วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP <p> <strong> วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ เลขที่ 1 หมู่ 12 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 th-TH วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8361 <p>การวิจัยครั้งนี้ เกิดจากความจำเป็นในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการให้มีความเป็นระบบ <strong> </strong>ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการสืบค้นและจัดทำรายงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 2) ศึกษาประสิทธิภาพการใช้ระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 70 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ตรวจสอบ IOC และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ประเมินประสิทธิภาพระบบ ส่วนผู้ทดลองใช้ระบบ จำนวน 30 คน และผู้ประเมินความพึงพอใจ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการ แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถาม ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าดัชนี ความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการทดลองใช้ระบบและการตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ระบบฐานข้อมูลภาระงานบุคลากรสายวิชาการที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการจัดเก็บ บริหารจัดการ และประมวลผลข้อมูลภาระงานได้อย่างเป็นระบบ โดยรองรับการบันทึกข้อมูล การค้นหา การออกรายงาน และการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน <br />(2) ประสิทธิภาพการใช้ระบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ (3) ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> มนัสนันท์ กาทองทุ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-09-05 2026-09-05 4 5 1 18 โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7822 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษา จำนวน 346 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 สร้างและประเมินโปรแกรม กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 6 คน จาก 3 โรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา จำนวน 5 คน โดยใช้แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการออกแบบการเรียนรู้ ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้านการประเมินและสะท้อนผล ด้านการเสริมแรง 2) โปรแกรมประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการ และการประเมินผล มี 4 Module ได้แก่ การออกแบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเสริมแรง การประเมินและสะท้อนผล ใช้เวลาเสริมสร้าง 140 ชั่วโมง ผลการประเมินโปรแกรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ทัตพร อินทรีย์ ธัชชัย จิตรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 19 35 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในเขตภาคเหนือ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8196 <p>บทความวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครู 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครู และ 3) สังเคราะห์กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครู โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน รูปแบบการวิจัยเชิงอธิบายลำดับขั้น การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในเขตภาคเหนือ จำนวน 400 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาครู และพระสงฆ์นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 15 รูป/คน เก็บรวบรวมข้อมูล<strong><em> </em></strong>ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าครูมีความพร้อมในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของวิชาชีพควบคู่กับการดำรงตนตามหลักคุณธรรมเชิงพุทธ 2) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำทางวิชาการ วัฒนธรรมองค์กรเชิงคุณธรรม และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพและคุณธรรมเชิงพุทธของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) กลยุทธ์การพัฒนาที่เหมาะสมประกอบด้วย การบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับการพัฒนาวิชาชีพ การเสริมสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงคุณธรรม และการใช้ระบบพี่เลี้ยงและการสะท้อนคิดตามแนวพุทธ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูอย่างยั่งยืนต่อไป</p> กวินท์ทิพย์ รุจธนจิรัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 36 52 THE EFFECTS OF THE BOPPPS TEACHING MODEL ON STUDENT ENGAGEMENT OF HIGHER VOCATIONAL EDUCATION STUDENTS IN CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8092 <p>This study aimed to develop a BOPPPS teaching model for enhancing student engagement and to examine its effectiveness among first-year Software Technology students in a vocational college in Deyang, China.</p> <p>A quasi-experimental research design was adopted. The sample consisted of 100 students who demonstrated low levels of student engagement. Participants were selected through purposive sampling. To ensure equivalence between groups, a matched-pairs random assignment procedure was employed. The students were then matched into pairs according to their pretest student engagement scores. Within each matched pair, one student was randomly assigned to the experimental group and the other to the control group, resulting in 50 students in each group. The experimental group received instruction based on the BOPPPS teaching model, while the control group has not received.</p> <p>The instruments used in this study were the BOPPPS teaching model for enhancing student engagement in the C Programming course over 12 teaching lessons and Students Engagement Scale<strong> </strong>measured three dimensions of student engagement: behavioral, emotional, and cognitive engagement<strong> </strong>and demonstrated excellent internal consistency reliability with<strong> </strong>Cronbach’s Alpha of 0.967<strong>.</strong>Data were collected through pre-test and post-test student engagement questionnaires and analyzed using paired-samples and independent-samples t-tests to evaluate the effectiveness of the BOPPPS teaching model. The findings showed that the BOPPPS teaching model effectively enhanced student engagement. Students in the experimental group demonstrated higher levels of behavioral, emotional, and cognitive engagement after participating in the intervention at the .001 level. The experimental group achieved higher levels of overall student engagement than the control group at the .01 and .05 level.</p> <p>The results suggest that the structured and student-centered features of the BOPPPS model promote active participation, increase learning motivation, and support deeper learning.</p> Deng Hongwei Paradee Kambhu Na Ayudhaya Thammachot Aeamtussana ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 53 76 การศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8202 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 (2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ทำงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 306 คน ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แต่ละอำเภอ แล้วทำการสุ่มอย่างง่ายผลการวิจัยพบว่า (1) ความคิดเห็นของครูต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ผลวิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นของครูต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน รองลงมา คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน และ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และอายุ พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านการคัดกรองนักเรียนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จตุพร จบหล้า ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 77 90 การบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7896 <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2) เปรียบเทียบการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 331 คน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test) โดยผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำแนกตาม ตำแหน่ง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และขนาดของถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) ด้านงานส่งเสริมกิจกรรมแนะแนวในสถานศึกษา 2) ด้านงานส่งเสริมสุขภาพอนามัย งานส่งเสริมกีฬา และนันทนาการ 3) ด้านงานส่งเสริมกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด 4) ด้านงานส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตย และวินัยนักเรียน 5) ด้านงานสภานักเรียน ส่งเสริม พัฒนา สร้างความเข้มแข็ง องค์กรสภา นักเรียนเด็ก เยาวชนในสถานศึกษา 6) ด้านงานส่งเสริมพิทักษ์สิทธิเด็กและเยาวชน</li> </ol> ชีวิน บุญถม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 91 104 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และความคงทนในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ร่วมกับเกมหมวดหมู่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8312 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ร่วมกับเกมหมวดหมู่ และ 2) ศึกษาความคงทนในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นระหว่างระยะหลังเรียนทันทีกับระยะติดตามผลหลังสิ้นสุดการทดลอง 2 สัปดาห์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนเรียน หลังเรียน และวัดซ้ำเพื่อศึกษาความคงทน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมารีย์วิทยา เซนต์แมรี่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ร่วมกับเกมหมวดหมู่ จำนวน 3 แผน รวม 10 ชั่วโมง และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมด้านความจำ ด้านความเข้าใจความหมาย และด้านการนำไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ร่วมกับเกมหมวดหมู่มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 11.25 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.10 และคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 14.53 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.16 และ 2) นักเรียนมีความคงทนในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษในระยะติดตามผล เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนทันทีและคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนระยะติดตามผลมีค่าเฉลี่ย 14.23 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.21 ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การบูรณาการโครงสร้างการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD กับเกมหมวดหมู่คำศัพท์ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการพึ่งพากันในกลุ่ม การทบทวนซ้ำ การจัดระบบความหมายของคำศัพท์ และการดึงความรู้กลับมาใช้ จึงส่งเสริมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการจำคำศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปวเรศ วานิชพงษ์พันธุ์ ชุติมา วัฒนะคีรี สาลินี มีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 105 121 การทำงานเป็นทีมของครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7980 <p>บทความวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมของครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์การทำงาน รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 162 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรายโรงเรียนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วย ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำงานเป็นทีมของครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ ด้านการมีส่วนร่วม รองลงมา คือ ด้านการมีเป้าหมายร่วมกัน อันดับสุดท้าย คือ ด้านการติดต่อสื่อสาร 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการทำงานเป็นทีมของครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง พบว่า จำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จำแนกตามเพศ และประสบการณ์การทำงานโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วิชุดา พามี ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 122 133 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิต และความเป็นพลเมืองโลก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8058 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิต จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิต จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 <br />3) เปรียบเทียบความเป็นพลเมืองโลก ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน <br />4) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติโครงงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี โดยได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน จำนวน 2 แผน รวม 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิต แบบสอบถามความเป็นพลเมืองโลก แบบประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที Wilcoxon Signed-Rank test และ Runs test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2<strong><em> </em></strong>ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 4) ประสิทธิภาพการปฏิบัติโครงงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน คุณภาพของชิ้นงานโดยรวมทั้งสองชิ้นงานอยู่ในระดับดีเยี่ยม</p> ชลิต โคจรนา อิสรา พลนงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 134 151 THE EFFECT OF THE 5E INSTRUCTIONAL MODEL ON THE LEARNING MOTIVATION OF CHINESE HIGHER VOCATIONAL EDUCATION STUDENTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8091 <p>This study aims to develop a 5E instructional model and explore its impact on the learning motivation of Chinese higher vocational students. The sample consisted of 80 freshmen majoring in New Energy Vehicle Technology at Yibin Vocational and Technical College, who obtained lower scores of learning motivation. Participants were selected through purposive sampling and randomly assigned divided into an experimental group and a control group, with 40 students in each group. The experimental group received 5E instructional model, while the control group did not.A quasi experimental pretest posttest control group design was adopted for quantitative data analysis.</p> <p>The research instruments included: (1) A 5E instructional model program for enhancing learning motivation, consisting of 14 thematic activities each following the five stages of Engage, Explore, Explain, Elaborate, and Evaluate, revised by three educational experts. (2) A learning motivation scale adapted from the Motivated Strategies for Learning Questionnaire (MSLQ), which included six dimensions: intrinsic goal orientation, extrinsic goal orientation, task value, control of learning beliefs, learning self efficacy, and test anxiety, with a total of 36 items.Data were analyzed paired samples t tests,and independent samplest tests.The experimental results showed that the learning motivation of students in the experimental group was significantly higher than both their pre intervention levels and the control group across all six dimensions (p&lt;0.001), while the total learning motivation score of the control group decreased.</p> Mo Qiulian Paradee Kambhu Na Ayudhaya Thammachot Aeamtussana ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 152 174 องค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8047 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 <br />2) เปรียบเทียบองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์การทำงาน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในกลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 162 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรายโรงเรียนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วย ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ การเรียนรู้เป็นทีม รองลงมา คือ การมีแบบแผนความคิด อันดับสุดท้าย คือ การมีวิสัยทัศน์ร่วม 2. ผลการเปรียบเทียบระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 พบว่า 2.1 องค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามเพศและระดับการศึกษา โดยรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.2 องค์การแห่งการเรียนรู้ กลุ่มโรงเรียนบางเสาธง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำแนกตามขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์การทำงาน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จันทรรัตน์ คำอินทร์ ภูวนัย สุวรรณธารา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 175 185 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8169 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู 331 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง ด้านการทำงานเป็นทีมเชิงนวัตกรรม และด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมที่ชัดเจนและเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางองค์กร ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่น โดยเปิดโอกาสให้ทดลองแนวทางใหม่และปรับตัวตามสถานการณ์ เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้สิ่งใหม่และสร้างทัศนคติเชิงบวกในองค์กรส่งเสริมการทำงานเป็นทีม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสถานศึกษาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</li> </ol> ศิริพร สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 186 206 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรนวัตกรรม ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7972 <p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรนวัตกรรมในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรนวัตกรรมในสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นําเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรนวัตกรรมในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรนวัตกรรมของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรนวัตกรรมของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัล ด้านการสร้างวัฒนธรรมเชิงดิจิทัล และด้านความเป็นมืออาชีพทางดิจิทัล ส่งผลต่อการเป็นองค์กรนวัตกรรมของสถานศึกษา</p> กวินทิพย์ สมคะเณย์ ยุวธิดา ชาปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 207 221 ALGORITHMIC BOUNDARIES: PRESERVING HUMAN COGNITION IN THE AGE OF AUTOMATION https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7946 <p>The rapid integration of artificial intelligence across organizational environments represents a significant shift in how we work and process information, rather than just a basic technological upgrade. While AI offers substantial operational benefits, excessive unmediated dependence on it can lead to cognitive offloading, a process where individuals gradually lose their ability to think critically, retain memory, and learn complex concepts. Through a qualitative thematic literature synthesis, defining the boundary between automated processing and essential human intelligence is necessary in today’s workforce environments. The authors identify core operational, cognitive, and administrative competencies required to navigate modern data ecosystems, including relational nuance, proactive anticipation, semantic filtering, and cross-platform synthesis. This paper argues that existing workforce development programs are insufficient, as they concentrate too much on fundamental software skills. Organizations must offer training that prioritizes critical thinking and data literacy in order to prevent cognitive atrophy and produce competent professionals. This strategy will ensure that AI systems continue to be collaborative tools rather than causes of intellectual degradation.</p> Anisa Mekaporn William J. Jones ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 222 248 ART-BASED HERITAGE EDUCATION AND CROSS-CULTURAL LEARNING AT THE HAIHUN MARQUIS ARCHAEOLOGICAL SITE PARK IN JIANGXI PROVINCE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8051 <p>This study examines how an archaeological site park can function as an informal cross-cultural learning space through art-based heritage education. Taking the Archaeological Site Park of the Haihun Marquis of the Han Dynasty in Nanchang as a qualitative case, it analyzes how heritage interpretation, exhibition narratives, ritual performance, participatory activities, embodied routes, and digital communication support visitors' understanding of cultural difference and historical memory. Data were drawn from policy and planning texts, archaeological and exhibition materials, field observations, semi-structured interviews, 381 online questionnaires, 55 offline questionnaires, and user-generated social media content. Reflexive thematic analysis was used to synthesize the data. The findings show that the site park produces learning through six linked mechanisms: heritage interpretation, art-based participation, embodied experience, cross-cultural understanding, identity reflection, and sustainable educational governance. The study contributes to heritage education by extending cross-cultural learning beyond classroom-based multicultural education and by proposing a practical model for evidence-based, participatory, and conservation-sensitive public learning. in Chinese archaeological site parks.</p> Kai Huang Arkom SaNgiamvibool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 249 262 AVIATION AND LOGISTICS THE DYNAMIC PARTNERSHIP OF AIR FREIGHT AND SUPPLY CHAIN https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8131 <p>This course examines the functions of air cargo transportation and its role in the continuously growing global supply chain and logistics sectors. As the global economy evolves, supply chains and transportation partners must anticipate and adapt to future situations. Therefore, technology, efficiency, and transparency are central to Aviation Logistics research. It explores understanding new methods and technologies to enhance ground and road transport management, traceability and barcode systems, safety and screening measures, and the safe transportation of perishable goods</p> Nattapong Tamkaew Supitcha Pornsuksawat Kasilla Puengpetlarp Tosaporn Mahamud ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 263 271 การจัดการความเสี่ยงอุทกภัย กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบางระกำ และเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7902 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์การจัดการความเสี่ยงอุทกภัยของเทศบาลตำบลบางระกำและเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี 2) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของการจัดการความเสี่ยงอุทกภัยของเทศบาลตำบลบางระกำและเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการจัดการความเสี่ยงอุทกภัยของเทศบาลตำบลบางระกำและเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี 4) เพื่อสังเคราะห์การจัดการความเสี่ยงอุทกภัยของเทศบาลตำบลบางระกำและเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจงจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในเขตเทศบาลตำบลบางระกำ และเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี จำนวน 56 คน และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) เทศบาลตำบลบางระกำและเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี จัดการความเสี่ยงอุทกภัยแบบเชิงบูรณาการซึ่งเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจัดการเชิงรุกโดยการใช้พื้นที่ทางธรรมชาติเป็นฐานควบคู่กับการใช้มาตรการเชิงโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการที่ไม่ใช่เชิงโครงสร้าง 2) ประสิทธิผล คือ การลดผลกระทบจากอุทกภัยระยะยาวที่มีศักยภาความแม่นยำรวดเร็วในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า 3) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผล คือ การลดความเสี่ยงอุทกภัย การเตรียมความพร้อม การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า 4) การจัดการความเสี่ยงอุทกภัย เป็นการใช้กลยุทธ์และการวางแผนระยะยาวเชิงรุกโดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> พระพันธุ์ศักดิ์ หาญโสต รวิภา ธรรมโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 272 287 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาแบบมีส่วนร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8138 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาแบบมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบ <br />3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาแบบมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเคราะห์องค์ประกอบจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน การสร้างและตรวจสอบรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 7 คน การทดลองใช้รูปแบบกับประชากร 2,728 คน (ครู 127 คน ผู้เรียน 2,601 คน) ด้วยแบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (One Group Post-test Only) และการประเมินรูปแบบโดยกลุ่มตัวอย่าง 475 คน (ผู้ปกครอง 335 คน ครู 127 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 13 คน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกคะแนนคุณภาพผู้เรียน และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบย่อย 12 องค์ประกอบ และรายการการบริหาร 64 รายการ จำแนกตามหลักการวิเคราะห์เชิงระบบเป็นปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ P1 การกำหนดนโยบายมาตรฐาน (Policy) P2 การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participation) P3 การจัดหลักสูตรและการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Program) และ P4 การบริหารสภาพแวดล้อม (Place) ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบและคู่มือคิดเป็นร้อยละ 100 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า คุณภาพผู้เรียนหลังใช้รูปแบบ (ปีการศึกษา 2568) สูงขึ้นกว่าก่อนใช้ (ปีการศึกษา 2567) ทุกด้าน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17 คะแนน V-NET เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.45 การผ่านการทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ (VQ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.33 การผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 373.33 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปเพิ่มขึ้น และอัตราการออกกลางคันลดลงจากร้อยละ 17.60 เหลือร้อยละ 13.86 และ 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ</p> ทักษิณา ชมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 288 300 อิทธิพลของคุณลักษณะทางประชากรศาสตร์และแรงจูงใจในการทำงานต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7457 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ของบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบก ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ ตำแหน่งงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน 2) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานและระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบก และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของลักษณะทางประชากรศาสตร์และแรงจูงใจในการทำงานต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบก จำนวน 400 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และค่าความคลาดเคลื่อน 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA, Pearson Correlation และ Multiple Regression Analysis</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) บุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบกมีแรงจูงใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความมั่นคงในการทำงาน ด้านความรับผิดชอบ และด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ขณะที่ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน</p> <p>2) ลักษณะทางประชากรศาสตร์ด้านอายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>3) แรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมสรรพาวุธทหารบกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านความรับผิดชอบ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน และด้านความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรได้</p> รักเกียรติ โรจน์กัญญาพร สุขใจ ตันวีนุกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 301 319 EFFECTIVENESS OF BLENDED LEARNING IN ENHANCING ACTIVITY DESIGN SKILLS OF PRESCHOOL EDUCATION STUDENT TEACHERS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7657 <p>The research objectives were: 1) To compare the activity design skills of the control group students before and after learning through the traditional teaching method; 2) To compare the activity design skills of the experimental group students before and after learning through Blended learning; and 3) To compare the activity design skills between the students who received Blended learning and those who received traditional teaching methods. This study employed a quasi-experimental method with a pretest-posttest control group design. The sample consisted of two intact classes of second-year Preschool Education Majors at Guangxi Modern Vocational and Technical College, totaling 100 students, with 50 students in the experimental group and 50 students in the control group. The research instruments were Traditional teaching method lesson plan, Blended Learning lesson plan, and an Active Design Skill assessment tool. Data were collected through pre-test and post-test scores. Mean, standard deviation, paired-samples t-tests, and an independent-samples t-test were used for data analysis. The significance level was set at 0.05. The research findings were as follows: 1) The control group students’ activity design skills after learning through the traditional teaching method were significantly higher than before learning at the 0.05 level; 2) The experimental group students’ activity design skills after learning through Blended learning were significantly higher than before learning at the 0.05 level; and 3) The students who received Blended learning had significantly higher activity design skills than those who received traditional teaching methods at the 0.05 level.</p> Ye Chen Sujin Nukaew Chakkaphan Prasomsap ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 320 331 CRAFT TRANSLATION AND MARKET VERIFICATION OF THE CHU PHOENIX IN ART TOY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7796 <p>The Chu Phoenix is one of the most recognizable spiritual symbols of Chu culture. Its imagery embodies the Chu people's cultural imagination of the phoenix, life, ascension, guardianship, and rebirth. This paper takes the Chu Phoenix art toy prototype as the research object and discusses how a traditional Chu cultural image can be transformed into contemporary character design, 3D-printed prototyping, lacquer-based craft expression, packaging communication, exhibition presentation, and audience evaluation.</p> <p>Based on the Tiger-Base Bird-Stand Drum as the cultural prototype, the study extracts the symbolic structure of "phoenix above the tiger" and translates it into a contemporary art toy form composed of a female figure, a phoenix-inspired cloak, and a crouching tiger base. In response to the tension between rapid digital prototyping and the material authenticity of traditional lacquer craft, three-view drawings, digital modeling, model disassembly, STL export, 3D printing, and lacquer finishing were used to complete and verify the physical prototype. Traditional lacquer techniques were applied to strengthen material expression and cultural memory. The exhibition-based questionnaire evaluation (N = 168) further indicated strong youth-oriented communication potential. The findings suggest that the Chu Phoenix Series offers an operational model for translating Chu heritage into youth-oriented cultural products through cultural structure translation, digital prototyping, lacquer-based surface language, and art toy communication mechanisms.</p> Cheng Tinghao Pensiri Chartniyom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 332 351 COMPENSATION MANAGEMENT OPTIMIZATION IN MANUFACTURING ENTERPRISES: A CASE STUDY OF COMPANY A https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7816 <p>This study aims to: 1) identify the main weaknesses in the compensation management system of Company A, a small and medium-sized emergency equipment manufacturing enterprise in Nanchang, China; 2) examine how compensation level competitiveness, compensation structure rationality, compensation adjustment scientificity, and career development pathway accessibility affect compensation management effectiveness, employee work performance, internal fairness perception, and turnover intention; and 3) propose an operable compensation optimization framework for manufacturing enterprises with both technology-intensive and labor-intensive characteristics. A mixed-method case-study design was adopted. Quantitative data were collected from 192 valid questionnaires among 274 full-time employees and analyzed using SPSS 26.0 through descriptive statistics, reliability and validity testing, Pearson correlation, multiple regression, and mediation analysis. Qualitative evidence was obtained from 11 semi-structured interviews with frontline employees, middle managers, and senior managers.</p> <p>Results show that: 1) employees evaluated the current compensation system at a relatively low level, especially in career development pathway accessibility; 2) compensation level competitiveness significantly improved compensation management effectiveness (β = .724, p &lt; .001); 3) compensation structure rationality significantly improved employee work performance (β = .712, p &lt; .001), and work motivation partially mediated this relationship; 4) compensation adjustment mechanism scientificity significantly improved internal fairness perception (β = .735, p &lt; .001); and 5) career development pathway accessibility significantly reduced turnover intention (β = -.728, p &lt; .001). The study recommends market-based benchmarking, differentiated pay structures, transparent salary adjustment rules, and a dual-track career development system.</p> Zhijuan Zhou Junshan Ma ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 352 366 THE EMPOWERMENT OF ARTIFICIAL INTELLIGENCE MANAGEMENT FOR ART EDUCATION IN GUANGXI UNIVERSITIES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8105 <p>The rapid development of artificial intelligence (AI) has accelerated the digital transformation of higher education and created new opportunities for art education governance. However, university art education continues to face challenges related to resource allocation, personalized learning support, and management effectiveness. This study aimed to: (1) study the current and desirable status of Artificial Intelligence Management for Art Education in Guangxi Universities; (2) analyze the priority needs of Artificial Intelligence Management for Art Education in Guangxi Universities; and (3) propose the Empowerment of Artificial Intelligence Management for Art Education in Guangxi Universities.</p> <p>This mixed-methods research collected quantitative data from 500 administrators, faculty members, and students in Guangxi universities using a structured questionnaire and qualitative data from 10 experts through semi-structured interviews. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, Modified Priority Needs Index (PNI Modified), and content analysis.</p> <p>The research results found that:</p> <ol> <li>The overall desirable status of Artificial Intelligence Management for Art Education in Guangxi Universities was at a very high level (M = 4.520), whereas the current status was at a moderate level (M = 3.240).</li> <li>The overall PNI Modified value was 0.395, indicating a substantial gap between the current and desirable conditions. Personalized Learning Management, Ethical and Risk Governance, and Institutional Policy and Regulation were identified as the highest priority needs.</li> <li>A Five-Level Eight-Dimension Framework of Artificial Intelligence Management for Art Education in Guangxi Universities was proposed. The framework integrates strategic governance, institutional governance, academic management, developmental support, and ethical governance to enhance educational decision-making, personalized learning, faculty development, and responsible AI implementation.</li> </ol> Hao Ruan Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 367 379 THE CONSTRUCTION OF TEACHING COMPETENCE DEVELOPMENT MODEL FOR YOUNG TEACHERS AT GUIZHOU QIANNAN UNIVERSITY OF SCIENCE AND TECHNOLOGY, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8026 <p>Against the backdrop of China’s higher education pursuing connotative and high-quality development, young teachers have become a key force for talent cultivation in private applied universities. Existing studies mostly focus on teachers’ explicit teaching skills but neglect implicit elements like values, attitudes and personal traits. Targeting Guizhou Qiannan University of Science and Technology, a representative private university in southwest China, this study explores the current situation, influencing factors and formation mechanism of young teachers’ teaching competence. Grounded in competency theory and the iceberg model, this research adopts a mixed-methods design, with questionnaire surveys of 246 valid samples from full-time young teachers aged 35 and below, and semi-structured interviews with 10 administrators, teachers and students. Data analysis reveals that the overall teaching competence of young teachers is at a high level, with uneven development across five dimensions: values (M=4.107) rank the highest, followed by knowledge (M=4.005), attitude (M=3.908), skills (M=3.802), and traits (M=3.743) score the lowest. Exploratory factor analysis confirms the five-dimensional structure with 67.174% cumulative variance explanation, and group difference analysis shows that teaching experience, professional title and educational background are significant influencing factors. This study further constructs and verifies the hierarchical TVASK model (Traits–Values–Attitudes–Skills–Knowledge) and clarifies its internal action mechanism.</p> <p>The findings compensate for the deficiencies of previous skill-oriented research and enrich the localized application of competency theory in Chinese private higher education. Targeted optimization strategies are proposed from institutional, individual and classroom perspectives, providing practical references for teacher professional development in private applied universities.</p> Gu Cen Dech Boonprajak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-07 2026-10-07 4 5 380 405 DIGITAL INTELLIGENCE-DRIVEN FACTORS INFLUENCING CUSTOMER PURCHASE INTENTION IN OMNICHANNEL NEW RETAIL: EVIDENCE FROM SHANGQIU CITY,CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7787 <p>This study aims to: 1) examine the impact of AI-powered personalization quality, omnichannel integration quality, intelligent customer service responsiveness, data transparency and trust, and privacy/security guarantees on customer purchase intention in omnichannel new retail; 2) identify the strongest predictors of digital intelligence while simultaneously analyzing these factors; and 3) provide practical recommendations for retailers seeking to improve customer conversion rates through responsible digital intelligence. A quantitative cross-sectional survey was conducted on 400 consumers in Shangqiu City, China, who had used online and offline retail touchpoints in the past six months. The questionnaire used a five-point Likert scale, and the data were analyzed using descriptive statistics, reliability and validity tests, assessment of common method bias, correlation analysis, collinearity diagnosis, and multiple regression. The results show that: 1) the full regression model is statistically significant, explaining 24.9% of the variance in customer purchase intention; 2) omnichannel integration quality is the strongest predictor, followed by privacy/security guarantees; 3) AI-supported personalization quality and intelligent customer service responsiveness also have significant positive effects; and 4) after controlling for shared variance among predictors, data transparency and trust show positive but insignificant effects. The findings indicate that smart retail technologies, supported by seamless channel integration, reliable service execution, and visible data protection, are most effective at stimulating purchase intent. This research provides empirical evidence from the developing retail environment of Chinese cities and elucidates the relative importance of digital capabilities for value creation and risk mitigation in omnichannel new retail.</p> Mingyan Fu Ao Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 406 420 THE IMPACT OF DIGITAL TRANSFORMATION ON ORGANIZATIONAL PERFORMANCE OF SMALL AND MEDIUM-SIZED ENTERPRISES: AN ANALYSIS BASED ON DYNAMIC CAPABILITIES THEORY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7882 <p>In the face of rapid development of the digital economy, digital transformation has become a major way for small and medium-sized enterprises (SMEs) to enhance their competitiveness. Based on the dynamic capabilities theory, this paper studies the mechanism by which digital transformation affects the organizational performance of SMEs. By using the empirical data from a survey of 286 SMEs, the study found that: (1) digital transformation has a significant positive effect on organizational performance; (2) dynamic capabilities play a mediating role in the effect of digital transformation on organizational performance; and (3) organizational learning capability positively moderates the effect of digital transformation on dynamic capabilities. The study enriches the theoretical study on digital transformation of SMEs and provides practical reference for SMEs’ digital strategies.</p> Wang Jian Chao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 421 445 FACTORS ANALYSIS OF CAREER EDUCATION IN APPLIED UNDERGRADUATE COLLEGES: A CASE STUDY OF SOUTHWEST JIAOTONG UNIVERSITY HOPE COLLEGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8027 <p>Against the backdrop of China’s higher education transformation toward applied talent cultivation and global digital education reform, empirical research on career education in private applied undergraduate colleges remains insufficient. This study takes Southwest Jiaotong University Hope College, a representative applied undergraduate institution, as the research case to explore the key factors influencing the effectiveness of career education, and construct a scientific evaluation framework for career education in such institutions. This research adopts a mixed-methods design. A total of 717 valid questionnaires are collected from undergraduate students, and semi-structured interviews are conducted with career education teachers and students. Grounded in the CIPP evaluation model and Social Cognitive Career Theory, the study uses SPSS and AMOS for statistical analysis, and extracts core influencing factors through exploratory factor analysis.</p> <p>The findings show that students hold a generally positive evaluation of the college’s career education, while there are still challenges including unbalanced allocation of practical resources, insufficient professional competence of career guidance teachers, and low status of career education in the institutional evaluation system. Student participation and teacher guidance have significant positive impacts on students’ career development capabilities. Four core influencing factors are identified: career development effectiveness, teaching interaction and course quality, student background characteristics, and practical experience.</p> Yao Jianan Sranya Saengmporn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 446 466 ECOLOGICAL EVOLUTION AND STRATEGIC INNOVATION: A STUDY OF SHANGHAI’S MICRO-DRAMA INDUSTRY IN THE ALGORITHMIC ERA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7886 <p>This research article aims to: 1) evaluate the impact of industrial ecosystem elements (policy, technology, competition) on Shanghai's micro-drama industry performance; 2) explore the mechanisms of symbolic narrative strategies in constructing cultural identity; and 3) propose a strategic framework for ecological restructuring. This study conducted a mixed-methods research study collecting data from 451 (428 survey respondents and 23 interviewees) people; analyze the data using regression analysis, Structural Equation Modeling (SEM), and thematic analysis.</p> <p>The research results found that:</p> <p>1) Policy support (<em>β</em>=0.38) and technological maturity (<em>β</em>=0.29) exert significant positive influences on industrial performance, while market competition (<em>β</em>=−0.20) has a significant negative impact.</p> <p>2) Symbolic narrative strategies play a crucial mediating role between policy resources and cultural influence, though a risk of "semiotic alienation" exists among non-local audiences.</p> <p>3) Cross-boundary integration (e.g., micro-drama + tourism/branding) and a "boutique" quality-first model are essential for sustainable innovation and overcoming the "involution" of the algorithmic era.</p> Yiming Wang Prakaikavin Srijinda ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 467 485 FACTORS AFFECTING CONSUMER PURCHASE INTENTION IN AI-DRIVEN LIVE-STREAMING COMMERCE: A MULTIPLE REGRESSION ANALYSIS OF DIGITAL CONSUMERS IN SHANGQIU CITY, HENAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7834 <p>This research article aims to: 1) examine the descriptive levels of AI streamer attributes (Anthropomorphism, Perceived Interactivity, Consumer Trust, and Information Quality) and consumer Purchase Intention in AI-driven live-streaming commerce in Shangqiu City; 2) compare differences in Purchase Intention across demographic groups; and 3) identify which factor exerts the greatest predictive influence on Purchase Intention. It is a quantitative, cross-sectional study collecting data from 385 valid respondents who are active users of live-streaming platforms (Douyin, Taobao Live, and Kuaishou) in Shangqiu City, analyzed using Multiple Regression Analysis (MRA), supported by t-test, One-Way ANOVA, and Pearson Correlation.</p> <p>The research results found that: 1) The integrated four-factor model explained 61.2% of the variance in Purchase Intention (R² = .612, F(4,380) = 149.851, p &lt; .001), and all four hypotheses were supported. 2) Purchase Intention differed significantly by age group (F = 3.245, p = .022), with consumers aged 18–25 (the “Digital Natives”) reporting the highest intention, while no significant differences were found by gender or platform preference. 3) Perceived Interactivity was the strongest predictor (β = .345), followed by Anthropomorphism (β = .282), Consumer Trust (β = .214), and Information Quality (β = .176), indicating that agentic commerce success depends on a strategic synergy of “approachable realism” and synchronous responsiveness, prioritizing low-latency dialogue over pure visual fidelity.</p> Shuo Xu Ao Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 486 506 THE INFLUENCE OF NETWORK EMBEDDEDNESS ON COMPETITIVE ADVANTAGE IN CHINESE CROSS-BORDER LOGISTICS ENTERPRISES: THE MEDIATING ROLE OF DYNAMIC CAPABILITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7841 <p>This study aims to: 1. Examine the influence of network embeddedness on the competitive advantage of Chinese cross-border logistics enterprises. 2. Investigate the influence of network embeddedness on dynamic capability, including sensing capability and integration capability. 3. Examine the mediating role of dynamic capability in the relationship between network embeddedness and competitive advantage. This study employed a quantitative research approach. Data were collected from 274 managers and deputy managers of Chinese cross-border logistics enterprises through questionnaire surveys. Hierarchical regression analysis was conducted using SPSS 29.0 and AMOS 26.0.</p> <p>The research results found that:</p> <ol> <li>Network embeddedness, including relational embeddedness and structural embeddedness, has a significant positive effect on competitive advantage.</li> <li>Network embeddedness has a significant positive effect on dynamic capability, including sensing capability and integration capability.</li> <li>Dynamic capability has a significant positive effect on competitive advantage and plays a mediating role in the relationship between network embeddedness and competitive advantage.</li> </ol> <p>This study contributes to the literature by integrating Network Embeddedness Theory and Dynamic Capability Theory within the context of Chinese cross-border logistics enterprises. The findings provide practical implications for managers seeking to strengthen competitive advantage through network development and capability enhancement.</p> Dezhang Cheng ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 507 525 แนวทางการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย-จีน) ที่ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8156 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ที่ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และการศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนภาษาจีนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่จัดการเรียนการสอนตามโครงการหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ปีการศึกษา 2567 จำนวน 86 คน จาก 14 โรงเรียน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan (1970) และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นร่วมกับการสุ่มอย่างง่าย ส่วนผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 14 คน จาก 14 โรงเรียน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า 5 ปี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันของการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการนำหลักสูตรไปใช้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาความสามารถของนักเรียน และด้านการจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ขณะที่ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร และด้านความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาอยู่ในระดับรองลงมา ส่วนด้านการออกแบบหลักสูตร ด้านความยั่งยืนของการศึกษา ด้านคุณภาพของการเรียนการสอน และด้านการประเมินหลักสูตรอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านการประเมินหลักสูตรและด้านความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษามีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความยั่งยืนของการศึกษา และด้านคุณภาพของการเรียนการสอน ส่วนด้านอื่นมีลำดับความต้องการจำเป็นลดหลั่นกันไป</p> <p>2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสองภาษา (ไทย–จีน) ที่ส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการออกแบบหลักสูตร (2) ด้านการวางแผนพัฒนาบุคลากร (3) ด้านการนำหลักสูตรไปใช้ (4) ด้านการจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ (5) ด้านการประเมินหลักสูตร (6) ด้านความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา (7) ด้านคุณภาพของการเรียนการสอน (8) ด้านการพัฒนาความสามารถของนักเรียน และ (9) ด้านความยั่งยืนของการศึกษา โดยทั้ง 9 ด้านมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน</p> <p>ในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และนำไปสู่การพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> Jia Li จรีพร นาคสัมฤทธิ์ ดลศักดิ์ ไทรเล็กทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 526 541 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลาออกของครูปฐมวัย: ผลกระทบและแนวทาง การบริหารจัดการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7983 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลาออกของครูปฐมวัย (2) ศึกษาผลกระทบของการลาออกของครูปฐมวัยต่อสถานศึกษา และ (3) เสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการลาออกของครูปฐมวัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา เก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม และการวิเคราะห์เอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลาออกของครูปฐมวัย ประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ภาระงานที่มากเกินไปและความเครียดสะสมจากงานสอนและงานธุรการ (2) รายได้และสวัสดิการที่ไม่สอดคล้องกับภาระความรับผิดชอบและค่าครองชีพ (3) การขาดโอกาสก้าวหน้าและความรู้สึกหยุดนิ่งในวิชาชีพ และ (4) สภาพแวดล้อมองค์กรและบทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของครู</li> <li>การลาออกของครูปฐมวัยส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับเด็ก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ความไว้วางใ และการปรับตัวของเด็กจากการเปลี่ยนครูบ่อยครั้ง และระดับองค์กร ซึ่งก่อให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้นแก่ครูที่เหลืออยู่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ คุณภาพการศึกษาและความเชื่อมั่นของผู้ปกครองต่อสถานศึกษา</li> <li>แนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อลดอัตราการลาออกของครูปฐมวัย ควรมุ่งลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน พัฒนาระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการให้เหมาะสม ส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพผ่านระบบพี่เลี้ยงและการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม โดยผู้บริหารควรมีภาวะผู้นำที่รับฟัง สนับสนุน และให้คุณค่าต่อการปฏิบัติงานของครู เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรและลดแนวโน้มการลาออกในระยะยาว</li> </ol> โสภาพร ลุนสำโรง วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม พัทฐรินทร์ โลหา ธนภรณ์ แซ่ลิ่ม พัทยา เล็กปราง อนิรุทธิ์ สมเสาร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 542 557 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเพื่อส่งเสริมทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7818 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม (Game-Based Learning) และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ใช้รูปแบบการวิจัยกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ 50 นาที รวมทั้งสิ้น 8 คาบเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ จำนวน 4 แผน ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการซื้อตั๋วรถโดยสาร การเช็คอินที่สนามบิน การฟังประกาศเที่ยวบิน และการฟังประกาศการเดินทาง ตามขั้นตอนการสอนทักษะการฟังของ Rixon (1986) (2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแนวคิดของ Likert (1932) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ (Paired Samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนทักษะการฟังภาษาอังกฤษหลังเรียน (x̄ = 20.98, S.D. = 3.23) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 14.88, S.D. = 2.76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 19.071, p &lt; .001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 20.33 ของคะแนนเต็ม และ (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.90, S.D. = 0.74) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด พบว่าด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.17) รองลงมาคือด้านประโยชน์ของเกมในการส่งเสริมทักษะการฟัง (x̄ = 3.94) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (x̄ = 3.90) ด้านภาษา (x̄ = 3.87) และด้านคุณภาพของสื่อเสียง (x̄ = 3.64) ตามลำดับ</p> เมตตา ศรีชัยชนะ ศศิธิดา สาหร่ายวัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 558 573 รูปแบบการสร้างสันติประชาธรรมเพื่อลดความขัดแย้งทางสังคม ชนชั้นกลางในเขตจังหวัดเพชรบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7838 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมของชนชั้นกลางในจังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนากระบวนการสร้างสันติธรรมเพื่อขจัดความขัดแย้งทางสังคมฯ 3) ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมฯ ตามหลักพุทธวิธีในพระพุทธศาสนา และ 4) นำเสนอรูปแบบการสร้างสันติประชาธรรมเพื่อลดความขัดแย้งทางสังคมของชนชั้นกลางในเขตจังหวัดเพชรบุรี การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed-method design) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ประชาชนชนชั้นกลางใน 5 สาขาอาชีพ และพระสงฆ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชนชั้นกลางในจังหวัดเพชรบุรี ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จำนวน 330 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคม อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความขัดแย้งของอำนาจ (ระดับมาก) มีการแบ่งขั้วทางการเมืองและการสาดข่าวสารหักล้างฝ่ายตรงข้าม ส่วนด้านเศรษฐกิจเกิดจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ด้านความเชื่อทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้สร้างความขัดแย้งรุนแรง</li> <li>กระบวนการสร้างสันติธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ หลักไตรสิกขา (เน้นศีลธรรม คำนึงถึงใจเขาใจเรา) หลักกัลยาณมิตร (รับฟังเหตุผล สื่อสารนุ่มนวล) หลักอภัยทาน (เท่าทันอารมณ์ มีสติในการพูด) และหลักสาราณียธรรม (ใช้สติควบคุมการแสดงออก คำนึงถึงความเท่าเทียม) โดยผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีพฤติกรรมการสร้างสันติประชาธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li>แนวทางแก้ไขปัญหาตามหลักพุทธวิธี ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมากคือ ด้านความร่วมมือและการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้พูดคุยสื่อสารอย่างจริงใจ ทั้งนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศชายมีระดับการจัดการความขัดแย้งสูงกว่าเพศหญิง และการจัดการความขัดแย้งมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการสร้างสันติประชาธรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการสร้างสันติประชาธรรม ในภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นในระดับมาก ประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ (1) พระสงฆ์ควรเป็นคนกลางเผยแพร่ธรรมะ (2) ผู้นำต้องมีความเป็นธรรม สุจริต โปร่งใส (3) คณะกรรมการหมู่บ้านต้องซื่อสัตย์ ไร้อคติ (4) ส่งเสริมและปรับปรุงกฎข้อบังคับชุมชนตามหลักคุณธรรม และ (5) ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้</li> </ol> พระใบฎีกาสุชินนะ อณินชิโต (พรหมนิล) พระครูสุวรรณวัชรกิจ กิตติพงษ์ โคตรจันทึก มะลิ ทิพพ์ประจง มณีวรรณ จันทร์ดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 574 587 การพัฒนาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ รูปแบบ Cloze-Elide สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8146 <p>การวิจัยนี้ มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษรูปแบบ Cloze-Elide และ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษรูปแบบ Cloze-Elide ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ตัวอย่างวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 จำนวน 100 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้น สำหรับตรวจสอบคุณภาพตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม และกลุ่มที่ 2 จำนวน 560 คน โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน สำหรับตรวจสอบคุณภาพตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษรูปแบบ Cloze-Elide การวิเคราะห์คุณภาพดำเนินการตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบด้วยโมเดลแบบ 2 พารามิเตอร์ (2PL)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบทดสอบฉบับเบื้องต้นมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 และ 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม พบว่า มีข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์ 55 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) 0.21 - 0.63 ค่าอำนาจจำแนก (r) 0.48 - 0.84 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.98 และผลการตรวจสอบคุณภาพตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ พบว่า มีข้อสอบฉบับจริงผ่านเกณฑ์ 34 ข้อ โดยมีค่าพารามิเตอร์อำนาจจำแนก (a) 1.00 - 2.50 ค่าพารามิเตอร์ความยาก (b) -0.45 - 0.53 มีค่าสารสนเทศรายข้อสูงสุดอยู่ในช่วงระดับความสามารถ (θ) -0.40 ถึง 0.40 โดยฟังก์ชันสารสนเทศรวม ให้ค่าสารสนเทศสูงสุด 31.12 ณ ระดับความสามารถ (θ) 0 และความคลาดเคลื่อนมาตรฐานต่ำที่สุด 0.18</p> อมรเทพ บุญเรือง อิทธิพัทธ์ สุวทันพรกูล พนิดา ศกุนตนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 588 604 IMPACT OF DIGITAL FDI ON THAILAND’S ECONOMIC TRANSFORMATION: MODERATING EFFECTS OF TECHNOLOGY SPILLOVERS AND SKILLS MISMATCH https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7829 <p>As the global economy transitions into the Web 3.0 era, digital Foreign Direct Investment (FDI) has emerged as a critical catalyst for economic transformation in developing nations. This study examines how digital FDI influences Thailand’s economic transformation, with particular attention to the moderating roles of technology spillovers and skills mismatch. Employing a quantitative research design, we collected 150 valid questionnaire responses from professionals in Thailand’s technology and industrial sectors. Hierarchical regression analysis</p> <p>Reveals that digital FDI exerts a significant positive effect on economic transformation (β = 0.430, p &lt; 0.001). Technology spillover demonstrates a significant positive moderating effect, indicating that local absorptive capacity is essential for maximizing the benefits of digital FDI. While skills mismatch did not exhibit a significant moderating effect, it displays a potent direct negative influence (β = −0.400, p &lt; 0.001) on transformation, functioning as a structural barrier. These findings suggest that Thailand must prioritize human capital investment to translate foreign “hard investment” into endogenous “soft power,” thereby achieving a fundamental leap in its economic paradigm.</p> Longsen Dai Junshan Ma ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 605 627 REFORMING ART HISTORY AND THEORY TEACHING IN APPLICATION-ORIENTED UNIVERSITIES: EVIDENCE FROM GUIZHOU QIANNAN COLLEGE OF SCIENCE AND TECHNOLOGY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8021 <p>This study examines the reform of Art History and Theory teaching in application-oriented universities under the background of China's New Liberal Arts initiative. Using Guizhou Qiannan College of Science and Technology as a case study, the research investigates current teaching practices, major challenges, reform strategies, and their effectiveness. A mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected from 286 valid student questionnaires and 73 valid teacher questionnaires, while qualitative data were obtained through semi-structured interviews with teachers, students, and industry experts. Descriptive statistics, correlation analysis, multiple linear regression, and thematic analysis were used.</p> <p>The findings indicate that curriculum-industry practice linkage and student-centered teaching are the strongest predictors of curriculum effectiveness. The regression model explained 49.2% of the variance in learning outcomes (R² = 0.492, p &lt; 0.001). Educational technology integration and innovative assessment methods also showed significant positive effects, although their practical implementation remains limited. Interview findings further revealed that local cultural resources and industry collaboration enhance students’ engagement and knowledge application.</p> <p>Based on these findings, a Culture–Technology–Industry integrated teaching model is proposed. The study provides practical guidance for curriculum reform in application-oriented universities, particularly those located in ethnically diverse regions with rich cultural heritage resources.</p> Fu Manying Dech Boonprajak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 628 654 แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิด ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7862 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 และ 2) เพื่อสร้างและประเมินแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 298 คน ได้มาโดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางฯ โดยศึกษาโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี 3 แห่ง และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ การประเมินผลและตรวจสอบฯ การจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) การติดตามผลฯ การจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาฯ และการกำหนดมาตรฐานการศึกษาฯ ตามลำดับ 2. แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย 7 แนวทาง 39 วิธีการ โดยผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> นภัสกร สอนเสนา ลักขณา สริวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 655 671 ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8104 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ศึกษาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครู และ 4) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 338 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ <br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <br />การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.56) 2) การจัดการเรียนรู้ของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />( = 4.56) 3) ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ด้านการบูรณาการ และด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารพัฒนาการทำงานเป็นทีมโดยคำนึงถึงศักยภาพและบทบาทของบุคลากร ใช้กระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์ในการบริหารงาน ควบคู่กับการจัดสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ</p> ประภาพร วิคบำเพิง อโนทัย ประสาน เบญจพร ชนะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 672 695 การประยุกต์หลักสัปปุริสธรรมเพื่อการปรับตัวเชิงรุกของประชาชน ในวิกฤตค่าครองชีพ: กรณีศึกษาผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8237 <p>บทความวิชาการนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการปรับตัวเชิงรุกของประชาชนไทยท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่รุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้กรอบแนวคิดหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการในการบูรณาการเข้ากับทฤษฎีการปรับตัวเชิงจิตวิทยาและรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากสภาวการณ์โลกที่เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานพลังงานจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในอ่าวเปอร์เซียและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผลการศึกษาพบว่าการปรับตัวเชิงรุก ที่มีรากฐานจากหลักธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา กาลัญญุตา ปริสัญญุตา และปุคคลปโรปรัญญุตา ช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาและทุนสำรองของชีวิตเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน การรู้จักเหตุและผลของวิกฤตการณ์โลกช่วยลดความตื่นตระหนกและนำไปสู่การวางแผนการเงินล่วงหน้า ในขณะที่การรู้จักตนและประมาณตนช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ การรู้จักชุมชนและบุคคลยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางสังคมเพื่อกระจายความเสี่ยงและพึ่งพาอาศัยกันในระดับฐานราก ซึ่งองค์ความรู้จากการศึกษานี้เสนอว่าการบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับพฤติกรรมศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และเสถียรภาพทางจิตใจท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน</p> พระครูนิวุตถ์ประชากร กิตติพัทธ์ โมราสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 696 713 การประเมินคุณภาพการให้บริการของร้านบับเบิลบาร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8192 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการของลูกค้า 2) ประเมินคุณภาพการบริการของร้านด้วยการวิเคราะห์ความสำคัญและผลการปฏิบัติงาน (IPA) 3) ศึกษาความตั้งใจในการเป็นผู้สนับสนุนการแนะนำต่อของลูกค้า และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้คุณภาพการบริการกับความตั้งใจในการแนะนำต่อ ของร้านบับเบิลบาร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าที่มาใช้บริการ จำนวน 120 คน ด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาจากแนวคิด DINESERV ร่วมกับแนวคิดด้านคุณภาพอาหารและเครื่องดื่ม ครอบคลุม 6 ด้าน ใช้มาตรวัด Likert 7 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสำคัญและผลการปฏิบัติงาน (IPA) การวัดความตั้งใจในการเป็นผู้สนับสนุนการแนะนำต่อ (NPS) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ลูกค้ามีความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งเกือบทุกด้าน 2) ผลการวิเคราะห์ IPA ชี้ว่าด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและด้านคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในส่วนเพ่งความสนใจ (Concentrate Here) ซึ่งควรเร่งปรับปรุง 3) ลูกค้าร้อยละ 57.50 จัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุน (Promoters) และ 4) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ด้านการเอาใจใส่และความเข้าใจลูกค้า (β = .383) และด้านคุณภาพอาหารและเครื่องดื่ม (β = .689) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการแนะนำต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรทั้ง 6 ด้านร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 60.80</p> ปานุวัฒน์ ชัยวงศ์จรัส ทิพย์วรรณา งามศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 714 729 FROM MEDIA EXPOSURE TO USES AND GRATIFICATION: UNDERSTANDING CHINESE FEMALE AUDIENCES’ PERCEPTION OF THE THAI Y SERIES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7868 <p>This study aimed to study the media exposure, psychological gratification, and perception of Chinese female audiences when they engaged with Thai Y series content. It also explored the way it influenced their perception of gender, sexuality, and the LGBTQ+ community presented in the Thai Y series. This study adopted media exposure, uses and gratifications theory, and audience perception as the primary analytical framework. It also applied the concept of female gaze and queer as supporting perspectives.</p> <p>This study adopted a qualitative research method of in-depth interview with ten key Chinese informants. They were female audiences who had watched at least one Thai Y series and participated in online interaction and discussion. The research used semi-structured in-depth interviews, and thematic analysis was used.</p> <p>The findings showed the following points, 1) The exposure of Chinese female audiences to the Thai Y series did not constitute incidental or passive encounters, but selective exposure characterized by agency, continuity, and cross-platform uses, 2) The sustained engagement of Chinese females with the Thai Y series was not merely based on entertainment but was related to diverse gratification, 3) The influence of the Thai Y series on Chinese female audiences’ perception of gender, sexual orientation, and the LGBTQ+ community differed, but the key informants did not deny the meaning of these issues encoded in the series and tended to accept all or part of them.</p> Tsz Ying Shum Lucksana Klaikao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 730 759 การปกครองแนวพุทธเพื่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8234 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักการของการปกครองแนวพุทธ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองแนวพุทธกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาสังคมไทย โดยใช้การศึกษาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การปกครองแนวพุทธเป็นรูปแบบการบริหารและการใช้อำนาจที่ยึดหลักธรรมเป็นพื้นฐาน โดยมีหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 และอปริหานิยธรรม 7 ซึ่งมุ่งส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของธรรมาภิบาลและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบว่า หลักพุทธธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน ลดปัญหาการทุจริต สร้างความเป็นธรรมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้การปกครองแนวพุทธควรดำเนินการอย่างบูรณาการในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ชุมชน และภาครัฐ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่มีความมั่นคง เป็นธรรม สงบสุข และยั่งยืนในระยะยาว</p> สุรพงษ์ วีระศิลป์ชัย สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 760 782 แนวทางการบริหารจัดการขยะในเขตเทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7893 <p>การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการขยะในเขตเทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 2) เพื่อศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการขยะในเขตเทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัญหาการบริหารจัดการขยะ ประชาชนส่วนหนึ่งยังขาดจิตสำนึกการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยเฉพาะการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน ขาดความร่วมมือในการชำระค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะในบางครัวเรือน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการตกสำรวจของข้อมูลครัวเรือนหรือระบบฐานข้อมูลของเทศบาลที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ทำให้การจัดเก็บค่าบริการไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือนและความไม่สอดคล้องต่อการเก็บค่าบริการระหว่างครัวเรือนกับกิจการร้านค้า นอกจากนี้จำนวนยานพาหนะที่ใช้ในการจัดเก็บขยะมีเพียงพอต่อการให้บริการในสภาวะปกติเท่านั้น รวมถึงยังไม่มีความทันสมัยอีกทั้งเทศบาลยังไม่มีสถานที่สำหรับบริหารจัดการหรือกำจัดขยะเป็นของตนเอง จึงต้องพึ่งพาพื้นที่ของหน่วยงานอื่นในการนำขยะไปกำจัด ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย และอาจเป็นข้อจำกัดต่อการวางแผนบริหารจัดการขยะของเทศบาลในระยะยาวได้</li> <li>แนวทางการบริหารจัดการขยะ แนวทางที่เสนอแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านคน การให้ความรู้ การอบรม และการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในทุกชุมชนควรดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในการมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชนในระยะยาว 2) ด้านเงิน ระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเก็บขยะ ควรมีการปรับปรุงฐานข้อมูลครัวเรือน ประชากร ร้านค้า และสถานประกอบการต่าง ๆ ให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ พร้อมทั้งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมให้มีความเหมาะสม 3) ด้านวัสดุอุปกรณ์ รถที่ใช้ในการจัดเก็บขยะควรมีสำรองไว้สำหรับสับเปลี่ยนหมุนเวียนในช่วงที่รถบางคันต้องเข้ารับการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ควรพิจารณาจัดหารถจัดเก็บขยะที่มีเทคโนโลยีหรือระบบที่ทันสมัย 4) ด้านการจัดการ ควรมีการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดหรือบริหารจัดการขยะเป็นของเทศบาลเอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่หรือค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระเป็นรายปีรวมทั้งช่วยลดระยะทางในการขนย้ายขยะไปกำจัด หากสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ก็จะทำให้เทศบาลสามารถนำงบประมาณดังกล่าวไปพัฒนาระบบการบริหารจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การจัดการขยะที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป</li> </ol> เกรียงศักดิ์ เมืองเขียว จักรวาล สุขไมตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 783 801 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7943 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 และ 2) ออกแบบและประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำนวน 314 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI Modified)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาความเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัล และด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารและการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (2) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล (3) การพัฒนาความเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล และ (4) การเป็นพลเมืองดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนาผู้บริหารให้สามารถกำหนดทิศทางการใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมการเรียนรู้และการบริหารงานด้วยเทคโนโลยี พัฒนาศักยภาพบุคลากร และเป็นแบบอย่างในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ทั้งนี้ ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้</p> อธิปัตย์ โคตพงค์ โกวัฒน์ เทศบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 802 823 การพัฒนาแบบจำลองเพื่อพยากรณ์การเลือกสาขาวิชาของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7795 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบจำลองเพื่อพยากรณ์การเลือกสาขาวิชาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี โดยใช้เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ และ 2) ประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองในการพยากรณ์การเลือกสาขาวิชา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1<strong><em>–</em></strong>3 วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 559 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความถนัดทางการเรียนวิชาชีพประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมความถนัด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเหตุผล ด้านการรับรู้ ด้านความจำ ด้านจำนวน และด้านมิติสัมพันธ์ ร่วมกับข้อมูลผลการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการ CRISP-DM และสร้างแบบจำลองด้วยเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่า Accuracy, Precision, Recall และ F1-score</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจที่พัฒนาขึ้นสามารถพยากรณ์การเลือกสาขาวิชาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการพยากรณ์ ได้แก่ ความถนัดทางวิชาชีพและผลการเรียนรายวิชาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ แบบจำลองสามารถแสดงกฎการตัดสินใจและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรได้อย่างชัดเจน และ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลอง พบว่า โมเดลที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงที่สุดจากการเปรียบเทียบแบบจำลองทั้ง 9 โมเดล โดยสามารถพยากรณ์การเลือกสาขาวิชาของนักเรียนได้อย่างแม่นยำ และมีค่าประสิทธิภาพด้าน Accuracy, Precision, Recall และ F1<em>-</em>score อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาของนักเรียน และเป็นแนวทางสำหรับครูแนะแนวและผู้เกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเลือกสาขาวิชาได้สอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น</p> ณัฐพล วิเสโส สมพงษ์ ปั้นหุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 824 839 การฟื้นฟูการนอนหลับด้วยการบำบัดทางกายภาพ สำหรับภาวะนอนไม่หลับและการปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพ ในผู้ทำงานเป็นกะ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7934 <p>บทความวิชาการเรื่อง “การฟื้นฟูการนอนหลับด้วยการบำบัดทางกายภาพสำหรับภาวะนอนไม่หลับและการปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพในผู้ทำงานเป็นกะ” มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการทำงานเป็นกะต่อภาวะนอนไม่หลับและความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพ รวมทั้งรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทของการบำบัดทางกายภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับและการปรับสมดุลวงจรการนอน–ตื่นในผู้ทำงานเป็นกะ โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย (Narrative Review) สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล TCI, ThaiJO, PubMed, Scopus, Web of Science, PEDro, CINAHL และ Cochrane Library ครอบคลุมเอกสารที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2020–2026 คัดเลือกเอกสารตามความเกี่ยวข้องกับประเด็นการศึกษา และนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงเนื้อหา จำนวน 11 เรื่อง ประกอบด้วย งานวิจัย 10 เรื่อง และบทในหนังสือ (Book Chapter) 1 เรื่อง</p> <p>ผลการสังเคราะห์ พบว่า การบำบัดทางกายภาพหลายรูปแบบ ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก การออกกำลังกายแบบผสมผสาน โยคะ ไทเก๊ก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การบำบัดด้วยมือ และโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะทาง มีศักยภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ ลดความเครียดและความวิตกกังวล เพิ่มการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ลดภาวะตื่นตัวเกิน และช่วยปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพให้สอดคล้องกับวงจรธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีการกำหนดช่วงเวลาของการออกกำลังกายหรือการบำบัดอย่างเหมาะสม</p> <p>สรุปได้ว่า การบำบัดทางกายภาพเป็นแนวทางที่ปลอดภัย มีความคุ้มค่า และสามารถประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการนอนหลับและการปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพในผู้ทำงานเป็นกะได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์ครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ทำงานเป็นกะทั้งในระดับบุคคล องค์กร และระบบบริการสุขภาพ</p> ศุภกร นราดุลย์ มาศ ไม้ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 840 856 RESEARCH ON THE IMPACT OF PRIVATE DOMAIN TRAFFIC OPERATION ON REPURCHASE INTENTION: AN EMPIRICAL ANALYSIS BASED ON THE WECHAT COMMUNITY OF H TIBETAN MEDICINE ENTERPRISE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8069 <p>This study aims to: 1) examine whether private domain traffic operation in WeChat-based Tibetan medicine communities increases users’ repurchase intention; 2) test whether brand identity mediates the relationship between private domain operation and repurchase intention; and 3) identify operational dimensions that should be prioritized for ethnic medical institutions seeking sustainable user retention. The study focuses on active users in Hongde Hospital’s Tibetan medicine WeChat communities and uses a quantitative cross-sectional survey design. After a pilot test, 500 questionnaires were distributed, and 452 valid responses were retained. SPSS 26.0 and PROCESS Model 4 were used for descriptive analysis, reliability and validity testing, correlation analysis, hierarchical regression, and bootstrap mediation analysis. Results show that: 1) private domain traffic operation has a significant positive effect on user repurchase intention, with medical service operation showing the strongest influence; 2) brand identity partially mediates this relationship, and the indirect effect is larger than the remaining direct effect; 3) medical professional identity is a stronger mediator than Tibetan medicine cultural identity, although both paths are significant; and 4) interactive operation and cultural content adaptation remain the weakest areas in the current operation. The findings extend private domain operation research to a culturally specific healthcare setting and provide practical guidance for Tibetan medicine institutions to strengthen medical service continuity, professional trust, culturally meaningful communication, and compliant community management.</p> Yue Li Renyuan Nong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 857 875 PROMOTING THE USE OF EDUCATIONAL MANAGEMENT FOR ADMINISTRATIVE PERSONNEL BASED ON INTELLIGENT TECHNOLOGY AT SOUTHWEST JIAOTONG UNIVERSITY HOPE COLLEGE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8028 <p>With the rapid advancement of intelligent technologies, higher education institutions are increasingly required to reform their educational management systems. However, application-oriented private universities often face significant resource constraints that complicate the implementation of digital-intelligent management. This study investigates the promotion of educational management based on intelligent technology among administrative personnel at Hope College of Southwest Jiaotong University, with the aim of understanding existing challenges, constructing a contextualized management model, and evaluating its effectiveness in practice. Guided by three research objectives, this study adopted a mixed-method research design. Qualitative data were collected through semi-structured interviews to explore the current status and challenges of digital-intelligent educational management, while quantitative data were obtained from a questionnaire survey administered to administrative personnel. Descriptive statistics, correlation analysis, and difference analysis were employed to examine educational management performance across multiple dimensions, complemented by qualitative thematic analysis and open-ended responses to provide contextual interpretation.</p> <p>The findings reveal that, although administrative personnel generally recognize the value of intelligent technologies, digital-intelligent educational management is constrained by fragmented platforms, insufficient data integration, limited personnel capacity, rigid institutional procedures, and resource limitations. To address these challenges, this study proposes the RB-ILC Triadic Synergy Model, which integrates managerial characteristics, institutional logic, and resource bricolage as key interacting elements shaping educational management performance. Empirical evidence demonstrates that management performance emerges through non-linear and synergistic interactions among these elements rather than through isolated or linear mechanisms.</p> <p>Furthermore, the evaluation of the model’s effectiveness indicates that digital-intelligent educational management contributes to improvements in administrative efficiency, service quality, and data-supported decision-making under resource-constrained conditions. However, the effectiveness of the model varies across managerial groups, depending on factors such as age, years of teaching-management experience, professional roles, and levels of participation in decision-making. These findings highlight the context-sensitive and conditional nature of digital-intelligent educational management reform.</p> <p>This study contributes to the literature by extending resource bricolage theory to the field of educational management and by proposing an explanatory and operational model tailored to application-oriented private universities. Practically, the RB-ILC model provides guidance for university governance, administrative capacity building, and policy and platform design aimed at advancing sustainable digital-intelligent educational management.</p> Xi Liu Dech Boonprajak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 876 900 การพัฒนาระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ออนไลน์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7958 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่รูป<br />แบบออนไลน์ ประจำโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา<br />นครินทร์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ออนไลน์ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ต่อการใช้งานระบบ เป็นวิจัยและพัฒนา โดยมีกลุ่มตัว<br />อย่างในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานห้องบัตรเวชระเบียน โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามจำนวน 15 ข้อ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีของครอนบาค (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ออนไลน์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้วยการยืน<br />ยันตัวตนแบบ SMS-OTP ลดขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลที่ซ้ำซ้อน เปลี่ยนจากการใช้กระดาษมาเป็นการแนบไฟล์เอกสาร และลดระยะเวลาการแจ้งผลการพิจารณา สำหรับผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับดีมากที่สุด ( = 4.54, S.D. = 0.59) โดยด้านการนำระบบไปใช้ในงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.63) รองลงมาคือ ด้านประสิทธิภาพของระบบ ( = 4.61) และด้านการออกแบบระบบผู้ใช้งาน ( = 4.59) ส่วนด้านความพึงพอใจในภาพรวม ( = 4.38) และด้านการสนับสนุนและการแก้ไขปัญหา ( = 4.21) มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น แต่ยังอยู่ในระดับดีมาก</p> <p>ผลการศึกษาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ออนไลน์ช่วยลดระยะเวลาการดำเนินงาน ลดการใช้แบบฟอร์มกระดาษ และเพิ่มความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลในกระบวนการทำบัตรผู้ป่วยใหม่ ทั้งนี้ควรพัฒนาช่องทางสนับสนุนผู้ใช้งานเพิ่มเติม เช่น ระบบแจ้งเตือนข้อผิดพลาดและช่องทางให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบยืนยันตัวตน ThaID e-KYC ในอนาคต</p> ธวัชชัย จันทรทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 901 919 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานกับความผูกพัน ต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7995 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ได้แก่ ด้านความคล่องตัว ด้านภาวะผู้นำที่สร้างความผูกพัน ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ด้านสิ่งพื้นฐาน และด้านลักษณะงาน 2) ศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ ได้แก่ ด้านการพูดถึงองค์กรในทางบวก ด้านความภักดีต่อองค์กร และด้านความมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จขององค์กร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานกับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการตำรวจจำนวน 90 นาย เครื่องมือวัดปัจจัยการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ ความคล่องตัว ภาวะผู้นำที่สร้างความผูกพัน การมุ่งเน้นบุคลากร สิ่งพื้นฐาน และลักษณะงาน และวัดความผูกพันต่อองค์กร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพูดถึงองค์กรในทางบวก ปัจจัยด้านลักษณะงานส่งผลต่อด้านความภักดีต่อองค์กร และ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำที่สร้างความผูกพันส่งผลต่อด้านความมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จขององค์กร สถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรในทุกด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง 2) ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านความคล่องตัวมีความสัมพันธ์ต่อด้านการพูดถึงองค์กรในทางบวก (Say) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.463, p &lt; .001) ไม่มีปัจจัยการทำงานด้านใดที่ส่งผลต่อด้านความภักดีต่อองค์กร (Stay) และปัจจัยด้านภาวะผู้นำที่สร้างความผูกพันมีความสัมพันธ์ต่อด้านความมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จขององค์กร (Strive) (β = 0.314, p &lt; .05) และปัจจัยด้านความคล่องตัวมีความสัมพันธ์ต่อความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = 0.359, p &lt; .01)</p> เผ่า แสงกงพลี ทิพย์วรรณา งามศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 920 935 A COMPARATIVE STUDY ON THE EFFECTIVENESS OF INTERACTIVE AI TECHNOLOGY AND TRADITIONAL LECTURE-BASED TEACHING IN HIGHER VOCATIONAL ENGLISH INSTRUCTION EDUCATION IN SICHUAN https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8075 <p>This article aimed to study 1) the current application status of ChatGPT-assisted instruction among English teachers in higher vocational colleges in Sichuan Province, and 2) the comparative effectiveness of ChatGPT-assisted teaching versus traditional lecture-based instruction in improving higher vocational English education. The sample consisted of 240 students from three vocational colleges, divided into a control group and an experimental group with 120 students each. Participants were selected through stratified purposive sampling to ensure institutional representation and baseline equivalence. The instruments for collecting data included pre-tests, mid-tests, post-tests, questionnaires, and semi-structured interviews. Data were analyzed using descriptive statistics, independent-sample t-tests, and content analysis.</p> <p>The research results were as follows:</p> <ol> <li>Teachers indicated that ChatGPT was most effective for grammar correction, vocabulary development, and reading comprehension activities, whereas its perceived utility for reasoning in writing was moderate and its efficacy for oral expression was rated the lowest. Usage remained constrained owing to concerns regarding accuracy verification, plagiarism, disparities in digital literacy, and inadequate institutional support.</li> <li>Comparative post-test results indicated that students in the ChatGPT-assisted group attained substantially greater levels of learning engagement and satisfaction with the instructional model compared to those receiving traditional instruction (p &lt; .05). Experimental groups across all three colleges consistently demonstrated superior performance compared to control groups.</li> <li>Students who received ChatGPT-supported instruction demonstrated significantly higher grammar proficiency scores across all grade levels, with all t-tests indicating statistically meaningful improvements (p &lt; .05). These findings validate that instruction facilitated by ChatGPT improves language accuracy and student engagement more effectively than traditional lecture-based approaches in higher vocational English education.</li> </ol> Wu Yingchun Nipaporn Sakulwongs ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 936 953 MECHANISMS AND PATHWAYS FOR DIGITAL LITERACY UNDER EDUCATION 4.0 IN APPLIED UNIVERSITIES: EVIDENCE FROM THE DIGITAL ECONOMY CONTEXT https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8020 <p>This study aimed to: 1) To examine the influence of Education 4.0 on students’ digital literacy in applied universities. 2) To investigate the mediating role of instructional innovation between Education 4.0 and digital literacy. 3) To analyze the relationship between digital literacy and learning satisfaction within the digital economy context. This study adopted a quantitative-dominant sequential explanatory mixed-methods design. Quantitative data were collected from 857 undergraduate students enrolled in three applied universities in Guizhou Province, China. Qualitative data were obtained through semi-structured interviews with 15 participants. Structural Equation Modeling (SEM) and thematic analysis were employed to examine the proposed relationships and explain the quantitative findings.</p> <p>The findings revealed that: 1) Education 4.0 significantly and positively influences instructional innovation. 2) Education 4.0 significantly enhances students’ digital literacy. 3) Instructional innovation partially mediates the relationship between Education 4.0 and digital literacy. 4) Digital literacy significantly improves learning satisfaction. 5) The serial pathway Education 4.0 Instructional Innovation Digital Literacy Learning Satisfaction was supported.</p> <p>The results indicate that instructional innovation serves as the primary mechanism through which Education 4.0 contributes to digital literacy development and educational quality enhancement in applied universities.</p> Kun Chen Dowroong Watcharinrat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 954 978 การพัฒนาระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล (ThaiD) โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8219 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล (ThaiD) โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบ การพัฒนาระบบดำเนินการตามวงจรการพัฒนาระบบ (Software Development Life Cycle: SDLC) ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบระบบ การพัฒนาระบบ การทดสอบระบบ การทดลองใช้และปรับปรุง และการนำระบบไปใช้งานจริง ระบบที่พัฒนาขึ้นเป็นเว็บแอปพลิเคชัน รองรับการเข้าใช้งานผ่านการสแกน QR Code และใช้เทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล ThaiD เพื่อยืนยันตัวตนและเชื่อมโยงข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยเข้าสู่ระบบเวชระเบียนของโรงพยาบาลผ่าน Application Programming Interface (API) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้รับบริการที่ใช้ระบบและยินยอมเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 67 ราย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบทำบัตรผู้ป่วยใหม่ผ่าน ThaiD และแบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งานจำนวน 14 ข้อ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นมากกว่า 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้งานมีความคิดเห็นต่อระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.79, S.D. = 0.42) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการนำระบบไปใช้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.83, S.D. = 0.38) รองลงมา ได้แก่ ความพึงพอใจโดยรวมของระบบ (x̄ = 4.82, S.D. = 0.39) ด้านคุณภาพของข้อมูล (x̄ = 4.81, S.D. = 0.39) ด้านการออกแบบและความง่ายในการใช้งาน (x̄ = 4.80, S.D. = 0.43) ด้านการให้บริการและการสนับสนุน (x̄ = 4.78, S.D. = 0.45) และด้านประสิทธิภาพของระบบ (x̄ = 4.76, S.D. = 0.45) ตามลำดับ ผลการประเมินสะท้อนว่าผู้ใช้งานเห็นว่าระบบช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการลงทะเบียนและทำบัตรผู้ป่วยใหม่ เพิ่มความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ ทั้งนี้ ระบบมีความเหมาะสมสำหรับนำไปใช้สนับสนุนงานเวชระเบียน และสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพดิจิทัลของหน่วยบริการสุขภาพอื่นต่อไป</p> วันเพ็ญ รัตนวรรธนะ ธวัชชัย จันทร์ทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 979 1005 การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อเสื้อกันหนาวกันน้ำ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8191 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความตั้งใจซื้อเสื้อกันหนาวที่มีคุณสมบัติกันน้ำผ่านช่องทางออนไลน์ 2) ทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ที่มีต่อเสื้อกันหนาวที่มีคุณสมบัติกันน้ำผ่านช่องทางออนไลน์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม กับความตั้งใจซื้อเสื้อกันหนาวที่มีคุณสมบัติกันน้ำผ่านช่องทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดหลัก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เคยซื้อหรือสนใจซื้อเสื้อกันหนาวที่มีคุณสมบัติกันน้ำผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Forms วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทั้งสามด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยทุกด้าน และทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง 2) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 45.4 ทั้งนี้ ทัศนคติต่อพฤติกรรมมีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง ตามลำดับ 3) ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อสินค้า การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน การใช้ผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด และการพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์ให้สะดวก ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค </p> ณิชรัตน์ เต็งณฤทธิ์ศิริ ทิพย์วรรณา งามศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1006 1018 การพัฒนาหลักสูตรเสริมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8125 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการและข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการหลักสูตรเสริมโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพหลักสูตรเสริมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้ระเบียบวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสานวิธี ผู้วิจัยกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลระห่วาง เดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2568 ถึงเดือนมีนาคม พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาความต้องการ คือ นักเรียน จำนวน 44 คน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในวิพากษ์หลักสูตรหลักสูตร จำนวน 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินคุณภาพหลักสูตร จำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม ประเด็นสนทนากลุ่ม แบบประเมินความสอดคล้องและเหมาะสมของหลักสูตร</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเสริมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และนักเรียนมีความต้องการในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในชุมชนผ่านแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเสริมใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาบูรณาการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมทักษะการคิดที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) ผลการพัฒนาหลักสูตรเสริม พบว่า กระบวนการพัฒนาหลักสูตร มี 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การศึกษาความต้องการ และวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) การออกแบบ 3) การตรวจสอบคุณภาพ 4) การนำหลักสูตรไปใช้ 5) การประเมินหลักสูตร 6) การปรับปรุงหลักสูตร โดยหลักสูตรที่ได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วย มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)หลักการ 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) โครงสร้างหลักสูตร 4) แนวทางนำหลักสูตร ไปใช้ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ 6) สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ 7) การวัดผลประเมินผล โดยผลการประเมิน ความเหมาะสมของหลักสูตร ภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.87, SD = 0.05)</p> เทวินทร์ พูลพิพัฒน์ ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1019 1040 CURRICULUM INNOVATION, ENTREPRENEURIAL EDUCATION, PRACTICE-BASE CONSTRUCTION, AND TALENT EVALUATION REFORM AND THEIR IMPACT ON THE CORE COMPETITIVENESS OF ART EDUCATION IN PRIVATE UNIVERSITIES IN THE HENAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7786 <p>This study aims to: 1) examine the impact of curriculum innovation, entrepreneurship education, practical training base construction, and talent evaluation reform on the core competitiveness of art education programs in private colleges and universities in Henan Province; 2) compare the relative explanatory power of these four reform dimensions; and 3) provide evidence-based recommendations for strengthening applied arts education under the constraints of limited resources and quality assurance in private colleges and universities. This study employed a cross-sectional quantitative survey method, conducting a questionnaire survey of 260 faculty and staff involved in art education programs. The questionnaire used a five-point Likert scale to measure five constructs, and descriptive statistics, reliability analysis, Pearson correlation analysis, and multiple regression analysis were used for data analysis. The results showed that: 1) all five scales had acceptable reliability, with Cronbach's α coefficients ranging from 0.792 to 0.876; 2) the regression model explained 47.9% of the variance in perceived core competitiveness (R² = .479, adjusted R² = .471, F(4,255) ≈ 58.62, p &lt; .001); 3) all four predictor variables had a significant positive impact on core competitiveness, namely, practical infrastructure (β = .296, p &lt; .001), curriculum innovation (β = .284, p &lt; .001), talent evaluation reform (β = .215, p &lt; .001), and entrepreneurship education (β = .159, p = .002). The research results indicate that the competitiveness of art education in private colleges and universities in Henan Province depends on coordinated reforms, with practical infrastructure and curriculum innovation requiring priority attention. This study constructs a professional-level competitiveness model for art education in private colleges and universities, providing practical insights for curriculum committees, entrepreneurship offices, industry university research cooperation units, and quality assurance systems.</p> Fei Wang Junshan Ma ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1041 1054 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวก ของครูโรงเรียนประตูชัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7854 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโรงเรียนประตูชัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนประตูชัย จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโรงเรียนประตูชัยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและด้านการใช้การสื่อสารเชิงบวกอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการนําความคิดเชิงบวกและด้านการสร้างคุณค่าเชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง 2) สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโรงเรียนประตูชัยในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างคุณค่าเชิงบวก รองลงมา คือ ด้านการใช้การสื่อสารเชิงบวก ด้านการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และด้านการนําความคิดเชิงบวก ตามลำดับ และ 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของครูโรงเรียนประตูชัย เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการสร้างคุณค่าเชิงบวก ด้านการนําความคิดเชิงบวก ด้านการใช้การสื่อสารเชิงบวก และด้านการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนว่า การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบวกของครูควรให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าเชิงบวกและการนําความคิดเชิงบวกเป็นลำดับแรก เพื่อส่งเสริมให้ครูตระหนักถึงความหมายของวิชาชีพ สามารถเชื่อมโยงการจัดการเรียนรู้กับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง</p> วิรัลพัชษ์ สว่างเดือน เพ็ญวรา ชูประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1055 1071 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความพึงพอใจของผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8117 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 3)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความพึงพอใจของผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บของข้อมูลกับผู้รับบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 367 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มีความพึงพอใจต่อการรับบริการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 3) คุณภาพการให้บริการมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อยู่ในระดับสูง (r = .73) ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ รวมทั้งเป็นแนวทางปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลาดบัวขาว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีต่อไป</p> ณัฐพล ฤทธิมหา วิลาสินี จินตลิขิตดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1072 1085 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเป็นนักบินกองทัพบก ของนักเรียนการบินในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7505 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพการบริการภาคพื้นดินของสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย 2) ผลกระทบของคุณภาพการบริการภาคพื้นดินที่มีต่อความพึงพอใจของผู้โดยสาร และ 3) ผลกระทบของคุณภาพการบริการภาคพื้นดินและความพึงพอใจที่มีต่อความภักดีของผู้โดยสาร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้โดยสารสายการบินพาณิชย์ในประเทศไทย จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทั้งเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>วัตถุประสงค์ที่ 1 คุณภาพการบริการภาคพื้นดินโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.21, S.D. = 0.56) โดยด้านความน่าเชื่อถือมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 4.35)</p> <p>วัตถุประสงค์ที่ 2 คุณภาพการบริการภาคพื้นดินมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Beta = 0.68, t = 18.45, Sig. = 0.000) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 46.2 (R² = 0.462) และ</p> <p>วัตถุประสงค์ที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจมีอิทธิพลต่อความภักดีสูงที่สุด (Beta = 0.72, t = 20.10, Sig. = 0.000) รองลงมาคือคุณภาพการบริการภาคพื้นดิน (Beta = 0.31, t = 9.25, Sig. = 0.000) โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความภักดีได้ร้อยละ 62.0 (R² = 0.620)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความพึงพอใจเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการบริการและความภักดี ดังนั้น สายการบินควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการบริการภาคพื้นดินเพื่อยกระดับความพึงพอใจและสร้างความภักดีของผู้โดยสารในระยะยาว</p> ชลลภัทธ มั่นเขตกร เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1086 1105 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะความปลอดภัยทางจิตใจ ของครูโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8110 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะความปลอดภัยทางจิตใจของครูโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม และ 2) เพื่อศึกษา<br />ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะความปลอดภัยทางจิตใจของครู การวิจัยนี้เป็น<br />การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรและผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน <br />87 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด (Total Population) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่า I-CVI อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และค่า S-CVI/Ave เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะความปลอดภัยทางจิตใจของครูโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.68, SD = 1.02) สะท้อนให้เห็นว่าครูให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย แต่ยังขาดความรู้และทักษะเฉพาะที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการชั้นเรียนได้จริง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.87, SD = 0.36) สะท้อนว่าครูตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะด้านนี้มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้เรียนต้องเผชิญกับความกดดันทางการเรียนและปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น 2) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของสมรรถนะความปลอดภัยทางจิตใจของครูโรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม โดยรวมมีค่า PNI<sub>modified</sub> = 0.33 โดยด้านความรู้มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.35) รองลงมา ได้แก่ ด้านทักษะ (PNI<sub>modified</sub> = 0.34) และด้านทัศนคติ (PNI<sub>modified </sub>= 0.29) ตามลำดับ</p> ศศิ สุดชาญชัยกุล เพ็ญวรา ชูประวัติ เพ็ญวรา ชูประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1106 1119 การอำนวยเพลงบทประพันธ์ “ผ่านพิภพลีลา ผ่านฟ้าลีลาศ” ของกิตติ เครือมณี สำหรับวงดุริยางเครื่องลม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8010 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างทางดนตรีและแนวทางการตีความบทประพันธ์ 2) ศึกษาแนวทางการอำนวยเพลงและลักษณะการใช้ท่าทางสื่อสารของวาทยกร และ 3) ศึกษาแนวทางการสร้างสมดุลของแนวเสียงภายในวงดุริยางค์เครื่องลม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โน้ตสกอร์บทประพันธ์ และแนวคิดด้านการอำนวยเพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม ร่วมกับการวิเคราะห์บทประพันธ์โดยตรง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า บทประพันธ์ดังกล่าวเป็นบทประพันธ์ร่วมสมัยที่สะท้อนการบูรณาการแนวคิดการประพันธ์ดนตรีตะวันตกเข้ากับอัตลักษณ์ทางดนตรีไทยผ่านการใช้แนวทำนองที่ได้รับอิทธิพลจากสำเนียงเพลงไทย การออกแบบสีสันของเสียง และการพัฒนาเนื้อหาดนตรีในรูปแบบ Through-composed Form ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สีสันเสียง และความเข้มข้นทางดนตรีอย่างต่อเนื่องตลอดบทเพลง</p> <p>ในด้านการอำนวยเพลง พบว่าวาทยกรจำเป็นต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางดนตรี แนวทำนอง การประสานเสียง และบทบาทของกลุ่มเครื่องดนตรีแต่ละประเภทอย่างละเอียด เพื่อกำหนดแนวทางการใช้ท่าทางให้เหมาะสมกับลักษณะทางดนตรีในแต่ละช่วงของบทเพลง รวมทั้งควบคุมสมดุลของแนวเสียงให้เกิดความชัดเจนของแนวทำนองหลักและความกลมกลืนภายในวง องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ และอำนวยเพลงบทประพันธ์ร่วมสมัยของไทยสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม ตลอดจนเป็นแนวทางสำหรับวาทยกร นักศึกษา และนักวิชาการด้านดนตรีในการพัฒนาศักยภาพการแสดงดนตรีร่วมสมัยในบริบทของประเทศไทย</p> วรรษรักษ์ วีระโพธิ์ ภาวไล ตันจันทร์พงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1120 1139 RESEARCH ON THE INFLUENCE OF BIG-DATA ANALYTICS CAPABILITY, DIGITAL PLATFORM QUALITY, AI RECOMMENDATION ACCURACY, ONLINE SERVICE INNOVATION, AND E-SERVICE QUALITY ON BRAND LOYALTY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7791 <p>This study aims to: 1) examine the impact of Big Data Analytics Capability (BDAC) on e-commerce brand loyalty; 2) determine the impact of Digital Platform Quality (DPQ), Artificial Intelligence Recommendation Accuracy (AIRA), Online Service Innovation (OSI), and Electronic Service Quality (ESQ) on brand loyalty; and 3) compare the relative explanatory power of these five predictor variables in an integrated regression model. This study employed a quantitative cross-sectional survey method, surveying 400 e-commerce consumers with recent shopping experience. The questionnaire used a 5-point Likert scale, and descriptive statistics, Cronbach's alpha coefficient, Pearson correlation coefficient, multicollinearity diagnostics, and multiple regression analysis were used to analyze the mean scores of each variable. The results show that: 1) All five predictors have a significant positive impact on brand loyalty, with DPQ (B = .297, p &lt; .001) and ESQ (B = .285, p &lt; .001) having the most significant effects; 2) BDAC also has a significant positive impact (B = .196, p &lt; .001), while AIRA (B = .104, p = .008) and OSI (B = .104, p = .010) have smaller but still significant effects; 3) The model explains 42.9% of the variance in brand loyalty (R² = .429, adjusted R² = .422, F(5,394) = 59.17, p &lt; .001). The findings suggest that e-commerce companies should first improve platform performance and e-service execution, while using analytics, recommendation accuracy, and service innovation as supplementary means to build user loyalty.</p> Yinghao Li Ao Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1140 1153 ทักษะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7935 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารกับองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาทักษะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 336 คน กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ทักษะของผู้บริหาร และตอนที่ 3 องค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์และเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาและองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 อยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารกับองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ทักษะของผู้บริหารที่สามารถร่วมกันพยากรณ์องค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ประกอบด้วย ทักษะทางการเมือง ทักษะด้านการศึกษา ทักษะเชิงมโนทัศน์ ทักษะด้านมนุษย์ และทักษะด้านเทคนิค <strong> </strong>ทั้ง 5 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนขององค์กรแห่งความสุขได้ร้อยละ 79.10 ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะผู้บริหารในมิติดังกล่าวมีความสำคัญต่อการส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่มีต่อความสุข ความร่วมมือ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถานศึกษา</p> สุภรัตตรา ทำทอง ยุวธิดา ชาปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1154 1176 การประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันภัยผ่านสื่อออนไลน์ ของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสมุทรสาคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8025 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อรูปแบบการประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันภัยผ่านสื่อออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสมุทรสาคร และ 2) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยผ่านสื่อออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสมุทรสาคร เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากประชาชนในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 50 คน ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาจากสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประชาชนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันภัยผ่านสื่อออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสมุทรสาครโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.71) โดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่มีแหล่งที่มาชัดเจน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารยังมีข้อจำกัดด้านการโต้ตอบและการอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติตนที่เข้าใจง่าย ส่งผลให้การสื่อสารส่วนใหญ่ยังเป็นแบบทางเดียว</p> <p><strong> </strong>2) ประชาชนมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการป้องกันภัยผ่านสื่อออนไลน์ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เปิดรับข้อมูลผ่าน Facebook ร้อยละ 96 รองลงมาคือ LINE OA ของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะจากกลุ่มชุมชนออนไลน์ในพื้นที่ ทั้งนี้ เนื้อหาการสื่อสารส่วนใหญ่มุ่งเน้นการแจ้งเตือนภัยในภาวะฉุกเฉิน ขณะที่การสื่อสารด้านการเตรียมความพร้อม การฟื้นฟูหลังเกิดภัย และการใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อเสริมความเข้าใจยังมีไม่เพียงพอ</p> เมธัส เหลืองบริสุทธิ์ สกล สุขเสริมส่งชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1177 1190 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับและการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ : กรณีศึกษาจังหวัดชุมพรและระนอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8126 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับและการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ <br />(2) เพื่อประเมินบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในการกำหนดวาระการประชุมและการกำหนดนโยบาย และ (3) เพื่อตรวจสอบกลยุทธ์การสื่อสารและการรณรงค์ที่ใช้โดยผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านนโยบาย ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในจังหวัดชุมพรและระนอง จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ระดับความคิดเห็น วิเคราะห์<br />ข้อมูลด้วย การถดถอยพหุคูณ และ การถดถอยอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์สูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (β = -0.567, p &lt; .001) โดยปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมร่วมกันพยากรณ์การยอมรับและการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ได้ร้อยละ 30.5 (R² = .305) (2) กลุ่มผลประโยชน์ไม่มีอิทธิพลในการกำหนดวาระการประชุมและการกำหนดนโยบาย (β = 0.098, p = .051) จึงไม่ยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์สามารถอธิบายความแปรปรวนของการยอมรับและการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ได้เพียงร้อยละ 1.0<br />( R² = .010) (3) กลยุทธ์การสื่อสารและการรณรงค์ที่ใช้ มีผลต่อการยอมรับและการต่อต้านนโยบายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยร่วมกันพยากรณ์การยอมรับและการต่อต้านนโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ได้ร้อยละ 31.5 (R² = 0.315) ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนโยบาย ได้แก่ สื่อสนับสนุน (β = 0.315, p &lt; .001) และการลดอิทธิพลข้อมูลจากฝ่ายคัดค้าน (β = 0.259, p &lt; .001) ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการต่อต้านนโยบาย ได้แก่ การเปิดเวทีรับฟังเสียงของประชาชน (β = -0.343, p &lt; .001) ข้อเสนอแนะจากการวิจัยมุ่งหวังให้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้บริหารนโยบายในการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่โปร่งใส และพัฒนาแนวทางการสื่อสารเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> กษิรา วิเชียร วิจิตรา ศรีสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1191 1210 ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรการบินที่มีอิทธิพล ต่อคุณภาพการให้บริการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7824 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้โดยสารยุคดิจิทัลต่อปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการของสายการบิน 2) เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้โดยสารสายการบินที่เคยใช้บริการผ่านระบบดิจิทัล จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผู้โดยสารยุคดิจิทัลให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการของสายการบินโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัล รองลงมา ได้แก่ ความรวดเร็วของระบบ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล</p> <p>2) ผู้โดยสารยุคดิจิทัลมีระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้ความสำคัญกับความสะดวก ความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือของระบบออนไลน์ของสายการบิน</p> <p>3) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินของผู้โดยสารยุคดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด ได้แก่ ความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัล ความรวดเร็วของระบบ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของสายการบินในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> วิศิษฏศิลป์ ศรีสุขวัฒนา เจน หน่อท้าว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1211 1230 THE EFFECTS OF DIGITAL LEADERSHIP AND DIGITAL SOCIAL CAPITAL ON TACIT KNOWLEDGE SHARING: THE MEDIATING ROLE OF PSYCHOLOGICAL SAFETY IN FEMALE-LED DIGITAL ORGANIZATIONS IN CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7929 <p>This study examines how digital leadership and digital social capital promote tacit knowledge sharing in digitally transforming Chinese organizations led by female managers, with psychological safety as a mediating mechanism. Four objectives guided the research: to test the direct effects of digital leadership and digital social capital on tacit knowledge sharing; to examine their effects on psychological safety; to test the mediating role of psychological safety; and to discuss how female managers use digitally mediated relational resources to facilitate knowledge exchange. A quantitative cross-sectional survey design was employed. Data were collected from 424 employees who worked under female managers in digital or digitally transforming organizations in China. Established five-point Likert scales were used to measure digital leadership, digital social capital, psychological safety, and tacit knowledge sharing. IBM SPSS was used for reliability analysis, descriptive statistics, correlation analysis, regression analysis, and bootstrap mediation testing with 5,000 resamples. The results show that digital leadership positively affects tacit knowledge sharing (β = .939, p &lt; .001) and psychological safety (β = .943, p &lt; .001). Digital social capital also positively affects tacit knowledge sharing (β = .942, p &lt; .001) and psychological safety (β = .940, p &lt; .001). 39.87% and 38.27% of the total effects, respectively. The findings indicate that digital leadership and digital social capital are most effective when employees perceive digitally mediated interaction as psychologically safe. The study contributes to digital leadership, social capital, and knowledge management research by explaining the socio-emotional mechanism through which female-led digital organizations activate tacit knowledge sharing.</p> Xiyue Huang Ao Chen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1231 1247 THE INFLUENCE OF TACIT KNOWLEDGE SHARING AND PERCEPTION OF CO-OPETITION RELATIONSHIPS ON ORGANIZATIONAL CITIZENSHIP BEHAVIOR: AN INTEGRATION OF CO-OPETITION THEORY, ABSORPTIVE CAPACITY THEORY, AND SOCIAL EXCHANGE THEORY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7990 <p>The coexistence of cooperation and competition among employees has become an important factor influencing knowledge-sharing behavior and organizational effectiveness in knowledge-intensive organizations. This study aimed to: (1) examine the effects of employees’ perceptions of cooperative and competitive relationships on tacit knowledge sharing intention and behavior; (2) investigate the mediating roles of tacit knowledge sharing intention and tacit knowledge sharing behavior in the relationship between co-opetition relationship perceptions and Organizational Citizenship Behavior (OCB); and (3) explore the moderating role of trust in the relationship between co-opetition relationship perceptions and tacit knowledge sharing intention. Grounded in Co-opetition Theory, Absorptive Capacity Theory, and Social Exchange Theory, the study employed a quantitative research design. Data were collected from 345 research and development (R&amp;D) personnel working in high-tech enterprises in China through a structured questionnaire and analyzed using Structural Equation Modeling (SEM).</p> <p>The findings revealed that perceptions of cooperative relationships positively influenced tacit knowledge sharing intention and Organizational Citizenship Behavior, whereas perceptions of competitive relationships exerted significant negative effects on both variables. Tacit knowledge sharing intention and tacit knowledge sharing behavior jointly served as serial mediators between co-opetition relationship perceptions and Organizational Citizenship Behavior. Furthermore, trust significantly strengthened the positive effect of cooperative relationship perception on tacit knowledge sharing intention and mitigated the negative effect of competitive relationship perception. The study contributes to a better understanding of employee behavior in co-opetitive environments by demonstrating how tacit knowledge sharing facilitates the transformation of relationship perceptions into Organizational Citizenship Behavior. The findings also provide practical implications for organizations seeking to promote knowledge sharing, strengthen trust-based work environments, and enhance collaborative behaviors that support organizational effectiveness and innovation.</p> Chengai He Sid Suntrayuth Zhongwu Li ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1248 1266 CULTURAL EMBEDDEDNESS AND LIVING TRANSMISSION OF LOCAL TRADITIONAL PERFORMING ARTS: AN INVESTIGATION BASED ON HUZHOU TANHUANG https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8095 <p>This research article aims to: 1) investigate the embedding characteristics of Huzhou Tanhuang within ‎the Jiangnan water town cultural ecology; 2) construct a living transmission theoretical framework for ‎local traditional performing arts based on cultural ecology; and 3) analyze the ecological adaptation ‎strategies through which Huzhou Tanhuang has achieved sustained transmission. This is a qualitative ‎research study collecting data from 15 key informants who are Huzhou Tanhuang practitioners, together ‎with participant observation at 4 transmission bases over three years of fieldwork; the data were ‎analyzed using content analysis with triangulation.‎</p> <p>The research results found that:‎ 1) Huzhou Tanhuang forms a unique musical morphology and performance system within the cultural ‎ecology of Jiangnan water towns through a dynamic process of "environmental shaping–cultural ‎adaptation–artistic generation";‎ 2) Huzhou Tanhuang forms a deep coupling relationship with the Jiangnan water town cultural ecology ‎through three dimensions: geographical spatial embedding, linguistic prosodic embedding, and folk ‎cultural embedding;‎ 3) Huzhou Tanhuang demonstrates strong ecological adaptability in its historical evolution, achieving ‎sustained survival through strategies of morphological adjustment, functional transformation, and ‎spatial expansion.‎</p> <p>The proposed "cultural ecological embedding" provides a new explanatory framework for ‎understanding the generative mechanisms and survival logic of local traditional musical culture.‎</p> Yuan Zhou Phakamas Jirajarupat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1267 1292 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับความคิดแบบก้าวหน้าของครูในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพ การศึกษากุดชุม กลุ่มที่ 2 และ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7813 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 2) ความคิดแบบก้าวหน้าของครู และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับความคิดแบบก้าวหน้าของครู รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษากุดชุม กลุ่มที่ 2 และ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 115 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือ คือ แบบสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับความคิดแบบก้าวหน้าของครู มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อสมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับความคิดแบบก้าวหน้าของครูระหว่าง 0.30 – 0.78 และ 0.28 – 0.76 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความคิดแบบก้าวหน้าของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>สมรรถนะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับความคิดแบบก้าวหน้าของครู โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง (r=.583) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01</li> </ol> เชาวิวัฒน์ ธเนศมณีโรจน์ เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1293 1309 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8085 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม (2) ศึกษาทักษะดิจิทัลของครู (3) ‎ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับทักษะดิจิทัลของครู และ (4) ‎สร้างสมการพยากรณ์ทักษะดิจิทัลของครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ‎สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ‎ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 248 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ‎เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ‎มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมเท่ากับ 0.961 และทักษะดิจิทัลของครูเท่ากับ 0.941 ‎สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ‎และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ทักษะดิจิทัลของครู ‎โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ‎ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทักษะดิจิทัลของครูทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .0‎‎1 และ (4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ด้านสร้างทีมงานเชิงนวัตกรรม ‎และด้านบรรยากาศเชิงนวัตกรรม ‎สามารถร่วมกันพยากรณ์ทักษะดิจิทัลของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ‎โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.804 ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 64.70 (F = 148.907, Sig. ‎‎= .000) เขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้ Ŷ = 1.007 + 0.381(X1) + 0.216(X3) + 0.173(X4)‎ และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Ẑ = 0.446(X1) + 0.247(X3) + 0.197(X4)‎</p> จักรพงษ์ ธรรมวงศ์ษา พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1310 1331 โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7866 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด (2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยดำเนินการ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน จำนวน 2,499 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอน จำนวน 340 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ระยะที่ 2 การสร้างโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับได้ค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.91 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.93 และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ( =2.37, S.D.=0.69) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, S.D.=0.50) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนา พบว่า มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา มากที่สุด 2. โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Module 4) วิธีการพัฒนา และ 5) การวัดและประเมินผลโปรแกรม และผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธนพร พลโยธา สุวัฒน์ จุลสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1332 1348 THE DEVELOPMENT OF LEARNING OUTCOMES THROUGH PROBLEM-BASED LEARNING ACTIVITIES FOR SECOND-YEAR VOCATIONAL COLLEGE STUDENTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8116 <p>This study aimed to: 1) compare the learning outcomes of second-year students in the Career Planning Course before and after participating in Traditional Learning Activity; 2) compare their learning outcomes before and after participating in Problem-Based Learning (PBL) Activity; and 3) compare the post-test learning outcomes between the PBL group and the Traditional Learning Activity group. An experimental study was conducted with 80 second-year Mechanical Manufacturing students at Guangxi Modern Vocational Technology College. The research instruments included Traditional Learning Activity lesson plans, PBL lesson plans, and a learning outcome test based on the Career Planning Course. Data were analyzed using mean, standard deviation, paired-samples t-tests, and an independent-samples t-test.</p> <p>The results showed that: 1) students’ learning outcomes after Traditional Learning Activity were significantly higher than before learning at the .01 level; 2) students’ learning outcomes after PBL Activity were significantly higher than before learning at the .01 level; and 3) the PBL group achieved significantly higher post-test learning outcomes than the Traditional Learning Activity group at the .01 level. These findings suggest that PBL should be integrated into the Career Planning Course to strengthen students’ understanding and practical application of employment-related knowledge.</p> jun Wei Pranom Punsawai Chakkaphan Prasomsap ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1349 1361 แนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8181 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 2) ประเมินแนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ระยะที่ 2 ประเมินแนวทาง การบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยศึกษาโรงเรียนต้นแบบที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จากผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน และใช้และใช้กระบวนการประชุมหาฉันทามติแบบพหุลักษณ์ (MACR) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา ประกอบด้วยแนวทางปฏิบัติ 3 ด้าน รวมทั้งสิ้น 30 แนวทาง และ 2) ผลการประเมินแนวทางการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่าทุกแนวทางมีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปพนธนัย วรรณไกร ศิรินา วาจาสัตย์ นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1362 1380 โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8179 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ‎ความต้องการจำเป็น ‎และแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) สร้าง ‎ตรวจสอบยืนยัน และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ‎และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ‎สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ดำเนินการ 2 ระยะ ‎กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 285 คน ‎ได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 6 คน ระยะที่ 2 ‎ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบยืนยันและประเมินความเหมาะสม จำนวน 7 คน ‎และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ จำนวน 15 คน ‎ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมิน ‎วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) ‎และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะครูด้านการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ‎การวิเคราะห์และระบุปัญหา การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การเก็บรวบรวมข้อมูล ‎การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายข้อมูล และการสรุปผลและรายงานผลการวิจัย ‎สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.09) สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = ‎‎4.63) ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล (PNI modified = 0.60) ‎เป็นลำดับสูงสุด 2) โปรแกรมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ ‎แนวทางการพัฒนา (ตามหลักการ 70 : 20 : 10) และการวัดและประเมินผล ‎ผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.66) ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72) ‎และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72)‎</p> จิระนันท์ ไชยมาลา เชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1381 1394 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7936 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 336 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.923 และตอนที่ 2 การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.834 และ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1)ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 อยู่ในระดับมาก (2) การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก (3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองคกรแห่งความสุขของสถานศึกษา พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก (r =0.981 ) และ เป็นไปในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ด้านความรับผิดชอบ (X 3) ด้านความเคารพ (X 2 )ด้านความไว้วางใจ (X1) ด้านความเป็นพลเมืองดี (X 5 ) และด้านความยุติธรรม (X 4 ) โดยตัวแปรทั้ง 5 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์การเป็นองคกรแห่งความสุขได้ร้อยละ ได้ร้อยละ 96.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> พลรักษ์ คู่กระสังข์ ชัยยนต์ เพาพาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1395 1418 การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักพละ 5 ของชุมชน ตำบลมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7839 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน (2) เพื่อศึกษาหลักพละ 5 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ (3) เพื่อวิเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักพละ 5 ของชุมชน ตำบลมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และการศึกษาภาคสนาม โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางพระพุทธศาสนา แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ หรือคน จากผู้นำชุมชน พระสงฆ์ และประชาชนในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นการมีส่วนร่วม การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่มุ่งพัฒนามนุษย์ทั้งด้านจิตใจและปัญญาให้ดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและมีความสุข 2) หลักพละ 5 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า หลักพละ 5 เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาตนเองทั้งด้านจิตใจและสติปัญญา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) การวิเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักพละ 5 ของชุมชน ตำบลมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี พบว่า การประยุกต์ใช้หลักพละ 5 มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตำบลมะกรูดทั้งด้านจิตใจ เศรษฐกิจ และความมั่นคงในชีวิต โดยศรัทธา สติ และสมาธิช่วยให้คนในชุมชนมีจิตใจสงบและเกิดความสามัคคี ส่วนวิริยะและปัญญาช่วยส่งเสริมความขยัน การวางแผนการทำงาน และการบริหารรายได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ชุมชนมีความสงบเรียบร้อยและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง</p> พระแสนยศ มหพฺพโล กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์ พระเมธีวชิราภิรัต พระครูบวรชัยวัฒน์ ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1419 1434 TEACHING AUDIT SYSTEMS MODEL FOR ENHANCING QUALITY ASSURANCE IN PUBLIC UNIVERSITIES IN YUNNAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7964 <p>The Teaching Audit System (TAS) refers to China’s Ministry of Education-led undergraduate education and teaching audit evaluation mechanism for improving undergraduate quality assurance. Although TAS has become a national instrument for quality assurance, limited empirical research has examined how its policy requirements are translated into internal quality assurance capacity in regional public universities. This article identifies TAS implementation challenges, validates its multidimensional measurement structure, and examines its contribution to Quality Assurance outcomes in public universities in Yunnan Province, China. A quantitative research design was employed, using 400 valid questionnaire responses from administrators and teachers. Descriptive statistics, reliability and validity testing, Confirmatory Factor Analysis, structural equation modeling, and regression analysis were conducted.</p> <p>The CFA results supported an eight-dimensional TAS structure with acceptable model fit, χ²/df = 2.657, CFI = 0.936, TLI = 0.942, RMSEA = 0.064, and SRMR = 0.031. Regression analysis showed that TAS dimensions explained 45.4% of the variance in Quality Assurance outcomes, R² = 0.454, adjusted R² = 0.443, F = 40.678, p &lt; .001. The findings indicate that TAS enhances quality assurance primarily through internal teaching quality management, faculty development, data governance, organizational learning, and audit culture. The study contributes an empirically validated TAS-QA model for explaining how national audit evaluation can be transformed into internal quality assurance capacity in regional public universities.</p> Wu Longbiao Suttipong Boonphadung Thada Siththada ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1435 1454 THE FACTORS INFLUENCING THE PRACTICAL ABILITY DEVELOPMENT OF ART STUDENTS IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN SICHUAN PROVINCE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8077 <p>This study aimed to 1) examine the determinants of practical skills among art students in Chinese higher vocational institutions and 2) develop a training model by assessing the impact of four primary variables: student personality traits, professional attributes, educational management, and social practice resources. A sequential mixed-methods research approach was utilized. The initial objective involved a quantitative survey of 323 students utilizing the updated Student Quantitative Questionnaire, succeeded by structural equation modeling analysis to examine factor correlations. The second objective entailed conducting semi-structured interviews with 34 students to investigate contextual difficulties and strategies. The quality of the instrument was validated by reliability and validity assessments, with Cronbach’s α values between 0.863 to 0.955. Path analysis using structural equation modeling revealed statistical significance at the 0.05 level for all pathways. Qualitative coding with reference point percentages ranging from 23.2% to 25.0% facilitated cross-validation for overall efficacy.</p> <p>Research results were: 1)The results revealed that four primary variables are essential predictors of students' practical skills: artistic creation, professional practice, collaborative communication, and career growth. 2) A training model was constructed by integrating the structural equation modeling path coefficients with the qualitative coding ratios, focusing on collaboration among students, schools, and society, and the interconnection of curriculum, skills, personality, and feedback. This model provides empirical evidence for enhancing the development of practical skills in higher vocational art education.</p> Yiyin Liao Techameth Pianchana ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1455 1471 แนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8172 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ และ 2) เพื่อหาแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มสาระฯ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 143 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็นประยุกต์ (PNI<sub>Modified</sub>) และระยะที่ 2 เป็นการหาแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ โดยกระบวนการหาฉันทามติแบบพหุลักษณ์ (Multi-Attribute Consensus Reaching: MACR) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องโดยตรง จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่าคะแนน 5 ระดับ (เกณฑ์คะแนนระหว่าง 0 ถึง 100) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย เพื่อพิจารณาระดับความสำคัญ และค่าพิสัย เพื่อพิจารณาฉันทามติและความสอดคล้องของความคิดเห็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สรุปผลและเรียบเรียงนำเสนอด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.436 – 0.697 และ 2) แนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาสู่สถานศึกษาอัจฉริยะ ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี มีองค์ประกอบ 35 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหารจัดการ มี 7 แนวทาง 2) ด้านครูและบุคลากร มี 7 แนวทาง 3) ด้านการมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีม มี 7 แนวทาง 4) ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มี 7 แนวทาง 5) ด้านการวัดผลและประเมินผลข้อมูล มี 7 แนวทาง โดยในทุกแนวทางมีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> เบญจวรรณ ยางสุด นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1472 1490 ความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8162 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ในการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ โดยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ คือ รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ จำนวนทั้งสิ้น 150 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ มีภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการโรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร รายข้อย่อยด้านการประเมินและปรับปรุงหลักสูตร ในองค์ประกอบผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ พบว่า ด้านการกำกับตนเองและลงมือปฏิบัติมีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ รายข้อย่อยด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในองค์ประกอบผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ พบว่า ด้านการวางแผน มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด และด้านการวัดประเมินผล รายข้อย่อยด้านการดำเนินการวัดประเมินผลตามสภาพจริง ในตามองค์ประกอบผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ พบว่า ด้านการวางแผน มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด</p> ภัทรียา ไชยลาภ พงษ์ลิขิต เพชรผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1491 1505 ทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตเมืองดอกบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7901 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตเมืองดอกบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตเมืองดอกบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน โรงเรียนในสหวิทยาเขตเมืองดอกบัว จำนวน 176 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง 0.40 – 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตเมืองดอกบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็น รายด้านโดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะการเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทักษะการปรับเปลี่ยนบทบาท ทักษะการบริหารแบบมีส่วนร่วมทักษะการจัดการเชิงรุก ทักษะการบริการที่เสมอภาค ทักษะการจัดการองค์การขนาดเล็ก และทักษะการสร้างหุ้นส่วนทางการศึกษา 2. แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 พบประเด็นสำคัญที่ควรพัฒนาในภาพรวม คือ การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการสู่ผู้อำนวยความสะดวกที่เน้นการมีส่วนร่วมและการบริหารเชิงรุก พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรให้คล่องตัว ลดความซับซ้อน และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีภายนอก</p> สุวิชชา ภาโนมัย สุรางคนา มัณยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1506 1524 การพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ VITAL-CARE MODEL เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะดี เก่ง มีสุข วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8136 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ VITAL-CARE MODEL เพื่อพัฒนา คุณภาพผู้เรียนวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษา ผลด้านความ “เก่ง” 3) ด้านความ “ดี” และ 4) ด้าน “มีสุข” ของผู้เรียนเปรียบเทียบกับ ปีการศึกษา 2567 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบบผสมผสาน ตามแนวคิดของ Borg and Gall 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากร 85 คน ผู้เรียน 300 คน ผู้แทนสถานประกอบการ 20 แห่ง และผู้เชี่ยวชาญ 12 คน เครื่องมือ ได้แก่ แบบ สัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินคุณลักษณะ ดี เก่ง มีสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบ VITAL-CARE MODEL ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ V (Vision &amp; Values) I (Integrated Learning) T (Teacher Development) A (Active Participation) L (Life Skills) C (Collaboration) A (Assessment &amp; Evaluation) R (Research-based Practice) และ E (Empowerment) ดำเนินงานตามวงจร PDCA รูปแบบฉบับสมบูรณ์มีความเหมาะสมระดับมากที่สุด (x̄ = 4.76) และความเป็นไปได้ระดับมาก (x̄ = 4.25) 2) ด้าน “เก่ง” ผู้สำเร็จการศึกษามี GPA ไม่ต่ำกว่า 2.50 เพิ่มเป็นร้อยละ 100 ผ่านมาตรฐานวิชาชีพเพิ่มจากร้อยละ 88.34 เป็นร้อยละ 100 และคะแนน V-NET เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.55 3) ด้าน “ดี” คุณธรรม 5 ด้านเพิ่มจากระดับปานกลางเป็นระดับมาก (x̄ = 3.54 เป็น 4.18) ร้อยละ 84.67 ผ่านการประเมินระดับดีขึ้นไปและชั่วโมงจิตอาสาเพิ่มขึ้นร้อยละ 47.06 และ 4) ด้าน “มีสุข” ผู้พบสารเสพติดลดลงร้อยละ 98.04 สุขภาวะทางจิต-อารมณ์ และทางสังคมเพิ่มเป็นระดับมาก และ อัตราการออกกลางคันลดลงจากร้อยละ 6.80 เหลือร้อยละ 4.20 ผ่านเกณฑ์ทุกตัวชี้วัดครบทั้ง 3 มิติ ดี เก่ง มีสุข</p> ธงรบ เวฬุบับ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1525 1540 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียน ของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขนตามแนวคิด การเสริมพลังอำนาจของนักเรียน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8231 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน ตามแนวคิดการเสริมพลังอำนาจของนักเรียน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน จำนวน 178 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพ<br />ที่พึงประสงค์มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารกิจการนักเรียนตามแนวคิดการเสริมพลังอำนาจของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.740, SD = 0.905) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.635, SD = 0.575) 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโดยภาพรวมมีค่า PNI<sub>modified</sub> เท่ากับ 0.692 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.732) รองลงมา ได้แก่ งานส่งเสริมประชาธิปไตย (PNI<sub>modified</sub> = 0.682) และงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม (PNI<sub>modified</sub> = 0.663) ตามลำดับ และ 3) เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของการเสริมพลังอำนาจของนักเรียน พบว่า องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ความสัมพันธ์และการสื่อสารอย่างไว้วางใจ (PNI<sub>modified</sub> = 0.781) รองลงมา ได้แก่ การกำกับตนเองและการตั้งเป้าหมาย (PNI<sub>modified</sub> = 0.708) และความเชื่อมั่นและแรงจูงใจภายใน (PNI<sub>modified</sub> = 0.691)</p> วรกานต์ โอภาสวัฒนา เพ็ญวรา ชูประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1541 1558 การมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7852 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 <br />2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลของครู จำแนกตามประสบการณ์<br />ในการทำงาน และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 331 คน โดยใช้วิธีการ<br />สุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ <br />มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบบเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. การมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการคิดและตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา<br />ได้แก่ ด้านการดำเนินการ และด้านการประเมินผล ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบการมี<br />ส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมพบว่าครู<br />ที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไปมีความคิดเห็นสูงกว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 10 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานบุคคลจำแนก<br />ตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการคิดและตัดสินใจ และด้านการวางแผน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปรีชา กุลาหล่า สมศักดิ์ จีวัฒนา พิทยา พันธะไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1559 1569 ปัจจัยการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7965 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการบริหารความเสี่ยง 2) ศึกษาระดับการบริหารงบประมาณ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารความเสี่ยงกับการบริหารงบประมาณ และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยการบริหารความเสี่ยงของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยการบริหารความเสี่ยงมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการบริหารงานงบประมาณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัจจัยการบริหารความเสี่ยงด้านการมีส่วนร่วมและการสื่อสารเชิงรุก ด้านวัฒนธรรมองค์กรและความตระหนักรู้ ด้านการพัฒนาทักษะและสมรรถนะบุคลากร ด้านภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจ และด้านความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมภาวะวิกฤต สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารงานงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 84.60 ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p><em>Ŷ</em><em> = </em>0.587 + 0.156<em>X</em><sub>2</sub> + 0.306<em>X</em><sub>4</sub> + 0.158<em>X</em><sub>8</sub> + 0.160<em>X</em><sub>1</sub> + 0.115<em>X</em><sub>6</sub></p> <p><em>Ẑ</em><em> = </em>0.181<em>Z</em>x<sub>2</sub> + 0.344<em>Z</em>x<sub>4</sub> + 0.190<em>Z</em>x<sub>8</sub> + 0.198Zx<sub>1</sub> + 0.128<em>Z</em>x<sub>6</sub></p> ณัฐกานต์ เฟื่องรอด สุทธิพงศ์ บุญผดุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1570 1584 สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7851 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และ<br />ความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา <br />ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร <br />ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน ในพื้นที่นวัตกรรม<br />การศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 958 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 282 คน <br />ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า <br />5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี<br />ความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.44, <br />S.D. = 0.94) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.70, S.D. = 0.52)<br />สำหรับความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม เรียงลำดับจากมาก<br />ไปหาน้อย ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์นวัตกรรม การมีความคิดสร้างสรรค์ การสร้างบรรยากาศ<br />องค์การนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ</p> ณัฐพงษ์ วิรุณพันธ์ สุรเชต น้อยฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1585 1597 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเขตอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8112 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อปัจจัยในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 2) เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม และหาตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตามในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง และ 3) เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรของการวิจัยเป็นประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระยองที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรมตั้งอยู่ จำนวน 156,257 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่ผ่านการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.95 และหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) เท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Means) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. : Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Correlation Coefficient และ Multiple Regression Analysis</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อปัจจัยในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว และด้านการประชาสัมพันธ์และข้อมูล ตามลำดับ ส่วนผลการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ผลจากการวิจัยยังพบว่าปัจจัยของตัวแปรอิสระและตัวแปรตามทุกตัวมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α = 05 และตัวแปรอิสระทุกตัวมีผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตอำเภอเมืองระยอง 3) แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ใช้โมเดลความสำเร็จของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงปัจจัยต่างๆ เข้ากับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 3 ส่วน คือ 1) ตัวขับเคลื่อนคุณค่า 2) เสาหลักความยั่งยืน และ 3) ผลลัพทธ์เชิงประจักษ์</p> ศิริพร จบศรี กฤษณะ เชี่ยวเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1598 1618 การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ท่ามะเดื่อ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7978 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนท่ามะเดื่อ ศึกษาหลักสังคหวัตถุ 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนท่ามะเดื่อ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และตัวแทนประชาชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนท่ามะเดื่อ พบว่า ชุมชนท่ามะเดื่อมีวิถีชีวิตแบบชุมชนชนบทที่ผูกพันกับความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและธรรมชาติ สมาชิกชุมชนมีค่านิยมด้านความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต</li> <li>หลักสังคหวัตถุ 4 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา หลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เป็นหลักธรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในชุมชน การศึกษาเผยให้เห็นว่าหลักธรรมเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของชุมชนท่ามะเดื่อได้อย่างเหมาะสม</li> <li>การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนท่ามะเดื่อ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในชุมชนท่ามะเดื่อ พบว่า มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง การไม่ร่วมมือทำกิจกรรมสาธารณะ และการเลือกปฏิบัติ ทำให้สมาชิกมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ร่วมมือทำงานเพื่อส่วนรวม และปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างชัดเจน</li> </ol> พระครูรัตนธรรมวิสิฐ (ชัยยพร จารุธมฺโม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1619 1633 การศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนเสนางค์ประจิมและกลุ่มโรงเรียนเสนางค์บูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8167 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอการพัฒนาการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนเสนางค์ประจิมและกลุ่มโรงเรียนเสนางค์บูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 144 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง .67 – 1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง .024 – .489 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .615 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยเลือกข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ในแต่ละด้านจากการตอบแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา และการหาค่าความถี่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนเสนางค์ประจิมและกลุ่มโรงเรียนเสนางค์บูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ โดยรวม อยู่ในระดับมาก</li> <li>แนวทางการพัฒนา โดยเรียงจากด้านมากไปหาด้านน้อย ได้ดังนี้ ด้านการบริหารงานกิจการนักเรียน ด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน ด้านการวางแผนงานกิจการนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ด้านงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน และ ด้านการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน</li> </ol> สายชล มนทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1634 1652 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8107 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ระดับการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา และ (4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 300 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาและการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .921) และ (3) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของสถานศึกษา ได้แก่ การมีส่วนร่วมของบุคลากร (X8) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (X5) การสร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากร (X6) และการคิดเชิงกลยุทธ์ (X4) โดยร่วมกันพยากรณ์การบริหารงบประมาณของสถานศึกษาได้ร้อยละ 87.50 (R² = .8750) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ชาญณรงค์ ทองชุ่ม สุทธิพงศ์ บุญผดุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1653 1672 แนวทางการพัฒนาการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษา ของโรงเรียนขนาดกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8032 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 2) เพื่อหาแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึ่งประสงค์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน รวม 313 คน โดยการทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 ระยะที่ 2 ใช้วิธีการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบบันทึกการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และสังเคราะสร้างข้อสรุปจากเนื้อหาที่ได้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการศึกษาศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2) แนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน จำนวน 50 แนวทาง ดังนี้ ด้าน ทรัพยากรบุคคลมี 13 แนวทาง ด้านทรัพยากรการเงินมี 13 แนวทาง ทรัพยากรวัสดุอุปกรณ์มี 12 แนวทาง และทรัพยากรการบริหารจัดการมี 12 แนวทาง</p> ภานุเดช คำโหยก คณิศร จี้กระโทก นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1673 1689 การประยุกต์ใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชนตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7702 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาหลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อประยุกต์ใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และการศึกษาภาคสนาม โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางพระพุทธศาสนา แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ หรือคน จากผู้นำชุมชน พระสงฆ์ และประชาชนในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคลองแห มีรากฐานสำคัญจากการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างเครือข่าย และการจัดการทรัพยากรอย่างมีระบบ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน 2) หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา พบว่า หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ซึ่งประกอบด้วย อุฏฐานสัมปทา (ความขยันหมั่นเพียร), อารักขสัมปทา (การรักษา), กัลยาณมิตตตา (การคบมิตรดี) และ สมชีวิตา (การดำรงชีวิตอย่างสมดุล) เป็นหลักธรรมที่เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่ความเจริญทั้งในระดับบุคคล และสังคม 3) ประยุกต์ใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่า ชุมชนคลองแหสามารถประยุกต์ใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา และสมชีวิตา ในการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยชาวบ้านมีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รู้จักบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายในชุมชน ตลอดจนดำรงชีวิตอย่างพอเหมาะพอดี ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้</p> พระมหาไชยดิษย์ เตชธมฺโม (สุขสวัสดิ์) กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์ พระเมธีวชิราภิรัต พระครูบวรชัยวัฒน์ ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1690 1705 แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7853 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดอุดรธานี ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หาแนวทาง โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 12 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 4 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน และครูผู้สอน จำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) ประเมินแนวทาง ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มเดียวกับตอนที่ 1 จำนวน 12 คน ประเมินความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความถูกต้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี มี 21 แนวทาง ดังนี้ 1) ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการตามหลักธรรมาภิบาล มี 5 แนวทาง 2) ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่งตามหลักธรรมาภิบาล มี 4 แนวทาง 3) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งตามหลักธรรมาภิบาล มี 4 แนวทาง 4) ด้านการมีวินัย และการรักษาวินัยตามหลักธรรมาภิบาล มี 5 แนวทาง และ 5) ด้านการออกจากราชการ ตามหลักธรรมาภิบาล มี 3 แนวทาง ตามลำดับ</p> วิษณุวัตร สุวรรณราช สุนิสา วงศ์อารีย์ พนายุทธ เชยบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1706 1720 ผลของการจัดการเรียนรู้บนฐานความยึดมั่นผูกพันที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและเจตคติต่อวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7974 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้บนฐานความยึดมั่นผูกพัน (Engagement-Based Learning and Teaching: EBLT) และ 2) เปรียบเทียบเจตคติต่อวรรณคดีไทยของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดไชยนาราษฎร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้บนฐานความยึดมั่นผูกพัน แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณคดีไทย และแบบวัดเจตคติต่อวรรณคดีไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจวรรณคดีไทยหลังเรียน (M = 24.19, SD = 3.27) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 19.40, SD = 2.94) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.01) และมีเจตคติต่อวรรณคดีไทยหลังเรียน (M = 22.50, SD = 2.47) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 17.54, SD = 3.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.15) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้บนฐานความยึดมั่นผูกพันเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทั้งความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและเจตคติเชิงบวกต่อวรรณคดีไทย อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้วรรณคดีไทยและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน</p> ไพรัตน์ กลิ่นโฉม ศุภวรรณ สัจจพิบูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1721 1736 ผลของการจัดการเรียนรู้บนฐานความยึดมั่นผูกพันที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและเจตคติต่อวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8317 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวทางการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษาตามหลักการบริหารแบบสมดุล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 และ 2) ประเมินผลการพัฒนาแนวทางการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษา ตามหลักการบริหารแบบสมดุล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ซึ่งการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาแนวทาง ซึ่งถอดบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 ท่าน และยกร่างเป็นแนวทาง ระยะที่ 2 การประเมินแนวทาง ตามรูปแบบการประเมินของ Guskey ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ 2 ประการดังนี้ 1) ความเหมาะสม และ 2) ความเป็นไปได้ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 ท่าน วิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการ บุคลากรทางการศึกษาและครู โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. แนวทางการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษาตามหลักการบริหารแบบสมดุลที่พัฒนาขึ้น ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของโรงเรียนต้นแบบที่มีผลการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) โดยประกอบด้วย แนวทางปฏิบัติ 2 ด้าน โดยด้านที่ 1 ประกอบด้วยแนวทาง 15 ข้อ ด้านที่ 2 ประกอบด้วย แนวทาง 18 ข้อ รวมทั้งสิ้น 33 แนวทาง</li> <li>2. ผลการประเมินแนวทางการบริหารงานบริหารทั่วไปของสถานศึกษาตามหลักการบริหารแบบสมดุล พบว่า ทุกแนวทางมีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริงในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> อนุกูล เจริญท้าว ศิรินา วาจาสัตย์ นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1737 1753 สุขภาพองค์การที่ส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์การ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7482 <p>สุขภาพองค์การเป็นความสามารถขององค์การในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ขององค์การ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก องค์การที่มีสุขภาพดีจะมี ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการดำเนินงานขององค์การ คือ ผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวัดเทียบกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ ผลการดำเนินงานขององค์การขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำในการการทำงานร่วมกัน ผลการดำเนินขององค์กร เป็นระดับที่องค์การดำเนินการด้วยทรัพยากรด้านข้อมูล การเงิน และทรัพยากรบุคคล การวัดผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย ผลการดำเนินงานทางการเงิน ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความพึงพอใจของพนักงาน ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก การวัดสมดุลทั้งสี่ด้าน การเปรียบเทียบมาตรฐาน การวิเคราะห์ทางการเงิน การรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม จากผลการศึกษาพบว่า องค์การที่มีสุขภาพดีจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า บริษัทที่อยู่ในกลุ่มสุขภาพองค์การดี 25 % แรก ซึ่งวัดโดยดัชนีสุขภาพองค์การ (OHI) ผลการดำเนินงานในมิติต่างๆ ตั้งแต่ความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ ไปจนถึงนวัตกรรม การทำงานร่วมกัน และการมุ่งเน้นภายนอก จะส่งผลให้ยอดขายเติบโต มีผลกำไรมากขึ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น สุขภาพองค์การภาครัฐจะส่งผลให้องค์การภาครัฐมีผลการดำเนินงานดีขึ้น และองค์การที่มีสุขภาพดี มีความสัมพันธ์ในทางบวกต่อผลการดำเนินงานขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) องค์การที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพขององค์การจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคู่แข่ง ดังเช่น บริษัทที่มีสุขภาพองค์การในระดับที่ดีเยี่ยมสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทอื่น ๆ ถึง 3 เท่า ไม่เฉพาะแต่ผลตอบแทนในทางการเงินเท่านั้น แต่องค์การที่มีสุขภาพดีจะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูง สร้างชื่อเสียงความภักดีให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน องค์การที่มีตัวชี้วัดด้านสุขภาพที่แข็งแกร่งนั้นจะส่งผลการดำเนินงานขององค์การสูงกว่าคู่แข่งมากกว่า 3 เท่า เช่นกัน</p> สันติ กระแจะจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1754 1776 การวิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลจังหวัดนนทบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8213 <p>บทความวิจัยนี้ วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลจังหวัดนนทบุรี และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลจังหวัดนนทบุรี ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครู 875 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 505 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรง เชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลจังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งมุ่งเน้นการประเมินผลด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดหลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล (2) การบริหารทรัพยากรบุคคลด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งมุ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารข้อมูลบุคลากร การสรรหา การพัฒนา และการติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ (3) ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ การเลื่อนตำแหน่ง และการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของบุคลากรทางการศึกษา (4) การเสริมสร้างแรงจูงใจ ซึ่งมุ่งพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจ ความผูกพันต่อองค์กร การยกย่องเชิดชูเกียรติ และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน และ (5) การวางแผนกำลังคน ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์ความต้องการอัตรากำลัง การจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจ การเตรียมบุคลากรทดแทน และการวางแผนทรัพยากรบุคคลในระยะยาว ทั้ง 5 องค์ประกอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมิติสำคัญของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษายุคปัจจุบันที่มุ่งเน้นการบริหารเชิงกลยุทธ์ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาและคุณภาพการจัดการศึกษาในภาพรวม</p> อรวรรณ มาวาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1777 1795 แนวทางการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของนักเรียน กลุ่มโรงเรียนแม่ปะ – แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8006 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของนักเรียน 2) หาแนวทางการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของนักเรียน กลุ่มโรงเรียนแม่ปะ - แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสม กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 149 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์หาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกของนักเรียน กลุ่มโรงเรียนแม่ปะ - แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงจากสูงไปหาต่ำคือ ขั้นการนิเทศ ติดตาม ประเมินผลและให้ข้อมูลย้อนกลับ สูงที่สุดรองลงมาคือ ขั้นการร่วมกันลงมือปฏิบัติ ขั้นการวางแผนเสริมสร้างวินัยนักเรียน และขั้นการเตรียมความพร้อม ตามลำดับ ปัญหา คือ โรงเรียนมีการร่วมกันวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในภาพรวมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ไม่ได้ดำเนินการร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการเสริมสร้างวินัยนักเรียนโดยเฉพาะ มีปัญหามากที่สุด 2) แนวทางพัฒนา สถานศึกษาควรคัดเลือกผู้เข้าร่วมประชุมจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของร่วมกันและสถานศึกษาควรพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง โดยส่งเสริมบรรยากาศที่ปลอดภัยทางความคิด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา</p> อัครภูมิ ปัญญาทา สมชาย อังสุโชติเมธี ธนกฤต สิทธิราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1796 1811 การบูรณาการพุทธธรรมเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลแบบองค์รวม สำหรับผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7806 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการพุทธธรรมในการพัฒนารูปแบบการดูแลแบบองค์รวมสำหรับผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้าย โดยใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากคัมภีร์พระพุทธศาสนา หนังสือ เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง เพื่อนำมาสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลักพุทธธรรม ได้แก่ อริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ มรรคมีองค์ 8 สติ สมาธิ และเมตตากรุณา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้ายได้อย่างเหมาะสม โดยช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต ยอมรับความไม่เที่ยงของสังขาร ลดความวิตกกังวล ความกลัว และความทุกข์ทางจิตใจ ตลอดจนเสริมสร้างความสงบภายในจิตใจ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว พระสงฆ์ และชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ</p> <p>องค์ความรู้จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการพุทธธรรมกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะสุดท้ายเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ส่งเสริมการเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนำไปสู่การพัฒนาระบบการดูแลแบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> ธวันชัย บุญเมือง ดำรงศักดิ์ กิมิล ภูวนัย บัวอ่อน ภูวนนท์ ทองรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1812 1827 ปัจจัยการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของโรงแรมสีเขียว ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7864 <p>การวิจัยครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของโรงแรมสีเขียว ศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทย และวิเคราะห์ปัจจัยการสื่อสารการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยใช้บริการโรงแรมสีเขียว จำนวน 400 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้จัดการหรือผู้บริหารโรงแรมสีเขียว จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของโรงแรมสีเขียวโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.11) โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.14) (2) การตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมสีเขียวของนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.12) โดยด้านการประเมินผลทางเลือกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.15) และ (3) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า การสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า (β = 0.163, p = .001) การสื่อสารแบบสองทางกับลูกค้า (β = 0.140, p = .004) การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย (β = 0.139, p = .004) และการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล (β = 0.122, p = .012) ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจใช้บริการได้ร้อยละ 11.90 (Adjusted R² = 0.119) ขณะที่การใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) นอกจากนี้ ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า โรงแรมสีเขียวส่วนใหญ่นิยมใช้ กลยุทธ์การสื่อสารแบบหลายช่องทาง ผ่าน Facebook, Instagram, Website และ LINE Official Account เพื่อสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืน</p> <p>องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสูงที่สุด มากกว่าการใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดการตลาดดิจิทัลทั่วไป สะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการสื่อสารคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียง</p> ธนวัฒน์ เพชรพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1828 1848 การวิเคราะห์การเล่าเรื่องภาพยนตร์สยองขวัญ ที่มีสัตว์ต่างดาวเป็นตัวละครหลัก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8074 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์สยองขวัญที่มีสัตว์ต่างดาวเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การศึกษาโครงสร้างการเล่าเรื่อง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์ภาพยนตร์จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ A Quiet Place (2018), Prey (2022) และ Alien: Romulus (2024) ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบการเล่าเรื่อง ประกอบด้วย โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ความขัดแย้ง ตัวละคร ฉาก มุมมองการเล่าเรื่องและสัญลักษณ์พิเศษ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องมีรูปแบบการเล่าเรื่องที่ใช้สัตว์ต่างดาวเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเหตุการณ์ โดยเน้นการสร้างสถานการณ์คับขัน การเอาชีวิตรอดของตัวละคร และการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จัก ตัวละครสัตว์ต่างดาวถูกออกแบบให้มีความเหนือกว่ามนุษย์ทั้งด้านร่างกาย ความสามารถในการล่า และการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม ขณะที่ฉากและพื้นที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างบรรยากาศความกดดันและความหวาดกลัว นอกจากนี้สัตว์ต่างดาวยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความแปลกแยก ความหวาดกลัว และภัยคุกคามที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความรู้สึกหวาดระแวงและไม่ปลอดภัย</p> <p>ความกลัวในภาพยนตร์สยองขวัญที่มีสัตว์ต่างดาวเป็นตัวละครหลัก ไม่ได้เกิดขึ้นจากรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบการเล่าเรื่อง การสร้างสถานการณ์คับขัน การจัดวางฉาก และการออกแบบตัวละคร ซึ่งร่วมกันสร้างประสบการณ์ความหวาดกลัวและความตึงเครียดให้แก่ผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง</p> พัฒน์นรี ชุมเกษียน อานิก ทวิชาชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1849 1862 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8232 <p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2) ระดับสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะใน การจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ในปีการศึกษา 2568 ได้จำนวน 333 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร และด้านการเรียนรู้ของผู้นำและการปรับตัวเพื่อพัฒนาองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้าน การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมด้านการเรียนรู้ดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) สมรรถนะใน การจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้และจัดการทรัพยากรดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี ส่วนด้านการมีส่วนร่วมทางวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลในการทำนายตามลำดับมากที่สุด ด้านการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมด้านการเรียนรู้ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (X<sub>5</sub>) และ ด้านการเรียนรู้ของผู้นำและการปรับตัวเพื่อพัฒนาองค์กร (X<sub>4</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล ได้ร้อยละ 47.90 (R<sup>2</sup> = 0.479)</p> สุโลธร ธนาวิชิตฤกษ์ อุไรรัตน์ แย้มชุติ วิเชียร อินทรสมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1863 1879 ปัญหาการกำหนดโทษทางอาญาของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 : ศึกษากรณีการรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จของพรรคการเมือง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8190 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหาการกำหนดโทษทางอาญา<br />ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 : ศึกษากรณี<br />การรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จของพรรคการเมือง<br />2) เพื่อเปรียบเทียบการกำหนดโทษทางอาญา กรณีการรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จของพรรคการเมืองตามกฎหมายไทยและต่างประเทศ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการกำหนดโทษทางอาญา กรณีการรายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จของพรรคการเมืองของไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ <br />โดยศึกษาวิจัยจากเอกสาร บทบัญญัติกฎหมาย หนังสือ บทความ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารวิชาการอื่น รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา และศึกษากฎหมายเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย ญี่ปุ่น และอังกฤษ โดยวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โทษทางอาญา มาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่สามารถข่มขู่ยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบโทษปรับแบบตายตัวไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงกับความผิด 2) การกำหนดโทษทางอาญา ในไทยและญี่ปุ่นเป็นระบบโทษปรับแบบตายตัว แต่ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้กำหนดโทษจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับไว้ด้วย และอังกฤษเป็นระบบโทษปรับแบบยืดหยุ่นและมีโทษจำคุก 3) เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยกำหนดให้มีโทษจำคุก เปลี่ยนระบบโทษปรับเป็นปรับตามจำนวนเท่าของผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพิ่มมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ และกำหนดให้เป็นความผิดฐานฉ้อโกงรัฐ เพื่อให้โทษทางอาญาในความผิดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและบรรลุวัตถุประสงค์ได้</p> อัศวินี เปรื่องคำ อัจฉรียา ชูตินันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1880 1901 MARKETING COMMUNICATION TOOLS AND STUDENTS' DECISION TO ENROLL AT JIANGSU NANTONG TECHNICIAN COLLEGE IN CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8205 <p>This research aimed (1) to test the level of marketing communication tools and students’ decision to enroll at Jiangsu Nantong Technician College in China, and (2) to examine the impact of marketing communication tools on students’ decision to enroll. A quantitative research design was employed with a sample of 375 students selected through stratified random sampling across 15 fields of study. Data were collected via a structured questionnaire on a five-point Likert scale. Descriptive statistics and multiple regression analysis were applied.</p> <p>Results revealed that (1) all seven marketing communication tools and students’ decision to enroll were perceived at a very high level (X̅ = 4.22–4.29). (2) All seven hypotheses were supported. Advertising was the strongest predictor (β = 3.14, p &lt; 0.001), followed by sales promotion (β = 2.40), direct marketing (β = 1.97), and digital media (β = 1.84). The model explained 61.3 % of the variance in enrollment decisions (R² = 0.613).</p> Zheng Cao Pongsiri Kamkankaew ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1902 1915 การพัฒนาระบบสร้างคิวอาร์โค้ดสำหรับการบริหารจัดการ ภายในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7750 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและออกแบบระบบสร้างคิวอาร์โค้ดสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลภายในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงประเมินประสิทธิภาพของระบบและศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้งาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ภายใต้กรอบแนวคิดวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 65 คน ซึ่งมีประสบการณ์ใช้งานระบบดังกล่าว การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านระบบที่พัฒนาขึ้นและแบบสอบถามประเมินการใช้งาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ว่าระบบช่วยสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลภายในองค์กร โดยผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.74) ขณะเดียวกันผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับสูงสุด</p> สุกัญญา ไชยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-13 2026-10-13 4 5 1916 1932 วรรณกรรมการเติบโตในการจัดการอุตสาหกรรมการบินประเทศจีน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7823 <p>การศึกษาประเด็นที่เกิดขึ้นของการเติบโต อุตสหกรรมการบินของจีน วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การเติบโตของอุตสหกรรมการบินจีน โดยเนท้อหาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจการเติบโต อุตสาหกรรมการบินในจีนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในทางเติบโตทางเศรษฐกิจการศึกษาครั้งนี้ได้รวมการเนื้อหาสำคัญ การศึกษาถึง คาดการณ์จากแบบจำลองการบินแบบบูรณาการ (Aviation Integrated Model: AIM) และการจำลองจากแบบจำลอง Aviation FAIR รวมถึงการเติบโตทางเศรษบกิจของจีน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ และความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกสำหรับการบิน โดยเน้นทั้งศักยภาพในการลดผลกระทบและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนในการเติบโตในอนาคต</p> ณัฐพงษ์ แต้มแก้ว ฟูอาต กันซัน ทศพร มะหะหมัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1933 1952 ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/7966 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา และ 4) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง กับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว พบว่าด้านทักษะด้านการทำงานเป็นทีม ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ด้านทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี ทักษะด้านการเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ สามารถร่วมกันพยากรณ์ และมีค่าอำนาจการพยากรณ์ ร้อยละ 78.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p> = .275 + .305 + .273 + .207 + .209 + .097 -.144</p> <p><strong> </strong> = .337 + .277 + .201 + .134 + .109 -.109 </p> แสงเทียน กุ่มเดช สุทธิพงศ์ บุญผดุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1953 1970 ผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8115 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 12 แผน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) นักเรียน มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับนิทานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยนักเรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการประเมินผล ด้านสื่อการสอนและด้านประโยชน์ และด้านเนื้อหาการจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ</p> อรปรียา นุชบูรณ์ สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1971 1985 อิทธิพลของการรับรู้ผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ต่อทัศนคติเกี่ยวกับความมั่นคงในวิชาชีพอนาคตของนักศึกษารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8704 <p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์ ระดับทัศนคติเกี่ยวกับความมั่นคงในวิชาชีพอนาคต และอิทธิพลของการรับรู้ผลกระทบจาก AI ที่มีต่อทัศนคติความมั่นคงในวิชาชีพอนาคตของนักศึกษารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักศึกษารังสีเทคนิค ชั้นปีที่ 1–4 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่มีค่าดรรชนีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มากกว่า 0.50 ทุกข้อ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ผลกระทบจาก AI โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย ( x̄ = 4.02, S.D. = 0.44) โดยมีความพร้อมในการปรับตัวต่อ AI สูงที่สุด ( x̄ = 4.38, S.D. = 0.49) รองลงมาคือการรับรู้ผลกระทบเชิงบวก (x̄ = 4.25, S.D. = 0.52) และเชิงลบ (x̄ = 3.42, S.D. = 0.68) ตามลำดับ ในขณะที่ทัศนคติเกี่ยวกับความมั่นคงในวิชาชีพอนาคตโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ( x̄ = 4.21, S.D. = 0.51) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะการดูแลผู้ป่วยและการสื่อสารไม่สามารถถูกแทนที่ด้วย AI ได้ทั้งหมด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.54) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมในการปรับตัว (β = .485, p &lt; .001) และการรับรู้ผลกระทบเชิงบวก (β = .312, p = .001) มีอิทธิพลทางบวกต่อทัศนคติความมั่นคงในวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการรับรู้ผลกระทบเชิงลบ (β = -.241, p = .002) มีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สถาบันการศึกษาจึงควรนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาหลักสูตรบูรณาการเทคโนโลยี AI ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะปฏิสัมพันธ์มนุษย์และการปฏิบัติงานร่วมกับ AI เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในวิชาชีพอย่างยั่งยืน</p> โชติกา นิวาสวุฒิกิจ ปวรินทร์ ก้องพิริยะกุล จงวัฒน์ ชีวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 1986 2007 การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากพฤติกรรมการเดินทางและการบริโภคของนักเรียนและบุคลากรโรงเรียนขัติยะวงษา จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/8201 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของนักเรียนและบุคลากรโรงเรียนขัติยะวงษา จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและการใช้บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม 3) ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากพฤติกรรมดังกล่าว และ 4) วิเคราะห์แนวทางลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมทั้งความแตกต่างของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามลักษณะประชากรศาสตร์ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง 387 คน จากประชากรประมาณ 1,200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักมากที่สุด ร้อยละ 45.8 รองลงมาคือรถยนต์ส่วนบุคคล ร้อยละ 24.0 2) กลุ่มตัวอย่างบริโภคเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์วันละ 1–2 ครั้งมากที่สุด ร้อยละ 51.9 รองลงมาคือมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน ร้อยละ 30.5 3) การเดินทางก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ประมาณ 144 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ขณะที่บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มก่อให้เกิดประมาณ 14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี รวมประมาณ 158 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และ 4) แนวทางลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เหมาะสม ได้แก่ การส่งเสริมการเดินทางร่วมกัน การใช้ภาชนะส่วนบุคคล และการลดบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเดินทางกับระดับชั้น เพศกับพฤติกรรมการบริโภค และความแตกต่างของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามระดับชั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อค้นพบนี้สนับสนุนการกำหนดมาตรการพัฒนาสถานศึกษาคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</p> จิตสุดา วรรณสิงห์ จตุพล ไกรยบุตร ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ธวัชชัย เหล่าสงคราม ฤทธิ์ชาติ อาจกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-10-10 2026-10-10 4 5 2008 2023