วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP <p> <strong> วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ เลขที่ 1 หมู่ 12 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 th-TH วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ กระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6238 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ส่งผลต่อกระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 266 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t และ <br />One-way ANOVA และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านคุณภาพในการให้บริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ตามลำดับ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ส่งผลต่อกระบวนการในการให้บริการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพ ไม่แตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้าน ขณะที่การจำแนกตามอายุ รายได้ต่อเดือน และระยะเวลาที่ได้รับเบี้ยยังชีพ พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />และ 3) ผู้ใช้บริการมีข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ ควรจัดสรรเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงทุกราย มีการประชาสัมพันธ์กำหนดวันและระยะเวลาการจ่ายเงินให้ชัดเจน กำหนดวันและเวลาการจ่ายเงินให้แน่นอนและรวดเร็วมากขึ้น และควรพิจารณาปรับเพิ่มจำนวนเงินเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน</p> วิชิต บุญสนอง มณี ชินณรงค์ จรินทร์ สวนแก้ว กัณฐณา สนเจริญ วิเชียร รุจิธำรงกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1 24 แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตชลบุรี 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6551 <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (</span>Mixed Methods Research) <span lang="TH">กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 281 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">ผลการวิจัยสำคัญ พบว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (</span>x<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span> = <span lang="TH">4.78</span>, SD = <span lang="TH">0.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การบริหารงานงบประมาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (</span>x<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span> = <span lang="TH">4.93</span>, SD = <span lang="TH">0.23) รองลงมาคือการบริหารงานวิชาการ (</span>x<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span> = <span lang="TH">4.89</span>, SD = <span lang="TH">0.16) การบริหารงานบุคคล (</span>x<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span> = <span lang="TH">4.65</span>, SD = <span lang="TH">0.27) และการบริหารงานทั่วไป (</span>x<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span> = <span lang="TH">4.65</span>, SD = <span lang="TH">0.29) ตามลำดับ</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูและผู้บริหาร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความพร้อม ลดภาระงานธุรการด้วยระบบดิจิทัล และบูรณาการนโยบายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกระดับ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</span></p> โสรยา ลาภขจรกิจ นิพิฐพนธ์ สนิทเหลือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 25 44 จิตวิทยาเชิงบวกกับความสุขของแม่เลี้ยงเดี่ยวในบริบทสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6510 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกกับความสุขของแม่เลี้ยงเดี่ยวในบริบทสังคมไทย และเสนอแนวทางเชิงพัฒนาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยอาศัยการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านจิตวิทยา สังคมศาสตร์ และการพัฒนาครอบครัว ผลการวิเคราะห์พบว่า แนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก โดยเฉพาะกรอบแนวคิด PERMA ซึ่งประกอบด้วย อารมณ์เชิงบวก การมีส่วนร่วม ความสัมพันธ์ที่ดี ความหมายในชีวิต และความสำเร็จ สามารถอธิบายกลไกการสร้างความสุขของแม่เลี้ยงเดี่ยวได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ แนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจ ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แม่เลี้ยงเดี่ยวสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ความเครียด และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม ความสุขของแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับศักยภาพภายใน เช่น การรับรู้คุณค่าในตนเอง การมองโลกในแง่บวก ความสามารถในการจัดการอารมณ์ และการสร้างความหมายให้กับบทบาทความเป็นมารดา บทความนี้เสนอว่า การพัฒนานโยบายและมาตรการสนับสนุนแม่เลี้ยงเดี่ยวควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างพลังทางจิตใจควบคู่กับการสนับสนุนทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมความผาสุก ความมั่นคงทางอารมณ์ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนาครอบครัวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน และลดความเปราะบางของกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างเหมาะสมในบริบทสังคมไทยในระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง</p> ชนัญญา สร้อยทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 45 56 อิทธิพลของการตลาดเนื้อหาต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ขนาดกลาง: กรณีศึกษาเขตจังหวัดสนุก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6423 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตลาดเนื้อหาและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ขนาดกลางในเขตจังหวัดสนุก และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการตลาดเนื้อหาที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ขนาดกลาง จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การตลาดเนื้อหาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <strong>= </strong>4.10<strong>, </strong>S.D<strong>. = </strong>0.856) โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสม่ำเสมอในการเผยแพร่เนื้อหา การใช้ช่องทางออนไลน์ในการเผยแพร่เนื้อหา คุณภาพและความน่าสนใจของเนื้อหา และความสอดคล้องของเนื้อหากับความต้องการของลูกค้า ขณะที่การดำเนินธุรกิจโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน ( <strong>= </strong>4.13<strong>, </strong>S.D<strong>. = </strong>0.839) ครอบคลุมด้านการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ การดึงดูดลูกค้าใหม่ การรักษาลูกค้าเดิมและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และการเพิ่มยอดขาย</li> <li>วิเคราะห์อิทธิพลของการตลาดเนื้อหาต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ขนาดกลางในเขตจังหวัดสนุก พบว่า การตลาดเนื้อหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ คุณภาพและความน่าสนใจของเนื้อหา ความสม่ำเสมอในการเผยแพร่เนื้อหา ความสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และการใช้ช่องทางออนไลน์ มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การตลาดเนื้อหา, ผลการดำเนินธุรกิจ, ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์, วิสาหกิจขนาดกลาง, การตลาดดิจิทัล</p> สุทธิมา จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 57 74 การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6237 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ จำนวน 158 นาย เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.23, S.D. = .498) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ต่อสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมาก รองลงมา ได้แก่ ด้านสิทธิของพนักงาน ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตงานกับชีวิตด้านอื่น ด้านการบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกัน ด้านโอกาสในการพัฒนาสมรรถภาพ ด้านสภาพการทำงานที่มีความปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ และด้านความก้าวหน้าและความมั่นคงในงาน ตามลำดับ ขณะที่ด้านการได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรมมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ในระดับปานกลาง และ 2) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ พบว่า ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนส่วนใหญ่เสนอให้พัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานด้านการปรับปรุงสวัสดิการและค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงานและความเสี่ยงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 24.05 รองลงมาคือการสนับสนุนความก้าวหน้าและความมั่นคงในสายอาชีพ คิดเป็นร้อยละ 20.25 การส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 17.72 และการพัฒนาบรรยากาศการทำงานและความสามัคคีในองค์กร คิดเป็นร้อยละ 10.13 ตามลำดับ</p> ธเรศวร์ ธนะสมบูรณ์ อดุลย์ เลาหพล มณี ชินณรงค์ คำรบ ลียะวณิช ชินภัทร พุทธชาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 75 99 RESEARCH THE RELATIONSHIP BETWEEN ACADEMIC STRESS AND SOCIAL ANXIETY FACTORS AT GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6388 <p>The objectives of this research were: 1) to study academic stress at Guangxi Talent International College, 2) to study social anxiety factors at Guangxi Talent International College, and 3) to study the relationship between academic stress and social anxiety factors at Guangxi Talent International College. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between academic stress and social anxiety at Guangxi Talent International College. The accidental random sampling was 375 students at Guangxi Talent International College, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Academic stress at Guangxi Talent International College in 6 aspects was at a high level ( =3.97, S.D.=0.84). Considering the results of these 6 research aspects were as follows: the highest rank was "Employment Pressure" ( =4.28, S.D.=0.64), indicates a high level. Followed by "Time Management Stress" ( =4.09, S.D.=0.82), whereas “Course Load” was the lowest rank ( =3.76, S.D.=0.85).</li> <li>Social anxiety factors at Guangxi Talent International College in 2 aspects was at a high level ( =3.87 S.D.= 0.98). Considering the results of these 2 research aspects were as follows: the highest rank was "Family Factors" ( =3.89, S.D.=0.89), whereas “Environmental Factors” was the lowest rank ( =3.84, S.D.=1.08).</li> <li>It was found that the relationship between academic stress and social anxiety factors has a positive correlation at the very high level with statistical significance level at .01 (r=0.66**).</li> </ol> Zhang Yaoyi Wichian Intarasompun Nuttamon Punchatree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 100 114 A STUDY ON THE RELATIONSHIP BETWEEN STUDENTS’ LEARNING MOTIVATION AND LEARNING ENGAGEMENT THE “UNIVERSITY THAI LANGUAGE” COURSE AT GUANGXI UNIVERSITY OF FOREIGN LANGUAGES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6386 <p>This study examines the levels of learning motivation and learning engagement and their relationships among full-time undergraduates enrolled in the “University Thai Language” course at Guangxi University of Foreign Languages. Grounded in Self-Determination Theory, a mixed-methods design was adopted. The qualitative component was included to clarify how different types of motivation are reflected in students’ actual learning engagement. A total of 312 students completed validated scales measuring five dimensions of learning motivation and three dimensions of learning engagement. Descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analyses were conducted, supplemented by interviews.</p> <p> Results indicate moderately high levels of learning motivation (M = 3.816) and learning engagement (M = 3.756), with emotional engagement highest and cognitive engagement comparatively lower. Learning motivation was strongly and positively correlated with learning engagement (r = 0.775, p &lt; .01) and significantly predicted engagement, explaining 60% of the variance (R² = 0.601). All five motivational dimensions significantly predicted engagement, with external recognition motivation showing the strongest effect. Learning motivation also significantly predicted behavioral, emotional, and cognitive engagement. The findings suggest that while students demonstrate positive emotional involvement and active participation, deeper cognitive engagement remains relatively limited and may require stronger intrinsic regulation and instructional support. Interview data further indicate that employment expectations and social recognition are important drivers of engagement in this context.</p> <p> The findings confirm that learning motivation functions as a central driver of academic engagement in Thai language learning and provide empirical implications for enhancing instructional design and motivational support in less commonly taught language programs. The study also contributes contextual evidence on how regional and career-oriented factors may shape the balance between intrinsic and extrinsic motivation in university language education.</p> Shuying Liang Usaporn Klinkasorn Zhu Chuping ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 115 134 ความผูกพันต่อองค์กรของนักศึกษาที่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6273 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา 2) ศึกษาระดับปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา และ 3) วิเคราะห์ความผูกพันต่อองค์กรของนักศึกษาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อในระดับดังกล่าว กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคปกติ ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน <strong><br /></strong>98 คน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพจากสถาบันเดียวกัน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ตรวจสอบคุณภาพด้วยผู้เชี่ยวชาญ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ด้วยสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความผูกพันต่อองค์กรของนักศึกษาในภาพรวมมีระดับมาก <br />โดยลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ความต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งความเป็นนักศึกษาของวิทยาลัย และการรับรู้และยอมรับเป้าหมายและค่านิยมของวิทยาลัย 2) ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงมีระดับมาก โดยให้ความสำคัญสูงสุดด้านโอกาสในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือเหตุผลส่วนตัว และหลักสูตรที่เปิดสอน และ 3) ความผูกพันต่อองค์กรส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การอธิบายความแปรปรวน (R²) เท่ากับ .567</p> นภัสสร ศรีขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 135 150 การส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6518 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยหลักพุทธธรรมทางพุทธศาสนาของประเทศไทยในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์หลักพุทธธรรม แนวคิด ทฤษฎี และ 3) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยหลักพุทธธรรมทางพุทธศาสนา การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ข้าราชการ นักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 35 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพทั่วไปเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา พบว่า จุดแข็งคือการผสานโครงสร้างประชาธิปไตยกับคุณธรรมเชิงพุทธ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวม มีจุดอ่อนจากการทุจริตและพลเมืองที่ไม่เข้มแข็ง โอกาสพัฒนามาจากทุนวัฒนธรรม ศาสนา และเทคโนโลยีโปร่งใส ขณะที่ภัยคุกคามคือการบิดเบือนประชาธิปไตย อำนาจนิยม และข้อมูลออนไลน์ที่ผิดเพี้ยน</li> <li>หลักพุทธธรรม แนวคิด ทฤษฎี พบว่า หลักพุทธธรรมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความชอบธรรม ความสามัคคีและยึดประโยชน์ส่วนรวม ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่เพียงยึดกฎหมายและเสียงข้างมาก แต่ยังยึดคุณธรรมและความถูกต้องเป็นศูนย์กลาง</li> <li>องค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยหลักพุทธธรรมทางพระพุทธศาสนา พบว่า ต้องอาศัยรากฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมจากพระพุทธศาสนา เน้นการมีส่วนร่วม การปกครองที่ผสานนิติธรรมกับทศพิธราชธรรม ธรรมาภิบาลโปร่งใส สิทธิและเสรีภาพภายใต้กรอบศีลธรรม และการยึดหลักพุทธธรรมเป็นวิถีชีวิต โดยมีพระมหา กษัตริย์เป็นศูนย์รวม</li> </ol> กนกวรรณ สุรภักดี กันตภณ หนูทองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 151 174 ชุมชน 9 ดี: กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6203 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) สร้างอัตลักษณ์ 9 ดี 2) สร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลัก 9 ดี/9D 3) สร้างเครือข่าย 9 ดีในสังคมไทย และ 4) ปลูกฝังค่านิยม 9 ดีพร้อมทบทวนองค์ความรู้และแนวทางวิจัย เก็บข้อมูลภาคสนามในจังหวัดบุรีรัมย์ 5 อำเภอ ได้แก่ บ้านด่าน กระสัง ลำปลายมาศ ห้วยราช และนาโพธิ์ ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมาย ใช้วิธีสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และเวทีชุมชนแบบมีส่วนร่วม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ พระสงฆ์หรือผู้นำศาสนา 10 รูป ผู้นำชุมชน 5 คน ตัวแทนชุมชนหรือปราชญ์ชาวบ้านหรือนักวิชาการ 5 คน และนิสิตนักศึกษาหรือผู้ร่วมกิจกรรม 30 คน รวมชุมชนละ 50 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 450 รูปหรือคน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่มย่อย และชุดกิจกรรมชุมชน 9 ดี ได้แก่ การสนทนากลุ่ม เวทีเครือข่าย การฝึกอบรมปลูกฝังค่านิยม 9 ดี จำนวน 21 ครั้ง พร้อมทดสอบก่อนและหลัง และการจัดทำกติกาชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์ประเด็นหลักด้วยวิธีการเชิงพรรณนา และข้อมูลด้านสถิติเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) อัตลักษณ์ชุมชนเกิดจากความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมร่วมกับการบูรณาการศาสนาในการดำเนินชีวิต โดยใช้พลัง บวร เป็นกลไกขับเคลื่อน วัดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและกิจกรรมชุมชน การพัฒนาชุมชนใช้วัฒนธรรมทั้งเป็นเป้าหมายและเป็นเครื่องมือ พร้อมเน้นการอนุรักษ์ประเพณีพิธีกรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยชุมชนมีส่วนร่วม</p> <p>2) การสร้างครอบครัวอบอุ่นเกิดจากการอยู่ร่วมกัน การสื่อสาร ความรักความไว้วางใจ และการเลี้ยงดูตามหลัก 9 ดี จนพัฒนาหลักสูตร 2 วัน 10 กิจกรรม ประเมินภาพรวมอยู่ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.39</p> <p>3) เครือข่าย 9 ดีขับเคลื่อน 3 ระดับ คือ จังหวัด ตำบล และหมู่บ้าน ผ่านธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี โดยมีปัจจัยสำเร็จสำคัญ 5 ด้าน คือ ผู้นำ คณะกรรมการ การมีส่วนร่วม ศรัทธา และการประเมินผล</p> <p>4) การปลูกฝังค่านิยม 9 ดีเน้นความร่วมมือบ้าน วัด โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ สร้างระบบมีส่วนร่วม ต่อ ยอดเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และเสนอให้รณรงค์ต่อเนื่อง ส่งเสริมออมทรัพย์ สหกรณ์ อาชีพเสริม เกษตรอินทรีย์ พลังงานทดแทน และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน</p> ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์ ภัทรฤทัย ลุนสำโรง กฤษฎา วัฒนศักดิ์ นพวรรณ ทะวะลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 175 194 การประเมินระดับความสุขและความอยู่ดีมีสุขของผู้อยู่อาศัยในชุมชนการเคหะแห่งชาติ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6282 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขและความอยู่ดีมีสุขของผู้อยู่อาศัยในชุมชน มิติเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติชุมชนและสิ่งแวดล้อม 2) นำเสนอแนวทางในการพัฒนาให้ชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs และ 3) นำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะอันนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอื่น ๆ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือผู้อยู่อาศัยในบ้านเอื้ออาทรรวม 5,125 อาคารชุด ด้วยการตอบแบบสอบถามแบบประเมินค่า และเก็บรวบรวมจากนิติบุคคล สถิติที่ใช้เชิงพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกผู้จัดการนิติบุคคล ผู้นำชุมชน และผู้อยู่อาศัย รวม 38 คน ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับความสุขและความอยู่ดีมีสุขของผู้อยู่อาศัยในชุมชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายมิติ ได้แก่ มิติสังคม มิติชุมชนและสิ่งแวดล้อม และ มิติเศรษฐกิจ ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการพัฒนาสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs มุ่งเน้นการบูรณาการทักษะอาชีพและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุกและเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้มแข็งในมิติสังคม พร้อมทั้งบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยระบบขยะครบวงจรและการใช้พลังงานสะอาดภายใต้หลักธรรมาภิบาล</li> <li>แนวทางในการแก้ไขปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะผ่าน 10 ประเด็นสำคัญ เช่น การสร้างผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ การขยายเครือข่ายความร่วมมือพหุภาคี และการใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มวัยอย่างเท่าเทียมในอนาคต</li> </ol> ภัสร์ชนกพรรณ อนุชาติไชย อนันต์ ธรรมชาลัย สถาพร ภูสุวรรณ์ ธนพันธ์ ดู่เดชาเศรษฐกุล วิทยา วัฒนเมธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 195 208 การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6525 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง 2) วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และ 3) องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองท้องถิ่น ข้าราชการการเมือง ผู้นำชุมชน และประชาชน รวม 35 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p> </p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพทั่วไปของการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง พบว่า มีทิศทางเชิงบวกแต่ยังจำกัดด้วยความเข้าใจ การมีส่วนร่วม และการสื่อสาร โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องสอดคล้องกับบริบทชุมชนเพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน</li> <li>แนวคิดและทฤษฎี พบว่า มีจุดแข็งจากทุนสังคมและศาสนา แต่จำกัดด้วยทรัพยากรและการมีส่วนร่วม แม้มีโอกาสจาก อสม. เทคโนโลยี และการสนับสนุนภายนอก ก็ยังเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคง</li> <li>องค์ความรู้ของการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคใต้ตอนล่าง พบว่า ควรตั้งอยู่บนฐานทุนทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนา โครงสร้างกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เสริมพลังเครือข่ายและอสม. เนื้อหานโยบายเชิงรุก ลดเหลื่อมล้ำ บริหารทรัพยากรโปร่งใส พร้อมระบบข้อมูลและ e-Health ผลลัพธ์คือสุขภาวะที่ดีขึ้น ชุมชนเข้มแข็ง ความยั่งยืนผ่านธรรมนูญสุขภาพและการสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่</li> </ol> ณกัญญา วัฒนกุล กันตภณ หนูทองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 209 228 TEACHERS’ DIGITAL COMPETENCE MODEL FOR HIGHER VOCATIONAL COLLEGES IN SHAANXI PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6347 <p>This research article aims to: 1) assess the level of teachers’ digital competence in higher vocational colleges in Shaanxi Province; 2) validate the measurement structure of teachers’ digital competence through confirmatory factor analysis; and 3) conduct a convergent mixed-methods research study collecting data from teachers in higher vocational colleges and expert or administrator informants, and analyse the data using descriptive statistics, correlation analysis, and higher-order confirmatory factor analysis complemented by inductive thematic coding to synthesise a context-tailored teachers’ digital competence model for vocational institutions. The research results found that: 1) teachers’ digital competence in Shaanxi’s higher vocational colleges is generally at a comparatively high level across the competence domains, indicating a solid foundation for ongoing digital transformation and instructional improvement; 2) the confirmatory factor analysis supports a coherent higher-order, multidimensional structure, providing evidence that the proposed domains reliably represent an integrated construct of teachers’ digital competence; and 3) integrating quantitative patterns with qualitative insights yields an eight-domain teachers’ digital competence model for Shaanxi’s higher vocational context, comprising School Support, Professional Development, Teacher Motivation, Digital Ethics and Security, Communication and Collaboration, Information Literacy, Digital Pedagogical Integration, and Digital Assessment and Feedback, which offers an actionable framework for institutional evaluation, targeted professional development, and policy design.</p> Chenliang Zhang Thada Siththada ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 229 246 DEVELOPMENT OF A HUMAN RESOURCE INFORMATION AND SERVICES SYSTEM FOR TEACHERS AT NANNING UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6337 <p>The objectives of this research were: 1) to study the state of the human resource information and services system for teachers, and 2) to propose the development guidelines of the human resource information and services system for teachers at Nanning University. This study employed a mixed-method descriptive research design. The sample group was 278 full-time teachers from all departments who used the human resource information and services system at Nanning University. The research instruments included a questionnaire and semi-structured interviews. The data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, and content analysis. </p> <p>The results were found that: 1) The current situation of the human resource information and services system for teachers in five aspects was at a high level.; and 2) the proposed development guidelines adopt a multi-dimensional approach, as follows: 2.1) the University should promote technology-supported recruitment through standardized procedures and clearer departmental coordination, while improving onboarding integration; 2.2) the University should establish a unified and authoritative faculty data platform based on a one-entry, shared-access mechanism to strengthen decision support; 2.3) the University should develop a structured training system and strengthen the linkage among training, performance evaluation, and career development; 2.4) the University should enhance performance evaluation by adopting data-driven and development-oriented mechanisms and improving personal performance records; and 2.5) the University should strengthen compensation management by improving transparency, accuracy, and governance to ensure reliable data utilization. This study contributes a systematic and practice-oriented framework for optimizing university human resource information and services systems, providing both theoretical reference and practical guidance for institutional human resource digital transformation.</p> Zeng Guiling Nuttamon Punchatree Pong Horadal ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 247 260 THE IMPACT OF EARNINGS MANAGEMENT ON CAPITAL STRUCTURE DECISION-MAKING FROM THE PERSPECTIVE OF ACCOUNTING INFORMATION QUALITY: A CASE STUDY OF LONGI GREEN ENERGY TECHNOLOGY CO., LTD https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6169 <p>This study took LONGi Green Energy Technology Co., Ltd. as a case to explore how earnings management (including through accounting estimates, operating activities, income smoothing, and target-oriented approaches) affects capital structure decision-making via accounting information quality. Based on financial theories and empirical findings, an integrated analytical model was constructed and rigorously tested, analyzing the distinct impacts of four types of earnings management on capital structure decisions. Employing a quantitative approach with 400 questionnaires (82.0% valid response rate), the results revealed significant effects of all four types on the company's capital structure decisions. this study proposes strategic recommendations for LONGi Green Energy Technology Co., Ltd. and related enterprises from the perspective of enhancing accounting information quality to optimize capital structure decision-making: <br />(1) Strengthen the identification and monitoring mechanisms for earnings management; (2) Optimize the design of financial management and decision-making processes; (3) Enhance external information communication and transparency management.</p> Liao Wuhong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 261 279 อิทธิพลของความสอดคล้องกับตนเอง ความกลัวพลาดโอกาสที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์แบบฉับพลันในบริบทการตลาด อินฟลูเอนเซอร์: กรณีศึกษากลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5894 <p>การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความสอดคล้องกับตนเองและความกลัวพลาดโอกาสที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์แบบฉับพลันในบริบทการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 21-45 ปี ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์และติดตามอินฟลูเอนเซอร์ จำนวน 334 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความสอดคล้องกับตนเอง (β = -0.279, p &lt; 0.001) และความกลัวพลาดโอกาส (β = 0.620, p &lt; 0.001) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์แบบฉับพลัน โดยความสอดคล้องกับตนเองมีอิทธิพลเชิงลบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้บริโภครับรู้ความสอดคล้องระหว่างอัตลักษณ์ของตนเองกับอินฟลูเอนเซอร์และผลิตภัณฑ์มากขึ้น กระบวนการไตร่ตรองเชิงปัญญาจะถูกกระตุ้นให้ทำหน้าที่เป็นกลไกยับยั้งอารมณ์ชั่ววูบ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อมีความรอบคอบมากขึ้นและลดพฤติกรรมการซื้อแบบฉับพลันลง ในขณะที่ความกลัวพลาดโอกาสมีอิทธิพลเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ความสอดคล้องกับตนเองไม่มีอิทธิพลต่อความกลัวพลาดโอกาส (β = -0.097, p &gt; 0.05) ซึ่งบ่งชี้ว่าความสอดคล้องกับตนเองในฐานะกระบวนการทางปัญญาเชิงไตร่ตรองมีการทำงานแยกส่วนจากความกลัวพลาดโอกาสซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์แบบอัตโนมัติ กลไกทางจิตวิทยาทั้งสองจึงมีบทบาทที่เป็นอิสระต่อกันในการกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค</p> <p> ผลการวิจัยนี้ มีนัยสำคัญทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ ในเชิงทฤษฎี การวิจัยนี้ขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีความสอดคล้องกับตนเองในบริบทการซื้อแบบฉับพลัน โดยเผยให้เห็นว่าความสอดคล้องกับตนเองทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมตนเองเชิงปัญญาที่ยับยั้งการซื้อแบบฉับพลัน ในเชิงปฏิบัติ นักการตลาดสามารถนำข้อค้นพบไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกลยุทธ์ความกลัวพลาดโอกาสเพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้น โดยคำนึงถึงจริยธรรมและผลกระทบต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ ข้อค้นพบยังบ่งชี้ว่าการรู้เท่าทันกลไกทางจิตวิทยาเหล่านี้ของผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อในบริบทการตลาดอินฟลูเอนเซอร์</p> กมลพงศ์ รัตนสงวนวงศ์ ธัญทิพย์ คฤหโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 280 307 DEVELOPMENT GUIDELINES FOR PSYCHOLOGICAL HEALTH OF STUDENTS WITH SPECIAL NEEDS AT LESHAN NORMAL UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6565 <p>Psychological health is an important factor affecting the academic success and well-being of university students, especially those with special needs. the objectives of this research were: 1) to study the current situation of psychological health and 2) to the development guidelines of psychological health for students with special needs in Leshan Normal University. The sample was 140 students with special needs in Leshan Normal University. The research instruments included a questionnaire and semi-structured interviews. The data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, and content analysis.</p> <p> The results showed that: 1) the current situation of psychological health of students with special needs in Leshan Normal University in five aspects was at a high level. And 2) the development guidelines involve a multidimensional approach. The research results indicate that, 2.1) The cultivation of a positive attitude towards life needs to rely on positive guidance and practical empowerment. Through encouraging education, emotional management training, and other methods, it can improve students' mentality, enhance their action efficiency and emotional control ability, and alleviate the impact of negative emotions; 2.2) The improvement of healthy self-cognition is based on practical clarify their academic advantages; 2.3) The construction of harmonious to take into account both general abilities and targeted needs, and alleviate transgender reflection and multiple interactions. With the help of activities such as growth portfolios and advantage exploration, it helps students establish self-identity and communication anxiety by improving communication skills; 2.4) Adaptive training focuses on situational drills and thinking shaping, and uses strategies such as social drills and goal decomposition to enhance students' ability to cope with changes and new tasks; and 2.5) As the core guarantee of mental health, emotional regulation ability needs to combine self-acceptance with external empowerment. It can accumulate positive emotions through emotional diaries, peer support, etc., and improve the ability to cope with negative emotions with the help of scientific strategies.</p> Zhang Qinglin Nuttamon Punchatree Wichian Intarasompun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 308 323 อิทธิพลของการสนับสนุนจากผู้บริหาร ความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน การติดตามผลและประเมินผลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6555 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาอิทธิพลของการสนับสนุนจากผู้บริหาร ความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน การติดตามผลและประเมินผลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติติงานของผู้ตรวจสอบภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ตรวจสอบภายในที่ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม แห่งละ 1 ท่าน รวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 91 ท่าน โดยต้องมีอายุงานมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป เครื่องมือรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า จากการวิเคราะห์ พบว่า การสนับสนุนจากผู้บริหารมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (ß) เท่ากับ 0.468 และความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (ß) เท่ากับ 0.445 อย่างมีนัยสำคัญ ต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติติงานของผู้ตรวจสอบภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม โดยการติดตามและประเมินผล ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นองค์กรควรเสริมสร้างการสนับสนุนเชิงนโยบายและโครงสร้างที่คุ้มครองความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพของระบบติดตามและประเมินผลให้เชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงบริหารและควรมีการศึกษาต่อยอดบทบาทของการติดตามและประเมินผลในฐานะตัวแปรส่งผ่านหรือปรับระดับความสัมพันธ์ในอนาคต </p> ชาญณรงค์ แจ่มจันทร์ พงศ์ศ์ศิริ คำขันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 324 344 THE RELATIONSHIP BETWEEN STUDENTS' LEARNING STYLE AND THE LANGUAGE EXPRESSION ABILITY IN GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6367 <p>The objectives of this research were: 1) to study the learning styles of students at Guangxi Talent International College; 2) to study the language expression abilities of students at Guangxi Talent International College; 3) the relationship between learning styles and language expression abilities among students at Guangxi Talent International College. The sample group consisted of 375 students, selected through simple random sampling from 12,000 enrolled students at Guangxi Talent International Vocational College. The research instruments included a structured questionnaire, focusing on the relationship between students' learning styles and language expression abilities. Statistical data were calculated using mean and standard deviation to measure central tendency and variability, respectively.</p> <p> The research results were:</p> <ol> <li>Students' learning style in Guangxi Talent International College in 5 aspects was at a high level ( =4.36, S.D.=0.73). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was "Visual" ( =4.39, S.D.=0.71), indicates a high level. Followed by "Social" ( =4.38, S.D.=0.72), whereas “Kinesthetic” was the lowest rank ( =4.34, S.D.=0.75).</li> <li>Language expression ability in Guangxi Talent International College in 5 aspects, was at a high level ( =4.34, S.D.=0.72). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was " Vocabulary " ( =4.37, S.D.=0.71), indicates a high Followed by "Oral Fluency" ( =4.36, S.D.=0.70), whereas “Listening Comprehension” was the lowest rank ( =4.32, S.D.=0.74).</li> <li>It was shown that the relationship between students' learning style and the language expression ability has a positive correlation at the high level with statistical significance level at .01 (r=0.78).</li> </ol> Huang Xian Wichian Intarasompun Nuttamon Punchatree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 345 359 THE JOINT EFFECTS OF CEOs’ CHARACTERISTICS AND FIRM DIGITALIZATION ON ASSET PRICING: EVIDENCE FROM THE CHINESE CAPITAL MARKET https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6472 <p>This research article aims to: 1) To examine whether firm digital transformation is associated with subsequent stock returns in the Chinese A-share market. 2) To investigate the direct effects of CEO age, gender, overseas experience, hometown identity, and CEO duality on stock returns. 3) To analyze the moderating effects of CEO characteristics on the relationship between firm digital transformation and stock returns. This study conducts a quantitative empirical research study collecting panel data from approximately 2,500 non-financial listed firms in the Chinese A-share market over the period 2008–2023, yielding 17,820 firm-year observations; and analyzes the data using panel regression models and Fama–MacBeth cross-sectional regressions to test both direct and moderating effects.</p> <p> The research results found that: 1) Firm digital transformation is positively and significantly associated with subsequent stock returns, indicating the existence of a digital premium in the capital market. 2) CEO characteristics exhibit heterogeneous direct effects on stock returns, with CEO age negatively related to future returns and overseas experience positively associated with stock performance, while gender shows marginal significance and hometown identity and CEO duality do not present robust independent effects. 3) CEO characteristics significantly moderate the relationship between firm digital transformation and stock returns, as the digital premium is stronger under overseas-experienced and dual CEOs but weaker under older and hometown CEOs.</p> Li Yan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 360 379 ENTREPRENEURIAL SELF-EFFICACY AND INNOVATION PERFORMANCE IN CHINESE TECHNOLOGY-BASED NEW VENTURES: THE MEDIATING ROLES OF ENTREPRENEURIAL MOTIVATION AND RESOURCE BRICOLAGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6304 <p>This research article aims to: (1) examine whether entrepreneurial self-efficacy (ESE) directly influences innovation performance in Chinese technology-based new ventures; (2) investigate the mediating roles of entrepreneurial motivation (EM) and resource bricolage (RB) in the relationship between ESE and innovation performance; and (3) evaluate whether organizational learning (OL) moderates the strength of this relationship. The study employed a quantitative research design, collecting survey data from 740 founders and senior executives of technology-based new ventures across 29 regions in China. The data were analyzed using confirmatory factor analysis (CFA) and structural equation modeling (SEM).</p> <p>The research results found that: (1) Entrepreneurial self-efficacy has a significant positive direct effect on innovation performance. (2) Entrepreneurial motivation and resource bricolage both serve as significant mediators in the relationship between ESE and innovation performance, indicating complementary mediation mechanisms. (3) Organizational learning significantly moderates the relationship between ESE and innovation performance, such that the positive effect of ESE is stronger under high levels of organizational learning.</p> Ye Yuchi ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 380 400 FACTORS INFLUENCING UNIVERSITY STUDENTS' SATISFACTION WITH ART EXHIBITIONS: THE CASE OF AN ART COLLEGE IN YUNNAN, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6380 <p>This study aimed to investigate the key factors influencing satisfaction with art exhibitions, specifically among students from an art college in Yunnan, China. The research focused on six potential influencing factors: perceived communication, perceived trust, service, product, social value, and emotional value. A quantitative methodology was employed. Data were collected via a questionnaire survey from a sample of 90 students and analyzed using Multiple Linear Regression (MLR) to test the relationships between these factors and overall satisfaction.</p> <p>The analysis revealed that students' satisfaction is significantly and positively influenced by perceived communication, perceived trust, service, and emotional value. Interestingly, the product dimension (representing the artwork and exhibition content itself) showed a significant negative impact. In contrast, social value was found to have no statistically significant effect on satisfaction in this context. These findings suggest that for this student group, the quality of communication, trust in the exhibition, and emotional engagement are more critical drivers of satisfaction than the intrinsic quality of the artworks or the social aspects of the visit.</p> Wei Zhong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 401 419 การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อคาดการณ์ความต้องการเดินทาง ทางอากาศของผู้โดยสาร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5938 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการเดินทางทางอากาศของผู้โดยสาร และ 2) ศึกษาความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการคาดการณ์ความต้องการเดินทางทางอากาศของผู้โดยสาร งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า ปัจจัยด้านข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อความต้องการเดินทางทางอากาศของผู้โดยสาร (Mean = 4.42, SD = 0.53) รองลงมาคือปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้โดยสาร (Mean = 4.35, SD = 0.57) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (Mean = 4.21, SD = 0.62) และปัจจัยด้านฤดูกาลและเวลา (Mean = 4.08, SD = 0.65) โดยทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการเดินทางทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในยุคปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยข้อมูลดิจิทัลและรูปแบบพฤติกรรมมากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว</p> <p>2) ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถคาดการณ์ความต้องการเดินทางทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยด้านความแม่นยำ 4.31 (SD = 0.55) ความรวดเร็วในการประมวลผล 4.46 (SD = 0.50) การสนับสนุนการวางแผนเที่ยวบิน 4.38 (SD = 0.52) และการช่วยในการตัดสินใจเชิงบริหาร 4.29 (SD = 0.58)</p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับข้อมูลดิจิทัลและพฤติกรรมผู้โดยสารสามารถเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการพยากรณ์ สนับสนุนการวางแผนเที่ยวบิน และช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจการบินอย่างมีประสิทธิผล</p> อำพล ขำวิลัย พันธ์พิสุทธิ์ นุราช เจน หน่อท้าว Li Kun Kun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 420 438 แนวคิดคุณภาพชีวิตในการทำงานกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6433 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในการทำงานและอธิบายความเชื่อมโยงกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ โดยมุ่งเน้นบริบทของหน่วยงานภาครัฐระดับพื้นที่ เช่น สำนักงานเขตและหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องเผชิญภาระงานที่ซับซ้อน ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และแรงกดดันจากความคาดหวังของสาธารณชนที่เพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารวิชาการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงระบบเกี่ยวกับบทบาทของคุณภาพชีวิตในการทำงานในฐานะกลไกสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ</p> <p>ผลการสังเคราะห์ พบว่า แนวคิดคุณภาพชีวิตในการทำงานครอบคลุมทั้งมิติด้านโครงสร้างการทำงานและมิติด้านจิตสังคม ได้แก่ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โอกาสพัฒนาศักยภาพ ความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์และการบูรณาการทางสังคมในองค์กร ความเป็นธรรมและความมีส่วนร่วม ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ตลอดจนการรับรู้ถึงคุณค่าและความหมายของงานต่อสังคม องค์ประกอบเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและร่วมกันกำหนดประสบการณ์การทำงานของบุคลากรภาครัฐ นอกจากนี้ คุณภาพชีวิตในการทำงานยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับแรงจูงใจ ความพึงพอใจ ความผูกพันต่อองค์กร และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในหน่วยงานระดับพื้นที่ที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องของบุคลากรและความรู้เชิงบริบท การส่งเสริม QWL อย่างเป็นระบบจึงช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยหน่าย เสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อความร่วมมือ และยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะ อันนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานควรถูกขับเคลื่อนอย่างบูรณาการทั้งในระดับนโยบาย กระบวนการ และจิตวิทยาองค์กร เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ความผูกพัน และประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ</p> อมรรัตน์ รัตนวงศ์น้อย นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 439 452 อิทธิพลของการตลาดดิจิทัลต่อคุณภาพการให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6498 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดดิจิทัลต่อคุณภาพการให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ 2) เพื่อหาแนวทางในการเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัลกับความพึงพอใจของลูกค้า เป็นการการศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบกึ่งมีโครงสร้างกับกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ 3 คน และผู้ใช้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การสื่อสารการตลาดดิจิทัลผ่านระบบติดตามสถานะพัสดุแบบเรียลไทม์ เป็นปัจจัยหลักที่เปลี่ยนการรับรู้สื่อโฆษณาให้กลายเป็นความเชื่อมั่นในคุณภาพบริการ</p> <p>2) ความสะดวกของระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะการคืนสินค้าแบบไร้กระดาษ เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำ</p> <p>3) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลและการโต้ตอบที่รวดเร็วผ่านแชทบอท ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>4) ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการโลจิสติกส์จำเป็นต้องบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p> ปภัสสร ดวงฤทธิ์ หลี่ คุนคุน รัชฎากรณ์ ภู่ห้อย ชลธิชา จันทร์แสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 453 467 DANCE LEARNING MOTIVATION AMONG BROADCASTING AND HOSTING MAJORS: A STUDY AT SICHUAN UNIVERSITY OF MEDIA AND COMMUNICATIONS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6381 <p>This quantitative study investigates the low motivation crisis in required dance courses among second-year Broadcasting and Hosting majors at Sichuan University of Media and Communications (n=100). Using a questionnaire validated by experts and a pilot test, it examines how pedagogical factors (teacher immediacy and credibility) and psychological factors (learning goal orientation, needs, stimulation, and ability) predict learning motivation. Multiple Linear Regression results reveal that all six variables have significant positive effects, collectively explaining 72.5% of the variance in motivation (R²=0.725). The findings uniquely highlight that for these media-focused students, cultivating mastery goals and teacher relational qualities are more critical for engagement in physical art forms than general ability beliefs, providing actionable strategies to transform a mandatory requirement into a motivating learning experience.</p> Yancheng Dong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 468 485 THE DEVELOPMENT GUIDELINES FOR STUDENTS’ LEARNING STYLES IN QUFU FAREAST VOCATIONAL AND TECHNICAL COLLEGE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6568 <p>The objectives of this research were: 1) to study the current situation of learning styles of students, and 2) to propose development guidelines for learning styles of students in the accounting program at Qufu Fareast Vocational and Technical College, China The sample were 169 students' program in Accounting at Qufu Fareast Vocational and Technical College, China. Research instruments included: 1) 5-point rating scale questionnaire, and 2) structured interview. data analysis by using percentage, mean, standard deviation and content analysis.</p> <p> The results were found that 1) The current situation of learning styles of students in the accounting program at Qufu Fareast Vocational and Technical College, China in five aspects was at high level. Considering in each aspect, it found that auditory was the highest level, followed by kinesthetic, cognitive, visual, and emotional was the lowest level. And 2) The development guidelines for accounting students’ learning styles at Qufu Fareast Vocational and Technical College, China have multiple approached as follow: (1) Carry out visualized classroom teaching with flowcharts, mind maps and financial training software to materialize abstract accounting knowledge; offer accounting drawing courses, include visual tasks in assessment, build visual resource libraries and hold competitions to enhance visual learning ability. (2) Build a full-process auditory and oral expression training system via classroom interaction and audio resources; integrate oral presentations and case oral examinations into daily assessment, set up debate platforms, and optimize evaluation feedback with video review and hardware support. (3) Implement project-based and immersive practical teaching through post rotation and simulated scenarios in training rooms; establish a standardized kinesthetic training system, carry out school-enterprise cooperation and apply VR/AR equipment to strengthen hands-on and muscle memory skills. (4) Guide students to decompose complex accounting tasks and build hierarchical knowledge frameworks; teach learning strategies, set up reflection logs and learning strategy consulting centers, and adopt problem-based learning with real cases. (5) Integrate accounting industry prospects and career paths into teaching, organize enterprise visits and one-on-one tutoring; implement dual-mentor system and career planning courses to connect professional knowledge with career goals and stimulate intrinsic learning motivation.</p> Chen Jiayue Nuttamon Punchatree Wichian Intarasompun Man Klaysuwan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 486 501 FROM COURT INSTRUMENT TO CULTURAL REVIVAL: THE HISTORICAL EVOLUTION AND CONTEMPORARY RECONSTRUCTION OF “KONGHOU” https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6529 <p>This study explores the historical evolution and contemporary reconstruction of the Konghou, an ancient Chinese plucked-string instrument with a history of over two millennia. Drawing on perspectives from history, cultural studies, and communication studies, this research employs a qualitative methodology involving historical document analysis, archaeological interpretation, and a systematic study of Dunhuang grotto murals. To establish empirical credibility, in-depth interviews were conducted with 24 purposefuly selected participants, including 5 professional performers, 7 research experts, 10 audience members, and 2 cultural officials, supplemented by participant observation in professional rehearsal settings.</p> <p>The study traces the morphological and aesthetic transformations of the Konghou, identifying the socio-cultural factors behind its historical decline and modern revival. Findings indicate that the contemporary reconstruction represents not a simple restoration, but a process of cultural reinterpretation. Crucially, this research identifies specific technological innovations—namely the dual-row 76-string configuration and the advanced pedal modulation system—as the key drivers that have resolved historical tonality limitations and enabled integration into modern orchestral systems. Despite this progress, challenges such as high manufacturing costs and a lack of standardized pedagogical materials persist. To ensure sustainable development, this study proposes strategic pathways involving educational policy (integrating Konghou into school curricula), digital media (leveraging VR/AR for heritage archiving), and economic incentives (tax support for instrument manufacturers). These insights contribute to the broader discourse on the preservation and reconstruction of traditional musical heritage in a globalized context.</p> Jing Li Palphol Rodloytuk ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 502 519 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้เทคนิค การตั้งคำถามแบบโสเครติส ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเครือข่ายท่าโพธิ์ศรีโนนสะอาด จังหวัดอุบลราชธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6245 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้เทคนิคการตั้งคำถามแบบโสเครติส มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้เทคนิคการตั้งคำถามแบบโสเครติส และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้เทคนิคการตั้งคำถามแบบ โสเครติส ในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าหลวงนาคำ จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน แบบทดสอบทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ หาประสิทธิภาพของแผนโดยใช้ E1/E2 ทดสอบค่าทีแบบ Dependent Sample </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนที่ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นร่วมกับการใช้เทคนิคการตั้งคำถามแบบโสเครติส มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.15/82.05 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ .05 และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.65, S.D.= 0.61) </p> สุนันทา บัวใหญ่ ระพิน ชูชื่น กนกวรรณ กุแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 520 531 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี : เทศบาลนครปากเกร็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6054 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของบุคลากร (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม และ (3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของบุคลากรใน เทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบด้านการบริหารจัดการที่ดี การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลจากบุคลากรจำนวน 368 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) กิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาบุคลากรมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการฝึกอบรมกับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้านการกล้าคิดกล้าทำด้วยจินตนาการ สะท้อนว่าการฝึกอบรมรูปแบบดั้งเดิมอาจยังไม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเพียงพอในบริบทองค์กรภาครัฐ (3) แนวทางการพัฒนาควรมุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาบุคลากรจากการฝึกอบรมตามระเบียบแบบเดิม <br />สู่การส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล เปิดโอกาสให้บุคลากรพัฒนาตามความสนใจและศักยภาพเฉพาะด้าน เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน</p> สุปัญญดา สุนทรนนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 532 555 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศกับประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6294 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียน 2) ศึกษาประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนกับประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียน และ 4) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 128 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิเป็นสัดส่วนตามขนาดของโรงเรียน และสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับฉลากโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียน และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียน โดยแบบสอบถามทั้งสองฉบับมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามอยู่ระหว่าง .80 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ .987 และ .964 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน 2) ประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และทุกด้านอยู่ในระดับดีมากเช่นเดียวกัน 3) การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการจัดการระบบสารสนเทศของโรงเรียนในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .528 – .641 และ 4) ปัญหาที่พบ คือ การวางแผนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศยังขาดการบูรณาการกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากร โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก</p> กิตติวรรณ จันทร์ประสิทธิ์ วิรัตน์ ธรรมาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 556 575 REFRAMING CHENGDU’S URBAN IMAGE ON TIKTOK IN THE SHORT VIDEOS ERA: THEMES, DIFFUSION AND ENHANCEMENT STRATEGIES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6239 <p>Short-video platforms do not simply transmit city images; their recommendation systems and engagement incentives actively select what becomes visible internationally. Using Chengdu as a case, this study examines platform-driven urban visibility on TikTok and asks how a city’s digital brand is shaped when “fast” cultural symbols outperform “slow” narratives such as modern industry and natural landscapes. A qualitative case study triangulates content analysis of 200 Chengdu-related TikTok videos (June-July 2025), 15 semi-structured interviews with public-sector practitioners, academics, and creators, and four focus groups with 32 users. Food (34.0%), cultural heritage (22.5%), and lifestyle scenes (18.0%) dominate the visible repertoire, while modern development (14.0%) and natural scenery (4.0%) receive limited attention. Diffusion relies mainly on algorithmic recommendation (65.0%), within a creator ecology led by individual amateurs (63.6%), and engagement is primarily low-effort (likes) rather than co-creative participation. The paper proposes a four-dimension enhancement framework-content optimization, creator support, platform collaboration, and policy safeguards-together with evaluation indicators to monitor engagement depth and shifts in perceived city image.</p> Minxi Wang Somdech Rungsrisawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 576 590 THE DEVELOPMENT GUIDELINE FOR MENTAL HEALTH OF STUDENTS IN NANNING UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6575 <p>The objectives of this research were: 1) To study the current mental health status of freshmen at the Intelligent Manufacturing College, and 2) To propose development guidelines for the mental health of freshman at the Intelligent Manufacturing College, Nanning University. The sample were 265 freshmen at the Intelligent Manufacturing College in Nanning University. Research instruments included: questionnaire and structured interview. Data analysis by using percentage, mean, standard deviation and content analysis.</p> <p>The results were found that: 1) the current situation of mental health of freshmen in five aspects was at a high level; and 2) Guidelines for the development of mental health of freshmen of the Intelligent Manufacturing College of Nanning University China is a multiple approach; the researcher has analysis the content as follows: 2.1) The course promotes positive thinking through discussions and emotion recording, and regulates emotions by simulating time-limited challenging scenarios; laboratory mindfulness exercises and result presentations help alleviate anxiety; 2.2) Guide students to assess their own abilities, compare themselves with peers, and focus on their progress through collaboration. Encourage anonymous evaluations and simulation playback to enhance cognition. Promote reflection on the past to cultivate a growth mindset; 2.3) Teach students to distinguish different mental states, reasonably allocate task types, and transform stress into a signal for growth; design challenges based on strengths, connect stress with long-term significance, and establish a connection between stress perception and ability improvement; 2.4) The group takes turns to play different roles and undertake collaborative tasks, which helps new students build trust and reduce social anxiety; sharing vision experiences enhances their sense of identity; setting step-by-step social tasks and teaching communication skills eliminate communication barriers; 2.5) Anonymous assistance, enterprise visits, and interdisciplinary activities expand the social network and secure support from various sources; professors teach communication and assistance skills, guide students to effectively express their needs, and establish mutual assistance mechanisms.</p> Huang Naixin Nuttamon Punchatree Wichian Intarasompun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 591 605 นิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6517 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในจังหวัดตรัง 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อนิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาการเมือง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) โดยรวบรวมข้อมูล ทางเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ในการสัมภาษณ์แบบเจาะจง และจัดเสวนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในจังหวัดตรังพบว่า พรรคการเมืองส่วนมากไม่ได้ให้ความสำคัญในการจัดทำนโยบายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เน้นไปที่ประชาชนกลุ่มรากหญ้าซึ่งเป็นส่วนมากของสังคม เพื่อคะแนนเสียง สร้างบุญคุณ สร้างความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น ๆ ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้นักการเมืองแต่ละพื้นที่ไม่มีความคิดริเริ่ม หรือเพิ่มวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน</p> <ol start="2"> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อนิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง พบว่า นโยบายพรรคการเมืองเป็นปัจจัยหลัก โดยนักการเมืองขาดองค์ความรู้ คุณธรรม และวิสัยทัศน์ด้านการท่องเที่ยว มุ่งแข่งขันทางการเมืองมากกว่าการพัฒนา ส่งผลให้การบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ แหล่งท่องเที่ยวขาดการดูแลและพัฒนา ขณะเดียวกัน ระบบอุปถัมภ์ อิทธิพล การคอร์รัปชัน และความไม่โปร่งใส ทำให้ข้าราชการขาดอิสระและประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ยอมรับระบบเดิมและไม่ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</li> <li>องค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาการเมืองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตรังถูกสรุปเป็น PEBDB Model ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยนโยบายเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตามอุดมการณ์ทางการเมือง การแทรกแซงของมนุษย์ทำให้ระบบนิเวศกลายเป็นนิเวศวิทยาการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติมีความเปราะบางและจำกัด การเปลี่ยนแปลงเกิดจากความขัดแย้งของแนวคิด และกิจกรรมของมนุษย์นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของที่ดินและสังคม โมเดลนี้จึงเป็นกรอบอธิบายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทจังหวัดตรังอย่างบูรณาการ</li> </ol> ปองศักดิ์ ชอบทำกิจ สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 606 621 การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6646 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานวิชาการ จำนวน 226 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ประกอบด้วย 6 ด้าน 35 แนวทาง ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา 8 แนวทาง ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 5 แนวทาง ด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน 4 แนวทาง ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5 แนวทาง ด้านการนิเทศการศึกษา 7 แนวทาง และ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 6 แนวทาง</li> </ol> พงษ์ศักดิ์ อ่อนพฤกษ์ภูมิ ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกุล วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 622 646 A MARKETING STRATEGY ANALYSIS OF XIAOLONGKAN HOTPOT IN THAILAND https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6389 <p>This study focuses on Xiaolongkan Hotpot in the Thai market and applies the 4Ps marketing mix theory (product, price, place, and promotion). It aims to examine how Xiaolongkan adapts its marketing strategies to the local market and to analyze the influence of these strategies on consumer purchase intention, while identifying current strengths and limitations. This research used a quantitative method. Data were collected through questionnaires from consumers who had dined at Xiaolongkan Hotpot in Thailand. Descriptive analysis, reliability and validity tests, correlation analysis, and regression analysis were conducted.</p> <p>The results show that product strategy has the strongest influence, followed by price, place, and promotion strategies, with several areas needing improvement.</p> Wu Jiawei ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 647 663 THE RELATIONSHIP BETWEEN TEACHERS’ DIGITAL LITERACY ABILITY AND TEACHING INNOVATION EFFECTIVENESS AT GUANGXI SECOND LIGHT INDUSTRY TECHNICIAN COLLEGE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6415 <p>The research objectives are: 1) to study the digital literacy ability of the teachers at Guangxi Second Light Technical College, 2) to study the teaching innovation effects of Guangxi Second Light Technical College, 3) to study the relationship between the digital literacy capabilities and teaching innovation effects of the teachers at Guangxi Second Light Technical College. To obtain the research results more accurately, the sample group used in this study includes 144 teachers in Guangxi Second Light Industry Technician College. The research instrument is questionnaires. The statistics are used for data analyzing by finding frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Teachers’ digital literacy ability at Guangxi Second Light Technical College in 5 aspects were at a high level ( =3.56, S.D.=1.21). The highest-ranked is “Awareness of digital ethics and security” ( =3.63, S.D.=1.22, indicating a high level. The second is “Ability in digital instructional design” ( =3.59, S.D.=1.21), while “Mastery of data literacy and analytical skills “ranks the lowest ( =3.49, S.D.=1.18).</li> <li>Teaching innovation effectiveness of Guangxi Second Light Technical College in 6 aspects was at a high level ( =3.55, S.D.=1.24). The highest rank was “Innovation of management process” ( =3.63, S.D.=1.18), indicates a high level. Followed by “Innovation of teaching mode” ( =3.57, S.D.=1.26), whereas “Integration of educational resources” was the lowest rank ( =3.49, S.D.=1.26).</li> <li>The overall relationship between teachers’ Digital literacy ability and teaching innovation effectiveness has a positive correlation at the high level with statistical significance level at .01 (r=0.86).</li> </ol> Xu mingyu Wichian Intarasompun Nuttamon Punchatree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 664 681 กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์นาฏกรรมแบบมีส่วนร่วม เรื่อง สุวรรณหงส์ ตอน พราหมณ์เล็กพราหมณ์โต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6543 <p>บทความวิจัยเรื่อง “กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์นาฏกรรมแบบมีส่วนร่วม เรื่อง สุวรรณหงส์ ตอน พราหมณ์เล็กพราหมณ์โต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการออกแบบและพัฒนาการแสดงนาฏกรรมในรูปแบบผู้ชมมีส่วนร่วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย<br />เชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์ทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ตลอดจนกระบวนการทดลองสร้างสรรค์การแสดง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการออกแบบนาฏยประดิษฐ์ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคิดให้มีนาฏยศิลป์ 2) การกำหนดความคิดหลัก 3) การประมวลข้อมูล <br />4) การกำหนดขอบเขต 5) การกำหนดรูปแบบ 6) การกำหนดองค์ประกอบอื่น ๆ <br />7) การออกแบบนาฏยศิลป์ ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการออกแบบ 2 ขั้นตอนสำคัญคือ</p> <ol> <li>การกำหนดรูปแบบ แนวคิดหลักในการออกแบบการแสดงในประเด็น <br />“การใช้ปัญญาในการแก้ไขอุปสรรค” ของตัวละครนางเกศสุริยง ผู้วิจัยกำหนดให้ใช้ลีลาท่ารำประกอบการตีบท และการออกท่าทางอิสระ ตามบทละครและดนตรี มาผสมผสาน<br />กับองค์ประกอบของการสร้างการแสดงที่ผู้ชมมีส่วนร่วม</li> <li>การกำหนดองค์ประกอบอื่น ๆ โครงสร้างการแสดงแบ่งออกเป็น 4 ฉาก ได้แก่ <br />(1) พบรัก–ต้องหอก (2) ชุบชีวิต (3) พิสูจน์ และ (4) เกศสุริยงหนี โดยออกแบบตัวละคร<br />ให้มีพฤติกรรมและปมความขัดแย้งหลายมิติ เพื่อกระตุ้นการติดตามและการมีส่วนร่วมของผู้ชม พื้นที่การแสดงมีการจัดวางให้ผู้ชมอยู่ภายในฉาก ใช้ตัวละครทำหน้าที่เล่าเรื่องและกำกับจังหวะการดำเนินเรื่อง นักแสดงและผู้ดำเนินเรื่องจึงเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการออกแบบ <br />โดยมีคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ 1) ทักษะนาฏยศิลป์ไทย 2) ทักษะการสื่อสารแบบด้นสด <br />3) ความเข้าใจบทบาท 4) ความสามารถในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ส่วนดนตรีประกอบ<br />การแสดงใช้การผสมผสานระหว่างดนตรีไทยและดนตรีสากล เพื่อสร้างบรรยากาศ เสริมมิติของตัวละคร และสนับสนุนประสบการณ์การรับชมแบบมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ <br />จากผลการวิจัยบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและศึกษากระบวนการออกแบบสร้างสรรค์นาฏกรรมแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้แนวทางในการออกแบบการแสดงที่ผู้ชม<br />มีส่วนร่วมจากวรรณกรรมไทย</li> </ol> มะลิซ้อน โพนสาลี สุพรรณี บุญเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 682 699 ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6647 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน และศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 348 คน โดยได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี โดยรวมและรายด้าน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก</li> <li>ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย ด้านความสามารถในการพูดและเขียน ด้านความสามารถในการสื่อสารผ่านสื่อเทคโนโลยี ด้านความสามารถในการจูงใจโน้มน้าว</li> </ol> สุกันยา โสมณวัฒน์ ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกุล วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 700 717 การประยุกต์ใช้หลักธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารการศึกษา ในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6597 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่สอดคล้องกับการบริหารการศึกษาสมัยใหม่ และ 2) นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ผลการศึกษาพบว่า ศาสตร์การบริหารตะวันตกในปัจจุบันเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงบริการและการบริหารเชิงกลยุทธ์ แม้จะมีประสิทธิภาพเชิงระบบสูง แต่ยังคงมีช่องว่างในมิติการพัฒนาจิตใจและจริยธรรมของบุคลากรตามหลักพุทธบริหาร 4 หมวด ได้แก่ สัปปุริสธรรม 7 ในการวางแผนยุทธศาสตร์ พรหมวิหาร 4 ในการบริหารงานบุคคล สังคหวัตถุ 4 ในสร้างความผูกพันองค์กร และอิทธิบาท 4 เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพวิชาการ ผลลัพธ์เชิงคุณภาพที่คาดหวังคือการตัดสินใจที่ยึดหลักจริยธรรม การสร้างนิเวศองค์กรแห่งความไว้วางใจ และการยกระดับแรงจูงใจภายในของบุคลากร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นย้ำให้หน่วยงานต้นสังกัดบรรจุหลักธรรมในแผนยุทธศาสตร์และเปลี่ยนระบบประเมินเป็นการนิเทศเชิงโค้ช เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและสมดุลในยุคดิจิทัล</p> บุญยานุช สุขร่าง พระภาวนามังคลาจารย์ พระอุดมวชิรโมลี (อนันต์ กุสลาลงฺกาโร) สมชัย ศรีนอก พระชยพล อุทโย (บุญถาวร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-03-29 2026-03-29 4 2 718 731 COMMUNITY ENTERPRISES AND THE GRASSROOTS ECONOMY IN DRIVING COMMUNITY-BASED HEALTH TOURISM A CASE STUDY OF PHU TOK, BUENG KAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6615 <p>This research article aims to: 1) examine the potential of community-based health tourism at Phu Tok tourist attraction in Bueng Kan Province, and 2) analyze the role of community enterprises in driving the grassroots economy through tourism development. The study employed a qualitative research methodology. Data were collected from 60 key informants, including community enterprise members, homestay operators, community leaders, local administrators, the Wat Jetiyakhiri committee, and tourists. Research instruments included in-depth interviews, focus group discussions, and field observations. Data were analyzed using content analysis.</p> <p>The research findings are as follows:</p> <ol> <li>Phu Tok demonstrates strong potential for community-based health tourism, as its distinctive natural landscape and sacred cultural setting enable embodied outdoor recreation experiences through moderate-intensity physical activities, integrating physical health, mental restoration, and spiritual well-being.</li> <li>The Ban Na Kham Khaen Herbal Community Enterprise plays a significant role in supporting tourism-driven economic activities through herbal product development and health services; however, current management is constrained by fragmented governance, limited stakeholder integration, and unequal benefit distribution.</li> </ol> <p>The study makes a conceptual contribution by proposing a staged community-based health tourism framework, describing a transformation pathway from health-promotion tourism to integrated wellness tourism and, subsequently, to non-competitive sport-for-health tourism. This framework highlights participatory governance and the integration of natural, cultural, and biocultural resources as key mechanisms for achieving sustainable health, economic, and social outcomes at the community level.</p> Nattapon Boonjumnong Ekasak Hengsuko Chatchanok Hengsuko ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 732 753 อิทธิพลทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุของข้าราชการ กองกำกับการปฏิบัติอาชญากรรมการพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6545 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาอิทธิพลของทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุของข้าราชการ กองกํากับการปฏิบัติอาญากรรมการพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกองกํากับการปฏิบัติอาญากรรมการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จำนวนทั้งสิ้น 43 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า อิทธิพลทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุของข้าราชการ กองกํากับการปฏิบัติอาญากรรมการพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มี 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะการออมและการสร้างเงินสำรอง (β = 0.374) ทักษะการวางแผนการเงินระยะยาวและการประเมินความเสี่ยง (β = 0.280) และทักษะการเลือกผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน (β = 0.134) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งผลการวิจัยยังได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับข้อเสนอแนะสำหรับกองกำกับการปฏิบัติอาญากรรมการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและธุรกิจการเงินเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัมนาผลิตภัรพ์ทางการเงินต่อไปด้วย </p> จันทร์จิรา เชื้ออินทร์ พงศ์ศ์ศิริ คำขันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 754 771 การพัฒนาระบบคัดกรองวัณโรคเชิงรุกด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ โรงพยาบาลควนขนุน จังหวัดพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6592 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการคัดกรองวัณโรคด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 2) เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการในแต่ละพื้นที่ให้บริการ และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ให้บริการกับระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์ (Analytical cross-sectional study) กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่เข้ารับบริการคัดกรองวัณโรคเชิงรุกในพื้นที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง จำนวน 307 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับบริการ ซึ่งแบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ และนำมาจัดกลุ่มเป็น ความพึงพอใจระดับสูง (คะแนน 4–5) และระดับต่ำ (คะแนน 1–3) การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการในพื้นที่ให้บริการ 6 แห่ง ได้แก่ จันนา บ้านเขาทอง บ้านไสยวน ปันแต ศูนย์แพทย์ และโตนดด้วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และใช้สถิติไคสแควร์ (Chi-square test) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พร้อมทั้งวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลด้วยค่า Cramer's V ผลการวิจัยพบว่า ผู้รับบริการส่วนใหญ่มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง จำนวน 287 คน (93.49%) ขณะที่ระดับความพึงพอใจต่ำมีจำนวน 20 คน (6.51%) เมื่อพิจารณาในแต่ละพื้นที่พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับความพึงพอใจสูงถึง 100% ยกเว้นพื้นที่ศูนย์แพทย์ซึ่งมีสัดส่วนความพึงพอใจต่ำสูงที่สุด (21.43%) ผลการทดสอบไคสแควร์พบว่าพื้นที่ให้บริการมีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²(5)=39.936, p&lt;0.001) และมีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (Cramer's V = 0.361) แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ให้บริการมีผลต่อระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญ</p> พาพร รัตนรังษี จงวัฒน์ ชีวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 772 791 การส่งเสริมหลักพุทธธรรมที่ปรากฏในทศชาติชาดกเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบ้านคู(ยาบี) ตำบลยาบี อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6604 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านคู(ยาบี) ตำบลยาบี อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 2) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ปรากฏในทศชาติชาดก 3) ส่งเสริมหลักพุทธธรรมที่ปรากฏในทศชาติชาดกเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบ้านคู(ยาบี) ตำบลยาบี อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งผู้วิจัยจะสำรวจและเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล โดยนำข้อมูลจากที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ประมวลความ สรุปผล และนำเสนอในรูปแบบการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตพึ่งพาตนเองได้และสร้างชุมชนให้เกิดความสุข ความมั่นคง 2) หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในทศชาติชาดก คือ เรื่องราวหรือชาดกสิบชาติของพระโพธิสัตว์ ในที่นี้ศึกษาการบำเพ็ญบารมี หลักทาน หลักศีล หลักความเพียร และหลักปัญญา เป็นแนวทางและแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา 3) การส่งเสริมหลักพุทธธรรมที่ปรากฏในทศชาติชาดกเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนบ้านคู(ยาบี) ตำบลยาบี อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยศึกษาการส่งเสริมหลักทาน หลักศีล หลักความเพียรและหลักปัญญา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วยปลูกฝังให้คนรู้จักการให้ ช่วยให้คนควบคุมตนเอง มีระเบียบวินัย และช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจในเหตุผล คิดอย่างรอบคอบ และตัดสินใจได้ถูกต้อง เพื่อสร้างความรักความสามัคคีในชุมชนและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข</p> พระปกรณ์เกียรติ พลวุฑฺโฒ (เรืองพุ่ม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 792 807 CULTURAL TRANSLATION AND MEDIA MISINTERPRETATION: A COMMUNICATION ART PERSPECTIVE FROM THAILAND https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6000 <p>This article examines how cultural translation in Thai media communication produces systematic media misinterpretation in cross-cultural contexts. Drawing on cultural translation theory,Hall’s encoding/decoding model, and communication art perspectives, the study reframes misinterpretation as a process of mediated meaning negotiation rather than communicative failure. Using a qualitative interpretive design, six purposively selected Thai media cases—including news reports, documentary-style media content, and digital media texts circulating internationally—are analyzed through discourse analysis and contextual interpretation.</p> <p>The findings identify three recurring mechanisms: selective cultural articulation, narrative moral realignment, and contextual reduction. These mechanisms demonstrate that media misinterpretation emerges structurally from mediated communicative form rather than representational inaccuracy. The study contributes to communication art scholarship by extending its application to cross-cultural media meaning and offers culturally grounded insights into global media communication.</p> Qinghao Guo ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 808 814 THE DEVELOPMENT GUIDELINES OF USING INFORMATION TECHNOLOGY MANAGEMENT FOR TEACHERS IN NANNING UNIVERSITY, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6340 <p>The objectives of this research were: 1) to study the level of teachers using information technology, and 2) To suggest the development guidelines for using information technology management of teachers at Nanning University, China. The sample were 291 in-service teachers at Nanning University. Research instruments included: 1) 5-point rating scale questionnaire, and 2) structured interview. data analysis by using percentage, mean, standard deviation and content analysis.</p> <p>The results were found that: 1) The level of teachers using information technology in Nanning University, China was at a high level. Considering the results of this research aspects ranged from the highest to lowest level were as follows: the highest level was information technology competency, followed by information technology management, information technology service, information technology integration, and the lowest level was information technology training. And 2) The guidelines for the development of teachers' using information technology in Nanning University, China adopt a multi-faceted approach, the researcher has analyzed the content as follows: (1) Teachers should proactively learn to operate multimedia equipment, digital tools, etc., deepen the integration of information technology with the entire teaching process, and strengthen the tracking and analysis of students' learning processes; (2) Teachers need to participate in stratified and classified blended training, promote the transformation of training outcomes, and rely on the "one-stop" platform to enhance their ability to independently solve technical problems; (3) Teachers must strictly abide by the university’s information technology policies and norms, establish a strong awareness of information security and data governance, and conduct teaching and research-related operations in compliance with regulations; (4) The university should build platforms such as artificial intelligence teaching platforms and classified resource sharing platforms, provide hardware and digital resource guarantees, and support teachers in improving their technical capabilities; (5) The university needs to establish a hierarchical technical support response mechanism, improve the service team’s ability to adapt to teaching scenarios, and provide full-process technical support for teaching activities; (6) The university should construct a closed-loop optimization mechanism for the implementation of the guidelines, and dynamically adjust training, services, and management systems based on regular evaluations and teacher feedback.</p> Yang Xing Nuttamon Punchatree Wichian Intarasompun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 815 829 THE INFLUENCE OF ISLAND TOURISM SAFETY ON SATISFACTION AND DESTINATION REVISIT INTENTION OF CHINESE TOURISTS IN KOH SAMUI, THAILAND https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6232 <p>This study examined how island tourism safety influence Chinese tourist satisfaction and destination revisit intention in Koh Samui. The objectives of this study are: (1) To examine the levels of island tourism safety, satisfaction, and destination revisit intention of Chinese tourists in Koh Samui; (2) To analyze the influence of island tourism safety on tourist satisfaction and destination revisit intention of Chinese tourists in Koh Samui; (3) To test the validity of the proposed conceptual framework that explains the relationships among variables. This is quantitative research; The sample was Chinese tourists (age 18 years and above) who have visited Koh Samui at least once within 2 years and participated in non-package travel. Through non-probability sampling, 314 valid questionnaires were collected. Analysis data by Descriptive statistics and SEM Analysis. The research results were found as follows: (1) Chinese tourists had high levels of safety, satisfaction and destination revisit intention in Koh Samui. (2) Island tourism-related social security incidents were negatively related to destination revisit intention, island tourism-related natural disasters were negatively related to tourist satisfaction. Tourist satisfaction was positively related to destination revisit intention. (3) Model validation indicated good overall fit for the proposed conceptual framework, with tourist satisfaction mediating the relationship between island tourism-related natural disasters and destination revisit intention.</p> LianBao Huang Yoksamon Jeaheng Jeerati Poon-Ead ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 830 855 AN EXPLORATORY FACTOR ANALYSIS OF HIGHER EDUCATION’S ROLE IN REGIONAL ECONOMIC DEVELOPMENT: A CASE STUDY OF GUIZHOU https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6188 <p>This study aims to: 1) examine the overall level of higher education management in supporting regional economic development in Guizhou Province; 2) identify the key managerial dimensions through which higher education contributes to regional economic development; and 3) conduct a quantitative research study by collecting data from 500 university administrators, faculty members, and graduates in Guizhou Province, and analyze the data using descriptive statistics and Exploratory Factor Analysis (EFA) with SPSS.</p> <p>The findings indicate that: 1) Higher education in Guizhou Province demonstrates an overall high level of support for regional economic development. 2) Five principal dimensions were extracted through Exploratory Factor Analysis, namely Institutional Governance and Management Capacity, Teaching and Talent Cultivation, Innovation and Research Support, University–Industry Collaboration, and Social Responsibility and Community Engagement. 3) Among these dimensions, Institutional Governance and Teaching-related factors exert relatively stronger influences, whereas University–Industry Collaboration and Social Responsibility show comparatively weaker factor loadings, suggesting structural constraints and areas requiring further enhancement.</p> Xiaolin Ma Poramatdha Chutimant Thada Siththada ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 856 872 THE RELATIONSHIP BETWEEN CLASSROOM PARTICIPATION AND DIGITAL LITERACY OF LOGISTICS MAJORING STUDENTS IN LINYI UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6341 <p>The objectives of this research were 1) to study classroom participation of logistics majoring students in Linyi University; 2) to study digital literacy of logistics majoring students in Linyi University.; and 3) to study the relationship between classroom participation and digital literacy of logistics majoring students in Linyi University. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between integrated teaching strategies and students' comprehensive ability. The accidental random sampling was 210 students of logistics majoring at Linyi University, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Classroom participation of logistics majoring students in Linyi University in 3 aspects was at a high level ( =3.63, S.D.= 0.90). Considering the results of these 3 research aspects were as follows: the highest rank was "emotional engagement", indicates a high level ( =3.69, S.D.=0.94). Followed by "cognitive engagement" ( =3.62, S.D.=0.88), whereas "behavioral engagement" was the lowest rank ( =3.58, S.D.=0.87).</li> <li>Digital literacy of logistics majoring students in Linyi University in 5 aspects was at a high level ( =3.66, S.D.=0.90). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was "digital communication and collaboration", indicates a high level ( =3.70, S.D.=0.89). Followed by "information literacy" ( =3.67, S.D.=0.91), whereas "digital content creation" was the lowest rank ( =3.63, S.D.=0.90).</li> <li>It was found that the correlation between classroom participation and digital literacy has a positive correlation at the high level with statistical significance level at .01 (r=0.94**).</li> </ol> Xu Jingfei Wichian Intarasompun Nuttamon Punchatree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 873 888 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการป้องกันและควบคุมโรคซิลิโคซิสของบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสระบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6632 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคซิลิโคซิสของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสระบุรี และ (2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย จำนวน 126 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและทดลองใช้โดยประยุกต์กระบวนการ PAOR ได้แก่ Planning, Action, Observation และ Reflection ในพื้นที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 18 คน และระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วม จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกกิจกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired sample t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคซิลิโคซิสของบุคลากรสาธารณสุขโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการเข้าถึงข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการเข้าใจข้อมูล การไต่ถาม การตัดสินใจ และการนำไปใช้ตามลำดับ และ (2) รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Knowledge, Awareness, Proactive, Environment, Law และ Supporting ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่าคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05) และผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรมในระดับมาก ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในการป้องกันและควบคุมโรคซิลิโคซิสได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้</p> วิสุทธิ์ สุกรินทร์ ธชย ภาโค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 889 906 คุณภาพชีวิตการทำงานและความสมดุลชีวิตและงาน : การศึกษาเปรียบเทียบบุคลากร Generation X และ Generation Y ในองค์กรภาครัฐ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6430 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของบุคลากร Generation X และ Generation Y <br />2) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของบุคลากรสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จำนวน 350 คน และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 160 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมืออยู่ในระดับสูง (Cronbach’s Alpha: QWL = 0.95 และ WLB = 0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 </p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า 1) บุคลากรมีคุณภาพชีวิตในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.60, S.D. = 0.85) และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.39, S.D. = 0.85) 2) เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Generation X และ Generation Y <br />ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในด้าน QWL และ WLB และ 3) คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .82, p &lt; .01) โดยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชามีความสัมพันธ์สูงกับ WLB ขณะที่ด้านรายได้และสวัสดิการเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนา ดังนั้น หน่วยงานควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน ความสัมพันธ์ในองค์กร และการปรับปรุงระบบสวัสดิการหรือแรงจูงใจที่เหมาะสม</p> เกษร จินดาวงค์ นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 907 920 สมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6336 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 <br />2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือข้าราชการครู รวมทั้งสิ้น 186 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าอยู่ในระดับปานกลาง 2) ระดับประสิทธิผลงานบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 3) สมรรถนะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในทุกด้าน สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา และสมรรถนะของผู้บริหารสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการได้ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการมุ้งผลสัมฤทธิ์ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านการสื่อสารและแรงจูงใจ และด้านการพัฒนาตนเอง เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> เจตพล นาปรัง วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 921 937 กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง : ศึกษาเฉพาะกรณีการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6471 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง 2) เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง : ศึกษาเฉพาะกรณี การรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง : ศึกษาเฉพาะกรณีการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) โดยรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ในการสัมภาษณ์แบบเจาะจง และจัดเสวนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง ผลการวิจัย พบว่า การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์พื้นที่และบริบทอย่างเป็นระบบ โดยศึกษาภาพลักษณ์ผู้สมัครและคู่แข่ง ข้อมูลประชากร วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมสำรวจฐานคะแนนทั้งเชิงปริมาณและเชิงลึก เพื่อนำข้อมูลมาใช้กำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น</p> <ol start="2"> <li>กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง : ศึกษาเฉพาะกรณีการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองประยุกต์แนวคิดการตลาดการเมือง 4P’s ได้แก่ การกำหนดนโยบายที่เป็นจุดขาย (Product) การสื่อสารผ่านเครือข่ายบุคคล (Push Marketing) การใช้สื่อและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ (Pull Marketing) และการสำรวจความคิดเห็น (Polling) อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของนักการเมืองที่ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชน</li> <li>การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรัง พบว่า กลยุทธ์การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในจังหวัดตรังต้องอาศัยการลงพื้นที่ รับฟังปัญหาประชาชน และปรับแนวทางให้เหมาะกับบริบทชุมชน โดยงานวิจัยเสนอ PIPCP Model ที่เน้นการเตรียมความพร้อม การสำรวจคะแนนนิยม การสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร และการประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มโอกาสชนะการเลือกตั้ง</li> </ol> อนัญญา สวัสดิสาร สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 938 953 ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6507 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนและประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน 2) เปรียบเทียบประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคลของประชาชน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง การวิจัยเป็นเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 392 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การมีส่วนร่วมของชุมชน 4 ด้าน (การตัดสินใจ การปฏิบัติงาน การรับผลประโยชน์ และการประเมินผล) และประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน 3 ด้าน (การปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล คุณลักษณะความเป็นผู้นำ และความพึงพอใจของประชาชน) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .965 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-Way ANOVA และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05 และ .01</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนและประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.12) 2) ประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่แตกต่างกันตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่แตกต่างกันตามรายได้ และ 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ในระดับสูง (r = .77) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์และการประเมินผลมีความสัมพันธ์สูง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติจะช่วยยกระดับประสิทธิผลของผู้ใหญ่บ้านและเสริมสร้างความเข้มแข็งของการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p> ธนาเมศฐ์ อภิรัฐศิรนนท์ นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 954 968 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้งานแอปพลิเคชันบริการท่องเที่ยวออนไลน์ของลูกค้าเจเนอเรชั่นวาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5529 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้งานแอปพลิเคชันบริการท่องเที่ยวออนไลน์ 2) เปรียบเทียบปัจจัยในการเลือกใช้งานแอปพลิเคชันบริการท่องเที่ยวออนไลน์ของลูกค้ากลุ่มเจเนอเรชั่นวายตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้งานแอปพลิเคชันบริการท่องเที่ยวออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้งานแอปพลิเคชันอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านความสะดวกในการใช้งานและความคุ้มค่าของราคาเป็นปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่าผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนแตกต่างกันให้ความสำคัญต่อปัจจัยดังกล่าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยด้านความสะดวกในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของแอปพลิเคชัน และการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> กฤติยาณี มณีแสง วราภรณ์ เต็มแก้ว จรียากรณ์ หวังศุภกิจโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 969 982 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการ ของครูโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6229 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของครูโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร และศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร การวิจัยดำเนินการ 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 สำรวจความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของครูโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 136 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.472 โดยด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา รองลงมาคือการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่วนการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษามีความต้องการต่ำสุด แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ผู้บริหารสถานศึกษาควรบริหารงานวิชาการแบบบูรณาการ โดยพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นและทักษะอาชีพ ส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนและนวัตกรรมเทคโนโลยี ภายใต้ระบบนิเทศกัลยาณมิตรและประกันคุณภาพตามวงจร PDCA ควบคู่การประเมินตามสภาพจริงและแนะแนวเชิงบูรณาการ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน ขยายความร่วมมือทางวิชาการ และเป็นศูนย์บริการวิชาการแก่ภาคีเครือข่าย เพื่อความยั่งยืนของการศึกษาในพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร</p> จารวี เขื่อนเพชร วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 983 998 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนล่องแก่งบ้านเขาหลัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5915 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลทั่วไปของสมาชิกและสภาพการดำเนินงาน 2) ปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินงาน 3) ข้อเสนอแนะของการดำเนินงาน 4) การได้รับและความต้องการการส่งเสริมการดำเนินงาน และ 5) วิเคราะห์แนวทางการส่งเสริมการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชน ประชากร คือ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนล่องแก่งบ้านเขาหลัก ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2560 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 108 ราย ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอยพหุ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สมาชิกวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 51.13 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย โดย 87.0% มีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยจากอาชีพหลัก 70,537.04 บาทต่อปี และรายได้จากวิสาหกิจชุมชนเฉลี่ย 13,072.22 บาทต่อปี สมาชิกส่วนใหญ่ (63.0%) ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรหลักภายในชุมชน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในตลาดภายในชุมชน โดยใช้ทุนส่วนตัวเป็นแหล่งเงินทุนหลัก 2) สมาชิกเห็นด้วยต่อปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนโดยภาพรวมในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการมีส่วนร่วม 3) สมาชิกต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรม และการจัดการทุนและทรัพยากร 4) รายได้จากอาชีพหลัก มีผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 5) ควรดำเนินการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนด้านต่าง ๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานภายนอก</p> พัชรี ศรีนาวา เฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 999 1012 ART EDUCATION MANAGEMENT SYSTEM FOR COLLEGE ADMINISTRATORS IN HEBEI PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6315 <p>This study investigates the current status, core components, and enhancement model of the art education management system for college administrators in Hebei Province, guided by three research objectives. A mixed-methods design was employed, integrating a quantitative survey of 584 administrators and art teachers from four independent art colleges—sampled using Cochran and Kish’s formulas to ensure representativeness—and qualitative in-depth interviews with 10 experts in art education management.</p> <p> To address the first objective, descriptive statistics revealed the current implementation level of art education management across eight theoretical dimensions. For the second objective, exploratory factor analysis (EFA) identified eight empirically validated components: Curriculum and Course Management, Policy and Governance, Faculty Development, Digital Systems and Informatization, Student Affairs and Extracurricular, Assessment and Quality Assurance, Resources and Facilities Management, and External Partnerships and Cultural Integration. These components, comprising 92 items with factor loadings above 0.5, explained 65.85% of the total variance. For the third objective, a comprehensive management model was developed through grounded theory analysis of expert interviews and validated against national and provincial policy frameworks.</p> <p> The proposed model integrates data-driven governance, rubric-based evaluation linked to resource allocation, and sustainable museum–school–industry collaboration pipelines. It offers a systematic framework aligned with Hebei’s digital transformation agenda and provides actionable recommendations for improving strategic planning, quality assurance, and cultural responsiveness in higher art education administration.</p> Yang Wang Suttipong Boonphadung Thada Siththada ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1013 1036 ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้บริการและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการเติบโต ของธุรกิจเช่ากล้องออนไลน์ ในพื้นที่หมู่บ้านวังชะโด ตำบลวังพัฒนา อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5704 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้บริการและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเช่ากล้องออนไลน์ ในพื้นที่หมู่บ้านวังชะโด ตำบลวังพัฒนา อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลผู้ใช้บริการเช่ากล้องออนไลน์ ในหมู่บ้านวังชะโด ตำบลวังพัฒนา อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการธุรกิจเช่ากล้องออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าว และ (3) เพื่อศึกษาการเติบโตของธุรกิจเช่ากล้องออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าวกลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยใช้บริการเช่ากล้องออนไลน์ จำนวน 165 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20<strong><em>–</em></strong>29 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 30,000 บาทต่อเดือน <strong><em><br /></em></strong>2) พฤติกรรมการใช้บริการเช่ากล้องออนไลน์ส่วนใหญ่เพิ่งเคยใช้บริการ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อการท่องเที่ยว ช่องทางที่นิยมคือโซเชียลมีเดีย โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่ากล้อง ได้แก่ ราคา ความน่าเชื่อถือ และความสะดวกในการใช้บริการ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจเช่ากล้องออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับ <strong>“</strong>มากที่สุด<strong>”</strong> โดยเฉพาะด้านการบริการ ช่องทางเช่าที่สะดวก และความน่าเชื่อถือของร้าน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้บริการไม่พบว่ามีผลต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ธันยชนก สุขแสวง กชกร สุขสอาด ณัฐสิรี พุกงาม นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1037 1049 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6236 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือข้าราชการครู รวมทั้งสิ้น 331 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา <strong><br /></strong>โดยภาพรวมมีค่าอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาในทุกด้าน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาได้ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการเป็นแบบอย่าง และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด สามารถพยากรณ์การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> แพรวพร หมื่นไธสง วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1050 1065 สภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. กลุ่มโรงเรียนที่ 9 ไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5518 <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. กลุ่มโรงเรียนที่ 9 ไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนในกลุ่มฯ จำนวน 19 แห่ง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบโครงการ โรงเรียนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่นสูงมากด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.967 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ของกลุ่มโรงเรียนที่ 9 ไตรมิตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านนักเรียน ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการปลูกฝังคุณธรรมจนเกิดเป็นอุปนิสัยที่ดี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านครู ทั้งนี้ ประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนที่สุดตามข้อค้นพบย่อย ได้แก่ การจัดทำนวัตกรรมการบริหารงานด้านคุณธรรมของผู้บริหาร เนื่องจากขาดความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี และการจัดแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการปลูกฝังคุณธรรมในโรงเรียนเนื่องจากการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ดังนั้น โรงเรียนควรเน้นการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมแก่ผู้บริหารและจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น</p> วีราวัลย์ ทองท้วม ณิรดา เวชญาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1066 1076 อุปกรณ์ตรวจสอบวงจรไฟฟ้าแรงต่ำภายในอาคาร โดยบันทึกข้อมูล และรายงานผลผ่านแอปพลิเคชัน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5735 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ตรวจสอบวงจรไฟฟ้าแรงต่ำภายในอาคาร 2) เพิ่มความปลอดภัยในการตรวจสอบวงจรไฟฟ้า 3) ตรวจสอบและจำแนกความถูกต้องของคู่สายไฟฟ้า 4) บันทึกข้อมูลผลการตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน Google Sheets และ 5) แสดงผลการตรวจสอบผ่านหน้าจอ TFT LCD วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) โดยออกแบบและสร้างอุปกรณ์ต้นแบบที่ประกอบด้วย Arduino Mega 2560 WiFi ทำงานร่วมกับ ESP32 รีเลย์โมดูล 16 ช่อง หน้าจอ TFT LCD และวงจรแปลงแรงดัน LM2596 อุปกรณ์ถูกออกแบบให้รองรับการตรวจสอบคู่สายได้สูงสุด 12 คู่ จากนั้นทดสอบการทำงานกับสายไฟมาตรฐาน IEC (THW) ที่มีความยาว 30 เมตร 80 เมตร และ 100 เมตร ทั้งในกรณีการต่อคู่สายถูกต้องและการต่อคู่สายสลับ พร้อมบันทึกผลการทดสอบผ่านระบบออนไลน์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) อุปกรณ์สามารถตรวจสอบและจำแนกคู่สายไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่ออกแบบไว้ (2) การใช้งานอุปกรณ์ช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบวงจรไฟฟ้าแบบดั้งเดิมและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน (3) อุปกรณ์สามารถตรวจพบทั้งคู่สายที่ต่อถูกต้องและคู่สายที่สลับกันได้อย่างแม่นยำในทุกระยะสายที่ทดสอบ (4) ระบบสามารถบันทึกข้อมูลผลการตรวจสอบไปยัง Google Sheets ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกเว้นกรณีพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอ และ (5) การแสดงผลผ่านหน้าจอ TFT LCD มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และแสดงผลได้แบบเรียลไทม์ โดยสรุป อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำ เสถียร และมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้งานจริงในงานตรวจสอบระบบไฟฟ้าแรงต่ำภายในอาคาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และยกระดับความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> มนตรี สุขชุม กิตติคม นนท์ประสาท สมชาย สัมพันธ์ศรี ปวิตรี อัตบุตร ทรงพล เรืองกสิกรณ์ ธนากร หาญชนะ ศศิพร คงห้วยรอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1077 1089 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู ในโรงเรียนสหวิทยาเขตภาคีนพวัฒน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6609 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในโรงเรียนสหวิทยาเขตภาคีนพวัฒน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในโรงเรียนสหวิทยาเขตภาคีนพวัฒน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอนจำนวน 260 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบง่ายโดยจัดสัดส่วน (Proportional Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ One-way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.44, S.D. = .556) โดยด้านแรงบันดาลใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.46, S.D. = .532) รองลงมาคือด้านจินตนาการ ( = 4.45, S.D.= .545) และด้านการนำการเปลี่ยนแปลง ( = 4.45, S.D. = .559) สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารมีความสามารถโดดเด่นในการสร้างแรงจูงใจภายในให้แก่บุคลากร คิดนอกกรอบ และนำพาองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 โดยโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ครูที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีการรับรู้สูงกว่าครูวุฒิปริญญาตรี และครูที่มีประสบการณ์การทำงานมากมีการรับรู้สูงกว่าครูที่มีประสบการณ์น้อย</p> พัชรา ธรรมกุล ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1090 1104 ปัญญาประดิษฐ์กับการปฏิรูปการบริหารความเสี่ยงอนุมัติสินเชื่อ ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ : แนวโน้ม โอกาส และความท้าทาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6468 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ ที่เกี่ยวกับการยกระดับของกระบวนการพิจารณาสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการทางการเงินกับสมาชิก ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้นำระบบการวิเคราะห์เครดิตมาใช้งาน แต่ในปัจจุบันสถาบันการเงินอย่างเช่นธนาคารมีความนิยมใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงโดยในบทความนี้ มีเนื้อหาครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลสถิติแบบดั้งเดิมสู่การใช้อัลกอริทึมขั้นสูง เช่น XGBoost และ LightGBM เป็นต้น ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือก ได้แก่ พฤติกรรมดิจิทัล การชำระสาธารณูปโภค และข้อมูลเชิงจิตวิทยา เพื่อสร้างคะแนนเครดิตที่มีความแม่นยำสูงและลดอัตราหนี้เสีย (NPL)</p> <p>บทความนี้ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นความสามารถในการอธิบายได้ผ่านเทคนิค Explainable AI (XAI) ได้แก่ SHAP และ LIME เพื่อแก้ปัญหาความเป็นกล่องดำ (Black-box) ของปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างความโปร่งใส และลดความเอนเอียง (Bias) ตามหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงการนำเสนอกรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ตามมาตรฐาน COSO ERM 2017 การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และแนวทางการกำกับดูแลความเสี่ยงจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p> อรุณรุ่ง พวงระย้า ภาณุภณ พสุชัยสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1105 1123 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจและการเลือกซื้อครีมอาบน้ำ ของกลุ่ม LGBTQ ในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6454 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด พฤติกรรมการเลือกซื้อ และการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ำของกลุ่ม LGBTQ ในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4P ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ำของกลุ่ม LGBTQในประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4P ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ำของกลุ่ม LGBTQในประเทศไทย</p> <p>ผู้วิจัยได้ทำการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยของต่างประเทศและในประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด ตัวแปรอิสระประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านประชากรซึ่งได้แก่ เพศ อายุ รายได้ อาชีพและสถานภาพสมรส(4P) ในส่วนของตัวแปรตามประกอบไปด้วย พฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ำและการตัดสินใจซื้อ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษากับผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำในประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูล และ ศึกษาเฉพาะตลาดครีมอาบน้ำ ได้แก่ กลุ่มความงาม (Beauty)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ศึกษาปัจจัยด้านส่วนประสมทางตลาด พฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ำและการตัดสินใจซื้อครีมอาบน้ำของกลุ่มLGBTQในประเทศไทย พบว่าLGBTQ สนใจเรื่องของกลิ่นเป็นอันดับแรก เพราะว่ากลิ่นทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ และเป็นตัวเอง ลำดับถัดมาให้ความสนใจกิจกรรมทางการตลาด เช่น โปรโมชั่น1แถม1 หรือกิจกรรมตามเทศกาลเช่น Bangkok Pride Festival เพราะเป็นเทศกาลที่รวมเหล่า LGBTQ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</p> <p> 2) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4P ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อครีมอาบน้ำของกลุ่ม LGBTQ ในประเทศไทยพบว่า จำนวนประชากรในประเทศไทยมีการเกิดที่ลดน้อยลง ปัจจุบันประเทศไทยเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น ทำให้กลุ่ม LGBTQ เติบโตมากขึ้น และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลุ่มคน LGBTQ ใช้ชีวิตแบบมีความสุขและพร้อมที่จะซัพพอร์ทสินค้าหรือบริการที่ทำมาเพื่อคนกลุ่มนี้อีกด้วย</p> <p> 3) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 4P ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้ครีมอาบน้ำของกลุ่ม LGBTQ ในประเทศไทยพบว่า LGBTQ ในประเทศมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้สินค้าและบริการหันมาสนใจพฤติกรรมการเลือกใช้สินค้าหรือบริการของกลุ่มคนLGBTQมากขึ้น นอกจากนี้ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดยังมีปัจจัยที่เพิ่มมากขึ้นเช่น ความเท่าเทียม ความจริงใจ และ มองว่าเป็นผู้บริโภคปกติเหมือนเพศทั่วไป</p> วัชรสิทธิ์ สระทองแยง อธิพันธ์ วรรณสุริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1124 1141 ความคิดเห็นต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีพุทธศักราช 2569 ของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6719 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีพุทธศักราช 2569 ของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านกระบวนการเลือกตั้ง ด้านความสำคัญของการเลือกตั้ง ด้านผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้านนโยบาย ด้านแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกตั้ง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเสนา ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และเมื่อพบความแตกต่างจะทดสอบ ความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ความคิดเห็นต่อการเลือกตั้งในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.02) 2) ความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในด้านต่าง ๆ พบว่า ด้านความสำคัญของการเลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาด้านนโยบาย ด้านผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้านแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกตั้ง และด้านกระบวนการเลือกตั้ง ตามลำดับ 3) ความคิดเห็นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ รายได้ต่อเดือน ไม่ส่งผลต่อระดับความคิดเห็นต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีพุทธศักราช 2569 ของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านอายุ ปัจจัยด้านระดับการศึกษา ปัจจัยด้านอาชีพ ปัจจัยด้านสถานภาพสมรสมี และปัจจัยด้านที่อยู่ในอำเภอ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ศิรดา คงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1142 1153 แนวทางการยกระดับประสิทธิภาพการสอนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจบริบททางสังคมการเมืองและความพร้อมในการปฏิบัติงานของนักเรียนนายสิบตำรวจ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6520 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจในบริบททางสังคมการเมืองและการเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในยุคพลเมืองตื่นรู้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพปัญหาและช่องว่างทางการเรียนรู้ 2) การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3) การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง และ 4) การประเมินผลสัมฤทธิ์ในมิติด้านความรู้ ทัศนคติ และสมรรถนะการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือนักเรียนนายสิบตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 108 นาย ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กรณีศึกษาเชิงพื้นที่ และสถานการณ์จำลอง แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ และแบบประเมินความพร้อมในการปฏิบัติงานเชิงพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนการสอนตำรวจยังคงติดกับดักการเรียนรู้แบบรับส่วนเดียว ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเผชิญหน้ากับความซับซ้อนของพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ที่มีความเข้มข้นทางอุตสาหกรรมและพลวัตทางการเมืองสูง การนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่พัฒนาขึ้นมาใช้ส่งผลให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( = 13.12) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 6.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 นอกจากนี้ ผลการทดสอบทางสถิติยืนยันว่าปัจจัยด้านวุฒิการศึกษาและช่วงอายุไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความพร้อมในการปฏิบัติงานภายหลังการเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอม ที่ยกระดับวุฒิภาวะทางความคิดของนักเรียนนายสิบตำรวจทุกกลุ่มให้เข้าสู่มาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การศึกษานี้เสนอแนะว่าการปฏิรูปการศึกษาตำรวจจำเป็นต้องก้าวข้ามการท่องจำตัวบทกฎหมายไปสู่การสร้างความฉลาดทางบริบท และการใช้หลักความยุติธรรมเชิงกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนอย่างยั่งยืน</p> สุกฤตา สุกฤตา ภภาชลทิพย์ จุมพล สังขะเกตุ พนัญชัย ชื่นใจธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1154 1168 การศึกษาผลกระทบของความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6613 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทั้งหมด</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> 2) ปัจจัยด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจในการออม และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงินดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> กีรติ คงสุพรศักดิ์ อธิพันธ์ วรรณสุริยะ ปรมินทร์ โฆษิตกุลพร ชาญณรงค์ ชัยพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1169 1188 พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนที่มีอายุ 18 – 30 ปี (GEN Z) ในจังหวัดสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6737 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรความรู้ขององค์กรรวมทั้งศึกษาลักษณะสำคัญ ปัจจัยสนับสนุนตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดการความรู้ภายในองค์กรการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรในองค์กรที่ทำการศึกษาซึ่งได้มาจากการสุ่มตามความเหมาะสมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนเอกสารแนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ลักษณะขององค์กรความรู้ ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การให้ความสำคัญกับความรู้เป็นทุนหลักขององค์กรการส่งเสริมการเรียนรู้ของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ระบบและกระบวนการจัดการความรู้ที่ชัดเจนการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ภายในองค์กร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการจัดการความรู้บทบาทของผู้นำในการส่งเสริมองค์กรความรู้ และการนำความรู้ไปใช้เพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรม ตอนที่ 3 ปัญหาและอุปสรรคในการเป็นองค์กรความรู้ และตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมโดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และคำถามปลายเปิดการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการแจกแบบสอบถามทั้งในรูปแบบเอกสารและแบบสอบถามออนไลน์ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการเป็นองค์กรความรู้ขององค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะด้านการให้ความสำคัญกับความรู้เป็นทุนหลักขององค์กร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการจัดการความรู้ อย่างไรก็ตามด้านการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ และการนำความรู้ไปใช้เพื่อสร้างนวัตกรร ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม อุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลา ภาระงานที่สูงและการขาดกลไกสนับสนุนจากองค์กรผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรความรู้ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p> ธนิษฐา ร่มพดตาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1189 1202 สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6405 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 19 คน ข้าราชการครู จำนวน 295 คน รวมทั้งสิ้น 314 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา มีจำนวน 3 ด้าน เรียงลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ด้านการสื่อสารและการร่วมมือ และด้านความรู้ด้านสารสนเทศและข้อมูล ตามลำดับ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> พิมพ์วิไล สุวรรณโน วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1203 1217 พัฒนาการสู่ความเป็นครู: การศึกษาเชิงธีมว่าด้วยการเรียนรู้ ของนักศึกษาฝึกสอนในช่วงปฏิบัติการสอน 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6538 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาฝึกสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้และพัฒนาการด้านการจัดการเรียนรู้ระหว่างการปฏิบัติการสอน 2 (2) วิเคราะห์แบบแผนธีมจากข้อมูลสะท้อนคิดเพื่ออธิบายโครงสร้างพัฒนาการเชิงวิชาชีพ และ (3) อธิบายกระบวนการก่อรูปอัตลักษณ์ความเป็นครูในระยะเปลี่ยนผ่านสู่การประกอบวิชาชีพ ผู้ให้ข้อมูลคือนักศึกษาฝึกสอนจำนวน 76 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาทั้งรุ่น ข้อมูลถูกรวบรวมผ่านคำถามปลายเปิด 1 ข้อเกี่ยวกับการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงธีมแบบอุปนัยตามแนวทางของ Braun &amp; Clarke</p> <p>ผลการวิจัยพบธีมหลัก 7 ธีม ได้แก่ (1) การวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ (2) ทักษะการสอนและกระบวนการสอน (3) สื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการสอน (4) การจัดการชั้นเรียนและพฤติกรรมผู้เรียน (5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (6) การพัฒนาคุณลักษณะและจิตวิญญาณความเป็นครู และ (7) การสื่อสารและความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ ข้อค้นพบเชิงสังเคราะห์สะท้อนว่าการพัฒนาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน หากแต่ดำเนินไปในลักษณะ “วงจรเสริมพลัง” ที่เชื่อมโยงการออกแบบการสอน ความมั่นใจในการปฏิบัติ การทดลองแนวทางใหม่ และการประเมินนปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบ่งชี้ว่าการบูรณาการเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ครูรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ระดับความลุ่มลึกของการสะท้อนคิดยังแตกต่างกัน ซึ่งมีนัยต่อการออกแบบกิจกรรมสะท้อนคิดอย่างมีโครงสร้างในหลักสูตรครู</p> วดาภรณ์ พูลผลอำนวย ธิดารัตน์ สมานพันธ์ จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง อนิรุทธิ์ สมเสาร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1218 1236 การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการเพิ่มสมรรถนะของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดศรีสุนทร (มิตรภาพ 15) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6746 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถนะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดศรีสุนทร (มิตรภาพ 15) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 2) เพื่อศึกษาหลักอิทธิบาท 4 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการเพิ่มสมรรถนะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดศรีสุนทร (มิตรภาพ 15) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูป/คน ได้แก่พระภิกษุที่เป็นพระสอนศีลธรรม 2 รูป ผู้บริหารสถานศึกษา 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 3 คน และตัวแทนผู้ปกครอง 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>การเพิ่มสมรรถนะของนักเรียนเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และคุณธรรม สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม นักเรียนยังมีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจ ความเพียร สมาธิ และความรับผิดชอบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านครอบครัว โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางสังคม</li> <li>หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นหลักธรรมที่มุ่งพัฒนากาย จิต และปัญญา เพื่อสร้างความสำเร็จในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต โดยเน้นความพอใจในสิ่งที่ทำ ความเพียรพยายาม ความตั้งใจมั่น และการใช้ปัญญาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ</li> <li>การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการจัดการเรียนการสอน สามารถพัฒนาสมรรถนะของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน เข้าเรียนสม่ำเสมอ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความรับผิดชอบและส่งงานตรงเวลา <strong><em><br /></em></strong>มีวินัยในตนเอง มีสมาธิในการเรียน และสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน และบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</li> </ol> พระดนุพล คุณากโร (ลุ้งส้าน) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1237 1252 การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศ ทางวิชาการ ของโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6673 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (3) ศึกษาผลการใช้กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ และ (4) ประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง จำนวน 138 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 153 คน ดำเนินการวิจัยในปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.42) ขณะที่ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.52) (2) ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการแบบ PURP Academic Excellent พบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63 และ ( = 4.65) ตามลำดับ (3) ผลการใช้กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการอยู่ในระดับความสำเร็จมากที่สุด ( = 4.52) และ (4) การดำเนินกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศโดยภาพรวมมีความสำเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61) นอกจากนี้ ผลการสังเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ใช้กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น พบว่า กลยุทธ์ดังกล่าวมีคุณค่าเชิงวิชาการ มีประโยชน์ต่อวงการศึกษา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ภิรัญญา อินถิติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1253 1271 กลวิธีการดัดแปลงบทร้อยแก้วจากวรรณคดีสู่บทละครรำ : กรณีศึกษาเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6573 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกลวิธีการดัดแปลงบทร้อยแก้ว<br>จากวรรณคดีสู่บทละครรำ โดยมีกรณีศึกษาเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม <br>เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดกลุ่มข้อมูลให้เป็นสัดส่วนตามประเด็นที่ศึกษา และนำมาเปรียบเทียบข้อมูลกันจากการศึกษาในลักษณะการบรรยายเชิงพรรณนา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการดัดแปลงบทร้อยแก้วสู่บทละครรำ ปรากฏ 5 ขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประพันธ์บทต้องศึกษา ดังนี้ 1. ผู้ประพันธ์บทจะต้องเข้าใจเนื้อหาของเรื่องโดยละเอียด 2. ต้องทราบถึงแนวคิดของเรื่อง เพื่อให้สามารถประพันธ์บทที่สื่อถึงจุดมุ่งหมายในการถ่ายทอดข้อคิดของเรื่องได้ เช่น เรื่องกามนิต-วาสิฏฐี คือเรื่องการแสวงหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต การปล่อยว่าง การไม่ยึดติดสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น 3. ต้องเข้าใจบุคลิก นิสัยของตัวละคร ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เช่น กามนิตมีความรักกับวาสิฏฐี สาตาเคียรชอบวาสิฏฐีอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์จากการพลัดพรากและดำเนินเรื่องต่อไป เป็นต้น 4. ต้องเข้าใจช่วงเวลาของเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง เพื่อการเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ในการเริ่มประพันธ์บทละคร เช่น พระพุทธเจ้าเดินทางมาถึงบ้านช่างปั้นหม้อในเวลาเย็นใกล้หัวค่ำในช่วงเปิดเรื่อง และเข้าพักแรมที่บ้านช่างปั้นหม้อต่อ เป็นต้น 5. ต้องมีความรู้เรื่องการประพันธ์บทละครรำ รูปแบบบทกลอน เพื่อให้เนื้อหาสัมผัสกันตามฉันทลักษณ์จะช่วยให้สัมพันธ์กับดนตรี ทำนองเพลง ท่ารำ การขับร้อง มีความสอดคล้องกัน เกิดความไพเราะ เป็นสุนทรียศิลป์และวรรณศิลป์ในบทละครรำ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลวิธีการดัดแปลงบทร้อยแก้วจากวรรณคดีสู่บทละครรำ กรณีศึกษาเรื่องกามนิต-วาสิฏฐีนั้น มีขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประพันธ์ต้องทราบ 5 ขั้นตอน เมื่อถอดแนวคิดออกมาได้ว่า เรื่องกามนิต - วาสิฏฐี นำเสนอเรื่องความสุขของชีวิต เหตุของทุกข์ และการดับทุกข์ มีตัวละครหลักในการเล่าเรื่องคือ กามนิต วาสิฏฐี ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างตัวละครคือเป็นคนรักที่ต้องพลัดพรากจากกัน มีความคิดชัดเจนจากวรรณกรรมบทร้อยแก้วที่บรรยายไว้คือมีความคิดที่อยากจะหลุดพ้นจากสิ่งที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ มีช่วงเวลาของเหตุการณ์ที่บรรยายไว้ชัดเจน เมื่อนำมาประพันธ์บทละครรำจำสามารถใช้คำในการประพันธ์ให้คล้องจองกัน บรรยายเหตุการณ์ให้กระชับจากบทร้อยแก้วได้เพื่อนำเสนอจุดมุ่งหมายของเรื่อง จะทำให้การแสดงที่ออกมาดูน่าติดตามและไม่น่าเบื่อ</p> ฉันท์ชนก พรมศิริกรรณ มาลินี อาชายุทธการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1272 1285 ความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการที่ดีกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6098 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการที่ดีกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินปี 2565 2567 จำนวน 171 ตัวอย่าง และทำการวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ สำหรับการกำกับดูแลกิจการที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย ขนาดของคณะกรรมการบริษัท สัดส่วนของคณะกรรมการอิสระต่อคณะกรรมการบริษัท จำนวนครั้งการประชุมคณะกรรมการโดยที่ตัวชี้วัดคือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น</p> <p> จากการศึกษา พบว่า ความถี่ในการประชุมของคณะกรรมการมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างมันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (β = -1.121, p=0.040) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการประชุมที่มากเกินความจำเป็นอาจก่อให้เกิดต้นทุนทางตรงและทางอ้อม เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม เวลาของกรรมการที่สูญเสียไป และการตัดสินใจที่ล่าช้า ในทางตรงกันข้าม ความเป็นอิสระของคณะกรรมการตรวจสอบและขนาดของคณะกรรมการไม่แสดงความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ดังนั้น ผู้บริหารและคณะกรรมการควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและเนื้อหาสาระของการประชุมมากกว่าปริมาณความถี่ โดยควรออกแบบวาระการประชุมให้มีประสิทธิผล เตรียมข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ และมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญต่อการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง ผลการศึกษานี้ยังเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในการพิจารรณาปัจจัยด้านการกำกับดูแลกิจการประกอบการตัดสินใจลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</p> ณณิชากร กล้องแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1286 1303 การส่งเสริมหลักภาวนา 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ชุมชนวัดนางหลง ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6732 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ชุมชนวัดนางหลง ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง 2) เพื่อศึกษาหลักภาวนา 4 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนดังกล่าว ทั้งนี้ การศึกษามีความสำคัญภายใต้บริบทสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และระบบการดูแลสุขภาวะของประชากร การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพปัญหา แนวคิด และแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน</p> <p><em> </em>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ หมายถึง การมีความสุขทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และปัญญา ควบคู่กับความพึงพอใจในชีวิตและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุยังเผชิญปัญหาสุขภาพ ความเครียด และความโดดเดี่ยว จึงจำเป็นต้องพัฒนาโดยใช้แนวทางแบบองค์รวมที่บูรณาการทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา</li> <li>หลักภาวนา 4 เป็นหลักธรรมที่มุ่งพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วย กายภาวนา (การพัฒนาร่างกาย) ศีลภาวนา (การพัฒนาพฤติกรรมและคุณธรรม) จิตภาวนา (การพัฒนาจิตใจให้มีสติและสมาธิ) และปัญญาภาวนา (การพัฒนาปัญญาและการคิดอย่างมีเหตุผล) ซึ่งสามารถนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม</li> <li>การส่งเสริมหลักภาวนา 4 สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างรอบด้าน โดยกายภาวนาช่วยส่งเสริมสุขภาพ ศีลภาวนาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสังคม จิตภาวนาช่วยให้เกิดความสงบทางใจ และปัญญาภาวนาช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อย่างมีเหตุผล</li> </ol> พระอธิการภิญโญ ภูริปญโญ (ชูชนะ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1304 0319 การจัดการเลือกตั้งและความพร้อมของคณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6201 <p>บทความวิจัยวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลของการเลือกตั้งท้องถิ่น 2) วิเคราะห์การจัดการเลือกตั้งและความพร้อมของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลของการเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยอาศัยกรอบแนวคิดและทฤษฎีทางการจัดการของ Henri Fayol, John Sheldrake (1996), Downing and Thackrey (1971) และ Gibson และคณะ (1982) การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มประชากรคือประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและอาศัยอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 820,451 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน โดยใช้ตารางของเครจีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป รวมจำนวน 15 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับประสิทธิผลของการเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการผลิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านความพึงพอใจ ด้านการปรับเปลี่ยน และด้านการพัฒนา ขณะที่ด้านประสิทธิภาพมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด นอกจากนี้ การจัดการเลือกตั้งและความพร้อมของคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการควบคุม ด้านทางกาย ด้านสติปัญญา และด้านสิ่งแวดล้อม สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ร้อยละ 65.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และ 3) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องอันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและยกระดับการเลือกตั้งท้องถิ่นให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น</p> ชัยวัฒน์ ภาคีสิน ธนกฤต โพธิ์เงิน วิทยา สุจริตธนารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1320 1338 ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละ Generation https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6524 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุนของประชากรแต่ละ Generation ของกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) ด้านประชากร พบว่า ทักษะทางการเงิน การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจและพฤติกรรมในการลงทุน ไม่ส่งผลต่อ Generation</p> <p>2) ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน ส่วนเพศ ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน</p> <p>3) ปัจจัยทักษะทางการเงิน พบว่า ความรู้ทางการเงิน ทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน</p> <p>4) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยี การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความไว้วางใจและความปลอดภัย พฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีการและลงทุนความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่อง ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน</p> <p>5) ปัจจัยแรงจูงใจในการลงทุน พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยี ส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน</p> จุภาพร เพ็งหยวก อธิพันธ์ วรรณสุริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1339 1363 ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6676 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ศึกษาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 310 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan) และใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำแนกตามอำเภอ 5 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความรู้ทางเทคนิค ด้านการบริหารความเสี่ยง ด้านการคิดเชื่อมโยง ด้านการสร้างองค์กรนวัตกรรม และด้านการสังเกต 2) ระดับการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์สภาพปัญหาการเรียนรู้ ด้านการออกแบบและพัฒนานวัตกรรม ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการทดลองและนำไปใช้ 3) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู ได้แก่ การบริหารความเสี่ยง และความรู้ทางเทคนิค ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) สมการพยากรณ์ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.44 + 0.36 (x<strong><sub>3</sub></strong>) + 0.53 (x<strong><sub>4</sub></strong>)<strong> </strong>และในรูปคะแนนมาตรฐาน Z= 0.32Zx<sub>3</sub> + 0.56Zx<sub>4</sub></p> ฐิติวุฒิ จุมปู วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1364 1383 ทักษะการบริหารในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา อำเภอนาจะหลวย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6659 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ทักษะการบริหารในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของโรงเรียน และ 2. ข้อเสนอการพัฒนาทักษะการบริหารในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู รวม 191 คน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 173 คน คิดเป็นร้อยละ 90.58 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และมีข้อคำถามปลายเปิด แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .50 -.90 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ทักษะการบริหารในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของโรงเรียน โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2. ข้อเสนอการพัฒนาทักษะการบริหารในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของโรงเรียน มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ 3 ประการแรก ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรมีทักษะความคิดรวบยอดในการจัดสรรงบประมาณและอุปกรณ์อย่างชาญฉลาด โดยเน้นที่ความคุ้มค่าและเลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการศึกษา (2) ผู้บริหารควรสร้างความเข้าใจว่ากระบวนการเรียนรู้ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามบริบทที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ครูมีความยืดหยุ่นทางความคิดและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และ (3) ผู้บริหารควรเป็นผู้นำในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้นำชุมชน เพื่อให้การพัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของท้องถิ่น</p> ลำไพ ศรีดาโคตร เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1384 1403 ความสัมพันธ์ของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กับการบริหารจัดการคุณภาพของสถานีบริการน้ำมัน กรณีศึกษา กลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในเขต กรุงเทพมหานคร 50 เขต https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5720 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการคุณภาพของสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กับการจัดการคุณภาพของสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางการนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มาใช้กับการจัดการคุณภาพของสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ Quantitative Research) เก็บข้อมูลกับคือ ตัวแทนผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 98 สถานีบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) โดยใช้สัมประสิทธิ์เพียร์สันหาความสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารจัดการคุณภาพของสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.59 มากที่สุด</li> <li>ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีความสัมพันธ์กับการจัดการคุณภาพสถานีบริการน้ำมัน ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ทิศทางเดียวกัน ในระดับต่ำ (r= .428**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>3. ผู้ประกอบการควรลงทุนในระบบพลังงานและการจัดการน้ำ เพราะจะสามารถส่งผลประโยชน์ต่อคุณภาพการให้บริการอย่างยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการได้</li> </ol> ปรัษฐาชนม์ นิมากร วลัยพร รัตนเศรษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1404 1418 ปัจจัยการสื่อสารที่มีผลต่อการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของเทศบาลตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5958 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน 2) ศึกษาปัจจัยการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลตำบลศรีบัวบาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากรกับการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านเนื้อหาสื่อกับการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในตำบลศรีบัวบาน จำนวน 383 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและใช้สถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการประชาสัมพันธ์ 2) ประชาชนเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์มากที่สุดผ่านช่องทางระบบเสียงไร้สายและเสียงตามสาย โดยรูปแบบสื่อที่ใช้ภาษาง่าย เข้าใจได้ทันที เป็นรูปแบบที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด 3) สื่อจากรถแห่หรือรถประชาสัมพันธ์ในหมู่บ้าน เป็นสื่อที่ประชาชนมีความถี่ในการเปิดรับมากที่สุด และ 4) ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีผลต่อการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ ระดับการศึกษา อาชีพ อายุ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล และสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย มีอิทธิพลต่อการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื้อหาสื่อที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย มีความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย รวมถึงการใช้ภาพและกราฟฟิก มีความสัมพันธ์กับการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์ของประชาชน</p> เสาวณัฐ มูลสม หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล กานต์ บุญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1419 1433 ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสมดุลระหว่างชีวิต และการทำงานของตำรวจ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6357 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) ศึกษาระดับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของข้าราชการตำรวจ 2) ศึกษาระดับปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการตำรวจจำนวน 65 คน ด้วยแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า</p> <p>1) ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของข้าราชการตำรวจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง</p> <p>2) ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การโดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ความคาดหวังด้านเวลาและการรับรู้ผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพเป็นประเด็นที่มีผลต่อการรับรู้ของบุคลากร</p> <p>3) ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การมีอิทธิพลต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานมีอิทธิพลเชิงบวก ส่วนความคาดหวังด้านเวลาและการรับรู้ผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพมีอิทธิพลเชิงลบ</p> นิษฐา โชคคูหาพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1434 1446 ภาวะผู้นำของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัล ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษานครพนม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6753 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา โดยจำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (3) ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับสมรรถนะดิจิทัลของครู และ (4) วิเคราะห์อำนาจในการพยากรณ์ของภาวะผู้นำดังกล่าวที่มีต่อสมรรถนะดิจิทัลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 80 คน และครู จำนวน 175 คน รวมทั้งสิ้น 255 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .80–1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยแยกตามวัตถุประสงค์ พบว่า (1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้งในมุมมองของผู้บริหารและครู สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนองค์กร การส่งเสริมศักยภาพครู และการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (2) สมรรถนะดิจิทัลของครูอยู่ในระดับมากทั้งภาพรวมและรายด้าน แสดงถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การสร้างสื่อดิจิทัล และการใช้อย่างมีจริยธรรม (3) ภาวะผู้นำของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับสมรรถนะดิจิทัลของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) องค์ประกอบของภาวะผู้นำ ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การมุ่งเน้นเป้าหมาย และการมีวิสัยทัศน์ สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะดิจิทัลของครูได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า R = .78 และ R² = .60 สะท้อนให้เห็นว่าภาวะผู้นำมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสมรรถนะดิจิทัลของครูอย่างเป็นระบบ</p> คณึงนิตย์ พิลาอ่อน อัครวัฒน์ บุปผาทวีศักดิ์ นาวี อุดร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1447 1463 ภาษากับสังคมวัฒนธรรมในวรรณกรรมท้องถิ่นสุรินทร์-ศรีสะเกษ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6637 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมท้องถิ่นสุรินทร์–ศรีสะเกษ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากเอกสารวรรณกรรมท้องถิ่นที่รวบรวมและจัดพิมพ์โดยศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยนิทานพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย และสำนวนภาษิตคำสอนพื้นบ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเอกสารวรรณกรรมท้องถิ่น โดยใช้กรอบแนวคิดด้านภาษา สังคม และวัฒนธรรมเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นจัดหมวดหมู่ข้อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ในลักษณะพรรณนาวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า วรรณกรรมท้องถิ่นสุรินทร์–ศรีสะเกษสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนในหลายมิติ ได้แก่ 1) ด้านวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตในสังคมชนบทและการประกอบอาชีพเกษตรกรรม 2) ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญู การเคารพผู้ใหญ่ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 3) ด้านความเชื่อและศาสนาที่สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกฎแห่งกรรม 4) ด้านข้อประพฤติและการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมและแนวทางการดำเนินชีวิตตามค่านิยมของสังคม และ 5) ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในการดำรงชีวิตของชุมชน ซึ่งถ่ายทอดผ่านภาษาและเนื้อหาของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าวรรณกรรมท้องถิ่นเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างทางสังคม ค่านิยม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชน อันมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์และถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น</p> อรรถพล แสงทอง โกวิทย์ พิมพวง เมธาวี ยุทธพงษ์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1464 1475 รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรม ทางกายและการออกกำลังกาย: กรณีศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6560 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพทั่วไปและปัญหาการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย (2) วิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ และ (3) เสนอรูปแบบและแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้แทนชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยว จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสมุนไพร กลุ่มที่พักโฮมสเตย์ คณะกรรมการวัดพื้นที่เชิงวัฒนธรรมภูทอก และนักท่องเที่ยว และ (2) กลุ่มผู้บริหารและผู้นำชุมชน จำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน ประธานกลุ่มโฮมสเตย์ และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>(1) แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนาภูทอกมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศาสนา และภูมิปัญญาสมุนไพร อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการยังขาดรูปแบบที่ชัดเจน กิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวยังมีจำกัด และการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง</p> <p>(2) พื้นที่และชุมชนมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสุขภาพ เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของพื้นที่ เช่น การเดินขึ้นภูเขา การเดินชมธรรมชาติ รวมทั้งมีทุนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ด้านสมุนไพร กลุ่มโฮมสเตย์ และเครือข่ายชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้ และ</p> <p>(3) รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เหมาะสมควรยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานกิจกรรมทางกาย</p> เอกศักดิ์ เฮงสุโข อัษฎา ไตรเพิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1476 1492 รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดน้ำหนักสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มตะวันตกที่มีภาวะอ้วน: กรณีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5252 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดน้ำหนักสำหรับนักศึกษาที่มีภาวะอ้วน และ 2) เพื่อประเมินผลการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะอ้วน (ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) จำนวน 25 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตพฤติกรรม และบันทึกภาคสนาม กิจกรรมโปรแกรมจัดในรูปแบบเวิร์กช็อป จำนวน 6 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการเสริมสร้างแรงจูงใจ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการวิจัยได้นำมาสู่การพัฒนารูปแบบในลักษณะเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการจำนวน 6 ครั้ง ที่ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการเสริมสร้างแรงจูงใจ และถูกประเมินว่ามีประสิทธิภาพในการกระตุ้นและสนับสนุน ให้นักศึกษาที่มีภาวะอ้วนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อการลดน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม และ 2) พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสามด้านหลักหลังเข้าร่วมกิจกรรม ด้านความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโภชนาการและการเลือกอาหารที่ถูกต้อง<strong><em>, </em></strong>ด้านทัศนคติที่ดีขึ้นต่อการออกกำลังกายและความสำคัญของการดูแลสุขภาพ<strong><em>, </em></strong>และด้านพฤติกรรมสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การลดการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง และการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ซึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือการเสริมสร้าง Self-Efficacy ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง และการเกิดเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมภายในกลุ่มผู้เข้าร่วม</p> ญษมณ ละทัยนิล ภณิชชา จงสุภางค์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1493 1506 อิทธิพลของการตลาดเนื้อหาต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6277 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นด้านการตลาดเนื้อหา ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนมต่อการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นด้านกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการตลาดเนื้อหา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ ในจังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระ</p> <p>ผลการวิจัยที่พบว่า</p> <p>1) ระดับความคิดเห็นด้านการตลาดเนื้อหาของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนมต่อการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.09, S.D. = 0.851)</p> <p>2) ระดับความคิดเห็นด้านกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.06, S.D. = 0.838)</p> <p>3) การวิเคราะห์การตลาดเนื้อหามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม พบว่า ตัวแปรด้าน ความน่าสนใจของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) อิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในจังหวัดนครพนม สามารถอธิบายการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้ร้อยละ 82.6 (R² = 0.826) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> เพ็ญศรี รูวันมอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1507 1530 ผลกระทบของภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6934 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา ภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา โดยวัดความสามารถในการแข่งขันผ่านดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ และส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้ในการประเมินความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศจากฐานข้อมูล International Trade Center ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลการส่งออกของไทยและข้อมูลการนำเข้าของสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ส่วนแบ่งการตลาด และการวิเคราะห์ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ เพื่อประเมินความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกามีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากภาษีศุลกากรส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงและส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาด แม้ว่าสินค้าส่งออกของไทยบางกลุ่มยังคงมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นและมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันผ่านดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ พบว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีมากกว่า ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการภาษีมีผลต่อโครงสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้นประเทศไทยควรปรับตัวด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาคุณภาพสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการกระจายตลาดส่งออก เพื่อรักษาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดโลก</p> ศิริศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1531 1549 พลเมืองดิจิทัลในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม: การสร้างสรรค์การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจและการสื่อสาร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6931 <p>บทความนี้มุ่งสืบค้นและสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลเมืองดิจิทัล ในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้สภาวะ BANI World โดยเน้นการบูรณาการศาสตร์การสอนสังคมศึกษาและภาษาไทยในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ในบทความได้นำเสนอการวิเคราะห์แนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองดิจิทัล สังคมพหุวัฒนธรรม การศึกษาพหุวัฒนธรรม การสื่อสารเพื่อความเข้าใจ และการเรียนรู้เชิงบูรณาการ พร้อมชี้ให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล ความฉลาดทางวัฒนธรรม และสมรรถนะการปรับตัวทางวัฒนธรรม ทำหน้าที่เป็นสมรรถนะหลักที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถดำรงอยู่และมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัลที่มีความหลากหลายได้อย่างมีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่อธิบายกลไกการเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์การสอนสังคมศึกษาและภาษาไทย ผ่านรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การรู้เท่าทันสื่อ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมในยุค BANI World ผลการสังเคราะห์ชี้ชัดว่า การบูรณาการศาสตร์การสอนสังคมศึกษาและภาษาไทยไม่ใช่เพียงแนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพ แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ในการเตรียมครูยุคใหม่ให้สามารถสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ มีความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมโลกได้อย่างสันติสุขและยั่งยืน</p> พระสมพงษ์ ณฏฺฐิโก (เฒ่าเง้า) พระครูใบฎีกาธนู ธนวฑฺฒโน กิตติศักดิ์ แท่งทอง ปุณณภพ ชมชื่น โยธิน ไกรษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-04-06 2026-04-06 4 2 1550 1566