วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP <p> <strong> วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> th-TH journalacademicpromotion@gmail.com (สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ) journalacademicpromotion@gmail.com (Dr.Ketsada Phathong) Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงาน ในสถานบันเทิง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7600 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง 2) วิเคราะห์ผลกระทบของการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง และ 3) เสนอแนวทางการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง แรงงานในสถานบันเทิง และนักวิชาการสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จำนวน 24 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวโน้มการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง พบว่า ปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถทดแทนแรงงานในงานเชิงเทคนิคได้แต่ยังมีข้อจำกัดด้านปฏิสัมพันธ์และอารมณ์ ต้นทุนการลงทุนสูงเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ยอมรับสูง ขนาดเล็กยอมรับต่ำ แรงงานกลุ่มอายุมากกลัวและต่อต้าน ส่วนกลุ่มอายุน้อยเปิดรับมากกว่า ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือนโยบายรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ 2) ผลกระทบของการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจพบว่าผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าแรงลงร้อยละ 40-60 ต่อเดือน แต่แรงงานไร้ทักษะเฉพาะได้รับผลกระทบรุนแรง ด้านสังคมพบว่าแรงงานตกงานหรือรายได้ลดลงส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงครอบครัวและชุมชน ด้านแรงงานพบว่าตลาดแรงงานเปลี่ยนจากปริมาณไปสู่คุณภาพ เกิดอาชีพใหม่ด้านเทคโนโลยี และ 3) แนวทางการบริหารการเปลี่ยนผ่านโดยการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับแรงงานในสถานบันเทิง แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับแรงงานควรพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและทักษะสังคม ระดับผู้ประกอบการควรใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างสมดุลและจัดฝึกอบรมแรงงาน และระดับนโยบายสาธารณะภาครัฐควรกำหนดกฎหมายรองรับ พัฒนาทักษะแรงงาน จัดระบบเงินชดเชย สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน</p> ชญาพิชชา มันทนาโอภากุล, กมลพร กัลยาณมิตร, สถิตย์ นิยมญาติ, ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชนชัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7600 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 PROBLEMS AND OBSTACLES IN DEVELOPING ENGLISH SPEAKING SKILLS AMONG FIRST-YEAR UNDERGRADUATE STUDENTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7388 <p>This study aimed to investigate the problems and obstacles in developing English-speaking skills among first-year students at a public university in northeastern Thailand. The sample consisted of 30 first-year students enrolled in the English for Communication course during the first semester of the 2025 academic year, selected through purposive sampling. Data were collected through a structured questionnaire consisting of 35 items, which was divided into three parts: (1) participants’ general background information, (2) problems related to English-speaking skills, and (3) obstacles affecting the development of these skills. The questionnaires were administered directly to the participants during class sessions. The data were analyzed using mean and standard deviations (S.D.).</p> <p>The findings revealed that two out of twenty items were rated at a very high level of speaking difficulty. The most significant problems identified were limited vocabulary (x̄ = 4.63) and limited understanding of grammar (x̄ = 4.53), suggesting that linguistic competence is a major barrier to effective communication. In terms of obstacles to developing speaking skills, the results showed that large class size was the most critical issue (x̄ = 4.60), as it limited students’ opportunities to engage in speaking activities effectively. Additionally, students reported other challenges, including a noisy classroom environment, lack of confidence, and limited opportunities to practice English with teachers, classmates, and foreign speakers. These factors collectively hinder the development of students’ English-speaking proficiency.</p> Sivakorn Tangsakul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7388 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7656 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 และ 2) สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาปัจจัยความสำเร็จจากโรงเรียนกรณีศึกษา 5 โรงเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน <strong><em> </em></strong>ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าระดับเขตพื้นที่ 3 ปีการศึกษาติดต่อกันและมีผลคะแนนสูงเป็นอันดับ 1 ในแต่ละอำเภอ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือหัวหน้าฝ่ายงานวิชาการ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารงานวิชาการ ครอบคลุมงานวิชาการ 8 ด้าน และแบบบันทึกการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ประเด็น การสรุปแก่นสาระ และการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบโดยสังเคราะห์ผลจากระยะที่ 1 ร่วมกับเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วตรวจสอบและปรับปรุงร่างรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 7 คน เครื่องมือวิจัย คือ ร่างรูปแบบและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา โดยจำแนกข้อเสนอแนะเป็นประเด็นที่เห็นพ้อง ประเด็นที่ควรเพิ่มเติม และประเด็นที่ต้องปรับปรุง ก่อนสังเคราะห์เป็นรูปแบบฉบับสมบูรณ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ประกอบด้วยการบริหารแบบมีส่วนร่วมบนฐานข้อมูล ภาวะผู้นำทางวิชาการ การใช้ข้อมูลสารสนเทศ การพัฒนาหลักสูตรตามบริบท การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การพัฒนาครูและการนิเทศอย่างต่อเนื่อง การประกันคุณภาพภายใน และการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยปัจจัยเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และ 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศที่พัฒนาขึ้น คือ SYNERGY FOR EXCELLENCE: การผสานพลังเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาของรูปแบบ การดำเนินงาน และการประเมินผล โดยมีแกนขับเคลื่อน 6 ประการ คือ ภาวะผู้นำทางวิชาการ การมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีม การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การใช้ข้อมูลสารสนเทศ การพัฒนาครูและระบบนิเทศ และการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นตามบริบท</p> จารุวรรณ สรประสิทธิ, นวรัตน์ ไวชมภู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7656 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา อำเภอศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6959 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา และ 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา อำเภอศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย และแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 175 คน ปีการศึกษา 2568 และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา อำเภอศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 พบว่า โดยรวมโดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.62, S.D. = 0.41) เรียงค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ คือ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา ( = 4.67, S.D. = 0.41) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ( = 4.67, S.D. = 0.42) ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา( = 4.66, S.D. = 0.37) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ( = 4.59, S.D. = 0.50) และ ด้านการนิเทศการศึกษา ( = 4.49, S.D. = 0.58) ตามลำดับ</li> <li>แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา อำเภอศรีสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ประกอบด้วย 5 ด้าน มี 45 แนวทาง ดังนี้ สถานศึกษาควรปรับระบบการบริหารจัดการภาระงานของครู และพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้และหลักสูตรในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อการประกันคุณภาพ การจัดสรรทรัพยากรด้านสื่อและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการนิเทศและติดตาม เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลอย่างเป็นระบบ</li> </ol> จักรพันธุ์ ขันมณี, จารุวรรณ แก่นทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6959 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย* https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7606 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ (1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย และ (2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หัวหน้าครัวเรือนในพื้นที่บ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำนวน 226 ครัวเรือน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 222 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.35, S.D. = 0.62) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีอยู่ในระดับมาก ( = 3.53, S.D. = 0.70) ขณะที่ด้านความพอประมาณ ด้านความมีเหตุผล ด้านเงื่อนไขความรู้ และด้านเงื่อนไขคุณธรรม อยู่ในระดับปานกลางทั้งหมด และ (2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของบ้านหล่ายงาว หมู่ 1 อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พบว่า ควรส่งเสริมการใช้จ่ายอย่างพอเพียง การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชน การพึ่งพาตนเองและความเข้มแข็งของชุมชน การอบรมอาชีพและการใช้เทคโนโลยีในชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมความสามัคคีและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน</p> อนุตตมา อมรวิวัฒน์, กมลพร กัลยาณมิตร, สถิตย์ นิยมญาติ, ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชนชัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7606 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะ ความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6905 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 <br />2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 205 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่าโดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ด้านการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ ด้านการปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นระบบ และด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัล</li> </ol> ปิยะดา ลื่นกลาง, ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกูล, สุพล จอกทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6905 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 THE ARTISTIC PERFORMANCE AND CULTURAL INTERPRETATION OF THE CELLO IN CHINESE NATIONAL ORCHESTRAS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7668 <p>This study aims to: 1) present the cognitive content and cognitive differences of different subjects regarding the cello in Chinese national orchestras; 2) analyze the underlying reasons for these cognitive differences; 3) refine the practical knowledge system of integrating the cello into national orchestras; and 4) reflect on the cultural issues involved in the modernization process of Chinese national orchestras. A qualitative research design was adopted. Data were collected from 24 informants, including performers, composers, theorists, audiences, and cultural administrators, through literature analysis and semi-structured interviews. The data were analyzed using thematic and interpretive analysis.</p> <p>The findings show that: 1) different subjects construct distinct understandings of the cello’s function, cultural positioning, and artistic value, despite its general acceptance as a bass-support instrument, with continuing differences in timbre identity and its relationship with traditional Chinese bowed instruments; 2) these cognitive differences are shaped by professional roles, institutional positions, and cultural expectations, with performers emphasizing technical adaptation, theorists focusing on sonic structure, administrators highlighting policy legitimacy, and audiences stressing emotional perception; 3) the cello has formed a functional knowledge system centered on ensemble coordination and performance adaptation, though tensions remain between functional efficiency and artistic subjectivity; 4) its integration reflects broader cultural negotiations in orchestral modernization, particularly in relation to cultural identity, hybridity, and institutional governance. The study concludes that the cello should be understood not merely as an imported instrument, but as a culturally reconstructed musical role continuously shaped through performance practice, institutional discourse, and audience reception. It functions as both a sonic bridge and a symbolic medium in the ongoing reconfiguration of Chinese national orchestral culture.</p> Fangfang Feng, Palphol Rodloytuk, Kovit Kantasiri ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7668 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการตามหลัก กัลยาณมิตรธรรม 7 ของโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7720 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สังเคราะห์สภาพกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการของโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล 2. เสนอแนวทางการจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ของโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 ท่าน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 ท่าน รองผู้อำนวยการ 4 ท่าน และครูผู้สอน 15 ท่าน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการสังเคราะห์สภาพกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการ ในช่วงปีการศึกษา 2565-2567 พบว่าการดำเนินงานมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจากระดับ “ดีมาก” สู่ระดับ <br />“ยอดเยี่ยม” โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการ NWP Model (วงจรคุณภาพ PDCA+A) มีกิจกรรมครอบคลุม 4 มิติหลัก คือ ด้านอารมณ์และสังคม ร่างกายและการเคลื่อนไหว สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ และด้านการสื่อสารและพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาอุปสรรคในด้านความหลากหลายของประเภทความพิการ ศักยภาพที่แตกต่างกันของนักเรียน ข้อจำกัดทางด้านการเคลื่อนไหว และรูปแบบการประเมินผลเชิงพัฒนาการที่ยังไม่หลากหลายเพียงพอ</li> <li>แนวทางการจัดกิจกรรมตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ผู้วิจัยได้บูรณาการหลักธรรมเข้ากับขั้นตอนการฟื้นฟู 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การคัดกรองเด็ก ใช้หลักปิโย สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่นเพื่อให้เด็กไว้วางใจ 2) การวางแผนการบริการ ใช้หลักครุ โดยครูต้องแสดงความเชี่ยวชาญในการจัดทำแผน IEP ตามหลักวิชาการ 3) การให้บริการ ใช้หลักวัตตาและวจนักขโม สื่อสารอย่างเหมาะสมและอดทนต่อข้อจำกัดของเด็ก 4) การทบทวนและปรับเปลี่ยนการบริการ ใช้หลักภาวนีโย พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 5) การยุติการบำบัด ใช้หลักโน จัฏฐาเน นิโยชเย รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพและเน้นความปลอดภัยของเด็ก และ 6) การส่งต่อ ใช้หลักคัมภีรัญจะ กถัง กัตตา ถ่ายทอดข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายแก่ผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญ</li> </ol> ภัสร์วริญญ์ ปุญญวนิชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7720 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7111 <p>This research aimed to: (1) study the current conditions and needs for promoting learning management among teachers in Phra Pariyattidhamma Schools; (2) examine the promotion of learning management based on the Four Principles of Iddhipada for teachers in Phra Pariyattidhamma Schools; and (3) evaluate the promotion of learning management based on the Four Principles of Iddhipada for teachers in Phra Pariyattidhamma Schools. This study employed a multi-phase mixed methods research design. In Phase 1, the sample group consisted of 136 monks/persons selected through simple random sampling. The research instrument was a questionnaire. In Phase 2, 10 key informants were selected through purposive sampling, and the research instrument was an interview form. In Phase 3, 5 experts were selected through purposive sampling, and the research instrument was an evaluation form on the promotion of learning management based on the Four Principles of Iddhipada for teachers in Phra Pariyattidhamma Schools, General Education Division, Ubon Ratchathani Province, Area 9. The statistics used in the research included percentage, mean, and standard deviation. </p> <p>The research findings revealed that: 1. The current conditions and needs for promoting learning management among teachers in Phra Pariyattidhamma Schools were overall at a moderate level. 2. The promotion of learning management based on the Four Principles of Iddhipada for teachers in Phra Pariyattidhamma Schools consisted of the following: (1) Chanda: establishing a motivation and recognition system for teachers who concretely improve learning management; (2) Viriya: developing practical teacher development processes; (3) Citta: determining teacher competency frameworks in accordance with 21st-century skills; and (4) Vimamsa: developing monitoring, evaluation, and reflective systems for learning management using empirical data. 3. The evaluation of the promotion of learning management based on the Four Principles of Iddhipada for teachers in Phra Pariyattidhamma Schools was overall at the highest level.</p> พระมหาพรชัย วลฺลโภ (สิทธิปกรณ์), พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, บรรยวัสถ์ ฝางคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7111 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7621 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 322 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนา จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนา โดยผู้เชี่ยวชาญ 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นมีค่าระหว่าง 0.288 - 0.541 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การจัดการความเสี่ยง รองลงมา ได้แก่ การคิดสร้างสรรค์และทักษะเชิงนวัตกรรม การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม การสร้างบรรยากาศในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การสร้างแรงจูงใจ และ การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ตามลำดับ</p> <p>2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ รวม 24 แนวทาง</p> <p>3) การประเมินแนวทางด้าน ความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเหมาะสม โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ญาณวรุตฏ์ มิทราวงศ์, พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์, ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7621 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับกระบวนการอ่านตามโปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7730 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับกระบวนการอ่านตามโปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) และ <br />2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสี่แยกสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 39 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน (2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 เรื่อง (3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ และ (4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 19.77 (<em>S.D.</em> = 3.02) และ หลังเรียนเท่ากับ 25.74 (<em>S.D.</em> = 1.52), <em>t</em>(38) = 17.10, <em>p</em> &lt; .001 (2) ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยมีค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 87.14 / 85.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ (3) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อ ชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 (<em>S.D.</em> = 0.56)</p> อภิเชษฐ์ ศรีงามเมือง, ณัฐกฤตา นามมนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7730 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7115 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงานบุคคล กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 และ 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และเจ้าหน้าที่ กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของผู้บริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 3.67 , S.D. = 0.36) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า วิธีการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับมากทุกด้าน <br />2. สภาพปัจจุบันการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />(x ̅ = 3.71 , S.D. = 0.26) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า วิธีการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับมากทุกด้าน 3. แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 8 ควรกำหนดนโยบายด้านการบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลสำหรับหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษา การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง และการสร้างมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการสรรหา บรรจุแต่งตั้ง การประเมินผล และพัฒนาบุคลากรโดยยึดหลักความโปร่งใสความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วม สรุปมาสามร้อยคำ</p> พระใบฎีกาขจรวิทย์ กิตฺติปญโญ (กิจขยัน), พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7115 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้า กรณีศึกษาผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7057 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้า กรณีศึกษาผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี และ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาปรับปรุงของคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้า กรณีศึกษาผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลกับ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ใช้บริการขนส่งส่งสินค้า ของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จำนวน 28 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม ผู้วิจัยแจกและเก็บแบบสอบถามได้เต็มจำนวน ร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลวิจัย พบว่า 1) ระดับคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้า กรณีศึกษาผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ระดับความคาดหวังก่อนใช้บริการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก และระดับความพึงพอใจหลังใช้บริการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาปรับปรุงของคุณภาพการให้บริการขนส่งสินค้า กรณีศึกษาผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี พบว่า ด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ Gap เชิงลบ (-0.05) ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้รับบริการ Gap (-0.04) ด้านความให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการ Gap (-0.01) ด้านความเป็นรูปธรรม Gap (0.07) และด้านความน่าเชื่อถือในการบริการ Gap (0.03)</p> ธัชธร รื่นรมณ์วารี, ฐิติมา วงศ์อินตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7057 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 THE DEVELOPMENT GUIDELINES FOR VOCATIONAL COMPETENCE OF STUDENTS AT GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7580 <p>This study aims to investigate the current level of vocational competence among students at Guangxi Talent International College and to propose a corresponding set of development guidelines. The research employed an explanatory sequential mixed method. Quantitative data were collected from a sample of 375 students via a self-assessment questionnaire, while qualitative insights were obtained through semi-structured interviews with five experienced teachers and administrators. Data analysis involved descriptive statistics and thematic analysis.</p> <p>The research findings are as follows:</p> <p>1) The overall vocational competence of students across five core dimensions was at a high level ( =4.01, S.D.=0.81). Among these, "Information Processing and Digital Literacy" ranked the highest ( =4.22, S.D.=0.72), whereas "Lifelong Learning and Self-improvement Capabilities" ranked the lowest, though still at a high level ( =3.89, S.D.=0.91).</p> <p>2) Based on the identified strengths and relative weaknesses, a comprehensive framework of development guidelines was formulated. The proposed guidelines emphasize enhancing applied professional confidence, bridging digital tool proficiency with authentic problem-solving, integrating cross-cultural communication training, fostering a supportive innovation ecosystem, and cultivating intrinsic motivation for self-regulated learning. </p> Duan TangWen, Wichian Intarasompun, Nuttamon Punchatree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7580 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษา แบบขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7744 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียน 2) ศึกษาวิธีการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษาแบบขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 118 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษาแบบขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มศรีรัตนะ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ งานวินัยและความประพฤตินักเรียน งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน งานกิจกรรมนักเรียน งานส่งเสริมกิจการแนะแนว และงานส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตยในสถานศึกษา</p> <p>2) วิธีการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอิทธิบาท 4 มุ่งเน้นการส่งเสริมความพอใจ ความเพียร ความเอาใจใส่ และการพิจารณาปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องในทุกด้านของการดำเนินงาน และ</p> <p>3) แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนตามหลักอิทธิบาท 4 มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารงานกิจการนักเรียนของสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รัสนัฎชา ปาทาน, พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, บรรยวัสถ์ ฝางคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7744 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน : ศึกษากรณีเทศบาล นครอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7894 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการและพัฒนาบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลนครอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร (2) ศึกษาปัญหา อุปสรรค และความต้องการของประชาชนต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ (3) เสนอแนะแนวทางในการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามของประชาชนในพื้นที่เทศบาลนครอ้อมน้อย จำนวน 400 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เทศบาล และผู้นำชุมชน จำนวน 15 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><strong> </strong>1) ประชาชนในเขตเทศบาลนครอ้อมน้อยมีระดับการมีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะด้าน โครงสร้างพื้นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̅<strong>= </strong>3.78, S.D.= 0.68) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน</p> <p><strong> </strong>2) โดยภาพรวมประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหา อุปสรรค และความต้องการต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลนครอ้อมน้อย อยู่ในระดับมาก (X̅<strong> = </strong>3.98, S.D.= 0.79) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ งบประมาณในการพัฒนาและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอ</p> <p><strong> </strong>3) แนวทางการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลนครอ้อมน้อยควรให้ความสำคัญกับ การพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาระบบการสื่อสารข้อมูลระหว่างเทศบาลกับประชาชน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน</p> ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7894 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ความสุขเล็ก ๆ : รากฐานของสุขภาวะทางจิตและการฟื้นตัว ทางจิตใจ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7684 <p>บทความนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายแนวคิด ความสำคัญของการรับรู้ความสุขเล็ก ๆ ในฐานะรากฐานสำคัญของสุขภาวะทางจิตและการฟื้นตัวทางจิตใจของมนุษย์ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนา (Descriptive Literature Review) ที่ศึกษาจากทฤษฎี และงานวิจัย ที่เกี่ยวกับความสุขเล็ก ๆ ทั้งในและต่างประเทศโดยเชื่อมโยงกับจิตวิทยาเชิงบวกและแนวคิดเชิงปรัชญาที่เกี่ยวกับความสุขในสังคมที่แตกต่างกัน จากการศึกษาพบว่า การรับรู้ความสุขเล็ก ๆ เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสังเกต ตระหนักรู้ และดื่มด่ำกับประสบการณ์เชิงบวกขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิตของบุคคล โดยอารมณ์เชิงบวกขนาดเล็กที่เกิดอย่างต่อเนื่องจะขยายขอบเขตความคิดและสร้างทรัพยากรทางจิตใจระยะยาว (Fredrickson, 2001) ทำให้เกิดการยืดหยุ่นทางความคิด และช่วยให้ฟื้นตัวจากวิกฤต ประเด็นสำคัญคือการรับรู้ความสุขเล็ก ๆ สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนได้ ดังนั้นควรมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาโปรแกรมการรับรู้ความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตและการฟื้นตัวทางจิตใจของบุคคล</p> ภัทรา ลอออรรถพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7684 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และความจงรักภักดีของโทรศัพท์มือถือไอโฟน (iPhone) ของลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7344 <p>บทความวิจัยนี้ เป็นการศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและความภักดีของลูก ค้าในกลุ่มผู้ใช้ไอโฟนในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 4 ข้อคือ 1. เพื่อสำรวจปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อไอโฟนของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล 2. เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้บริโภครับรู้ถึงคุณค่า คุณภาพ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ไอโฟนอย่างไร 3. เพื่อตรวจสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้ไอโฟนในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล และ 4. เพื่อศึกษาบทบาทของปัจจัยด้านอารมณ์ สังคม และประสบการณ์ในการกำหนดการตัดสินใจซื้อและความภักดี การศึกษาใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งเป็นเทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่ความน่าจะเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยในงานวิจัยครั้งนี้ได้ทำการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้นจำนวน 25 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่อิ่มตัวและน่าเชื่อถือ ผลการวิจัยนำเสนอตามวัตถุประสงค์การวิจัยทั้งสี่ข้อ พบว่า</p> <p> วัตถุประสงค์ที่ 1 คุณภาพของผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผู้ตอบแบบสอบถามเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของระบบ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของข้อมูลว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ภาพลักษณ์ของแบรนด์และคุณค่าทางอารมณ์ก็มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมากเช่นกัน</p> <p> วัตถุประสงค์ที่ 2 ผู้เข้าร่วมการวิจัยมองว่า iPhone เป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพสูงและมีชื่อเสียง คุณค่าที่รับรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประสิทธิภาพการใช้งานแต่ยังรวมถึงความพึงพอใจทางอารมณ์และความหมายเชิงสัญลักษณ์ด้วย</p> <p> วัตถุประสงค์ที่ 3 ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่แสดงความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะซื้อ iPhone ซ้ำและแนะนำให้ผู้อื่น, ความคุ้นเคยกับระบบนิเวศและความยากลำบากในการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นช่วยเสริมสร้างความภักดี</p> <p> วัตถุประสงค์ที่ 4 ผลการวิจัยเน้นย้ำว่าปัจจัยทางอารมณ์ (เช่น ความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ) มีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งการตัดสินใจซื้อและความภักดี ปัจจัยทางสังคมมีส่วนในการกำหนดการยอมรับในครั้งแรกโดย เฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยและผู้ประกอบอาชีพ ปัจจัยด้านประสบการณ์ เช่น ความง่ายในการใช้งาน การบูรณาการที่ราบรื่น และประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการตัดสินใจซื้อและความภักดี ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่เสนอไว้ในกรอบการวิจัย</p> <p> โดยรวมแล้ว ผลการวิจัยยืนยันว่าปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและความภักดีของลูกค้า โดยการตัดสิน ใจซื้อทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ การบูรณาการคุณค่าด้านการใช้งาน อารมณ์ และประสบการณ์ เป็นสิ่งสำคัญในการกำ หนดพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม</p> นิติรัฐ มาลีวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7344 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 MANAGEMENT OF SHORT VIDEO CREATION AND OPERATION COURSES IN IMPROVING THE EMPLOYMENT RATE OF VOCATIONAL COLLEGE STUDENTS IN GUANGXI IN THE NEW ERA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7488 <p>This study aimed to 1) investigate the current implementation of short video creation and operation courses in vocational colleges in Guangxi, 2) examine the effects of these courses on students’ employment-related skills and attitudes, 3) identify the key factors influencing the employment promotion effect of the courses, and 4) propose optimization strategies to improve students’ employment rate. The sample consisted of 360 students, 85 teachers, and 68 employers selected through stratified, purposive, and snowball sampling methods, respectively, and 249 students from three vocational colleges participated in the experimental study. The research instruments included questionnaires, semi-structured interview protocols, skill assessment scales, and job-hunting performance evaluation tools, with reliability coefficients ranging from 0.80 to 0.86. Data were collected through surveys, interviews, and experimental procedures, and analyzed using descriptive statistics, t-test, analysis of variance, regression analysis, and thematic analysis with SPSS 26.0 and NVivo 12.</p> <p> The findings revealed that 1) the current courses showed several limitations, including an unbalanced theory–practice ratio, outdated content, and reliance on lecture-based teaching methods; 2) students’ mastery of core skills was at a moderate-to-low level, and there was a discrepancy between career interest and career planning; 3) course–industry alignment (β = 0.38), proportion of practical class hours (β = 0.25), students’ digital literacy (β = 0.21), and the depth of school–enterprise cooperation (β = 0.16) significantly influenced the employment promotion effect, explaining 52.6% of the variance; and 4) the experimental group implementing the “three-dimensional integration” curriculum model demonstrated significantly higher levels of skill development, employment attitudes, and job-hunting performance than the control group. These findings indicate that optimizing curriculum design, enhancing practical learning, innovating teaching models, and strengthening institutional support can effectively improve students’ employment outcomes. </p> Hailin Yang, Thanaphan Boonyarutkarin, Ye Tan, Piyapun Santaveesuk ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7488 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 INFLUENCE OF AI-DRIVEN ADMISSION TOOLS’ PERCEIVED USEFULNESS, AI PERSONALIZATION, TRUST IN AI COMMUNICATION, AND PRIVACY CONCERN ON INTERNATIONAL STUDENTS’ APPLICATION INTENTION https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7661 <p>This study aims to: 1) explore the impact of perceived usefulness, AI-driven personalization, trust in AI communication, and privacy concerns on international students' willingness to apply to private universities in China; 2) identify the strongest positive and negative predictors of application intention in the context of AI-driven admissions services; and 3) provide practical suggestions for improving the application of AI admissions tools in international student recruitment. This study employed a cross-sectional quantitative research design, collecting data from 400 potential international students who had used AI admissions services. Data analysis methods included descriptive statistics, reliability analysis, correlation analysis, and multiple regression analysis. The results show that: 1) perceived usefulness, AI-driven personalization, and trust in AI communication have a positive impact on international students' application intention; 2) privacy concerns have a negative impact on application intention; and 3) the regression model explains 55.1% of the variance in application intention, indicating strong explanatory power. Among all predictor’s, perceived usefulness was the strongest positive factor, while privacy concerns were the most significant negative factor. The findings enrich the research literature on the application of artificial intelligence (AI) in higher education admissions and provide practical suggestions for improving AI-powered admissions services in Chinese private universities, including enhancing functional accuracy, personalized communication, trust mechanisms, and privacy protection.</p> Ruizhen Zhang, Ao Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7661 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 EXPLORATION OF MEDICAL EDUCATION REFORM IN CHINA UNDER THE INFLUENCE OF ARTIFICIAL INTELLIGENCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7413 <p>In order to explore the path of artificial intelligence integration into new medical discipline education and the law of core hotspot clustering and evolution, this article takes CNKI as the data source to retrieve relevant thematic literature from 2016 to 2026, and finally includes 106 articles. CiteSpace 6.4.R1 is used to analyze the publication volume, cooperation networks, keyword co-occurrence, clustering and burst detection. The study found that the integration of AI and medical education in China is divided into three stages: policy response , teaching exploration and deep integration ; the hot spots focus on the three directions of talent training system reconstruction,digital intelligent teaching innovation and cutting-edge discipline intersection, giving rise to the “Medicine + X” course and personalized learning, forming a “medicine-education-industry-research” collaborative talent cultivation mode.AI has changed from an auxiliary tool to a transformative force, while the issues of technical reliability, data security and ethical governance remain prominent. It is recommended to incorporate AI literacy and ethics education into medical education, construct an evaluation and governance framework, and promote modular courses and cross-departmental collaboration. This article comes from a doctoral dissertation.</p> Tingting Liu, Hui-wen Tang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7413 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 DEVELOPMENT OF LEADERSHIP COMPETENCY MODEL OF ADMINISTRATORS IN VOCATIONAL COLLEGES IN SHANXI PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7762 <p>This study aims to: 1) To study the level of leadership competency of administrators in vocational colleges in Shanxi Province. 2) To study the confirmatory factors analysis of leadership competency of administrators in vocational colleges in Shanxi Province. 3) To propose the development of leadership competency of administrators in vocational colleges in Shanxi Province. A mixed-methods research design was employed in this study. Quantitative data were collected through a structured questionnaire administered to 525 administrators and teachers from 35 vocational colleges in Shanxi Province, while qualitative data were obtained from semi-structured interviews with nine educational administrators. The research instrument utilized a leadership competency questionnaire developed based on relevant literature and expert validation. Data were analyzed using descriptive statistics (frequency, percentage, mean, and standard deviation) and Confirmatory Factor Analysis (CFA) with SPSS 26 and AMOS 30.</p> <p>The results revealed that: (1) the overall level of leadership competency among vocational college administrators was high, with all eight dimensions—Strategic Thinking, Educational Vision, Organizational Management, Innovation Capability, Communication Competence, Cultural Responsiveness, Self-Leadership, and Digital Leadership—rated highly; (2) the CFA results supported the eight-factor model, demonstrating satisfactory model fit, construct validity, and reliability; and (3) qualitative findings indicated that leadership competency development should emphasize strategic planning, digital transformation, communication effectiveness, innovation, and continuous professional development to enhance administrative effectiveness in vocational colleges. These findings confirm that the proposed leadership competency model is both theoretically sound and practically applicable within the vocational education context of Shanxi Province.</p> Mengmeng Wang, Thada Siththada, Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7762 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามสถานะการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผ่านเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8041 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามสถานะการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผ่านเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้กระบวนการพัฒนาระบบตามวงจรการพัฒนาระบบประกอบด้วย การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ การทดสอบระบบ และการนำระบบไปใช้งานจริง ระบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติและสามารถแจ้งเตือนสถานะการดำเนินงานผ่านแอปพลิเคชัน SmartMed PSU กลุ่มตัวอย่างในการประเมินระบบ คือ บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 375 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามสถานะการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผ่านเว็บแอปพลิเคชันสามารถใช้งานได้จริง ตรงตามวัตถุประสงค์ และตอบสนองต่อความต้องการของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านประสิทธิภาพและคุณภาพข้อมูล ด้านการออกแบบระบบและความง่ายในการใช้งาน ด้านการนำระบบไปใช้ประโยชน์ ด้านการให้บริการช่วยเหลือระหว่างการใช้งาน และความพึงพอใจโดยรวม พบว่าอยู่ในระดับดีมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการนำระบบไปใช้ประโยชน์ซึ่งได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.50) และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบโดยรวมอยู่ในระดับดีมากที่สุด (x̄ = 4.58, S.D. = 0.54)</p> <p>สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยติดตามสถานะการเบิกจ่ายค่าตอบแทนของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดเวลาและขั้นตอนในการติดตามสอบถาม เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อมูล และสามารถตอบสนองต่อการใช้งานจริงของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี</p> ไชยยันต์ ปาละมาณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8041 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงานอย่างมีความสุขของครู ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7497 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการทำงานอย่างมีความสุขของครู 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงานอย่างมีความสุขของครู และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงานอย่างมีความสุขของครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 129 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบวิธี Enter</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำงานอย่างมีความสุขของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความรักในงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน และด้านความสำเร็จในงานตามลำดับ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำงานอย่างมีความสุขของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านคุณภาพชีวิตครอบครัวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือบรรยากาศในการทำงาน และภาวะผู้นำเห็นอกเห็นใจตามลำดับ และ 3) ปัจจัยทั้งสามด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์การทำงานอย่างมีความสุขของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 56.70 (R² = 0.567) ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ คุณภาพชีวิตครอบครัว (β = 0.499) รองลงมาคือ บรรยากาศในการทำงาน (β = 0.345) ขณะที่ภาวะผู้นำเห็นอกเห็นใจไม่ปรากฏอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ความสุขในการทำงานของครูเป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการระหว่างปัจจัยด้านชีวิตส่วนตัวและบริบทการทำงาน โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตครอบครัวและบรรยากาศในการทำงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความสุขในการทำงานของครู</p> เอกพันธ์ พันธ์อ่อน, ศักดิ์ชัย นิรัญทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7497 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 RESEARCH ON THE DESIGN PRACTICE AND COMMUNICATION EFFECT OF MOBILE GAMES UNDER THE GUIDANCE OF XUZHOU HAN CULTURE COMMUNICATION https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7778 <p>The purpose of this study is: 1) to analyze the communication adaptability of youth groups to mobile games with Chinese culture themes; 2) Evaluate the influence of game experience, situational narration, interactive task and visual symbol design on the understanding and dissemination of Chinese culture; 3) Verify the market acceptance and application conversion value of game derivative peripheral products. In this study, 14-35-year-old youth were taken as the target population, and data were collected from 134 young subjects who participated in the experience test of Chinese culture-themed mobile games by using the methods of user experience research, quasi-experimental research, questionnaire survey and product acceptance research. The research tools are descriptive statistics such as frequency, percentage, average and standard deviation, etc. for the analysis of structured questionnaires and market observation records.</p> <p>The results show that: 1)90.31% of the respondents think that the adaptability of Chinese culture-themed mobile games in cultural communication has reached "friendly" or above, which shows that this media form has a high acceptance for young people; 2)91.05% of the respondents think that games can help them to improve their understanding of Chinese culture, and 92.55% of the respondents think that games are "sufficient" or more playable, which shows that situational narration, task interaction and visual design can enhance cultural understanding and participation interest at the same time; 3)90.30% of the respondents are satisfied or very satisfied with the overall game experience. The observation results of offline peripheral products also show that derivative products with cultural recognition and practical functions can attract consumers to stay, ask and choose, which initially reflects the potential of transforming Chinese cultural digital experience into realistic cultural and creative consumption. Generally speaking, mobile games with the theme of Chinese culture can provide a digital media path with educational, interactive and application transformation value for the spread of regional traditional culture.</p> Zhang Wei, Atithep Chaetnalao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7778 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมหลักสังคหวัตถุธรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7071 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชนบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อศึกษาหลักสังคหวัตถุธรรมที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3) เพื่อส่งเสริมหลักสังคหวัตถุธรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งผู้วิจัยจะสำรวจและเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล โดยนำข้อมูลจากที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ประมวลความ สรุปผล และนำเสนอในรูปแบบการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็ง คือ ชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสมาชิกในชุมชนมีความสามัคคีและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 2. หลักสังคหวัตถุธรรม คือ หลักธรรมสร้างความสามัคคี ประกอบด้วยหลัก 4 ประการ อันได้แก่ 1) ทาน คือ การให้ 2) ปิยวาจา คือ การพูดจาไพเราะและเป็นประโยชน์ 3) อัตถจริยา คือ การกระทำที่เป็นประโยชน์ 4) สมานัตตตา คือ การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย อันเป็นแนวทางนำไปสู่ความสงบสุข 3. การส่งเสริมหลักสังคหวัตถุธรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี นั้นสามารถแก้ปัญหาด้านการเสียสละ ด้านการสื่อสาร ด้านจิตอาสาและด้านการวางตัว ได้อย่างมีคุณภาพ โดยทำให้คนในชุมชนรู้จักแบ่งปันช่วยพัฒนาการสื่อสารให้สุภาพและเข้าใจกัน ลดความขัดแย้งส่งเสริมให้ทุกคนลงมือช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง เกิดจิตอาสาในชุมชนทำให้คนในชุมชนรู้จักวางตัวอย่างเหมาะสมนำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน</p> พระชนาธิป อธิปุญฺโญ (แซ่ตั้ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7071 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 สภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7721 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเบญจลักษ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 2) เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคล จำแนกตามขนาดของโรงเรียน และ 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 155 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .463–.793 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และค่าความถี่ สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานด้วยค่าที แบบอิสระจากกัน (t-test แบบ Independent Samples)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหาการบริหารงานบุคคลโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคล จำแนกตามขนาดของโรงเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง และด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัญหาการบริหารงานบุคคล จำแนกตามขนาดของโรงเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคล ได้แก่ การวางแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับเกณฑ์ ก.ค.ศ การส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และการจัดทำฐานข้อมูลผู้ที่จะออกจากราชการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ </p> นริศรา อ่อนหวาน, สุรางคนา มัณยานนท์, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7721 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการศึกษาภายใต้หลักธรรมาภิบาลดิจิทัลด้วยการบริหารแบบยืดหยุ่น: แนวทางสู่ความ โปร่งใสและความยั่งยืนทางการศึกษาในบริบทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7779 <p>บทความวิชาการเชิงวิเคราะห์เอกสารนี้มุ่งศึกษาการบริหารการศึกษาภายใต้หลักธรรมาภิบาลดิจิทัลร่วมกับแนวคิดการบริหารแบบยืดหยุ่น (Agile Education Management) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบบริหารการศึกษาที่มีความโปร่งใส คล่องตัว และยั่งยืนในบริบทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร การสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ธรรมาภิบาลดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การบริหารแบบ Agile ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ และสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว</p> <p>นอกจากนี้ การบูรณาการธรรมาภิบาลดิจิทัลร่วมกับการบริหารแบบ Agile ยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารการศึกษา สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมการพัฒนาองค์กรทางการศึกษาให้สามารถตอบสนองต่อบริบทของสังคมดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ SDG 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 16 ด้านสถาบันที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางการศึกษาในระยะยาว ทั้งนี้ หน่วยงานทางการศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัล การเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัล และการประยุกต์ใช้แนวคิด Agile ในการบริหารองค์กร เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p> กนกวรรณ การุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7779 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7688 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 47 คน และครูผู้สอน จำนวน 201 คน รวมทั้งสิ้น 248 คน ระยะที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กมีสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.44) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.73) และมีค่าความต้องการจำเป็นเฉลี่ย (PNImodified) เท่ากับ 0.3705 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ (PNImodified = 0.4330) 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สามารถสังเคราะห์ได้ 4 ด้าน รวม 24 แนวทาง ประกอบด้วย ด้านการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ 5 แนวทาง ด้านความรู้และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 8 แนวทาง ด้านจริยธรรม สังคม และกฎหมาย 6 แนวทาง และด้านภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ 5 แนวทาง ทั้งนี้ ผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า แนวทางที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> จักรพงษ์ บุตรพรม, วิชิต กำมันตะคุณ, ประวัติ สุทธิประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7688 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 PBL-SUPPORTED EXTENSIVE READING: EFFECTS ON COMPREHENSION AND MOTIVATION IN SENIOR HIGH SCHOOL https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6951 <p>This study addresses the lack of empirical research on the integration of Project-Based Learning (PBL) and smart education platforms in extensive reading instruction among senior high school students in China. Grounded in theories of extensive reading and learning motivation, the study examined the effectiveness of integrating PBL with the Smart Education Platform of China in enhancing students’ reading comprehension and motivation. A mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected through pre- and post-tests based on the China’s Standards of English Language Ability (CSE) and a reading motivation questionnaire, while qualitative data were obtained through semi-structured interviews. The participants consisted of 96 senior high school students from Guanghan Middle School in Sichuan Province, divided into experimental and control groups over an eight-week intervention.</p> <p>The results indicated that the experimental group demonstrated greater improvements in reading comprehension and fluency compared to the control group. In addition, students’ reading motivation, classroom engagement, and collaborative learning showed noticeable enhancement. Qualitative findings further revealed that the Smart Education Platform enriched linguistic input and cultural exposure, while PBL activities promoted critical thinking, problem-solving skills, and learner autonomy. These findings suggest that the integration of PBL and smart education platforms can effectively support both cognitive and motivational development in extensive reading instruction..</p> Yuandi Zhang, Nipaporn Sakulwongs ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6951 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7767 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด และ 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นด้านสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.956 และด้านสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.954 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนากลยุทธ์ โดยจัดสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้วย TOWS Matrix และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนเรียงลำดับ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ระบบประกันคุณภาพภายใน กระบวนการจัดการเรียนรู้และการนิเทศภายใน สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผล การพัฒนาบุคลากร และการบริหารงานวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 8 กลยุทธ์หลัก และ 32 กลยุทธ์รอง ครอบคลุมทุกด้านของการบริหารงานวิชาการ โดยผลการประเมินพบว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> ปณวัตร ภูมิภาค, ชัยยนต์ เพาพาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7767 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความเป็นพลเมืองของเยาวชนตามแนวพุทธ ในโรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6842 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของเยาวชนในโรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของเยาวชน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของเยาวชนตามแนวพุทธให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนการวิจัยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์แบบสามเส้า (Triangulation Analysis) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของผลการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ด้านสภาพการส่งเสริมความเป็นพลเมือง โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัยมีการดำเนินการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมทั้งในระดับการกำหนดนโยบายสถานศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการส่งเสริมการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง 2) ด้านการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา พบกระบวนการบูรณาการผ่านกรอบ 3 มิติ ได้แก่ มิติความเป็นพลเมือง มิติหลักพุทธธรรม และมิติกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาคุณลักษณะด้านวินัย ความรับผิดชอบ จิตสาธารณะ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรมของเยาวชน 3) แนวทางการพัฒนาการส่งเสริมความเป็นพลเมืองตามแนวพุทธให้ยั่งยืน ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงคุณธรรม และการออกแบบเส้นทางการพัฒนาทักษะพลเมืองตามช่วงวัย เพื่อให้สามารถประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> พระศุภวัฒน์ สุภวฑฺฒโน (พัฒนโชติ), พระมหาชินกร สุจิตฺโต (ทองดี) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6842 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น สู่กลไกคุณภาพการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7671 <p>บทความวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ ปัญหาอุปสรรค และปัจจัยความสำเร็จของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น และนำเสนอนวัตกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 วิธีการศึกษาใช้การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการสังเคราะห์วรรณกรรมและงานวิจัยเชิงพื้นที่ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาเชิงรูปธรรม พบว่า 1. ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ของหลักสูตรท้องถิ่นในปัจจุบันเกิดจากโครงสร้างส่วนกลางที่ขาดความยืดหยุ่น และกระบวนการพัฒนาที่เน้นส่วนราชการเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดภาวะ “หลักสูตรบนหิ้ง” ที่แยกส่วนจากวิถีชีวิตจริง 2. บทความนี้จึงนำเสนอ รูปแบบการมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ ผ่านโมเดล “PARTICIPATION” ซึ่งเป็นกลไกการบริหารหลักสูตรแบบบูรณาการ 10 ขั้นตอน และผสานสู่ “นวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ” (Integrated Area-based Educational Innovation) ปรับเปลี่ยนบทบาทหลักสูตรจากเดิมที่เป็นเพียงเอกสารทางวิชาการ สู่กลไกขับเคลื่อนการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม โดยเปลี่ยนบทบาทชุมชนจากผู้สนับสนุนสู่การเป็น “ผู้ร่วมจัดการศึกษา” อย่างเต็มรูปแบบ 3. ปัจจัยความสำเร็จ และกลไกเชิงนโยบายที่ค้นพบคือ การยกระดับการมีส่วนร่วมสู่ระดับ “การเป็นเจ้าของร่วม” (Partnership) การปฏิรูปนโยบายงบประมาณเชิงพื้นที่ และการจัดตั้งสภาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกเชิงโครงสร้างที่รองรับการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาจากฐานรากสู่สากลอย่างยั่งยืน</p> กิติศักดิ์ หมอกแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7671 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 STATELESSNESS AND REGIONAL RESPONSIBILITY: THE ROHINGYA CRISIS, THAILAND’S ROLE, AND ASEAN’S RESPONSE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6026 <p>This research analyzes the protracted statelessness and systemic persecution of the Rohingya people, situating the 2016–2017 humanitarian crisis within the broader historical context of Myanmar’s exclusionary 1982 Citizenship Law. By applying Max Weber’s sociological framework on nationality and cultural prestige, the paper elucidates the mechanisms of social closure used to delegitimize Rohingya identity within Myanmar. The central argument focuses on the critical yet often overlooked role of Thailand as a secondary actor; the study highlights how Thailand’s current classification of Rohingya as illegal immigrants—rather than refugees—exacerbates their vulnerability to indefinite detention, human trafficking, and exploitation within the informal economy. Additionally, the paper critiques the diplomatic inertia of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and the ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights (AICHR), positing that the rigid adherence to the regional principle of non-interference has impeded effective humanitarian intervention. Ultimately, the author advocates for a paradigm shift in Thai policy towards the formalization of refugee status, arguing that legal integration would not only uphold international human rights standards but also allow the Rohingya to contribute meaningfully to Thailand’s workforce.</p> William J. Jones ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6026 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีผลต่อความตระหนักและพฤติกรรม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในการจัดการสารสนเทศ งานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ของนักศึกษารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8017 <p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ การรู้เท่าทันดิจิทัล และพฤติกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">PDPA) <span lang="TH">รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าวในการจัดการสารสนเทศงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษารังสีเทคนิคชั้นปีที่ </span>3 <span lang="TH">คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน </span>30 <span lang="TH">คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง </span>20 <span lang="TH">คน (ร้อยละ </span>66.67) <span lang="TH">เพศชาย </span>10 <span lang="TH">คน (ร้อยละ </span>33.33) <span lang="TH">และทั้งหมด (ร้อยละ </span>100.00) <span lang="TH">เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ </span>3 <span lang="TH">ที่ผ่านการฝึกปฏิบัติงานในหน่วยงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์แล้ว ส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และการรู้เท่าทันดิจิทัลในเกณฑ์ดี ผลการวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า ทัศนคติต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยและการรู้เท่าทันดิจิทัลเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุสำคัญที่ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีประสบการณ์ฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกร้อยละ </span>100 <span lang="TH">เป็นตัวบ่มเพาะความตระหนักรู้ ผลวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรที่บูรณาการทักษะวิชาชีพเข้ากับจริยธรรมและการคุ้มครองข้อมูลในยุคดิจิทัลต่อไป</span></span></p> ปวรินทร์ ก้องพิริยะกุล, จงวัฒน์ ชีวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8017 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสถานศึกษาปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนภูคาวิทยาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6724 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ สภาพการดำเนินงานสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสถานศึกษาปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนภูคาวิทยาคม 2) สร้างรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบและความต้องการจำเป็น โดยสังเคราะห์เอกสารและสำรวจความคิดเห็นจากครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง จำนวน 152 คน (2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน (3) ทดลองใช้รูปแบบกับครูและนักเรียนโรงเรียนภูคาวิทยาคม จำนวน 242 คน และ (4) ประเมินรูปแบบ โดยศึกษาความเป็นประโยชน์จากครู 16 คน และศึกษาความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่าง 152 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสถานศึกษาปลอดยาเสพติดและอบายมุข ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการดำเนินงาน การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้าน คือ ด้านปลอดยาเสพติดและอบายมุข ด้านปลอดสื่อลามกอนาจาร ด้านปลอดการพนัน และด้านปลอดการทะเลาะวิวาท โดยสภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง แต่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาเชิงระบบและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นใช้วงจร PHUKA–SAFE Cycle 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดนโยบาย การประสานความร่วมมือบ้าน–โรงเรียน–ชุมชน การเฝ้าระวังเชิงรุก การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิต การดูแลช่วยเหลือและฟื้นฟู และการประเมินเพื่อพัฒนา โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่าการดำเนินงาน ด้านการป้องกันยาเสพติดและอบายมุขอยู่ในระดับมากที่สุด พฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียนลดลง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้มแข็งขึ้น และโรงเรียนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจและครูเห็นว่ารูปแบบมีความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบมีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาอื่นได้</p> สิทธิพล พรมมินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6724 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7575 <p>ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) เป็นความรับผิดชอบขององค์กรต่อผลกระทบที่มีต่อสังคม ทำให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย และสาธารณชน CSR เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่เน้นการสร้างอิทธิพลเชิงบวก มีเป้าหมายคือ การเสริมสร้างสังคมที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี และทรัพยากรที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์โดยไม่ทำลายความสมดุลของโลก ตัวอย่างที่บริษัทแสดงถึง CSR ได้แก่ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใส่ใจต่อระบบนิเวศ การส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม การมีส่วนร่วมในที่ทำงาน การปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความเคารพ การตอบแทนทางสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทใช้กันอย่างแพร่หลาย ยิ่งบริษัทที่มีความโดดเด่นและประสบความสำเร็จมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการกำหนดมาตรฐานด้านจริยธรรมให้กับบริษัทอื่นๆ คู่แข่งและอุตสาหกรรมเดียวกัน SCR จึงมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการรับรู้ของลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์และความมุ่งมั่นของบริษัท รวมถึงประสิทธิภาพของบริษัทในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง ช่วยให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ และรับประกันความสำเร็จควบคู่ไปกับการเติบโตของผู้ที่ส่วนได้เสียและลูกค้า การบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และการพัฒนาที่ยั่งยืนมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และภาคประชาสังคม เมื่อความท้าทายระดับโลก เช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมหล้ำทางเศรษฐกิจ และการแย่งชิงทรัพยากร จะถูกพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพิ่มขึ้น <br />ในอนาคตบริษัทต่าง ๆ ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่วนภาครัฐต้องริเริ่มสร้างกรอบนโยบายที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความพยายามอย่างแท้จริงในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อทุกคนจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันข้ามสาขา ก็สามารถเติมเต็มช่องว่างในองค์ความรู้และวิธีการคิดใหม่ ๆ เพื่อบรรลุความเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ อาหาร สุขภาพ ความยากจนและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด แนวคิดนี้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชากรที่ดี และสร้างความสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม</p> สันติ กระแจะจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7575 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 นโยบายการส่งออกข้าวของไทยภายใต้ตัวแบบระบบเศรษฐกิจแบบผสม พ.ศ. 2554-2567 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7360 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พัฒนาการนโยบายการส่งออกข้าวของไทยภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมในช่วง พ.ศ. 2554–2567 2) บทบาทของรัฐและเอกชนในการมีส่วนร่วมในการส่งออกข้าวของไทยภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบผสม และ 3) แนวทางการยกระดับเชิงนโยบายเพื่อการส่งออกข้าวของไทยในอนาคต ใช้วิธีการวิจัย<br />เชิงคุณภาพ จากข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน การวิเคราะห์เชิงพรรณนาความ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) พัฒนาการนโยบายการส่งออกข้าวไทยมีการปรับเปลี่ยนตามฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ต่างกัน โดยในยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เน้นการแทรกแซงราคาผ่านนโยบายรับจำนำข้าวและการส่งออกแบบรัฐต่อรัฐ แม้จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแต่กลับสร้างภาระด้านงบประมาณและลดขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับสู่การแทรกแซงเชิงประคับประคองผ่านนโยบายประกันรายได้และการผลิตนำการตลาด เพื่อรักษาสมดุลกลไกราคา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เน้นการขยายเครือข่ายตลาดต่างประเทศผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐและเอกชน 2) บทบาทภาครัฐและเอกชน โดยที่ภาครัฐกำหนดนโยบายและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างกลไกมาตรฐานคุณภาพและพัฒนาด้านโลจิสติกส์ เอกชนมีบทบาทเชิงปฏิบัติการด้านการผลิต แปรรูป สร้างนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายการตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ 3) แนวทางการยกระดับเชิงนโยบาย รัฐควรเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้กำหนดราคาสู่การเป็นผู้สร้างนิเวศการแข่งขัน การยกระดับขีดความสามารถ มุ่งเน้นนโยบายการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต พัฒนากลไกความร่วมมือที่ยั่งยืนกับภาคเอกชนในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก</p> วิรัลพัชร ฉัตรวิริยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7360 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6879 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก 3) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประชากรจำนวน 307 คน กลุ่มตัวอย่าง 170 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนรายอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p>2) การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้านเช่นกัน</p> <p>3) การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการประกันคุณภาพภายในในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .942) และสามารถพยากรณ์การประกันคุณภาพภายในได้สูงถึงร้อยละ 92.70 (R² = .927)</p> <p>4) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ ผู้บริหารควรสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน กระจายอำนาจการตัดสินใจ สร้างความผูกพันในองค์กร และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ</p> มาซีเต๊าะ กิจบรรทัด, รัฐพร กลิ่นมาลี, วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6879 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาครูตามหลักกัลยาณมิตรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7114 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ วิธีการ และประเมินผลการพัฒนาครูตามหลักกัลยาณมิตรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม (กลุ่มตัวอย่าง 73 รูป/คน) การสัมภาษณ์เชิงลึก (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 รูป/คน) และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ (5 รูป/คน) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1.สภาพการพัฒนาครูโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา (ระดับมาก) รองลงมาคือด้านการฝึกอบรมและการศึกษาต่อ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน และด้านการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับปานกลาง</p> <ol start="2"> <li>วิธีการพัฒนาครูตามหลักกัลยาณมิตรของผู้บริหาร ประกอบด้วย 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเป็นที่ปรึกษาอย่างมีเมตตา การตักเตือนอย่างสร้างสรรค์ การส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม และการสร้างแรงจูงใจแก่ครู</li> <li>ผลการประเมินการพัฒนาครูตามหลักกัลยาณมิตร พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการนำหลักกัลยาณมิตรมาใช้สามารถพัฒนาครูได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมในบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม</li> </ol> พระนเรนทร์ฤทธิ์ โชติญาโณ (เมืองพิล), บรรยวัสถ์ ฝางคำ, พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7114 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การใช้บัญชีบริหารที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นและการให้บริการจำหน่ายน้ำเย็น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/3754 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การจัดการต้นทุนเชิงกลยุทธ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในธุรกิจระบบทำความเย็นในรูปแบบบริการ Cooling as a Service 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของกลยุทธ์การบริหารเชิงลีน, การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง กับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ CaaS 3) ประเมินผลของกลยุทธ์การจัดการต้นทุนเชิงกลยุทธ์ต่อผลการดำเนินงานขององค์กรในมิติต่าง ๆ ตามกรอบ Balanced Scorecard ได้แก่ ด้านการเงิน ลูกค้า กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา และ 4) เสนอแนะแนวทางในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การจัดการต้นทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานบัญชีในโรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane และเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้สถิติเชิงอนุมานโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) กลยุทธ์ Automated Financial Reporting (การรายงานทางบัญชีอัตโนมัติ) 2) กลยุทธ์ Continuous Improvement และ 3) กลยุทธ์ Employee Involvement มีผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานเชิงดุลยภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็วในการรายงาน สนับสนุนการตัดสินใจและการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานทั้งด้านการเงิน ลูกค้า กระบวนการภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา มีประสิทธิภาพและความสมดุลมากขึ้น</p> สถาปัตย์ รักษาสุข, ดารณี เอื้อชนะจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/3754 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7526 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย 2) ศึกษาระดับความสามารถในการแข่งขันของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของกลยุทธ์ต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง และนวัตกรรมการบริการที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารและหัวหน้างานของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย จำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยนวัตกรรมการบริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง และกลยุทธ์ต้นทุนตามลำดับ</p> <p>2) ความสามารถในการแข่งขันของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยคุณภาพการบริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการตอบสนองต่อลูกค้า และประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ</p> <p>3) กลยุทธ์ต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง และนวัตกรรมการบริการ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือนวัตกรรมการบริการ และกลยุทธ์ต้นทุนตามลำดับ</p> กวินทิรา กุศลธรรมกุล, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7526 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 SUPPLY CHAIN DIGITALIZATION AND PERFORMANCE: THE MEDIATING ROLE OF COLLABORATION CAPABILITY AND THE MODERATING EFFECT OF ENVIRONMENTAL UNCERTAINTY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7080 <p>This research article aims to: 1) examine the relationship between supply chain digitalization and supply chain performance;2) investigate the mediating role of supply chain collaboration capability; and 3) examine the moderating effect of environmental uncertainty on the relationship between supply chain digitalization and collaboration capability. This study conducted a quantitative research study by collecting data from 356 manufacturing firms in China and analyzed the data using structural equation modeling (SEM) and bootstrapping techniques.</p> <p>The research results found that: 1) supply chain digitalization is positively associated with both supply chain performance and collaboration capability; 2) collaboration capability partially mediates the relationship between supply chain digitalization and supply chain performance; and 3) environmental uncertainty positively moderates the relationship between supply chain digitalization and collaboration capability while strengthening the indirect effect of digitalization on performance.</p> Peng Zan, Preecha Wararatchai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7080 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 TRANSLATION AND RELIABILITY EVALUATION OF THE THAI VERSION OF THE EXERCISE ADDICTION INVENTORY-3 (T-EAI-3) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6403 <p>Exercise addiction is a behavioral condition characterized by compulsive engagement in physical activity despite physical, psychological, and social consequences. Accurate and culturally appropriate assessment tools are essential for screening and research; however, a validated Thai version of the Exercise Addiction Inventory-3 (EAI-3) has not yet been available. This study aimed to translate and examine the translation validity of the EAI-3 into the Thai language to support exercise addiction research in Thailand. The translation process followed Brislin’s translation framework. Forward translation was conducted by professors with expertise in languages, while back-translation was performed independently by professors specializing in psychology. The Thai Exercise Addiction Inventory-3 (T-EAI-3) demonstrated strong cross-language agreement with the original English version, with Pearson’s correlation coefficients ranging from .732 to .918. Mean differences were minimal, indicating negligible language-related bias. In addition, the T-EAI-3 demonstrated acceptable internal consistency reliability, with Cronbach’s alpha coefficient of .784. The T-EAI-3 appears linguistically comparable to the original English version and suitable for use in future research.</p> Kenshin Mizushima, Pilasinee Wongnuch, Sasima Pakulanon, Paween Wiyaporn, Theerasak Boonwang, Poowadol Srimalee, Sirikorn Bamroongkit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6403 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการในสถานศึกษาของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7683 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 758 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 260 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.928 เก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน Google Form วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์รายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.22, S.D. = 0.54) และสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.34, S.D. = 0.61) 2)ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา พบว่า ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNImodified = 0.04) รองลงมา ได้แก่ ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (PNImodified = 0.03) 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาควรพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วม ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง สนับสนุนการวิจัยในชั้นเรียน พัฒนาระบบนิเทศการศึกษาเชิงบวก และส่งเสริมการใช้สื่อ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา</p> ศุภลักษณ์ ไกรแก้ว, สุมิตรา ยาประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7683 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 A STUDY ON THE RELATIONSHIP BETWEEN LIVE STREAMER CHARACTERISTICS AND CONSUMER PURCHASE INTENTION IN THE FOOD LIVESTREAMING SCENARIOS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7763 <p>This study aimed to: 1) explore the relationship between food live streamer characteristics and consumer purchase intention; 2) examine the mediating role of flow experience between live streamer characteristics and purchase intention; and 3) investigate the moderating effect of impulsive buying tendency on the relationship between flow experience and purchase intention. This study employed a quantitative research method using questionnaire surveys. Data were collected from 353 consumers who had experience watching food e-commerce livestreaming. SPSS and AMOS software were used for reliability testing, validity testing, descriptive analysis, correlation analysis, regression analysis, and bootstrap analysis.</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p>The research results revealed that:</p> <ol> <li>Food live streamer characteristics, including professionalism, interactivity, presentation, credibility, and entertainment value, significantly positively influence consumer purchase intention.</li> <li>Flow experience plays a significant mediating role between food live streamer characteristics and purchase intention.</li> <li>Impulsive buying tendency significantly moderates the relationship between flow experience and purchase intention.</li> </ol> <p>This study enriches the theoretical perspective of e-commerce livestreaming and provides practical implications for improving livestreaming quality and promoting the sustainable development of the food livestreaming industry.</p> Wei Zhao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7763 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กรณีศึกษาเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการคิด อย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7676 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีคุณภาพเหมาะสม 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองขาม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน เครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) สื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. สื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา อยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด โดยมีคุณภาพด้านสื่อ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.92, S.D. = 0.29 ) และคุณภาพด้านเนื้อหา อยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด ( = 4.86, S.D. = 0.30)</li> <li>2. ความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียนด้วยสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อโมชันกราฟิกแบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( <strong><em> </em></strong><em>=</em> 4.93 , S.D. =0.25)</p> กมลทิพย์ เอี่ยมอินทร์, สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล, ณัฐพล รำไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7676 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของคุณภาพการบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล และภาพลักษณ์สายการบินที่มีต่อความภักดีของผู้โดยสารสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7525 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของคุณภาพการบริการที่มีต่อความภักดีของผู้โดยสารของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ผลของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อความภักดีของผู้โดยสารของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย และ 3) ประเมินผลของภาพลักษณ์สายการบินที่มีต่อความภักดีของผู้โดยสารของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณภาพการบริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.412, Sig. &lt; 0.05) โดยเฉพาะด้านความเชื่อถือได้และความมั่นใจ</li> <li>เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.285, Sig. &lt; 0.05) โดยช่วยเพิ่มความสะดวกและประสบการณ์ในการใช้บริการ</li> <li>ภาพลักษณ์สายการบินมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.356, Sig. &lt; 0.05) โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ</li> </ol> <p>โดยตัวแปรทั้งสามสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความภักดีของผู้โดยสารได้ร้อยละ 68.2 (R² = 0.682) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการคุณภาพการบริการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างภาพลักษณ์องค์กรในการพัฒนาความภักดีของผู้โดยสารในอุตสาหกรรมการบิน</p> กฤษฎา หุ่นทอง, ประพนธ์ จิตตะปุตตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7525 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์วิชาภาษาไทย โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการ (Process Writing) ร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียน (Exit ticket) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเครือข่ายพระเหลา จังหวัดอำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7084 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อพัฒนาความสามารถทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์วิชาภาษาไทยโดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียน (3) เพื่อศึกษาความ<br />พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนวิชาภาษาไทยโดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียน จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์<br />วิชาภาษาไทยโดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียน แบ่งเนื้อหาทั้งหมดเป็น 8 แผน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ หาประสิทธิภาพของแผนโดยใช้ E1/E2 ทดสอบค่าทีแบบ Dependent Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/86.70 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p>2) ผลการพัฒนาความสามารถทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การพัฒนาความสามารทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์วิชาภาษาไทย โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับเทคนิคตั๋วออกห้องเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.40</p> พัชราภา โสมรักษ์, ระพิน ชูชื่น, ดรุณี คชพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7084 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7605 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง จำนวน 5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ ด้านการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ ด้านการเผยแพร่วิสัยทัศน์ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ และด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ตามลำดับ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีทั้งหมด 4 ด้าน 26 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พบว่ามีแนวทางทั้งหมด 6 แนวทาง 2) ด้านการเผยแพร่วิสัยทัศน์ พบว่ามีแนวทางทั้งหมด 7 แนวทาง 3) ด้านการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ พบว่ามีแนวทางทั้งหมด 7 แนวทาง และ4) ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี พบว่ามีแนวทางทั้งหมด 6 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของแนวทาง อยู่ในระดับมากที่สุด</p> สมคิด บุตรศิลาฤทธิ์, ธันยาภรณ์ นวลสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7605 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของการตลาดเชิงประสบการณ์ต่อการตัดสินใจซื้อ ในร้านสะดวกซื้อ: การศึกษาเชิงคุณภาพกับลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7788 <p>งานวิจัยนี้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาบทบาทของการตลาดเชิงประสบการณ์ในการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและความตั้งใจในการซื้อซ้ำของลูกค้าซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรอบการวิจัยอิงตามมิติการตลาดเชิงประสบการณ์ของ Schmitt ซึ่งประกอบด้วยประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัส ความรู้สึก การคิด การกระทำ และการเชื่อมโยง ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อและความตั้งใจในการซื้อซ้ำของลูกค้า ประชากรในการศึกษาประกอบด้วยลูกค้าที่ใช้บริการซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง เช่น นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ กลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและมีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะถูกเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีประสบการณ์โดยตรงที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยงานวิจัยครั้งนี้ทำการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 30 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ</p> <ol> <li>เพื่อสำรวจประสบการณ์ของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการร้านสะดวกซื้อในเขต Bangkok และปริมณฑล</li> <li>เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้บริโภคต่อองค์ประกอบของการตลาดเชิงประสบการณ์ ในด้านประสาทสัมผัส อารมณ์ ความคิด และการมีส่วนร่วม ในบริบทของร้านสะดวกซื้อ</li> <li>เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการตลาดเชิงประสบการณ์ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในร้านสะดวกซื้อ</li> <li>เพื่ออธิบายความหมายและการตีความของผู้บริโภคต่อประสบการณ์ที่ได้รับ และผล</li> </ol> <p>กระทบต่อพฤติกรรมการซื้อและความตั้งใจซื้อซ้ำ</p> <p> ผลการศึกษาเชิงคุณภาพนี้ชี้ให้เห็นว่า การตลาดเชิงประสบการณ์มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการกำหนดการตัดสินใจซื้อและความตั้งใจในการซื้อซ้ำของผู้บริโภคในร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล</p> ไพโรจน์ เกตุภักดีกูล, นิติรัฐ มาลีวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7788 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 REFLECTIONS ON THE PATHS OF OVERSEAS DISSEMINATION OF CHINESE CALLIGRAPHY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7753 <p>As a core symbol of Chinese traditional culture, Chinese calligraphy plays an irreplaceable role in international Chinese language education, the “going global” of Chinese culture, and the shaping of the national cultural image. However, at the current stage, the overseas dissemination of calligraphy still faces multiple challenges, including limited temporal–spatial reach, insufficient interpretation of its cultural connotations, and weaknesses in teaching systems and teacher training, all of which constrain the enhancement of its international influence and cultural recognition. Building on a review of the current situation of the overseas dissemination of Chinese calligraphy, this paper integrates research on cross-cultural calligraphy teaching, theories of cross-cultural communication, and the discourse on Chinese cultural confidence to construct an integrated analytical framework of “cultural confidence–cross-cultural communication–teaching practice.” It argues that strategies for the overseas dissemination of calligraphy should be advanced through coordinated, multi-dimensional pathways: first, taking the interpretation of cultural connotations as a premise, strengthening narrative connections between calligraphy and the spiritual core of Chinese culture; second, using cross-cultural teaching as a key vehicle, and innovating visual symbolism, graded technique instruction, and textbook and assessment design to lower cognitive barriers for learners from non–Chinese-character cultural spheres; and third, relying on international platforms and Confucius Institutes to expand media applications, artistic integration, and localized cooperation mechanisms so as to enhance both the visibility of calligraphy and its local acceptance. Finally, the paper suggests that future research should deepen mechanism-based evaluation, longitudinal tracking, and regional comparative studies, in order to provide more solid theoretical support and practical reference for enabling Chinese calligraphy to “go global” with higher quality. </p> Liu Mengye, Sarawuth Pintong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7753 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 THE COMPOSITE NATIONAL IMAGE OF CHINA IN AWARD-WINNING INTERNATIONAL COMMUNICATION: A GROUNDED THEORY ANALYSIS OF CHINA NEWS AWARDS (2016–2025) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7142 <p>This study examines the national image of China, as portrayed in award-winning international communication works, which have been recognized by the China News Awards (International Communication Category) from 2016 to 2025 (26<sup>th</sup> to 35<sup>th</sup> sessions). Using a constructivist grounded theory approach, this research takes a comprehensive dataset of 396 award-winning pieces and inductively gets the core narrative structure. The analysis shows a "four-in-one" composite image, where the central category is identified by selective coding, which depicts China as a Civilizational Country, an Eastern Major Country, a Responsible Major Country, and a Socialist Major Country. These four dimensions constitute an integrated narrative framework. This study expands international communication scholarship by showing empirically how a states strategic national image is built through long-term agenda integration, cross-cutting frame stabilization, and multi-layered narrative consolidation. The findings challenge the existing models by showing a deeply integrated and internally consistent logic that supports China's official external communication strategy.</p> Yingzhe Wang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7142 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7781 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยนี้ เป็นผู้บริหารสถานศึกษา สถานศึกษาพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 83 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 83 คน ผู้วิจัยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสารแนวทางการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>2. แนวทางในการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีษะเกษยโสธร ประกอบด้วย5 ด้าน มีองค์ประกอบย่อยทั้งหมด จำนวน 25 องค์ประกอบ</li> </ol> ประยงค์ แก่นลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7781 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบกสู่มาตรฐานสากล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7658 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยด้านการบริหารและองค์กรของหน่วยบินทหารบก ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ การบริหารเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมความปลอดภัย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการจัดการคุณภาพและมาตรฐาน 2) ศึกษาระดับการพัฒนาระบบการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบกสู่มาตรฐานสากล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านการบริหารและองค์กรที่มีต่อการพัฒนาระบบการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบกสู่มาตรฐานสากล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ปัจจัยด้านการบริหารและองค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.52, S.D. = 0.41) โดยด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.39) รองลงมาคือด้านการจัดการคุณภาพและมาตรฐาน (x̄ = 4.58, S.D. = 0.42)</p> <p> 2) ระดับการพัฒนาระบบการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบกสู่มาตรฐานสากลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.55, S.D. = 0.40)</p> <p> 3) ปัจจัยด้านการบริหารและองค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการพัฒนาระบบการซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยบินทหารบกสู่มาตรฐานสากล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนาระบบได้ร้อยละ 72.40 (R² = .724)</p> อภิวัฒน์ กาวิบูลย์, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7658 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบหลักการฟื้นฟูกิจการของวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูและการล้มละลายของวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว: ศึกษากรณีแนวทางการนำหลักสภาวะการพักชำระหนี้ (Automatic Stay) ตามกฎหมายล้มละลาย พ.ศ. 2483 ของประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6913 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักกฎหมายว่าด้วยการพักชำระหนี้ (Automatic Stay) ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ของประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อวิเคราะห์หลักการและกลไกของการพักชำระหนี้ (Automatic Stay) ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ของประเทศไทย ทั้งในด้านบทบัญญัติทางกฎหมาย ขอบเขตของผลทางกฎหมายและปัญหาเชิงปฏิบัติ 2. เพื่อศึกษาหลักการพักการดำเนินคดีและการคุ้มครองลูกหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูและการล้มละลายของวิสาหกิจใน สปป.ลาว 3. เพื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของหลัก Automatic Stay ในระบบกฎหมายไทยและสปป.ลาว ทั้งในแง่โครงสร้างกฎหมาย กลไกบังคับใช้และบริบททางเศรษฐกิจ 4. เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายของทั้งสองประเทศให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับหลักสากล และสามารถสนับสนุนการฟื้นฟูวิสาหกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่ากฎหมายล้มละลายของประเทศไทยแม้จะรับรองการคุ้มครองลูกหนี้ในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดความชัดเจนในด้านขอบเขตและการบังคับใช้ โดยเฉพาะต่อเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันและเจ้าหนี้ภาครัฐขณะที่กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูและการล้มละลายของวิสาหกิจของของ สปป.ลาว มีข้อกำหนดที่จำกัดอยู่เพียงการระงับข้อพิพาททางคดี โดยไม่ปรากฏกลไกการหยุดพักภาระดอกเบี้ยหรือการกำกับดูแลโดยศาลอย่างชัดเจน ดังนั้นข้อเสนอแนะของงานวิจัยนี้คือการปฏิรูปกฎหมายในทั้งสองประเทศเพื่อขยายขอบเขตของ Automatic Stay ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นรวมทั้งมีบทบัญญัติทางกฎหมายในกระบวนการก่อนล้มละลาย (pre-insolvency) และการเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันทางเพื่อให้กฎหมายดังกล่าวของประเทศทั้งสองสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่กำลังพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายการฟื้นฟูกิจการให้มากยิ่งขึ้น</p> เล่งสัก บุนทะลาด, ทองพูน สุขกะเสน, ดารณี แสงนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6913 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนน้ำตกห้วยจันทน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7596 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ 2. เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ ตามขนาดของสถานศึกษา และ 3. ข้อเสนอแนะการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน และครู จำนวน 141 คน รวม 157 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .44 -.83 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่า t เพื่อใช้ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ ตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ข้อเสนอแนะการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูใช้เครื่องมือดิจิทัลในการประเมินระหว่างเรียน เช่น แอปพลิเคชันตอบคำถามแบบฉับพลัน เพื่อนำผลมาปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนรู้ได้ทันทีในห้องเรียน และผู้บริหารควรส่งเสริมการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านดิจิทัล เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มที่ทันสมัยและนำผลมาปรับเปลี่ยนแผนการสอนได้ทันท่วงที</p> มัทวัน พละศักดิ์, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, สุจิตรา วิลามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7596 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านน้ำเลียง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7065 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ สภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการ และแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 2) เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง 4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง เป็นการวิจัยและพัฒนา เก็บข้อมูลกับคณะครู และนักเรียน ปีการศึกษา 2567 ประกอบด้วย คณะครู จำนวน 16 คน นักเรียนจำนวน 141 คน รวมจำนวน 157 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1) ผลการศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ความต้องการและแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง พบว่า องค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิดพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ 3) องค์ประกอบหลัก 4) กระบวนการดำเนินงาน 5) การประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ สภาพและความต้องการ สภาพปัจจุบันการนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย (μ = 2.39, σ = 0.580) ขณะที่สภาพ ที่พึงประสงค์อยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.70, σ = 0.48) โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) สูงถึง 0.97 สะท้อนถึงช่องว่างเชิงคุณภาพที่ต้องเร่งพัฒนา แนวทางการพัฒนา เน้นการสร้างระบบนิเทศแบบ "กัลยาณมิตร" ผ่านกระบวนการ PLC ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และใช้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) ที่เน้นการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมเชิงคุณภาพจากทุกภาคส่วน<br />2) ผลการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง ลักษณะของรูปแบบพัฒนาขึ้นภายใต้วงจร SBM–SUPERVISION Cycle 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทและวางแผน (2) มีส่วนร่วมและกำหนดบทบาท (3) ดำเนินการนิเทศและพัฒนาการเรียนรู้ (4) ติดตาม ประเมิน และสะท้อนผล และ (5) ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลไกการขับเคลื่อนเชื่อมโยง 3 ระบบหลัก คือ ระบบการนิเทศภายใน การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและคุณภาพผู้เรียนแบบองค์รวม (5 ด้าน) โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนทั้งในระดับผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และการเป็นต้นแบบ (Best Practice) การรับรองรูปแบบผลการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ารูปแบบมีความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.67, σ = .460) โดยเน้นย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นเงื่อนไขสำคัญ สู่ความสำเร็จ<br />3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง ด้านผลสำเร็จ(Output) ด้านการนิเทศและการบริหาร พบว่า การนิเทศภายในและการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก(μ = 4.70, σ = .458) และ (μ = 4.71, σ = .452) ตามลำดับ ด้านคุณภาพผู้เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกระดับชั้น (ป.1–ม.3) ส่วนใหญ่สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มสาระสุขศึกษาพลศึกษา และศิลปะ ขณะที่ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญ และทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน นักเรียนมีผลการประเมินในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ในทุกด้าน (อยู่ในช่วงร้อยละ 80.00–97.47) นอกจากนี้ นักเรียนร้อยละ 94.11 มีพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ และสุขภาวะในระดับดีขึ้นไปผลลัพธ์ (Outcome) พบว่า ความสำเร็จของบุคคลและองค์กร นักเรียนได้รับรางวัลจากการแข่งขันในระดับเขตพื้นที่การศึกษาร้อยละ 86.04 คณะครูร้อยละ 86.25 มีทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับสูง และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติร้อยละ 91.48 ขณะที่สถานศึกษามีความโดดเด่นในการได้รับรางวัลระดับชาติครบถ้วนตามที่เสนอผลงาน (ร้อยละ 100) การเป็นต้นแบบ โรงเรียนประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนเป็นต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) โดยมีหน่วยงานและสถานศึกษาเข้ามาศึกษาดูงานด้านการนิเทศภายในและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) รวมทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน <br />4) ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านน้ำเลียง พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ผลการประเมินตามความคิดเห็นของคณะครู พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.71, σ = .442) โดยรูปแบบมีความโดดเด่นอย่างยิ่งในด้านกระบวนการดำเนินงาน (SBM–SUPERVISION Cycle) โดยเฉพาะขั้นตอนการติดตาม ประเมิน และสะท้อนผลที่ชัดเจนช่วยให้ระบบการนิเทศภายในมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ตลอดจนช่วยให้ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ ผลการประเมินความพึงพอใจของคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน พบว่าในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = .430) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านพัฒนาการของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน และการดำเนินงานของโรงเรียนที่มีความเป็นระบบและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รูปแบบยังส่งเสริมบรรยากาศการทำงานแบบกัลยาณมิตร สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียนและชุมชน ส่งผลให้เกิด ความไว้วางใจและเชื่อมั่นว่าสถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน</p> สาธิน ปวนคำมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7065 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพการบริการภาคพื้นดิน ความพึงพอใจ และความภักดีของผู้โดยสารสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7315 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้โดยสารยุคดิจิทัลต่อปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการของสายการบิน 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารสายการบินที่เคยใช้บริการผ่านระบบดิจิทัล จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับความคิดเห็นของผู้โดยสารยุคดิจิทัลต่อปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการของสายการบินโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.42, S.D. = 0.51) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัล รองลงมา ได้แก่ ความรวดเร็วของระบบ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล</li> <li>ระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.45, S.D. = 0.49) โดยผู้โดยสารให้ความสำคัญกับความสะดวก ความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือของระบบออนไลน์ของสายการบิน</li> <li>ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ ความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัล ความรวดเร็วของระบบ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.47, S.D. = 0.48) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของสายการบินในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</li> </ol> ชลธร เกิดศิริ, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7315 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 โรงแรมไทยกับการดำเนินการด้านการบริหารจัดการและธรรมาภิบาล เพื่อความยั่งยืน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8370 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของโรงแรมไทยกับการดำเนินการด้านการบริการจัดการและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน 2) เพื่อวิเคราะห์หาความประเด็นด้านบริหารด้านธรรมภิบาลกับประเภทโรงแรมในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงแรมที่เป็นสมาชิกของสมาคมโรงแรมไทยหรือสมาชิกของมูลนิธิใบไม้เขียว และอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี เก็บจากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 65 โรงแรม งานวิจัยนี้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่และร้อยละ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-square Test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า โรงแรมส่วนใหญ่มีการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการติดตามสถิติการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 80) การแต่งตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืน (ร้อยละ 78.46) และการสื่อสารด้านความยั่งยืนกับลูกค้า (ร้อยละ 75.38) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ประเภทของโรงแรมมีความสัมพันธ์กับการดำเนินการด้านการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลบางประเด็นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยโรงแรมประเภท City Hotel มีความสัมพันธ์กับการลงทุนด้านความยั่งยืน เช่น การปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์และการใช้พลังงานสะอาด ขณะที่โรงแรมประเภท Full Service มีความสัมพันธ์กับการแต่งตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืน การติดตามผลการดำเนินงานผ่านการประชุมประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนด้านความยั่งยืน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงแรมไทยสู่ความยั่งยืน</p> ฐิติมา ลำเลียงพล, พิษฐา พงษ์ประดิษฐ, ธนวันต์ สินธุนาวา, อำไพ เวชวิฐาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8370 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 DEVELOPMENT OF A LEARNING ORGANIZATION MANAGEMENT MODEL IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN SHANDONG PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7742 <p>The objectives of this research were to: 1) study the level of learning organization management in higher vocational colleges in Shandong Province; 2) study the exploratory factor analysis of the learning organization management model in higher vocational colleges in Shandong Province and 3) study the relationship between factors and entrepreneurship education in universities of Jiangsu Province; 4) Propose a development of learning organization management model in higher vocational colleges in Shandong Province. For a population of 95 higher vocational colleges in Shandong Province, the required minimum sample size was 76 higher vocational colleges. Therefore, 76 higher vocational colleges were selected as the sample for this study and the respondents in this study consisted of 550 administrators and teachers from higher vocational colleges in Shandong Province. The quantitative data were analyzed using percentages, means, standard deviations and the exploratory factor analysis. In addition, qualitative data were obtained through in-depth interviews with nine experts in educational administration, guided by a semi-structured interview protocol. The qualitative data were analyzed using content analysis to explore institutional perspectives and validate the quantitative findings.</p> <p>The results showed that the overall responses to all 114 questionnaire items were at a high level, indicating that higher vocational colleges in Shandong Province demonstrate strong practices in learning organization management and a positive institutional environment that supports continuous learning and development. This suggests that administrators, teachers, and staff have a shared perception of effective organizational practices aligned with modern educational management. The Exploratory Factor Analysis (EFA) identified eight key factors, confirming a clear and well-structured model, including 1) Learning Leadership (LL), 2) Shared Vision (SV), 3 Continuous Learning Culture (CLC), 4) Team Learning Unity (TLU), 5) Embedded Knowledge System (KS), 6) System Connectivity (SC), and 7) Data-Driven Policy (DDP). These factors reflect the essential components of a learning organization and demonstrate strong internal consistency among the variables. Overall, the findings support the validity and robustness of the proposed model, showing that these eight dimensions effectively represent a comprehensive learning organization framework.</p> Hao Zhou, Thada Siththada, Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7742 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตผาแต้ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7659 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตผาแต้ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตผาแต้ม กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา 8 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 15 คน ครูผู้สอน 167 คน รวม 190 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ PNI<sub>modified</sub></p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงของการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพขอสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตผาแต้ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน ระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน ระดับมากที่สุด ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น มีค่าเท่ากับ 0.32 และ 2) ผลการศึกษาแนวการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีดังนี้ (1) ด้านการสร้างความเข้าใจและสร้างทีม PLC ควรมีการจัดอบรมหรือประชุมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันถึงเป้าหมายและหลักการของ PLC (2) ด้านการกำหนดเป้าหมายและวางแผนควรระดมความคิดเห็นของทีม PLC ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา เพื่อกำหนดเป้าหมายและวางแผนการดำเนินงาน (3) ด้านการดำเนินการตามแผนและสะท้อนผล ควรนำแผนที่วางไว้ไปใช้แล้วสะท้อนผลการดำเนินงาน (4) ด้านถอดบทเรียนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ที่ผ่านมาเพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) และ (5) ด้านการนิเทศติดตามและประเมินผล ควรให้ผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำและช่วยเหลือทีม PLC แล้วประเมินผลการดำเนินงาน</p> ทิพวรรณ พรรณาภพ, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, กนกกาญจน์ ศรีสุรินทร์, มัธยม เรืองแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7659 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการสายการบินภายหลังสถานการณ์วิกฤต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7663 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสารสายการบินภายหลังสถานการณ์วิกฤต 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการสายการบิน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายและการบริหารจัดการสำหรับสายการบินในช่วงหลังสถานการณ์วิกฤต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบิน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผู้โดยสารมีระดับการรับรู้ด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อสายการบินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบินและความเชื่อมั่นในความสามารถของนักบิน</p> <p>2) ปัจจัยด้านความปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้ด้านความปลอดภัย มาตรการด้านสุขอนามัยและการจัดการความเสี่ยง ความโปร่งใสในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของสายการบิน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการเลือกใช้บริการสายการบินภายหลังสถานการณ์วิกฤตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ</p> <p>3) สายการบินควรพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย การสื่อสารองค์กร และมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว</p> ปัณณวิชญ์ เรืองเมธาณัฐกุล, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7663 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการนิเทศการศึกษาเชิงรุกผ่านการบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7446 <p>บทความวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการนิเทศการศึกษาเชิงรุกที่สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยการสังเคราะห์และประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างสรรค์องค์ความรู้ (Constructivism) ทฤษฎีการเชื่อมโยงความรู้ (Connectivism) และทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ผลการศึกษาพบว่า การนิเทศการศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสมรรถนะเทคโนโลยีของครูผู้สอนและรูปแบบการนิเทศแบบเดิมที่ขาดความยืดหยุ่น การบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยให้สามารถพัฒนาแนวทางการนิเทศเชิงรุกใน 3 มิติหลัก คือ <br />1) มิติด้านการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ที่เน้นความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรผ่านระบบโทรนิเทศ (Tele-supervision) 2) มิติด้านการสะท้อนคิด (Reflective Practice) เพื่อกระตุ้นให้ครูวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยตนเอง และ 3) มิติด้านการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือน (Virtual PLC) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาชีพและแหล่งสารสนเทศที่หลากหลาย แนวทางการนิเทศนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ รวมไปถึงการเปลี่ยนบทบาทของศึกษานิเทศก์และผู้อำนวยการสถานศึกษาให้กลายเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) ที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> พนิดา ซิบยก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7446 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน อย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7635 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย (2) เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย และ (3) เพื่อพัฒนาโมเดลความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ เจ้าของกิจการ/ผู้ประกอบการ ที่จดทะเบียนนิติบุคคลดำเนินกิจการธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย จำนวน 140,320 กิจการ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฏแห่งความชัดเจนของแฮร์และคณะ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการ จำนวนทั้งสิ้น 400 คน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จํานวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยโปรแกรมลิสเรล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย ได้แก่ กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ความสามารถในการปรับตัว การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ และความสามารถในการแข่งขัน อยู่ในระดับมาก (2) กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ความสามารถในการปรับตัว การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ และความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดลจําลองสมการเชิงโครงสร้างมีความเหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 238.38, df = 87, RMSEA = 0.066 (90 Percent Confidence Interval = 0.056 - 0.077), NNFI = 0.99, CFI = 0.99, PNFI = 0.72 และ SRMR = 0.033 และ (3) แบบจำลองการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในประเทศไทย มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันกับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ความสามารถในการปรับตัว การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ ความสามารถในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน</p> เว่ย เว่ย เฉิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7635 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7673 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ จำนวน 156 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ จำนวน 222 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์ จำนวน 7 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน ครู 2 คน และศึกษานิเทศก์ 2 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเรื่องการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการส่งแบบสอบถามแก่กลุ่มตัวอย่างผ่านระบบ E-Office ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.24, S.D. = 0.81) และปัญหาการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.05, S.D. = 1.03) และ 2. แนวทางการบริหารจัดการบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของสถานศึกษา ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ 18 รายการ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการวางแผนการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 รายการ 2. ด้านการดำเนินการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 6 รายการ 3. ด้านการใช้ประโยชน์ของบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 รายการ 4. ด้านการบำรุงรักษาบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 รายการ และ 5. ด้านการกำกับติดตามและประเมินผลการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 รายการ</p> สินีญา การสมมิตร, พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7673 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการจัดการเวลารอคอยต่อประสบการณ์ผู้โดยสาร ในสนามบินพาณิชย์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7547 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการเวลารอคอยในสนามบินจากมุมมองของผู้โดยสาร 2) ศึกษาระดับประสบการณ์ผู้โดยสารที่ได้รับจากการใช้บริการสนามบิน และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการเวลารอคอยในสนามบินที่มีต่อประสบการณ์ผู้โดยสาร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินดอนเมือง จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การจัดการเวลารอคอยในสนามบินโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.87, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.62) โดยด้านการสื่อสารข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด</p> <p>2) ประสบการณ์ผู้โดยสารโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.91, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.59)</p> <p>3) การจัดการเวลารอคอยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสบการณ์ผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = 0.68, Sig. = 0.000) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสบการณ์ผู้โดยสารได้ร้อยละ 46.20 (R² = 0.462)</p> <p>ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเวลารอคอย โดยเฉพาะด้านการสื่อสารข้อมูลและการออกแบบกระบวนการให้บริการ มีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสนามบินในอนาคต</p> ภคมน สุทธิประภา, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7547 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรร : กรณีศึกษาตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6832 <p>การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรรเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางการตลาดและลักษณะของผู้บริโภค บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรร และ 2) เปรียบเทียบอิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวจำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ โดยใช้แนวคิดส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) และพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นกรอบในการวิเคราะห์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรรในตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในระดับมาก โดยด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านราคา ตามลำดับ ขณะที่ด้านบุคคลมีอิทธิพลน้อยที่สุด นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบตามลักษณะประชากรศาสตร์พบว่า อายุของผู้บริโภคไม่ส่งผลให้ความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เพศมีผลต่อความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ทำเลที่ตั้ง และความเหมาะสมของราคา เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> บุญมา อิ่มวิเศษ, เทพรัตน์ เอื้อธรรมถาวร, พรทิพย์ เอื้อธรรมถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6832 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากรอบหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณฝ่ายประถม ระดับประถมศึกษา บนฐานทฤษฎีพหุปัญญาและแนวคิดโรงเรียน แห่งความสุข ของยูเนสโก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7736 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการออกแบบและพัฒนากรอบหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ฝ่ายประถม ระดับประถมศึกษา บนฐานทฤษฎีพหุปัญญาและแนวคิดโรงเรียนแห่งความสุขของยูเนสโก 2) ศึกษาองค์ประกอบของหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ฝ่ายประถม ระดับประถมศึกษา 3) ศึกษาการมีส่วนร่วมในการพัฒนากรอบหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ฝ่ายประถม ระดับประถมศึกษา จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ทรงคุณวุฒิ และ 4) ประเมินกรอบหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ฝ่ายประถม ระดับประถมศึกษา ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนสาธิต ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และประเด็นสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดหวังให้หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง โดยพัฒนาศักยภาพและอัจฉริยภาพตามทฤษฎีพหุปัญญาและแนวคิดโรงเรียนแห่งความสุข 2) องค์ประกอบของหลักสูตร มีองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ ปรัชญา เจตนารมณ์ ค่านิยม เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ และองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย คุณภาพผู้เรียน สมรรถนะ คุณลักษณะ ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียน การจัดการเรียนรู้ สื่อและเทคโนโลยี การวัดและประเมินผล และการบริหารจัดการหลักสูตร 3) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนากรอบหลักสูตร อยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินกรอบหลักสูตร อยู่ในระดับมาก ทั้งด้านความเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง</p> อภินันท์ สิริรัตนจิตต์, พัศรเบศวณ์ เวชวิริยะสกุล, วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7736 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน ของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7741 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 3) เพื่อพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ บริษัทที่จดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4,793 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฏแห่งความชัดเจนของแฮร์และคณะ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการ จำนวนทั้งสิ้น 440 คน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จํานวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยโปรแกรมลิสเรล</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ การบริหารเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน ความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของธุรกิจ 2) การบริหารเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน และความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดลจําลองสมการเชิงโครงสร้างมีความเหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า c<sup>2</sup> = 685.09, c<sup>2</sup>/df = 2.455, df = 279, p-value &lt; .001, SRMR = .043, RMSEA = .062 NNFI = .91, CFI = .92 และ 3) โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน ความรู้ความสามารถด้านนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของธุรกิจ</p> วรเดช รุกขพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7741 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบ e-SAR ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7524 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบ e-SAR และ 2. ศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบ e-SAR เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการในปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 17 คน และครู จำนวน 228 คน รวม 245 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และมีคำถามปลายเปิด มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ อยู่ระหว่าง .54 - .79 และความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบ e-SAR โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบ e-SAR มีข้อเสนอที่สำคัญสูงสุด 3 ประการแรก ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรนำวงจรคุณภาพ PDCA มาขับเคลื่อนการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยเชื่อมโยงกับการบันทึกและติดตามผลในระบบ e-SAR อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความสำเร็จและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (2) ผู้บริหารควรใช้ระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองเป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลการประเมินให้สูงขึ้นในทุกปีการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน (3) ผู้บริหารควรวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษาด้วยเทคนิค SWOT เพื่อนำจุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการของชุมชนมาใช้เป็นฐานในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง</p> ยุพิน อินทร์โสม, สุรางคนา มัณยานนท์, นิภา พงศ์วิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7524 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการบริหารทรัพยากรลูกเรือและปัจจัยด้านมนุษย์ต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7699 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารทรัพยากรลูกเรือ ปัจจัยด้านมนุษย์ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์ในประเทศไทย 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการบริหารทรัพยากรลูกเรือต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านมนุษย์ต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์ในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบินพาณิชย์ที่ถือใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot License: CPL) และใบอนุญาตนักบินขนส่งทางอากาศ (Airline Transport Pilot License: ATPL) ในประเทศไทย จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Cochran (1977) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารทรัพยากรลูกเรือ ปัจจัยด้านมนุษย์ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์ในประเทศไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การบริหารทรัพยากรลูกเรือมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินของนักบินพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ</p> <p>3) ปัจจัยด้านมนุษย์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานการบินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการตระหนักรู้สถานการณ์ ทัศนคติด้านความปลอดภัย และการจัดการภาระงาน ซึ่งผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้าน CRM และการบริหารปัจจัยด้านมนุษย์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินของประเทศไทย</p> วชากร วงเวียน, เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7699 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความเท่ากันทุกประการ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ร่วมกับแอปพลิเคชัน GeoGebra ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีเมืองวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7555 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ร่วมกับแอปพลิเคชัน GeoGebra เรื่องความเท่ากันทุกประการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยคือ การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนศรีเมืองวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ร่วมกับแอปพลิเคชัน GeoGebra แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.35 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.28 ถึง 0.72 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84) และแบบสอบถามความพึงพอใจ (มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ร่วมกับแอปพลิเคชัน GeoGebra เรื่องความเท่ากันทุกประการ มีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 82.50/84.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้</p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความเท่ากันทุกประการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) ความพึงพอใจของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64, S.D. = 0.50)</p> อภิชนา มีคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7555 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาความต้องการจำเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหาสภาพแวดล้อม ด้านภูมิทัศน์เพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7714 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด้านภูมิทัศน์ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ด้านภูมิทัศน์ รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 338 คน เครื่องมือแบบสอบถาม สถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำด้านที่มีความต้องการจำเป็นลำดับที่แรกมาศึกษาต่อในระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสังเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 3 นำแนวทางที่ได้มาประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 5 คน เครื่องมือแบบประเมินและแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลจากการศึกษา พบว่า 1) การศึกษาสภาพการปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 3.56, S.D. = 0.52) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านภูมิทัศน์ (PNI<sub>modified </sub>= 0.27) อยู่ในลำดับที่ 1 ด้านอาคารสถานที่และด้านการบริหารจัดการ มีค่า (PNI<sub>modified </sub>= 0.25) อยู่ในลำดับที่ 2 ด้านการปฏิสัมพันธ์ของบุคคล มีค่า (PNI<sub>modified </sub>= 0.23) อยู่ในลำดับที่ 3 ด้านการเรียนการสอน (PNI<sub>modified </sub>= 0.22) อยู่ในลำดับที่ 4 และด้านความปลอดภัย (PNI<sub>modified </sub>= 0.20) อยู่ในลำดับสุดท้าย 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ด้านภูมิทัศน์ มีทั้งหมด 5 แนวทาง 3) การประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ด้านภูมิทัศน์ พบว่า ด้านความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด </p> สุรีพร สีดาบัว, คณิศร จี้กระโทก, นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7714 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7439 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 316 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพดำเนินการโดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ในการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับค่าความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ คือ ด้านการมีความหลากหลายในการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ด้านการมีความยุติธรรม ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการมีวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน ด้านการเข้าถึงด้านทรัพยากร ด้านการมีองค์ความรู้ที่ลุ่มลึก 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน 28 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการมีความหลากหลายในการพัฒนาสู่ความยั่งยืน 4 แนวทาง 2) ด้านการมีความยุติธรรม 5 แนวทาง <br />3) ด้านการกระจายอำนาจ 5 แนวทาง 4) ด้านการมีวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน 5 แนวทาง 5) ด้านการเข้าถึงด้านทรัพยากร 4 แนวทาง 6) ด้านการมีองค์ความรู้ที่ลุ่มลึก 5 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธนัญญา ภามนตรี, ธันยาภรณ์ นวลสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7439 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความฉลาดทางดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอตระการพืชผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7594 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของความฉลาดทางดิจิทัล 2. ศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้สอน จำนวน 127 คน และบุคลากรทางการศึกษาสายสนับสนุนการสอน จำนวน 26 คน จำนวน 158 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .50 - .86 และ .42 - .80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 และ .97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจําเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อหาความถี่</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของความฉลาดทางดิจิทัล โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ความฉลาดทางดิจิทัล โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นของความฉลาดทางดิจิทัล ด้านสูงสุด คือ ด้านการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัล ที่สำคัญ 3 ประการแรก ได้แก่ (1) ผู้บริหารควรบรรจุวาระการแบ่งปันเทคนิคการคัดกรองข้อมูลในการประชุม PLC ของครู เพื่อให้ครูแต่ละกลุ่มสาระร่วมกันสังเคราะห์วิธีคัดเลือกสื่อการสอนดิจิทัลที่มีคุณภาพ (2) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูเน้นกิจกรรมกลุ่ม การทดลอง หรือการลงมือปฏิบัติที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุน ไม่ใช่สื่อหลักตลอดทั้งคาบ เพื่อลดอาการสมาธิสั้นและพฤติกรรมติดหน้าจอ และ (3) ผู้บริหารควรจัดทำช่องทางลับทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นการคุกคามออนไลน์ หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งเหตุได้โดยไม่ต้องระบุตัวตน</p> ศุภกร ภูมิกาล, สุรางคนา มัณยานนท์, นิภา พงศ์วิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7594 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน การบูรณาการพุทธบริหารศาสตร์ สู่นวัตกรรมศาสนทายาทอัจฉริยะ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7350 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ผลการศึกษาพบว่าสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี การบริหารแบบดั้งเดิมเริ่มพบข้อจำกัดในการตอบสนองต่อมาตรฐานการศึกษาชาติ แม้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณและสถานะทางกฎหมาย แต่การขับเคลื่อนสู่ประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องมีรูปแบบการบริหารที่ทันสมัย องค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบคือ "โมเดลพุทธบริหารดิจิทัลเชิงบูรณาการ" (IDBAM Model) ซึ่งเน้นการผสานโลกวิทยและธรรมวิทยผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อพัฒนาศาสนทายาทให้มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 (Smart Monks) ที่พร้อมเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคมสากลอย่างยั่งยืน</p> พระครูสิริปริยัตโยดม ไวยุวัฒน์, มะลิ ทิพพ์ประจง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7350 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 รายงานการวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริหารการพัฒนาทักษะ การจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะพื้นฐานอาชีพสำหรับนักเรียนของครูผู้สอนโรงเรียนวังพิกุลวิทยศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7517 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การศึกษาวิเคราะห์สภาพความต้องการของครูผู้สอน 2) ยกร่างและตรวจสอบ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้ และ 4) ประเมินผลรูปแบบการบริหารการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะพื้นฐานอาชีพสำหรับนักเรียน ครูผู้สอนโรงเรียนวังพิกุลวิทยศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาความต้องการ การพัฒนาและตรวจสอบรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดลองใช้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและชุมชนเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) พร้อมการนิเทศติดตาม และการประเมินผลโดยการสนทนากลุ่ม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบประเมิน และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาและวิเคราะห์สภาพความต้องการ พบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า การพัฒนารูปแบบควรตั้งอยู่บนฐานแนวคิดทางวิชาการ แนวคิดการพัฒนา และทฤษฎีระบบร่วมกับวงจรคุณภาพ 2) ผลการยกร่างและตรวจสอบรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกระบวนการดำเนินงาน 9 ขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาสภาพจนถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูผู้สอนมีผลสัมฤทธิ์หลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากกระบวนการชุมชนเรียนรู้ทางวิชาชีพ และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมาก และ 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้ในระดับมาก และมีความคุ้มค่าในระดับมากที่สุด</p> เทียมใจ สิทธิศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7517 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในงานการบริหารทั่วไปของผู้บริหาร และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7667 <p>การวิจัยครั้งนี้​ มีวัตถุประสงค์​เพื่อ 1) ศึกษาระดับ​การใช้​หลักอิทธิบาท 4 ของ​ผู้บริหาร​และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา 2) ศึกษาระดับ​การบริหารงานทั่วไป​ของ​ผู้บริหาร​และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา และ 3) ศึกษา​การประยุกต์ใช้​หลักอิทธิบาท 4 ที่ส่งผลต่อ​การบริหารงานทั่วไป ของ​ผู้บริหาร​และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา กลุ่มตัว​อย่าง​ที่ใช้​ใน​การวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร​และครู​ในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 144 คน ซึ่งได้มา​จาก​การกำหนดขนาดกลุ่มตัว​อย่าง​ตามตาราง​ของ Krejcie and Morgan (1970) และใช้วิธี​การสุ่มแบบแบ่งชั้น​ตามสัดส่วนร่วม​กับ​การสุ่ม​อย่างง่าย เครื่องมือ​ที่ใช้​ใน​การวิจัย​เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่​มีค่า​ความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และค่า​ความเชื่อมั่นเท่า​กับ 0.83 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่า​ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ การวิเคราะห์​การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผล​การวิจัยพบว่า 1) ระดับ​การใช้​หลักอิทธิบาท 4 ของ​ผู้บริหาร​และครู โรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา โดยรวมอยู่​ในระดับมาก เมื่อพิจารณา​เป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่​ในระดับมาก ได้แก่ ด้านฉันทะ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา 2) ระดับ​การบริหารงานทั่วไป​ของ​ผู้บริหาร​และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา โดยรวมอยู่​ในระดับมาก เมื่อพิจารณา​เป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่​ในระดับมากเช่นกัน และ 3) ผล​การวิเคราะห์​การถดถอยพหุคูณพบว่า การประยุกต์ใช้​หลักอิทธิบาท 4 ทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์​การบริหารงานทั่วไป​ของ​ผู้บริหาร​และครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มเจ้าพระยา ได้ร้อยละ 98.6 อย่าง​มีนัยสำคัญทางสถิติ​ที่ระดับ .05 โดย​มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่า​กับ 0.993 ค่า​ความคลาดเคลื่อน มาตรฐาน​ใน​การพยากรณ์เท่า​กับ 0.01217 ตัวแปร​ที่​มีอิทธิพลมาก​ที่สุด​คือ ด้านวิริยะ รองลงมา​คือ ด้านฉันทะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา ตามลำดับ</p> นวลจันทร์ นนยะโส, สุมิตรา ยาประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7667 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7584 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ผู้วิจัยได้ใช้ผลการวิจัยจากการศึกษาความต้องการจำเป็นของแนวพัฒนากรอบความคิดเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ มาจัดทำประเด็นข้อคำถาม ประชากร 285 คน จากนั้นนำข้อคำถามในแต่ละด้านมาประมวลเป็นแบบสัมภาษณ์ เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่ง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 3 คน ที่ได้มาจากการกำหนดคุณลักษณะแบบเฉพาะเจาะจง โดยผู้วิจัยกำหนดคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่ 1 ผู้บริหารการศึกษา วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโททางการบริหารการศึกษา หรือเทียบเท่า มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ ประสบการณ์การบริหารการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี คนที่ 2 ผู้บริหารสถานศึกษา วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโททางการศึกษา หรือเทียบเท่า วิทยฐานะไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ มีประสบการณ์การบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี คนที่ 3 อาจารย์ในระดับอุดมศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ประสบการณ์ในด้านการสอน ด้านการวิจัย ด้านการพัฒนากรอบความคิด มีประสบการณ์สอนไม่น้อยกว่า 5 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การสังเคราะห์</p> <p>ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ พบว่า แนวทางการพัฒนามี 24 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการให้คุณค่ากับความพยายาม จำนวน 4 แนวทาง 2) ด้านการเรียนรู้จากคำวิพากษ์วิจารณ์ จำนวน 4 แนวทาง 3) ด้านการเปิดรับความท้าทาย จำนวน 4 แนวทาง 4) ด้านการเรียนรู้จากความล้มเหลวจำนวน 4 แนวทาง 5) ด้านการมีแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาล จำนวน 4 แนวทาง และ 6) ด้านการรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง จำนวน 4 แนวทาง</p> สุรเกียรติ บุญเวิน, พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์, ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7584 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7508 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยจัดการเรียนรู้เชิงรุก โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) 2) สังเคราะห์องค์ประกอบการบริหารจัดการสถานศึกษา 3) สร้างและพัฒนารูปแบบ 4) ทดลองใช้รูปแบบ และ 5) ประเมินผลการใช้รูปแบบจากการนำไปใช้จริง การวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการสถานศึกษามีความเป็นระบบในระดับนโยบาย แต่ยังพบปัญหาด้านความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผล และศักยภาพครู โดยมีความต้องการพัฒนานโยบายแบบมีส่วนร่วม ระบบสนับสนุน และกลไกติดตามประเมินผล 2) องค์ประกอบการบริหารจัดการสถานศึกษามี 6 ด้าน ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาทรัพยากรและสภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเชื่อมโยงเชิงระบบและสอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา 4) ผลการทดลองใช้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก และก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ทั้งระดับนักเรียน ครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา และ 5) ผลการประเมินหลังนำไปใช้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และทักษะในศตวรรษที่ 21 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด</p> พีราวุฏฐ์ พิมพ์รอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7508 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงบประมาณในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7116 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงบประมาณในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี 3) ศึกษาวิธีการบริหารงบประมาณตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 4) เสนอแนวทางการบริหารงบประมาณตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารงบประมาณโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการใช้จ่ายงบประมาณมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) วิธีการบริหารงบประมาณตามหลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า สถานศึกษามีการประยุกต์ใช้หลักทานในการจัดสรรงบประมาณเพื่อประโยชน์ของผู้เรียน หลักปิยวาจาในการสื่อสารอย่างโปร่งใส หลักอัตถจริยาในการใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบ และหลักสมานัตตตาในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเสมอภาค 4) แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 เข้ากับกระบวนการบริหารงบประมาณเชิงระบบในลักษณะ Input–Process–Output–Feedback Model ซึ่งทำให้การบริหารงบประมาณมีทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผล องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า หลักสังคหวัตถุ 4 สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบการบริหารงบประมาณเชิงพุทธได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นกลไกที่เชื่อมโยงคุณธรรมกับกระบวนการบริหารสมัยใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการบริหารงบประมาณในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม และยั่งยืน</p> พระครูวินัยธรอำพร กนฺตวีโร (ไหว้พรม), พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน, พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7116 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7726 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนด้วยค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา พบว่าโดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ทักษะด้านการสื่อสาร 2) ทักษะด้านการสร้างสัมพันธภาพ 3) ทักษะด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ดิจิทัล 4) ทักษะด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ และ 5) ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์</p> สมเดช สาวันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7726 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการ: เส้นทางสู่ชีวิตที่สมดุลในโลกสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7749 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด “พุทธบูรณาการ” ในฐานะกรอบแนวคิด<br />และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมร่วมสมัย ท่ามกลางบริบทของความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และโครงสร้างทางสังคม ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดัน ความเครียด และความไม่สมดุลทางจิตใจแก่ผู้คนจำนวนมาก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของหลักพุทธธรรมในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาภายนอกกับการพัฒนาภายใน โดยเน้นการนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มิใช่จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติในเชิงพิธีกรรมหรือทฤษฎีเท่านั้น เนื้อหาของบทความอาศัยการศึกษาจากเอกสารและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระไตรปิฎกและคัมภีร์อธิบายหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นแนวคิดพุทธบูรณาการที่สอดคล้องกับบริบทของโลกสมัยใหม่ หลักพุทธธรรมสำคัญที่นำมาศึกษา ได้แก่ สติ มัชฌิมาปฏิปทา อิทัปปัจจยตา อุเบกขา และไตรสิกขา ซึ่งล้วนเป็นหลักธรรมที่มีศักยภาพในการเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ลดความทุกข์ และพัฒนาปัญญาให้มนุษย์สามารถเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง</p> <p>จากการศึกษาพบว่า พุทธบูรณาการเป็นแนวคิดที่ช่วยเชื่อมโยงหลักธรรม<br />ทางพระพุทธศาสนาเข้ากับการดำเนินชีวิตจริงของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่อย่างเป็นองค์รวม การเจริญสติและการดำเนินชีวิตตามทางสายกลางช่วยให้มนุษย์รู้เท่าทันตนเองและสิ่งแวดล้อม ลดความสุดโต่งในการแสวงหาความสุขทางวัตถุ ขณะที่การเข้าใจหลักเหตุปัจจัยและการปล่อยวางอย่างมีปัญญาช่วยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของชีวิตได้อย่างมั่นคง บทความนี้จึงสรุปว่า พุทธบูรณาการเป็นเส้นทางสำคัญในการเสริมสร้างชีวิตที่สมดุล มีความหมาย และยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคล สังคม และสังคมโดยรวม</p> พระมหาประเวศ ปญฺญาทีโป (ยังเหล็ก), พระราชเขมากร, พระมหาสิทธิชัย ชยสิทฺธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7749 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 บทบาทและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดำเนินงานด้านสุขภาพท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของชุมชนบ้านบางแก้ว เทศบาลเมืองบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7478 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดำเนินงานด้านสุขภาพท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในเทศบาลเมืองบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ และ 2) เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานด้านสุขภาพท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในเทศบาลเมืองบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา ประชากร คือ ประชาชน ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่เทศบาลเมืองบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ร่วมกับการสุ่มแบบลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประชาชนมีบทบาทและการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านสุขภาพท้องถิ่นในหลายมิติ ได้แก่ การร่วมรับรู้ปัญหา การเสนอความคิดเห็น การวางแผน การตัดสินใจ การดำเนินกิจกรรม และการติดตามประเมินผล โดยมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในลักษณะของเครือข่ายความร่วมมือ และ 2) ระดับและลักษณะของการมีส่วนร่วมขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ แรงจูงใจ ผลประโยชน์ที่ได้รับ และศักยภาพของประชาชน รวมถึงการเปิดโอกาสและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินงานด้านสุขภาพในระดับชุมชน</p> เมธาวี วันจงคำ, ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7478 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษา ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7112 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในโรงเรียนพระปริยัติธรรม 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม 3) เพื่อประเมินการบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ วิธีการดำเนินการวิจัย ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 136 รูป/คน ด้วยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ระยะที่ 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูป/คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และระยะที่ 3 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินการบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. วิธีการบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ควรดำเนินการดังนี้ 2.1 ด้านเมตตา พัฒนาระบบสนับสนุนทรัพยากรและสร้างบรรยากาศองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง <strong> </strong>2.2 ด้านกรุณา ส่งเสริมการพัฒนาครูเชิงลึกและเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดผลจริงในห้องเรียน 2.3 ด้านมุทิตา สร้างระบบแรงจูงใจและการยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ 2.4 ด้านอุเบกขา พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง <strong> </strong>3. การประเมินการบริหารงานวิชาการตามหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด</p> พระมหาณรงค์ฤทธิ์ อานนฺโท (ศิริพงษ์), พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ, บรรยวัสถ์ ฝางคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7112 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน บ้านโคกหมัก ตำบลดาโต๊ะ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7451 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านโคกหมัก ตำบลดาโต๊ะ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 2. ศึกษาหลักสาราณียธรรม ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3. ประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านโคกหมัก ตำบลดาโต๊ะ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งผู้วิจัยจะสำรวจและเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล โดยนำข้อมูลจากที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ประมวลความ สรุปผล และนำเสนอในรูปแบบการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ กระบวนการยกระดับความเป็นอยู่ของบุคคลหรือชุมชนให้ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ 2. หลักสาราณียธรรม 6 ประการ เป็นหลักธรรมที่ช่วยสร้างความรักใคร่ สามัคคีในหมู่คณะ ได้แก่ 1) เมตตากายกรรม มีเมตตาต่อกัน 2) เมตตาวจีกรรม พูดจาไพเราะ 3) เมตตามโนกรรม มีจิตใจดี 4) สาธารณโภคี การแบ่งปัน 5) สีลสามัญญตา มีศีลเสมอกัน 6) ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นชอบร่วมกัน คิดในแนวเดียวกัน เคารพหลักธรรมร่วมกัน 3. การประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรมในชุมชนช่วยเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างจริงใจ ทำให้ความขัดแย้งลดลงและเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น เมื่อทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค ความไว้วางใจก็เพิ่มขึ้นและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของสังคม จึงมีแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชนมากขึ้น ทั้งด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ และส่วนรวม หลักสาราณียธรรมจึงกลายเป็นพื้นฐานในการสร้างความสามัคคี และทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p> พระครูสมานประชารักษ์ (ปฐาพร นนฺทิโย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7451 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุกไทยยวน ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองอ้างอิง การดำเนินงานโซ่อุปทาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7745 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุกไทยยวน และ 2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุกไทยยวน ของกลุ่มทอผ้า ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 52 คน โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ด้วยเครื่องมือแบบสอบถาม และวิคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยายและสถิติเชิงอนุมานแบบทางเดียว(One-way ANOVA)</p> <p>พบว่า 1.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุก ได้แก่ ปัจจัยด้านการวางแผน(4.17±0.043) ปัจจัยด้านการจัดซื้อจัดหา(4.16±0.033) ปัจจัยด้านการผลิต(4.10±0.043) ปัจจัยด้านการขนส่ง(4.17±0.033) และปัจจัยด้านการส่งคืน(4.18±0.042) มีผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุกไทยยวนอยู่ในระดับมาก และ 2.ปัจจัยทั้ง 5 ด้านส่งผลต่อการจัดการผลิตผ้าทอยกมุกไทยยวนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05</p> มัณทนาภรณ์ อรุณเรือง, กิตติชัย ประเสริฐพรศรี, วรพงษ์ อรุณเรือง, วรเศรษฐ์ อุดมสิน, ศนภสร รอดสนใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7745 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ของการจัดการเรียน การสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7679 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่คาดหวังในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เนื่องด้วยประชากรในการวิจัยครั้งนี้มีขนาดเล็ก ผู้วิจัยทำการศึกษาจากประชากรทั้งสิ้นจำนวน 312 คน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน 312 คน จาก 11 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าแบบตอบสนองคู่มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 34 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามอยู่ระหว่าง .60 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นในสภาพที่เป็นจริงเท่ากับ .978 และสภาพที่คาดหวังเท่ากับ .965 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงของการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการอยู่ในระดับมาก (x̄= 3.70) และสภาพที่คาดหวังของการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.53) และ 2) ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านที่ 1 ด้านนโยบาย กลยุทธ์ และการบริหารจัดการ (PNI<sub>modified </sub>= 0.2295) รองลงมาคือ ด้านที่ 2 ด้านหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล (PNI<sub>modified</sub> = 0.2218) และด้านที่ 3 ด้านคุณภาพผู้เรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.2201) ตามลำดับ</p> นนทวัฒน์ ทองคำมา, อำภาพรรณ ตันตินาครกูล, บุญจันทร์ สีสันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7679 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชศึกษานิเทศก์ใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7511 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ 2) เพื่อศึกษา แนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ 3) เพื่อวิเคราะห์ประเมินแนวทาง การพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือศึกษานิเทศก์ใหม่จำนวน 59 คน เครื่องมือเป้นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการหาแนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ เครื่องมือเป็นการประชุมอภิปรายแบบพหุลักษณะเพื่อหาฉันทามติ เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง 8 คน เป็นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 3 เป็นการประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เครื่องมือเป็นแบบประเมินมาตราส่วน วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย สรุปได้ว่า 1) สภาพปัจจุบันของทักษะการโค้ชโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าความต้องการจำเป็นอยู่ระหว่าง 0.572–0.876 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชของศึกษานิเทศก์ใหม่ ประกอบด้วย 6 ด้าน รวมทั้งหมด 30 แนวทาง 3) ผลการประเมินแนวทาง พบว่า ทั้งด้านความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ ในภาพรวมทั้งด้านความเป็นไปได้มากที่สุด (<strong><em> </em></strong>x̅ = 5.00, SD = 0) และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับ มากที่สุด (x̅ = 5.00, SD=0)</p> อรรถวัตร ทิพยเลิศ, นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7511 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 COMPARATIVE MOVE ANALYSIS IN INTRODUCTION SECTION OF TOURISM RESEARCH ARTICLES PUBLISHED IN INTERNATIONAL AND THAI JOURNALS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7737 <p>This comparative study purposed to examine the move structures appeared in the introduction sections of research articles in the field of tourism. A specialized corpus of sixty RAIs published between 2017 and 2020 was utilized, equally divided into an International Corpus (IC) from SCImago-indexed journals and a Thai Corpus (TC) from the Thai-Journal Citation Index (TCI). The framework utilized for move analysis was Swales’ (2004) Creating a Research Space (CARS) model. The results showed that although all three macro-moves could be realized by the RAIs in both corpora with 100% frequency, there were significant differences at the level of micro-level steps and sequential patterns. In terms of structure, the TC had a strong preference for simple linear progression, while the IC had high cyclicity and complex multi-level recursion, constantly moving between the previous literature and the establishment of niche to build a strong convincing argument. In particular, the main micro-level differences between the two corpora included Move 2, Step 1A (Indicating a gap). This step was obligatory (100%) in the IC but conventional (80%) in the TC, reflecting Thai cultural preferences for social harmony rather than direct criticism. Contrastly, Move 3, Step 7 (Outlining the structure of the paper) was entirely absent in the TC but present as an optional feature in the IC. These results indicated that to transition successfully to international publication, writers must move beyond simple linear structures and master cyclical complexity and explicit gap-claiming. Consequently, English for Academic Purposes (EAP) pedagogy should shift toward explicit instruction on these recursive micro-strategies and explicit niche-claiming tools to enhance organizational clarity in global academic discourse. </p> Narisara Pasitwilaitham, Rattana Yawiloeng ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7737 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลต่อผลการดำเนินงาน ทางการเงินและบัญชีของธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8397 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาลักษณะและองค์ประกอบของความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลของธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสำรวจมุมมองและประสบการณ์ของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด 2. เพื่อศึกษาบทบาทและอิทธิพลของความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลที่มีต่อผลการดำเนินงานทางการเงินและบัญชีของธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่านการวิเคราะห์ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้ประกอบการในการนำความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ 3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลเพื่อยกระดับผลการดำเนินงานทางการเงินและบัญชีของธุรกิจ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสังเคราะห์ข้อค้นพบจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและข้อเสนอแนะของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าของและผู้จัดการ SMEs ในเขตกรุงแทพมหานคร จำนวน 25 คน โดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนามาจากกรอบแนวคิด RBV และ Dynamic Capabilities และ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Thematic Analysis ของ Braun &amp; Clarke โดย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ขีดความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลทำหน้าที่เป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ขององค์กรที่ขยายออกไปนอกเหนือจากกิจกรรมทางการตลาดเพียงอย่างเดียว ช่วยเสริมสร้างผลการดำเนินงานทางการเงินผ่านการเติบโตของรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และประสิทธิภาพทางการตลาด</li> <li>2. ในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านบัญชีผ่านข้อมูลทางการเงินที่มีคุณภาพสูงขึ้น การจัดทำงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การควบคุมภายในที่ดีขึ้น และการตัดสินใจของผู้บริหารที่ดียิ่งขึ้น</li> <li>3. ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า SME ในกรุงเทพฯ ควรพิจารณาความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลว่าเป็นความสามารถขององค์กรแบบบูรณาการที่สนับสนุน ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวและประสิทธิภาพทางธุรกิจที่ยั่งยืน มากกว่าที่จะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือส่งเสริมการขายเท่านั้น</li> </ol> นิติรัฐ มาลีวัตร, ไพโรจน์ เกตุภักดีกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8397 Fri, 24 Jul 2026 00:00:00 +0700