย และระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทาง โดยใช้ข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่ ผู้บริหารและครูที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาแบบชี้แนะโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวางแผนการนิเทศมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน แสดงถึงความต้องการพัฒนาระบบนิเทศให้มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านการเตรียมการนิเทศมีความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือด้านการดำเนินการนิเทศ ด้านการประเมินและติดตามผล และด้านการวางแผนการนิเทศ ส่วนแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาแบบชี้แนะสามารถจำแนกได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ การเตรียมการนิเทศ การวางแผนการนิเทศ การดำเนินการนิเทศ และการประเมินและติดตามผล โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการกำหนดเป้าหมาย การส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์เชิงบวก การดำเนินบทบาทผู้นิเทศในลักษณะโค้ชที่สนับสนุนการเรียนรู้ การให้ข้อมูลย้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> วลัยลักษณ์ หมุดธรรม, ธันยาภรณ์ นวลสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7143 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียน พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7161 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม 2) ศึกษาวิธีการบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม 3) นำเสนอการบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ วิธีการดำเนินการวิจัย ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 136 รูป/คน ด้วยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ระยะที่ 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูป/คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และระยะที่ 3 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินการบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานด้านการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารมีการปฏิบัติในระดับที่เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ แต่ยังมีประเด็นที่สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีด้านที่อยู่ในระดับมาก จำนวน 3 ด้าน และอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 2 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการธำรงรักษาบุคลากร อยู่ในระดับมาก รองลงมา ได้แก่ ด้านการจัดบุคลากรเข้าปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก และด้านการพัฒนาบุคลากร อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ส่วนด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร อยู่ในระดับปานกลาง และด้านการสรรหาบุคลากร อยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>วิธีการบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ประกอบด้วย 1) ด้านทาน ผู้บริหารสนับสนุนทรัพยากร สื่อ เทคโนโลยี และโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพแก่บุคลากรอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาด้วยเจตนาแห่งเมตตา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมในการปฏิบัติงาน 2) ด้านปิยวาจา ผู้บริหารใช้การสื่อสารที่สุภาพ จริงใจ และสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่น เป็นมิตร และเคารพซึ่งกันและกัน 3) ด้านอัตถจริยา ผู้บริหารส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศติดตาม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและสถานศึกษา และ 4) ด้านสมานัตตตา ผู้บริหารวางตนอย่างเสมอภาค บริหารงานด้วยความยุติธรรม โปร่งใส มอบหมายงานตามความเหมาะสมของบุคลากร และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและพัฒนาการดำเนินงานร่วมกัน</li> <li>การบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีดังนี้ 1) ด้านทาน มุ่งเน้นการเกื้อกูลบุคลากรโดยจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาตลอดจนสวัสดิการอย่างเหมาะสม รวมถึงการให้คำชี้แนะด้วยความเอื้ออาทรเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการทำงาน 2) ด้านปิยวาจา เน้นการใช้การสื่อสารเชิงบวก สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ให้เกียรติและเสริมสร้างกำลังใจ พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างใจกว้างเพื่อสานสัมพันธ์อันดีในองค์กร 3) ด้านอัตถจริยา มุ่งจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และ 4) ด้านสมานัตตตา ยึดหลักธรรมาภิบาล บริหารงานด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย เป็นธรรม กระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสถานศึกษาอย่างแท้จริง โดยมีผลการประเมินการบริหารงานบุคคลตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> วัจกร ภูมิเขียว, บรรยวัสถ์ ฝางคำ, พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7161 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6946 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และเพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 327 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.87 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe’)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่1) ภาวะผู้นำวิสัยทัศน์ 2) ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุคดิจิทัล 3) ด้านการปรับปรุงระบ 4) ด้านความเป็นเลิศในการปฏิบัติวิชาชีพ 5) ด้านความเป็นพลเมืองดิจิทัล</li> </ol> สมพร ชัยชนะ, คัมภีร์ สุดแท้, ประยงค์ แก่นลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6946 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7361 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 2) ศึกษาแนวทางการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 การดำเนินการวิจัยเป็นงานวิจัยแบบผสมผสานแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัญหาการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำนวน 260 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.978 โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนในระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาแนวทางการนิเทศผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการนิเทศแบบสอนแนะและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจำนวน 7 ท่าน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เป็นแบบลักษณะคำถามปลายเปิดเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัญหาการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เท่ากับ .26 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ ในระดับปัญหามากที่สุด คือ ด้านการกำหนดเป้าหมาย และวางแผนดำเนินงานในการนิเทศการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบสอนแนะ เท่ากับ .22)<strong> </strong>2) แนวทางการนิเทศแบบสอนแนะเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ประกอบด้วยกระบวนการดำเนินงาน 3 ระยะหลัก ได้แก่ 1) ระยะก่อนการพัฒนา ประกอบด้วย 2 ด้านย่อย คือ ด้านการเตรียมการ และด้านการกำหนดเป้าหมายและวางแผน 2) ระยะการพัฒนา ประกอบด้วย 2 ด้านย่อย คือ ด้านการดำเนินการนิเทศ และด้านการประเมินและติดตามผล 3) ระยะหลังการพัฒนา ประกอบด้วย 1 ด้านย่อย คือ ด้านการสะท้อคิดหลังการนิเทศ</p> รัชชนก พูลพิพัฒน์, อัจฉราพรรณ กันสุยะ, ธีระวัฒน์ มอนไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7361 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของรัฐในการป้องกันความเสี่ยงจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อความปลอดภัยสาธารณะ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6663 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ขอบเขตอำนาจของหน่วยงานรัฐในการกำกับและสั่งการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากงานก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ (2) วิเคราะห์หน้าที่ของรัฐในเชิงกฎหมายมหาชนต่อการป้องกันความเสี่ยงสาธารณะ และ (3) เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายและนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและการวิจัยเชิงนิติศาสตร์เป็นหลัก กลุ่มตัวอย่างคือเอกสารทางกฎหมายและงานวิชาการที่คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสารและกรอบการวิเคราะห์เชิงกฎหมายมหาชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและการตีความบทบัญญัติกฎหมาย ผลการวิจัย พบว่า กฎหมายไทยมิได้ขาดอำนาจของรัฐในการป้องกันความเสี่ยงจากงานก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่มีลักษณะให้อำนาจอย่างกระจัดกระจายและขาดการกำหนดหน้าที่เชิงป้องกันที่ชัดเจนและเป็นระบบ อำนาจเชิงป้องกันจำนวนมากถูกกำหนดเป็นดุลพินิจที่ไม่ผูกพันให้รัฐต้องใช้อำนาจเมื่อเกิดความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังขาดมาตรฐานการตัดสินใจและกลไกความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาหลักของระบบกฎหมายไทยมิได้อยู่ที่การขาดอำนาจ แต่เป็นการขาดการแปลงอำนาจให้เป็นหน้าที่เชิงป้องกันที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายสาธารณะเพื่อยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะจากงานก่อสร้างขนาดใหญ่ในอนาคต</p> เกียรติก้อง มูลเมือง, พิทักษ์พงษ์ ชัยคช, บุญมาก กันหาสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6663 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6947 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา และสถานะ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 378 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.88 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และสถานะ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ประกอบด้วย ด้านการบริหาร ด้านโภชนาการ ด้านสุขาภิบาล และด้านการเงินและงบประมาณ</li> </ol> สุวรรณา เข็มแปร, สมเดช สาวันดี, สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6947 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ในเขตพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7449 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการใช้โซเชียลมีเดียของพรรคการเมืองในเขตพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียในเขตพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา ประชากร คือ นักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกพรรคการเมือง และประชาชนในพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ร่วมกับการสุ่มแบบลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) พรรคการเมืองและนักการเมืองท้องถิ่นมีการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารทางการเมือง โดยมีรูปแบบสำคัญ ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและนโยบาย การนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก และการถ่ายทอดสด รวมถึงการสื่อสารแบบสองทางและการใช้กลยุทธ์เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 2) ประชาชนมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านโซเชียลมีเดียในหลายระดับ ตั้งแต่การติดตามข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การแชร์ข้อมูล ไปจนถึงการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองออนไลน์และการมีปฏิสัมพันธ์กับพรรคการเมืองและหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตาม ระดับและคุณภาพของการมีส่วนร่วมขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน และระดับการตอบสนองของพรรคการเมืองและหน่วยงานรัฐ</p> มนัสชนะพล คงน้ำจืด, ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7449 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างทักษะ การเป็นผู้ประกอบการชุมชนของนักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6841 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบทักษะการเป็นผู้ประกอบการชุมชนและรูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประการชุมชนของนักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการชุมชนของนักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน และ 3) เพื่อประเมินประประสิทธิผลรูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงานเพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการชุมชนของนักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการเป็นผู้ประกอบการชุมชนประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การจัดการกระบวนการผลิต การจัดการห่วงโซ่คุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายทางสังคม และการตลาดดิจิทัล 2) รูปแบบการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนเข้าศึกษา ระยะระหว่างเรียน และระยะก่อนสำเร็จการศึกษา และ (3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระดับสูง</p> พินิต จันทน์เสนะ, นิลรัตน์ นวกิจไพฑูรย์, ติพร อัศวโสวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6841 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 PERSPECTIVE OF USER MOTIVATION AND SATISFACTION AS KEY DRIVERS OF KNOWLEDGE TRANSFER IN NANO-LEARNING https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6584 <p>This research aims to: 1) to examine the influence of user motivation on engagement in nano-learning environments. 2) to investigate the effect of user satisfaction on engagement and subsequent learning effectiveness. 3) to analyze the mediating roles of engagement and watch time in facilitating knowledge transfer on short-form video platforms. Data were collected from 538 Chinese users aged 18–35 familiar with nano-learning on short video platforms. All variables were measured using five-point Likert scales adapted from prior studies. Data from [N] participants were analyzed using SEM.</p> <p> Results show that: (1) motivation (β = 0.459) and satisfaction (β = 0.428) enhance engagement; (2) engagement affects watch time (β = 0.362) and learning effectiveness (β = 0.256), while watch time has the strongest effect (β = 0.750); (3) the model explains substantial variance (R² = 0.683, 0.592, 0.562).</p> Wanting He, Somdech Rungsrisawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6584 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านสาร Iodine-131 (I 131) ตามหลัก ALARA ในการดูแลผู้ป่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ของนักศึกษารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7286 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านสารไอโอดีนรังสี Iodine-131 (I-131) ตามหลัก ALARA และ 2) ศึกษาระดับทัศนคติต่อการป้องกันอันตรายจากรังสีตามหลัก ALARA ของนักศึกษารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรรังสีเทคนิค จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 76.67 และทุกคนเคยผ่านการอบรมด้านการป้องกันรังสีเพิ่มเติม แม้ว่ายังไม่เคยเรียนรายวิชาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับความรู้เกี่ยวกับสาร Iodine-131 และหลัก ALARA อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 46.67 รองลงมาคือระดับปานกลาง ร้อยละ 40.00 และระดับต่ำ ร้อยละ 13.33 โดยมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เท่ากับ 11.23 ± 2.14 คะแนน สำหรับระดับทัศนคติพบว่าโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านความตระหนักด้านความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.45, SD = 0.52) รองลงมาคือด้านการปฏิบัติตามหลัก ALARA (x̄ = 4.32, SD = 0.60) และด้านการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัย (x̄ = 4.10, SD = 0.58) ตามลำดับ</p> <p> สรุป นักศึกษารังสีเทคนิคมีความรู้และทัศนคติที่ดีต่อการป้องกันอันตรายจากรังสีตามหลัก ALARA อย่างไรก็ตาม ควรมีการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการอบรมเฉพาะด้านเพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติงานจริงในหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์</p> ปวรินทร์ ก้องพิริยะกุล, จงวัฒน์ ชีวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7286 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7201 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.91 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงานและขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารงานทะเบียนนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ประกอบด้วย ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการบังคับบัญชาสั่งการ ด้านการประสานงาน และด้านการควบคุม</li> </ol> ธนฤทัย สังฆะพรหม, กฤษฎา วัฒนศักดิ์, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7201 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6982 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก จำแนกตามตำแหน่ง อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน 3) หาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 โดยใช้การวิจัยแบบพหุระยะผสานวิธี ตอนที่ 1 เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารโรงเรียนและครูโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงแบบสอบถามเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t–test และOne-way ANOVA ตอนที่ 2 ทำการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความคิดเห็นของผู้บริหารและครู จำแนกตามตำแหน่ง อายุและประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะที่จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน คือมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 มี 2 ด้าน คือ 1) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ มีแนวทาง คือ ผู้บริหารประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการสถานศึกษา และร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายในการพัฒนาโรงเรียน 2) ด้านการมีจินตนาการ มีแนวทาง คือ ผู้บริหารให้การสนับสนุนครูอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา และนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษา</p> รุ่งเรือง สารวิจิตร, จักรกฤษณ์ โพดาพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6982 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมโดยใช้สถานการณ์เป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในรายวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7333 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานร่วมกับ Generative AI ในรายวิชาพระพุทธศาสนาให้มีคุณภาพเหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์รายวิชาพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ๒ จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้สถานการณ์เป็นร่วมกับ Generative AI 2) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ในรายวิชาพระพุทธศาสนา 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาประสิทธิภาพของแผนโดยใช้ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และการทดสอบค่า t (t-test dependent)</p> <p>ผลการการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้สถานการณ์เป็นฐานร่วมกับ Generative AI มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<em>M</em><strong><em> = </em></strong>4.97, S.D<em>.</em><strong><em> = </em></strong>0.21) และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.88/88.51</li> <li>2. ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ในรายวิชาพระพุทธศาสนาก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.45, <strong><em><br /></em></strong>S.D. = 0.85)</li> </ol> วชิรวิทย์ สายโท, ณัฐพล รำไพ, สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7333 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 INFLUENCE OF TRAINING AND DEVELOPMENT ON SUSTAINABLE ORGANIZATIONAL PERFORMANCE IN CHINA’S FINANCIAL INDUSTRY: THE MEDIATING ROLES OF EMPLOYEE ENGAGEMENT AND INNOVATIVE WORK BEHAVIOR IN GUANGDONG PROVINCE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7051 <p>The objectives of this study are: (1) to examine the effect of training and development (T&amp;D) on employee engagement (EE), (2) to investigate the effects of T&amp;D and EE on innovative work behavior (IWB), (3) to analyze the effects of T&amp;D, EE, and IWB on sustainable organizational performance (SOP), and (4) to examine the mediating and sequential mediating roles of EE and IWB in the relationship between T&amp;D and SOP. This research adopts a quantitative research design. The population consists of employees working in financial and investment organizations in Guangdong Province, China, and the sample comprises 406 participants selected through stratified random sampling. Data were collected using a structured questionnaire and analyzed through Structural Equation Modeling (SEM) using AMOS.</p> <p> The research results show that: (1) T&amp;D has a significant positive effect on EE (β = 0.62, p &lt; 0.001), (2) T&amp;D and EE have significant positive effects on IWB (β = 0.48, p &lt; 0.001; β = 0.55, p &lt; 0.001), (3) T&amp;D, EE, and IWB have significant positive effects on SOP (β = 0.30, p &lt; 0.001; β = 0.36, p &lt; 0.001; β = 0.41, p &lt; 0.001), and (4) EE and IWB serve as significant mediators, including a sequential mediation effect (T&amp;D → EE → IWB → SOP). The study concludes that training and development plays a critical role in enhancing sustainable organizational performance through both psychological (employee engagement) and behavioral (innovative work behavior) mechanisms. The recommended strategies include implementing continuous and development-oriented training programs, strengthening employee engagement initiatives, and fostering an innovation-supportive organizational environment</p> Wei Zhou, Nithima Yuenyong, Uthairt Mueangsan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7051 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7206 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา อายุ และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามอายุ โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่าง</li> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ประกอบด้วย ด้านการปรับตัวและติดตามนโยบาย ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการเป็นผู้นำทางวิชาการ ด้านการสื่อสารและสร้างเครือข่าย และด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ</li> </ol> ธันยารักษ์ สังโขบล, กฤษฎา วัฒนศักดิ์, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7206 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 IMPACT OF FINANCIAL LITERACY AND ENTREPRENEURIAL LITERACY ON COMPETITIVE ADVANTAGE AND FIRM PERFORMANCE OF COMMUNITY ENTERPRISES IN CHIANG MAI https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7447 <p>This research article aims to: (1) examine the effects of financial literacy on competitive advantage and firm performance; (2) investigate the influence of entrepreneurial literacy on competitive advantage and firm performance; and (3) analyze the mediating role of competitive advantage in the relationships between financial literacy, entrepreneurial literacy, and firm performance among community enterprises in Chiang Mai, Thailand. This study employs a quantitative research design, collecting data from 400 community enterprises using a cross-sectional survey. The data were analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). The research results found that, In response to Objective 1, financial literacy has a significant positive effect on competitive advantage (β = 0.34, p &lt; 0.001) and firm performance (β = 0.21, p &lt; 0.01). In response to Objective 2, entrepreneurial literacy has a significant positive effect on competitive advantage (β = 0.41, p &lt; 0.001) and firm performance (β = 0.25, p &lt; 0.01). In response to Objective 3, competitive advantage has a strong positive effect on firm performance (β = 0.39, p &lt; 0.001) and partially mediates the relationships between both financial literacy and entrepreneurial literacy and firm performance. These findings provide important practical implications. Strengthening financial management capabilities such as budgeting, cost control, and financial planning alongside developing entrepreneurial competencies, including innovation, opportunity recognition, and strategic decision-making, can enhance competitive advantage and improve firm performance. Policymakers and development agencies should support targeted training and capacity-building initiatives to promote sustainable growth among community enterprises.</p> Wipawee Srika , Kamolthip Kumjai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7447 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6666 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 และ 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณ 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของส่วนสภาพปัจจุบัน 0.97 และส่วนสภาพที่พึงประสงค์ 0.95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของครู เรียงจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล การรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัล สิทธิและความรับผิดชอบทางดิจิทัล กฎหมายดิจิทัล มารยาทดิจิทัล และการสื่อสารดิจิทัล ตามลำดับ</p> เสกสรรค์ พรมไชยา, โกวัฒน์ เทศบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6666 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานทั่วไปโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7204 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางในการบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 326 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่าง</li> <li>แนวทางการบริหารงานทั่วไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ประกอบด้วย ด้านงานสารบรรณและธุรการ ด้านงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม ด้านงานพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ และด้านงานกิจการนักเรียนและประชาสัมพันธ์</li> </ol> พรชนก สมพร, ภัทรฤทัย ลุนสำโรง, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7204 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7127 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา 2) พัฒนาแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา 3) ประเมินแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน แบบเชิงอธิบายเป็นลำดับ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 285 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสอบถามด้านสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และด้านสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา ด้านสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก และด้านสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา มีทั้งหมด 7 ด้าน รวมทั้งสิ้น 95 แนวทาง 3) การประเมินแนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของสถานศึกษา ประกอบด้วย ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วิทยา ปึวันนา, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ, สุชาดา บุบผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7127 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการอุตสาหกรรมกาแฟด้วยโซ่อุปทานในประเทศไทย : กรณีศึกษากาแฟบ้านป๊อก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5218 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ 1) วิเคราะห์การเพิ่มคุณภาพ กาแฟ อาราบิก้าและผลตอบแทนจากการผลิตเมล็ดกาแฟ โดยเน้นกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว 2) การวิเคราะห์โซ่อุปทานของสายการผลิตเมล็ดกาแฟสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และแนวทางการพัฒนาการจัดการระบบการผลิตให้ใช้วัสดุและอุปกรณ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3) เพื่อเสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานของวิสาหกิจชุมชน “กาแฟชุมชนบ้านป๊อก” อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟชุมชนบ้านป๊อก จำนวน 26 และนักวิชาการเกษตรอำเภอแม่ออน โครงการหลวงตีนตก พัฒนาการชุมชน ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ (Q Grader) ในประเทศไทยและสมาคมกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee Association: SCA) ของอเมริกา รวมจำนวนทั้งสิ้น 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสอบถามและแบบสัมภาษณ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนมีศักยภาพด้านการผลิตกาแฟ แต่ยังขาดการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ รวมทั้งจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟด้วยกระบวนการ Grading ตามมาตรฐาน SCA เพื่อยกระดับสู่ตลาด Specialty Coffee โครงการจึงจัดกิจกรรมอบรมและพัฒนาทักษะผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ การจัดแปลงปลูกกาแฟใต้ร่มเงา การรวบรวมผลสุก การแปรรูปกาแฟกะลา การคั่วกาแฟ และการตลาด พร้อมแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทาน โดยครอบคลุมการบริหารต้นน้ำโดยเกษตรกร กลางน้ำโดยวิสาหกิจชุมชนและโรงคั่ว ปลายน้ำโดยผู้จำหน่ายและร้านกาแฟ การมีส่วนร่วมของเกษตรกร และการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</p> สุดารัตน์ ทิพนานนท์, โสรัจ ทองประคัม, เกสรา ลีละวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5218 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การดำเนินการประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6803 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา 2) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา 3) เพื่อศึกษาการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา จำนวน 80 รูป/คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา อยู่ในระดับ มากที่สุด 2) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา อยู่ในระดับมากที่สุด 3) การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา ที่สอดคล้องมีทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุงคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา, การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา, การจัดให้มีการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (Self-Assessment Report SAR) สมการพยากรณ์การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา โดยสมการพยากรณ์การพัฒนาสมรรถนะครูในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 1.539 + 0.118 (X2) + 0.191 (X3) + 0.149 (X4) + 0.230 (X6) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z = 0.217Z<sub>x2</sub> + 0.432Z<sub>x3</sub> + 0.313Z<sub>x4</sub> + 0.328Z<sub>x6</sub></p> เจริญพร พรรณภักตร์, วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6803 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ว9/2564 ของสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6962 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหา 2) หาแนวทางพัฒนา และ 3) ประเมินแนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ว9/2564 ของสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู ในสถานศึกษาสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก จำนวน 188 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน ปีการศึกษา 2568 รวมทั้งสิ้น จำนวน 203 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ว9/2564 ของสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก โดยรวมและรายด้าน รวมเฉลี่ย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับ ปานกลาง </li> <li>แนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ว9/2564 ของสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ดังนี้ ด้านการจัดการเรียนรู้ มี 10 แนวทาง ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ มี 10 แนวทาง และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ มี 10 แนวทาง</li> <li>ผลการประเมินแนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ว9/2564 ของสหวิทยาเขตลุ่มน้ำวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก พบว่า ด้านความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ ทั้งโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก</li> </ol> กนกกาญจน์ มาเกิด, สุเนตร ทองคำพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6962 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7202 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่ง 3) ศึกษาแนวทางสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางสมรรถนะบุคลากรในการปฏิบัติงานสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 11 ประกอบด้วย ด้านสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เฉพาะทาง ด้านสมรรถนะด้านเทคโนโลยีช่วยสอนและสื่อการเรียนรู้ ด้านสมรรถนะด้านการประสานงานเครือข่ายและชุมชน และด้านสมรรถนะด้านการวิจัยและนวัตกรรม</li> </ol> ณรงค์ฤทธิ์ เนาวิรัตน์, สมัคร ไวยขุนทด, สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7202 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6751 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ และ 2) สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 22 คน และครูผู้สอน 325 คน รวมทั้งสิ้น 347 คน ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อของสภาพปัจจุบันอยู่ระหว่าง 0.717 - 0.919 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.989 และสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.677 - 0.925 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 ระยะที่ 2 การสร้างและประเมินโปรแกรมฯ โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และและดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของภาวะของผู้นำเชิงกลยุทธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็น พบว่าองค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ 1) ทัศนะเชิงปฏิรูป 2) การเรียนรู้และเปิดกว้างทางความคิด 3) ความคิดเชิงระบบ 4) คุณธรรมและจริยธรรม 5) วิสัยทัศน์เชิงอนาคต 6) มนุษยสัมพันธ์ 7) ความคิดยืดหยุ่น 8) กล้าตัดสินใจ ตามลำดับ</li> <li>โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ พัฒนาขึ้นตามกรอบแนวคิด 70:20:10 ประกอบด้วย 3 โมดูล ได้แก่ โมดูลที่ 1 การคิดเชิงกลยุทธ์ (วิสัยทัศน์เชิงอนาคตและความคิดเชิงระบบ) โมดูลที่ 2 การนำการเปลี่ยนแปลง (ทัศนะเชิงปฏิรูป การกล้าตัดสินใจ ความคิดยืดหยุ่น และการเรียนรู้และเปิดกว้าง) และโมดูลที่ 3 จริยธรรมและมนุษยสัมพันธ์ (คุณธรรมจริยธรรมและมนุษยสัมพันธ์) ผลการประเมินพบว่า โปรแกรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> ธิติสรรค์ บูชาทิพย์, ประสาท เนืองเฉลิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6751 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6872 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพอันพึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น พัฒนาแนวทางการพัฒนา และประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ เชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพอันพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 329 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพอันพึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และ 0.99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ระยะที่ 2 การพัฒนาพัฒนาแนวทางการพัฒนา เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริการการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบประเมินแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ มีค่าความเที่ยงตรง เชิงโครงสร้างอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพอันพึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และอยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และ มีค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น อยู่ระหว่าง 0.260 – 0.276 2) แนวทางการพัฒนา ภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ด้าน รวมทั้งสิ้น 120 แนวทาง และ 3) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงระบบของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> สิวะบุตร ไทยอ่อน, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ, สุชาดา บุบผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6872 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำกับการบริหารจัดการองค์การอย่างมีประสิทธิผล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6834 <p>ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผล เป็นความสามารถของผู้นำในการโน้มน้าว จูงใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ตาม ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายขององค์การ และความพึงพอใจในสถานการณ์ คุณสมบัติของผู้นำที่มีประสิทธิผล ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเอง และความสามารถในการแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผล ได้แก่ คุณธรรมและความซื่อสัตย์ การตระหนักรู้ในตนเอง ความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะในการสื่อสาร การคิดเชิงกลยุทธ์ การมุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติ การให้ความสำคัญกับบุคลากร และความคล่องตัวในการเรียนรู้ ความหมายหรือแนวคิดเรื่อง การบริหารจัดการ หมายถึง การใช้ทรัพยากรทางการบริหาร ได้แก่ ทรัพยากรบุคคล วัสดุ เครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน กลยุทธ์ วิธีการและงบประมาณ ในอันที่จะนำพาองค์การไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของพนักงาน ความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างนวัตกรรม เพื่อปรับสภาพแวดล้อมในการทำงำงานที่ดี ยึดมั่นในจริยธรรม เพื่อความสำเร็จและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้การบริหารจัดการล้วนอาศัยภาวะการนำของผู้บริหารองค์การ ส่วนความสำคัญของการบริหารจัดการ ได้แก่ การส่งมอบบริการและผลิตภัณฑ์ได้ตรงเวลา ลดการสูญเสียทรัพยากรการผลิต ช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารดีขึ้น การบรรลุเป้าหมาย และได้ผลกำไรที่สูงขึ้น และคำนิยามของประสิทธิผลขององค์การ หมายถึงระดับที่องค์การได้บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าประสงค์ หรือผลลัพธ์ขององค์การ ผ่านการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้พลังงาน เวลา งบประมาณ ทรัพยากรบุคคลและวัสดุอุปกรณ์ให้น้อยที่สุด องค์ประกอบของประสิทธิผลองค์การที่สำเร็จ ได้แก่ การสื่อสารที่ชัดเจน การมีผู้นำที่เข้มแข็ง การสร้างวัฒนธรรมเชิงบวกที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การเพิ่มศักยภาพให้แก่พนักงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมและพัฒนา การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์การจะช่วยให้องค์การสามารถเพิ่มประสิทธิผลโดยรวม ส่วนตัวชี้วัดของความมีประสิทธิผลองค์การ ได้แก่ ประสิทธิภาพทางการเงิน ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ความพึงพอใจของลูกค้า การมีส่วนร่วมของพนักงาน และความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์</p> ดวงเนตร ชาสุวรรณ, กิตติพงษ์ พิพิธกุล, พิพิธธนวดี สมคะเณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6834 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับ ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7149 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ งานวิจัยครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษา โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการครูด้วยโปรแกรม G*power ได้ขนาดเท่ากับ 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สำหรับผู้บริหารสถานศึกษามีกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณากลุ่มตัวอย่าง คือ 1) ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และ 2) มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการพิเศษ ได้จำนวน 3 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 3.94, S.D.=0.55) (2) ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄=3.97, S.D.=0.52) (3) ผลทดสอบสมมติฐาน การหาค่าความสัมพันธ์ภาวผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ระดับสูง (r<sub>xy</sub> = .868) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาระดับความสัมพันธ์ของทุกด้าน พบว่า มีสัมพันธ์กันในระดับปานกลางถึงระดับสูง</p> นฤมล สีสุข, สุจิตรา โอสถอภิรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7149 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7203 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.80 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการบริหารงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ประกอบด้วย 1) ด้านการระดมความคิดด้านการอำนวยความสะดวกแก่การดำเนินงานวิชาการของโรงเรียน 2) ด้านการส่งเสริมให้การดำเนินงานด้านอื่น ๆ ของโรงเรียนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 3) ด้านการเตรียมความพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงทางการจัดการศึกษา 4) ด้านการส่งเสริมให้นักเรียนมีความพร้อมและความพึงพอใจต่อการใช้ประโยชน์จากอาคารสถานที่ 5) ด้านการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและการให้บริการแก่ชุมชนโดยใช้อาคารสถานที่เป็นศูนย์กลาง</li> </ol> ธนกรณ์ ตามแต่รัมย์, วศิน สอนโพธิ์, พจน์ เจริญสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7203 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7136 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต&nbsp; 2 เป็นการวิจัยแบบแบบผสม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 225 คน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นแบบสอบถามมาตรวัดประเมินค่าแบบลิเคิร์ตสเกล ค่าความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ &nbsp;ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว กรณีพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทดสอบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบตามวิธีของเชฟเฟ่ &nbsp;ส่วนการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารเชิงกลยุทธ์โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนผู้ที่มีอายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน มีพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 &nbsp;3) แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลสารสนเทศในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดำเนินงาน และการนำผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารเชิงกลยุทธ์, ผู้บริหาร , ผู้บริหารสถานศึกษา</p> วีระพล พูลกลาง, จักรกฤษณ์ โพดาพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7136 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัล ของสถานศึกษา สหวิทยาเขตพลนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6979 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของสถานศึกษา 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของ และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงของแนวทางพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สหวิทยาเขตพลนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11 คน ครูผู้สอน จำนวน 208 คน ปีการศึกษา 2568 รวมทั้งสิ้น จำนวน 219 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สหวิทยาเขตพลนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ โดยรวมรายด้าน รวมเฉลี่ยอยู่ในระดับ ปานกลาง</li> <li>แนวทางพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สหวิทยาเขตพลนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ มี 7 ด้าน รวมทั้งหมดมี 54 แนวทาง </li> <li>ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงของแนวทางพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสหวิทยาเขตพลนคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ด้านความเหมาะสม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับ มาก</li> </ol> กมลวรรณ ศิริโภคานันท์, สุเนตร ทองคำพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6979 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผล การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7251 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อทำการศึกษาถึงระดับของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อทำการศึกษาถึงระดับของประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ 3) เพื่อทำการศึกษาความสัมพันธ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 4) เพื่อทำการศึกษาตัวแปรทำนายภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัด สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในสถานศึกษาสังกัดสพป. สุราษฎร์ธานีเขต 1 จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ และสถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกทุกด้าน มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงมาก (r=.821) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ4) ตัวแปรพยากรณ์ที่ใช้ในการพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้การวิเคราะห์สถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการสื่อสารดิจิทัล ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล และด้านการเรียนรู้และพัฒนาด้านดิจิทัล สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> ณัฐวดี ละออสุวรรณ, พระครูวุฒิชัยการโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7251 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6884 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัล 2) ศึกษาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 3) หาแนวทางในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 4) ประเมินแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) ผู้วิจัยกำหนดวิธีวิจัย เป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัลจากเอกสารแนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และใช้ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เป็นผู้ยืนยันองค์ประกอบ โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์โดยใช้ความถี่ และร้อยละ ระยะที่ 2 ศึกษาความเป็นพลเมืองดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช่ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 266 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 หาแนวทางในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการทางการศึกษา จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 4 ประเมินแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบประเมินแนวทาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความถูกต้องครอบคลุม โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบและตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองดิจิทัล มี 5 องค์ประกอบ 32 2) ความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย อยู่ในระดับมาก 3) แนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย มีจำนวน 23 แนวทาง 4) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล มีความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน </p> ขวัญหทัย ศรีปากดี, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ, พนายุทธ เชยบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6884 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7383 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 186 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product–Moment Correlation Coefficient)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <em> </em>= 4.37, S.D. = 0.24) โดยด้านความยืดหยุ่นและด้านการแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย สูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านวิสัยทัศน์ และด้านจินตนาการ ตามลำดับ (2) การบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.39, S.D. = 0.15) โดยด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตรและการนิเทศการศึกษา การพัฒนาการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน และการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ และ (3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = .350)</p> ชนัญชิญาดา จักทอง, สุจิตรา โอสถอภิรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7383 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7205 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 339 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และแบบสัมภาษแบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางการศึกษาต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ประกอบด้วย ด้านการระดมความคิด ด้านการร่วมวางแผน ด้านการร่วมลงมือปฏิบัติ ด้านการร่วมติดตามและประเมินผล ด้านการรับผลประโยชน์ร่วมกัน</li> </ol> อัจฉรา ราชวัง, ภัทรฤทัย ลุนสำโรง, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7205 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6929 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา การวิจัยดำเนินการ เป็นแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 313 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าระหว่าง 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยค่าที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารงานทั่วไป รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ตามลำดับ สำหรับแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 พบว่า ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการบริหารงานวิชาการ 2) ด้านการบริหารงานงบประมาณ 3) ด้านการบริหารงานบุคคล และ 4) ด้านการบริหารงานทั่วไป</p> จุฑามาศ ศรีจุมปา, ธารารัตน์ มาลัยเถาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6929 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7170 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร 2) ศึกษาแนวการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร และ 3) ประเมินแนวการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร การดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครู จำนวน 342 คน สุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดของโรงเรียนแล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (IOC = 0.60-1.00) สภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สภาพพึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <strong><em> </em></strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร โดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เครื่องมือเป็นแบบประเมินด้านความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ โดยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.361-0.461 2) แนวการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร ประกอบด้วย ด้านการรู้และเข้าใจดิจิทัล จำนวน 5 แนวทาง ด้านด้านการใช้ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 6 แนวทาง ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล จำนวน 6 แนวทาง ด้านจริยธรรมและความปลอดภัยทางดิจิทัล จำนวน 6 แนวทาง และด้านการสร้างวัฒนธรรมทางดิจิทัล จำนวน 5 แนวทาง รวมทั้งหมด 28 แนวทางการพัฒนาและผลการยืนยันใช้ได้ทุกแนวทางการพัฒนา 3) การประเมินแนวทางในด้านความเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และการประเมินแนวทางในด้านความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> รัฐพงษ์ นนทะคุณ, จิรันธนิน ทองธิราช, พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7170 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมหลักสัปปายะ 4 ในการบริหารจัดการวัดของคณะสงฆ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6940 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัดของคณะสงฆ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง 2) เพื่อศึกษาหลักสัปปายะ 4 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อการส่งเสริมหลักสัปปายะ 4 ในการบริหารจัดการจัดการวัดของคณะสงฆ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><em> </em></p> <p><em> </em></p> <p><em> </em>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัดของคณะสงฆ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง พบว่า ยึดหลักความเป็นระเบียบ โปร่งใส และมีระบบงานที่ชัดเจน ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ และการสาธารณูปการ โดยเจ้าอาวาสมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนา กำกับดูแลทรัพย์สินตามพระธรรมวินัย และส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชน เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและแหล่งเรียนรู้ของประชาชน</li> <li>หลักสัปปายะ 4 เป็นหลักธรรมว่าด้วยสิ่งที่เหมาะสมและเกื้อกูลต่อการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรม ประกอบด้วย (1) อาวาสสัปปายะ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (2) อาหารสัปปายะ อาหารที่เหมาะสม (3) ปุคคลสัปปายะ บุคคลแวดล้อมที่เกื้อกูล และ (4) ธรรมสัปปายะ กิจกรรมทางธรรมที่เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริหารจัดการวัดอย่างมีประสิทธิภาพ</li> <li>แนวทางการส่งเสริมหลักสัปปายะ 4 ในการบริหารจัดการวัด พบว่า มีการประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนาสภาพแวดล้อมวัดให้เหมาะสม การจัดอาหารที่เพียงพอและเป็นระบบ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพระสงฆ์กับชุมชน และการจัดกิจกรรมทางธรรมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้การบริหารจัดการวัดมีประสิทธิภาพ เป็นระเบียบ และส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน</li> </ol> พระครูกาเดิม (สดใส อินฺทรวํโส) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6940 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6818 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อร่างรูปแบบของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) เพื่อประเมินรูปแบบของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยรูปแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 36 โรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายงาน ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากโรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 780 คน เครื่องมือที่ให้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .990 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 3) แบบประเมินและรับรองรูปแบบ สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ใช้การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) องค์ประกอบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก และ 15องค์ประกอบย่อย</p> <p>2) รูปแบบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ School Administrators’ Strategies for International Standard School เรียกชื่อใหม่ว่า <strong><em>“</em></strong>SASISS Model” ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ (1) การมีวิสัยทัศน์ (2) การวางแผนกลยุทธ์ (3) การทำงานเป็นทีม (4) การควบคุมและประเมินกลยุทธ์</p> <p>3) ผลการประเมินรูปแบบการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่โรงเรียนมาตรฐานสากล จังหวัดนครศรีธรรมราช ในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า ค่าเฉลี่ยทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุติมา นพรัตน์, สันติ อุนจะนำ, สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6818 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบาย การท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7424 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง และ 2) ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบโครงการการท่องเที่ยวและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง กลุ่มประชากรที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและกิจกรรมไนท์รันในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง จำนวน 32 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ลักษณะของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทองมีลักษณะเป็นพลวัตตามบริบทพื้นที่ โดยมีทั้งรูปแบบที่อาศัยกลไกเชิงระบบและกติกากลาง และรูปแบบที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ทั้งนี้ นโยบายระดับชาติเน้นการดำเนินงานเชิงระบบ ขณะที่กิจกรรมเชิงพื้นที่เน้นความเป็นหุ้นส่วนและการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม อีกทั้ง ยังพบความแตกต่างของศักยภาพพื้นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม และความร่วมมืออาจมีความเปราะบางหากการดำเนินกิจกรรมต้องพึ่งพิงแรงจูงใจทางการเงินหรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากเกินไป 2) วิเคราะห์รูปแบบโครงการการท่องเที่ยวและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทองเป็นรูปแบบโครงการการท่องเที่ยวและปัจจัยที่ส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางการเงินและระบบดิจิทัล ซึ่งมีความรวดเร็วแต่ยืดหยุ่นต่ำ และรูปแบบกิจกรรมเชิงพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงแต่ต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความร่วมมือ ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบาย ความพร้อมด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ทุนทางสังคม ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งนี้ ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้จำกัดเพียงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความยั่งยืนของความร่วมมือ การกระจายประโยชน์ และการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง ในเชิงนโยบาย ควรปรับนโยบายดิจิทัลสู่แนวทางเชิงพื้นที่ที่ยืดหยุ่น ลดความเหลื่อมล้ำ เสริมบทบาทระดับจังหวัด และจัดตั้งกลไกพี่เลี้ยงดิจิทัล พร้อมยกระดับความร่วมมือรัฐ–เอกชนให้มีความเป็นสถาบันและมีเสถียรภาพ</p> ศิตา ทิพย์กัน, รวิภา ธรรมโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7424 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7207 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 335 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.81 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรวมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ประกอบด้วย ด้านนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อม ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านเครื่องมือ</li> </ol> ขวัญดาว ใครบุตร, พจน์ เจริญสันเทียะ, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7207 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7362 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานีเป็นอย่างไร 2) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานีเป็นอย่างไร การวิจัยในครั้งนี้ ขั้นตอนที่ 1 เป็นการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารเพื่อศึกษาองค์ประกอบการนิเทศก์ ขั้นตอนที่ 2 จะเป็นการให้ข้อมูลโดยกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เกี่ยวกับแนวทางการนิเทศโดยการสอนแนะของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี เพื่อยืนยันองค์ประกอบการนิเทศภายในโดยการสอนแนะ ซึ่งวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี พบว่า 1) การวางแผนและกำหนดเป้าหมายการนิเทศ มี 12 แนวทาง 2) การเตรียมการนิเทศ มี 8 แนวทาง 3) การปฏิบัติการนิเทศตามกระบวนการ มี 8 แนวทาง และ 4) การสรุปผลประเมิน และติดตามผลการนิเทศ มี 8 แนวทาง และพบว่าการประเมินแนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะผลการประเมินด้านความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการนิเทศโดยการสอนแนะของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.86, S.D. = 0.12)</p> คัมภีร์ จันทร์ศรี, จิรันธนิน ทองธิราช, พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7362 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6808 <p>การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 4) เพื่อศึกษาตัวแปรพยากรณ์การใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช จำนวน 304 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, = 0.34) 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, = 0.34) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันสูง (r = 0.791) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 4) ตัวแปรพยากรณ์การใช้หลักทศพิธราชธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน เรียงลำดับตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือ ด้านความไม่พิโรธ (X<sub>10</sub>) และด้านความอดทน (X<sub>9</sub>) รองลงมา ด้านศีล (X<sub>2</sub>) และด้านอ่อนโยน (X<sub>5</sub>) และด้านการบริจาค (X<sub>3</sub>) โดยตัวแปรทั้ง 5 ร่วมกันอธิบายความผันแปรแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน ได้ร้อยละ 64.70 (R² = .647) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001</p> สนชัย ช่างทอง, ทิพมาศ เศวตวรโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6808 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนในสหวิทยาเขตผาแต้ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7369 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียน และ 2. ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู รวมจำนวน 183 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 178 ฉบับ มีความสมบูรณ์ ทุกฉบับ คิดเป็น 97.27% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และมีข้อคำถามปลายเปิด แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง .47-.81 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียน โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( = 3.81, S.D. = .14) และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียน ที่สำคัญ 3 ประการแรก ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้แต่ละรายวิชามีพื้นที่ให้ผู้เรียนนำเสนอไอเดียหรือผลงานนวัตกรรมผ่าน TikTok, Reels หรือ YouTube ของโรงเรียน เพื่อฝึกการสรุปใจความสำคัญและการเล่าเรื่อง (2) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการฝึกคิดหาทางออกที่แปลกใหม่สำหรับปัญหาในโรงเรียนหรือสังคม และ (3) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของเครื่องมือดิจิทัลหลายชนิดก่อนเริ่มทำโครงงาน เพื่อเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ที่สุด</p> ภูเทพ แสงหอย, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7369 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาโรงเรียนอัจฉริยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6893 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพอันพึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นพัฒนาแนวทางการพัฒนา และประเมินแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนอัจฉริยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย เป็นวิจัยแบบผสมผสานวิธี ผู้วิจัยแบ่งการวิจัย เป็น 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย ปีการศึกษา 2568 จำนวน 259 คน ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ มีค่า ความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และ 0.97 ระยะที่ 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจาก 3 กลุ่ม ดังนี้ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และนักวิชาการศึกษา จํานวนกลุ่มละ 3 คน รวมทั้งหมด 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์มีค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างอยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และ ระยะที่ 3 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน โดยมาจากการเลือกแบบเจาะจง มีค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 โดย การวิเคราะห์ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของโรงเรียนอัจฉริยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคายอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และมีค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นอยู่ระหว่าง 0.120 – 0.210 2) แนวทางการพัฒนาโรงเรียนอัจฉริยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย มีจำนวนทั้งสิ้น 11 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี จำนวน 3 แนวทาง 2) ด้านบุคคล จำนวน 4 แนวทาง และ 3) ด้านการบริหาร จำนวน 5 แนวทาง และ 3) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาโรงเรียนอัจฉริยะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน </p> กมลพรรณ วันลีลา, พนายุทธ เชยบาล, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6893 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมหลักสัปปุริสธรรม 7 ในการบริหารงานคณะสงฆ์ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6782 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงานคณะสงฆ์ ของคณะสงฆ์อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง 2) เพื่อศึกษาหลักสัปปุริสธรรม 7 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อส่งเสริมหลักสัปปุริสธรรม 7 ในการบริหารงานคณะสงฆ์อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง การดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงเลิก (In-Depth-interview)</p> <p><em> </em>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>แนวคิดการบริหารงานคณะสงฆ์อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เน้นการยึดโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์และบทบาทผู้นำในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ควบคู่การพัฒนาวัดและพระภิกษุสงฆ์ พร้อมส่งเสริมการทำงานเป็นระบบ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของพระสังฆาธิการทุกระดับ เพื่อความเข้มแข็งและยั่งยืนขององค์กรสงฆ์</li> <li>หลักสัปปุริสธรรม 7 เป็นหลักธรรมที่ว่าด้วย “คุณสมบัติของคนดี” อันได้แก่ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล หลักธรรมนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานของผู้นำและผู้บริหาร เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่ต้องใช้ปัญญา ความรอบคอบ และความรับผิดชอบในการบริหารงานด้านพระพุทธศาสนา</li> <li>การส่งเสริมหลักสัปปุริสธรรม 7 ในการบริหารงานคณะสงฆ์อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ควรมุ่งประยุกต์ใช้ในทุกมิติของการบริหาร ได้แก่ การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การดำเนินงานตามเป้าหมาย การรู้จักตน ใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำงานร่วมกับชุมชน และรู้จักผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานคณะสงฆ์ สร้างความเข้มแข็งให้คณะสงฆ์ และตอบสนองต่อสังคมได้อย่างมีคุณภาพ</li> </ol> พระมหาภูเมธ ภูมิปญฺโญ (ฐานบัวทอง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6782 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์นาฏกรรมเพื่อความสามัคคีในชุมชนเขตพื้นที่บางแค https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6417 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างสรรค์นาฏกรรมเพื่อความสามัคคีในชุมชนเก็บข้อมูลกับสมาชิกในชุมชนที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ จำนวน 10-15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยข้อมูลเชิงปริมาณ:วิเคราะห์ด้วย สถิติ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ข้อมูลเชิงคุณภาพ:ใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จัดหมวดหมู่ข้อมูล วิเคราะห์ประเด็น แนวโน้ม และสรุปผล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) กระบวนการสร้างสรรค์นาฏกรรม (สร้างความสัมพันธ์–ออกแบบ–ฝึกซ้อม–สะท้อนผล)ทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมจริง และสะท้อนปัญหาชุมชนได้</p> <p> 2) การฝึกซ้อม 10 ครั้งทำให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาทักษะการแสดง การทำงานเป็นทีม และเข้าใจบทบาทตนเองมากขึ้น </p> <p> 3) ผู้เข้าร่วมมีการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมมีความมั่นใจมากขึ้น ทำงานเป็นทีมดีขึ้น ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น และเคารพกติกา</p> <p> 4) ความสามัคคีของกลุ่มอยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย 4.48) บรรยากาศในกลุ่มเป็นมิตร อบอุ่น สูงที่สุด</p> <p> 5) ในระดับชุมชน เกิดความสัมพันธ์ข้ามวัย มีการสื่อสารมากขึ้น รู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน</p> พิชญ์พชร เดชาศิรินรนนท์, อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6417 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครูศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6643 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 2) ศึกษาระดับการพัฒนาสมรรถนะครูศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 3) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จำนวน 284 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยพหุคูณ</p> <p> จากผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการสร้างอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี 2) ระดับการพัฒนาสมรรถนะครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการศึกษาต่อ ด้านการให้คำปรึกษาโดยครูพี่เลี้ยง ด้านการฝึกอบรมและสัมมนา และด้านการศึกษาดูงาน 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครู ได้แก่ การสร้างอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หรือการสร้างบารมี การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 4) สามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนาสมรรถนะครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสมการพยากรณ์การพัฒนาสมรรถนะครูในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.877 + 0.165 (X<sub>1</sub>) + 0.256 (X<sub>3</sub>) + 0.385 (X<sub>4</sub>) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z = 0.204Z X<sub>1</sub> + 0.283Z X<sub>3</sub> + 0.444Z X<sub>4</sub> </p> เจริญชัย วงศ์สิริธารา, วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6643 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7208 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาบุคลากรโดยใช้กระบวนการ PLC สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ประกอบด้วย ด้านการมีบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน ด้านการร่วมกันรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ด้านการสืบสอบเพื่อสะท้อนผลเชิงวิชาชีพ ด้านการร่วมมือรวมพลังและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และด้านการสนับสนุนโครงสร้างและความสัมพันธ์ของบุคลากร</li> </ol> วรรณี โตสกุล, สมเดช สาวันดี, สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7208 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6752 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (3) ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ (4) วิเคราะห์ปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานระบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 260 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 2 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวน การหาค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา โดยสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าสถานศึกษาขนาดเล็ก (2) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา โดยสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากกว่า (3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ การบูรณาการเทคโนโลยี การคำนึงถึงกฎหมายและจริยธรรม การใช้เทคโนโลยีในการประเมินผล และความรู้ด้านเทคโนโลยีของผู้บริหาร สามารถร่วมกันพยากรณ์การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ร้อยละ 55 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> เขมทัต พิมทอง, ชาญวิทย์ หาญรินทร์, ไพฑูรย์ พวงยอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6752 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6819 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตาม ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวนครู 331 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.972 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test แบบ Independent Sample Test และค่า วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) ศึกษาบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และรายด้านอยู่ในระดับมากและมากที่สุด 2) เปรียบเทียบบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตาม ระดับการศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) รวบรวมข้อเสนอแนะบทบาทการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ประเด็นที่มีการเสนอแนะมากที่สุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาครู</p> อมร ขุนจางวาง, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6819 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7150 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ วิธีดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร ด้านการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ด้านการมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ด้านการมีวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยี และด้านการใช้เทคโนโลยีในการวัดผลและการประเมินผล ตามลำดับ 2) ระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ตามลำดับ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ในระดับสูง(r<sub>xy</sub> = .869) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ปริญวัฒน์ หิรัณย์ทวีภัทร, สุจิตรา โอสถอภิรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7150 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการภาครัฐและปัจจัยคุณภาพในการดำเนินชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลจังหวัดชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6924 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเขตเทศบาล 2) วิเคราะห์การบริหารจัดการภาครัฐและปัจจัยคุณภาพในการดำเนินชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลจังหวัดชลบุรี จำนวน 162,600 คน โดยคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร ยามาเน่ ได้ 400 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้สูงอายุ 23 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสัมภาษณ์ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลจังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารจัดการภาครัฐและปัจจัยคุณภาพในการดำเนินชีวิตพบว่าตัวแปร 6 ด้านสามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 76.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตควรเน้นระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกและส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและรวมกลุ่มเพื่อสร้างความรู้สึกมีคุณค่า พร้อมดูแลความเหมาะสมของเบี้ยยังชีพเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับสุขภาวะทางจิตใจอย่างยั่งยืน</p> อรรฆยา พลดื้อ, นิเทศ ตินณะกุล, เบญยาศิริ งามสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6924 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเกมจำลองสถานการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือการกลั่นแกล้ง ทางไซเบอร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7430 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการรับมือการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ก่อนและหลังเรียนด้วยเกมจำลองสถานการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนอนุบาลชัยนาท จำนวน 80 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มร่วมกับการสุ่มอย่างง่าย ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เกมจำลองสถานการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ และแบบวัดความสามารถในการรับมือการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการรับมือต่อการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ทั้งด้านความรู้ ด้านกระบวนการ และด้านเจตคติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เกมจำลองสถานการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ได้ช่วยพัฒนาเฉพาะด้านความรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ แต่ยังช่วยพัฒนาด้านกระบวนการคิด การตัดสินใจ และด้านเจตคติของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการเผชิญสถานการณ์เสมือนจริงและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ รวมทั้ง การออกแบบให้ผู้เรียนได้สวมบทบาททั้งผู้ถูกกระทำ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ และผู้กระทำ ทำให้เกิดความเข้าใจผลกระทบของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์จากหลายมุมมอง</p> ยศวัจน์ อภิรัตน์ระพี, วัตสาตรี ดิถียนต์, บุญรัตน์ แผลงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7430 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษากระบวนการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทาน : กรณีศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7179 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทาน โดยใช้กรณีศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้จากการเลือกแบบเจาะจง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญดังนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียน 3 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนจำนวน 3 คน ครู จำนวน 9 คน กลุ่มเป้าหมาย จํานวน 15 ท่าน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) แบบสัมภาษณ์มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ประเมินรายข้อหาค่าความสอดคล้อง 0.5 ขึ้นไป และนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาสังเคราะห์ตามแนวคิดการบริหารตามวงจรคุณภาพเดมมิ่ง PDCA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การศึกษากระบวนการบริหารสถานศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนพระราชทาน โดยใช้กรณีศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน ตามแนวคิดการบริหารตามวงจรคุณภาพเดมมิ่ง PDCA พบว่า ด้านที่ 1 คุณภาพนักเรียน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพร้อมวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชน และตั้งเป้า ความเป็นเลิศ สร้างสื่อ ICT แบบครบวงจรเพื่อส่งเสริมครูใช้นวัตกรรมและเน้นการทำงานเป็นทีม นำผล การประเมินมาปรับการเรียนการสอน ด้านที่ 2 การบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ เป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ ในการพัฒนาหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศ มีการบริการที่ครอบคลุม มีการประกันคุณภาพภายในที่ชัดเจน คอยกำกับติดตามการใช้สื่อข้อมูลสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน นำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงพัฒนาระบบการบริหารจัดการ 3. การบริหารและการจัดการศึกษา ต้องบริหารที่มีส่วนรวมของภาคีเครือข่าย บริหารจัดการด้วยความโปร่งใส มีระบบดูแลนักเรียนที่เข้มแข็ง หมั่นตรวจสอบการเข้าถึงเทคโนโลยี มีการปรับปรุงแก้ไขทันที จัดทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน 4. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ มีการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล จัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก ใช้สื่อ ICT เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนบูรณาการในท้องถิ่นจัดซ่อมเสริมแกนักเรียนที่เรียนไม่ทันเพื่อน ประเมินเพื่อพัฒนาอยู่เสมอ พบจุดที่ต้องปรับปรุงต้องแก้ไขทันที 5. ความดีเด่นของสถานศึกษา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการสื่อสารกับผู้ปกครอง ร่วมกับ PLC กับเพื่อนครูทุกสัปดาห์</p> สุดาพร สู่สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7179 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7196 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่คาดหวังและแนวทางเกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู และ 3) ศึกษาประสิทธิผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครู 278 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเทศการศึกษา รวมถึงครูที่เข้าร่วมทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 30 คน ใช้เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ รูปแบบการนิเทศการนิเทศแบบออนไลน์ และแบบประเมินต่าง ๆ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการใช้ AI เพื่อสนับสนับสนุนการเรียนรู้ 2) รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ระบบสนับสนุนการนิเทศแบบลงพื้นที่และการนิเทศแบบออนไลน์ กระบวนการนิเทศแบบผสมผสาน และผลลัพธ์ของการนิเทศ 3) ผลการใช้รูปแบบ พบว่า ครูมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศในระดับมากที่สุด</p> กำธร ไพจิตต์, วัฒนา จินดาวัฒน์, วิวัฒน์ วรวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7196 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาระดับความสามารถในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ตามกรอบ แนวคิด AI-TPACK ของครูโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิ แห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6660 <p>บทความวิจัยนี้ วัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความสามารถด้าน AI-TPACK ของครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างของระดับความสามารถด้าน AI-TPACK ของครูสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยบริบทที่แตกต่างกันของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 28 แห่ง รวม 2,188 คน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูที่ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย 11 โรงเรียน จำนวน 327 คน และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 11 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าเอฟ (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสามารถในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ตามกรอบแนวคิด AI-TPACK ของครู โรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.74) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความรู้ด้านการสอน (M = 4.35) รองลงมา คือ ความรู้ด้านเนื้อหา (M = 4.32) ความรู้ด้านการสอนและเนื้อหา (M = 3.99) ความรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (M = 3.80) ความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเนื้อหา (M = 3.78) ความรู้บูรณาการด้าน AI-TPACK (M = 3.74) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการสอน (M = 3.73) ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างตามบริบทของครูพบว่า โรงเรียนที่สังกัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอน ประสบการณ์สอน และพฤติกรรมการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (ลักษณะ ความถี่ และการเข้าร่วมกิจกรรม) ส่งผลให้ระดับความสามารถ AI-TPACK แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งขนาดของสถานศึกษา อายุ และระดับชั้นที่สอน ไม่ส่งผลต่อความแตกต่างของระดับความสามารถ</p> พันธิตรา วะชะนะจันทร์, วัตสาตรี ดิถิยนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6660 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7102 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพและปัญหาของกระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการดังกล่าว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ ปราชญ์ชาวบ้าน สมาชิกชุมชน ครู และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ รวม 31 คน นอกจากนี้มีการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 5 คน และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้ 3 คน เพื่อตรวจสอบแนวทางที่พัฒนา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนยังไม่เป็นระบบ โดยขาดขั้นตอนการจัดความรู้ให้เป็นระบบและการประมวลกลั่นกรอง ส่งผลให้ความรู้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นความรู้ฝังลึกและกระจัดกระจายในตัวบุคคล ก่อให้เกิดช่องว่างของการเปลี่ยนผ่านความรู้ของชุมชน และ 2) แนวทางการพัฒนาควรมุ่งสร้างระบบการจัดการความรู้ที่บูรณาการองค์ประกอบด้านคน เทคโนโลยี และกระบวนการ เพื่อสนับสนุนการจัดเก็บ ถ่ายทอด และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในชุมชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืนข้อค้นพบสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการจัดการความรู้ในระดับชุมชน และนำไปสู่การเสนอแนวคิด “ช่องว่างของการเปลี่ยนผ่านความรู้” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการอธิบายความท้าทายของการจัดการความรู้ในบริบทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> ศุภัครจิรา พรหมสุวิชา, นิพนธ์ กล่ำกล่อมจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7102 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่น ผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่งของอินฟลูเอนเซอร์บนเฟซบุ๊กไลฟ์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6607 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่งของอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กไลฟ์ในประเทศไทย โดยศึกษาบทบาทของตัวตนในอุดมคติ ความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียล การปรากฏตัวทางสังคม การโน้มน้าวใจ ตัวตนที่แสดงออกมา ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของลูกค้า การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยรับชมและซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ จำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p><strong><em> </em></strong>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.38 และมีอายุระหว่าง 18<strong><em>–</em></strong>25 ปี ร้อยละ 81.56 โดยมีพฤติกรรมสั่งซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สตรีมมิ่งเฉลี่ย 1<strong><em>–</em></strong>2 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 83.12 ผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพบว่า ความไว้วางใจ การโน้มน้าวใจ และความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของลูกค้า ขณะที่การมีส่วนร่วมของลูกค้ามีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่งของอินฟลูเอนเซอร์ ผลการวิจัยนี้เสนอแนะแนวทางสำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาดในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และการไลฟ์สตรีมมิ่ง เพื่อสร้างความไว้วางใจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และส่งเสริมการตัดสินใจซื้อในตลาดฟาสต์แฟชั่น</p> ณัฐพล อุนภักดิ์, ธัญทิพย์ คฤหโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6607 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7113 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร (2) ศึกษาระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและ (3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี โดยวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชลบุรี จำนวน 361 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 5 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (F = 133.040, p &lt; .001) โดยมีค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .807 และค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) เท่ากับ .652 แสดงว่าสามารถอธิบายความแปรปรวนของการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้ร้อยละ 65.20 โดยด้านการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากร (X<sub>4</sub>) มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการนิเทศและประเมินผลการสอน (X<sub>2</sub>) ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน (X<sub>3</sub>) ด้านการสร้างบรรยากาศทางวิชาการ (X<sub>5</sub>) และด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายทางวิชาการ (X<sub>1</sub>) ตามลำดับ สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ Y<sub>tot </sub>= .27<em>7</em> (X<sub>4</sub>) + .212 (X<strong><sub>2</sub></strong>) + .223 (X<strong><sub>3</sub></strong>) + .209 (X<strong><sub>5</sub></strong>) + .174 (X<strong><sub>1</sub></strong>)</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรมุ่งเน้นการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู ระบบนิเทศแบบกัลยาณมิตร และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน และส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> ปนัดดา เจริญรุ่งวณิช, สุมิตรา ยาประดิษฐ์, ทนันเดช ยงค์กมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7113 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารและวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6923 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี 2) วิเคราะห์ปัจจัยการบริหารและวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรที่ศึกษาจำนวน 15,708 คน นำมาคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน ได้ จำนวน 390 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์นายกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 6 ท่าน และนายกเทศมนตรี จำนวน 6 ท่าน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ นำข้อมูลคุณภาพมาวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านระบบภายในสูงสุด รองลงมาคือ ด้านพนักงาน รูปแบบการบริหาร ทักษะ กลยุทธ์ โครงสร้าง และค่านิยมร่วม ทั้ง 7 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ปัจจัยการบริหารและวัฒนธรรมองค์การ 5 ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรมองค์การอัจฉริยะ บุคลากร วิธีปฏิบัติงาน วัฒนธรรมตามพื้นฐานค่านิยม และวัฒนธรรมองค์การการเปลี่ยนแปลง สามารถพยากรณ์ความสำเร็จขององค์กรได้ร้อยละ 71.40 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางพัฒนาความสำเร็จควรเน้นการสร้าง วัฒนธรรมองค์การอัจฉริยะ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาศักยภาพบุคลากรและวิธีปฏิบัติงานให้ยืดหยุ่น พร้อมปลูกฝัง ค่านิยมร่วม เป็นรากฐานในการขับเคลื่อนกลยุทธ์และโครงสร้างองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน</p> วัฒนา เหลืองอ่อน, นิเทศ ตินณะกุล, เบญยาศิริ งามสะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6923 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาด้านวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6930 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาด้านวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาด้านวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 217 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง</p> <p>เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาด้านวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากร สำหรับแนวทางการบริหารสถานศึกษาด้านวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า ประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารหลักสูตร 2) การบริหารการเรียนการสอน 3) การวัดและประเมินผล 4) การพัฒนาสื่อ อุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยี 5) การนิเทศการสอน 6) การวิจัยและพัฒนาบุคลากร 7) การประสานความร่วมมือ และ 8) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ</p> รุธิรา หุ่นโพธิ์, ธารารัตน์ มาลัยเถาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6930 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้บทเรียนอีเลิร์นนิงแบบมีปฏิสัมพันธ์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการ เขียนโปรแกรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7245 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบมีปฏิสัมพันธ์ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการเขียนโปรแกรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิงแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การวิจัยเป็นแบบเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) โดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนอีเลิร์นนิงแบบมีปฏิสัมพันธ์ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน แบบฝึกหัดวัดความสามารถในการเขียนโปรแกรม และแบบประเมินโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน พร้อมทั้งประเมินประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.20/80.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีคะแนนระหว่างเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80.20 และ 2) คะแนนหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80.29 แสดงถึงคุณภาพของบทเรียนอีเลิร์นนิงอบบมีปฏิสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.20 และหลังเรียนเท่ากับ 15.91 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้และความสามารถในการเขียนโปรแกรมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น</p> พิมพ์กาญจน์ จันทร์อัมพร, สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7245 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการเสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของเพศทางเลือกในสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6958 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพศทางเลือกในสังคมไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร จากการศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงพุทธปรัชญา เพื่อสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดในการส่งเสริมความเสมอภาคและการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยร่วมสมัย</p> <p>หลักพุทธธรรมที่สำคัญ ได้แก่ พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 ศีล 5 และหลักอนัตตา สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ การยอมรับ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยหลักเมตตาและกรุณาช่วยลดอคติและความเกลียดชัง หลักสมานัตตตาส่งเสริมความเสมอภาค และหลักการไม่เบียดเบียนช่วยป้องกันการเลือกปฏิบัติในทุกมิติ นอกจากนี้ การตีความหลักอนัตตาในเชิงสังคมยังช่วยลดการยึดติดในอัตลักษณ์ทางเพศ อันนำไปสู่การเปิดรับความแตกต่างอย่างมีเหตุผล และสอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากลในปัจจุบัน</p> <p> การการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ในระดับบุคคล ครอบครัว สถาบันการศึกษา และสังคมโดยรวม โดยมุ่งเน้นการปรับทัศนคติ การส่งเสริมความเข้าใจ และการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเคารพในความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของสถาบันศาสนาในการเผยแผ่หลักธรรมอย่างไม่กีดกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพศทางเลือกให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี อันจะนำไปสู่สังคมไทยที่มีความเสมอภาค ความเข้าใจ และสันติสุขอย่างยั่งยืน</p> ดำรงศักดิ์ กิมิล, ธวันชัย บุญเมือง, ภูวนัย บัวอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6958 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มผลิตภาพการหยิบสินค้าโดยการปรับปรุงจุดสั่งซื้อ ภายใต้ความไม่แน่นอนของอุปสงค์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6612 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบของการกำหนดจุดสั่งซื้อสินค้าแบบคงที่ที่มีต่อผลิตภาพการหยิบสินค้า 2) เพื่อหาจุดสั่งซื้อที่เหมาะสม (Optimal Reorder Point) ภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนของอุปสงค์ และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลิตภาพการหยิบสินค้าก่อนและหลังการปรับปรุง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคที่มีความสำคัญระดับ A และมีอุปสงค์ผันผวนสูง (ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรผัน &gt; 0.2) จำนวน 56 รายการ (SKUs) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการประยุกต์ใช้แบบจำลองความน่าจะเป็นเพื่อคำนวณหาจุดสั่งซื้อใหม่ร่วมกับระดับสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง และเปรียบเทียบผลด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong><em> </em></strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การใช้จุดสั่งซื้อแบบคงที่ที่ 3 ชิ้นเท่ากันทุกรายการ ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดมือ ณ จุดหยิบ พนักงานต้องสูญเสียเวลารอคอย ส่งผลให้ผลิตภาพการทำงานเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเพียง 85 กล่องต่อคนต่อชั่วโมง</p> <p> 2) จุดสั่งซื้อใหม่ที่คำนวณตามความผันผวนของอุปสงค์ มีความเหมาะสมและแตกต่างกันไปในแต่ละรายการ (ตั้งแต่ 4 ถึง 82 กล่อง) ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสินค้าขาดมือ ณ จุดหยิบ<strong><em> </em></strong>ได้อย่างเด็ดขาด</p> <p> 3) ภายหลังการปรับปรุง ผลิตภาพการหยิบสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 109 กล่องต่อคนต่อชั่วโมง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.24) แตกต่างจากก่อนการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสามารถทำผลงานได้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม ผลการศึกษานี้สามารถนำไปเป็นแนวทางเชิงนโยบายสำหรับธุรกิจคลังสินค้า ในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการอุปสงค์ที่มีความไม่แน่นอนได้อย่างยั่งยืน</p> ปนัดดา มูลเอี่ยม, ถิรนันท์ ทิวาราตรีวิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6612 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7185 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 จำนวน 297 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เลย เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ครูและผู้บริหารที่มีตำแหน่ง มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ขณะที่ครูและผู้บริหารที่มีระดับการศึกษาและประสบการณ์ทำงานมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และความไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน โดยเน้นการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงอนาคตอย่างเป็นระบบ ที่สอดคล้องกับบริบทและนโยบายทางการศึกษา และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความสามารถในการปรับตัว การเลือกใช้แนวทางการบริหารที่เหมาะสมตามสถานการณ์ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของวิจารณญาณเชิงวิชาชีพ อีกทั้งยังเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การเปิดโอกาสให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ และการต่อยอดแนวคิดเหล่านั้นไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา</li> </ol> เบญจมาศ ช่างเรือง, จักรกฤษณ์ โพดาพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7185 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการมีส่วนร่วมของ ครูประจำชั้นและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านบางกัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6697 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) พัฒนาแนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้การมีส่วนร่วมของครูประจำชั้นและผู้ปกครอง และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของระบบที่พัฒนาขึ้นในโรงเรียนบ้านบางกัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา เป็นการวิจัยเชิงแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยประชากรและกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 49 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินระบบ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการสำรวจความคิดเห็นและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการส่งต่อนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.1 อยู่ในระดับมาก และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.61 2) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 11 ข้อ การคัดกรองนักเรียน 11 ข้อ การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน 11 ข้อ การป้องกันและแก้ไขปัญหา 11 ข้อ และการส่งต่อนักเรียน 11 ข้อ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครูประจำชั้นและผู้ปกครอง ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นกรอบพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านบางกันได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และ 3) ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการมีส่วนร่วมของครูประจำชั้นและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านบางกัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงามีผลการประเมินด้านความเหมาะสม และด้านความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 อยู่ในระดับร้อยละ 100.00 ซึ่งมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ทั้งสองด้าน</p> ภัทรนันท์ ทิพย์รักษ์, สมเกียรติ สัจจารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6697 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7086 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง 2) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณ แบบเป็นขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียด พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมาคือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการกระตุ้นทางปัญญา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อมีการพิจารณาในรายละเอียด อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ รองลงมาคือ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานและด้านความรับผิดชอบ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความสำเร็จในการทำงาน 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการกระตุ้นทางปัญญา (X3) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X4) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (X2) และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์(X1) สามารถทำนายแปรแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ภาคกลาง ได้ร้อยละ 71.80 ( R2 = 0.851)</p> พัชราภรณ์ วารีศรี, สุภัทรศักดิ์ คําสามารถ, ปฐมพร อินทรางกูร ณ อยุธยา, วิเชียร อินทรสมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7086 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการติดตามสถานะอาหารแบบเรียลไทม์ต่อความไว้วางใจและความภักดีของผู้บริโภค ในจังหวัดนครราชสีมา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6898 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการติดตามสถานะอาหารแบบเรียลไทม์ต่อความไว้วางใจและความภักดีของผู้บริโภค ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา และมีประสบการณ์การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน อย่างน้อย 3 ครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวน400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลในเขตพื้นที่โชนเมืองเก่า สถานศึกษา บ้านพักอาศัย แหล่งอุตสาหกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า การติดตามสถานะอาหารแบบเรียลไทม์มีอิทธิพลทางบวกต่อความไว้วางใจ และความภักดีของผู้บริโภคในจังหวัดนครราชสีมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p> บุญมา อิ่มวิเศษ, ปริญญา โกวิทย์วิวัฒน์, ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6898 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP MODEL FOR ADMINISTRATORS OF HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN HEBEI PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6641 <p>This study aims to: (1) empirically delineate and validate core dimensions of transformational leadership for administrators in Hebei’s higher vocational colleges, integrating regional industrial and policy contexts; (2) construct a context-adapted, psychometrically sound model via mixed-methods;(3)provide evidence-based recommendations to enhance leadership capabilities and align vocational education with Hebei’s industrial upgrading. Research Methodology: A mixed-methods design was adopted: 9 semi-structured expert interviews informed a 115-item 5-point Likert questionnaire. Quantitative data were collected via stratified random sampling of 500 responders from 68 Hebei higher vocational colleges. Analyses included descriptive statistics, KMO/Bartlett’s tests, and exploratory factor analysis (EFA) with principal component analysis (PCA) and Varimax rotation.</p> <p>Research Results: The questionnaire exhibited excellent psychometric properties (KMO=0.974, Bartlett’s =39010.394, df=5356, p&lt;.001). EFA extracted 6 stable dimensions with 73 valid indicators (cumulative variance explained=61.38%), with “Vision and Support” as the core factor (34.031% variance contribution). Initial items had means of 3.64–4.03 (SD=0.630–0.996), indicating high perceived importance; “Vision and Support” ranked first (M=3.89, SD=0.837). The six dimensions are: Vision and Support, Industry-University-Research Collaboration Capacity, Organizational Culture, Distributed Leadership, Professional Development, and Information and Communication Technology Competence. A context-adapted model was constructed, reflecting the complementarity of formal institutional mechanisms and informal relational behaviors.</p> Xinya Tang, Ganratchakan Lertamornsak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6641 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุบ้านหนองหมากฝ้าย ตำบลหนองหมากฝ้าย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7694 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผู้สูงอายุในหมู่บ้านหนองหมากฝ้าย ตำบลหนองหมากฝ้าย จังหวัดสระแก้ว และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านหนองหมากฝ้าย ตำบลหนองหมากฝ้าย จังหวัดสระแก้ว เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่มีตัวแปรอิสระ 2 กลุ่มขึ้นไป</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผู้สูงอายุในหมู่บ้านหนองหมากฝ้าย ภาพรวมด้านร่างกาย ด้านจิตใจ อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านความสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง และด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับสูง</li> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านหนองหมากฝ้าย ภาพรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และมีโรคประจำตัวต่างกัน โดยมีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกัน</li> </ol> นภาภรณ์ ธัญญา, ชนิสรา แก้วสวรรค์, ต่อศักดิ์ บุญเสือ, ภูวนัย เพ็ชรไปร่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7694 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 DEVELOPING TAX PROFESSIONAL SKILLS USING CASE-BASED LEARNING FOR THE SECOND-YEAR VOCATIONAL STUDENTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6665 <p>In vocational tax education in Guangxi, China, a gap persists between theoretical instruction and the practical competencies required in real-world taxation. This study was intended to examine how effective Case-Based Learning is in enhancing tax skills among second-year vocational students. The objectives of this study were to: 1) compare students’ tax professional skills before and after learning through the traditional teaching method; 2) compare students’ tax professional skills before and after learning through Case-based learning (CBL); and 3) compare students’ tax professional skills between those taught through the traditional teaching method and Case-based learning. The study adopted a quasi-experimental pretest-posttest control group design in which 77 accounting students were selected as subjects using cluster sampling. The research instruments included the CBL lesson plans, traditional teaching lesson plans, and a tax professional skills assessment. Data were analyzed using descriptive statistics, paired samples t-tests and independent samples t-tests. The research revealed that the application of both traditional approaches and CBL resulted in significant improvements in the tax professional skills of the students (p &lt;.05). In addition, students in the CBL group achieved significantly higher post-test scores than those in the traditional teaching group at a statistical significance of .05. It can be said that CBL grounded in real work situations is more effective than traditional instruction in developing integrated tax professional skills among vocational students in the context of real work scenarios.</p> YaWen Fang, Sujin Nukaew, Rossarin Jermtaisong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6665 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700