https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/issue/feed วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ 2026-02-23T22:26:24+07:00 สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ journalacademicpromotion@gmail.com Open Journal Systems <p> <strong> วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ประเทศไทย จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (DOIs) ได้รับการระบุในฐานข้อมูล DataCite (https://search.datacite.org/works?query=DR.KET)</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5816 การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยผ่านนวัตกรรมอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ 2026-01-05T17:05:59+07:00 ธัญญ์พิชชา อติวัณณ์วงษ์ arinrada.phu@krirk.ac.th ธีรศักดิ์ เพียงพรานทอง arinrada.phu@krirk.ac.th อริญรดา ภูมิวราเสฐ arinrada.phu@krirk.ac.th <p class="a" style="line-height: normal;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของนวัตกรรมอัจฉริยะ (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Smart Innovation) <span lang="TH">ปัญญาประดิษฐ์ (</span>Artificial Intelligence: AI) <span lang="TH">และเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล บทความนำเสนอการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของผลกระทบจากเทคโนโลยีต่อผลิตภาพ ประสบการณ์ลูกค้า และศักยภาพด้านนวัตกรรมขององค์กร พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสามารถด้านดิจิทัล (</span>Digital Capability) <span lang="TH">ความสามารถด้านข้อมูล (</span>Data Capability) <span lang="TH">และความสามารถด้านนวัตกรรม (</span>Innovation Capability) <span lang="TH">ทำหน้าที่เป็นขีดความสามารถเชิงพลวัตที่ช่วยแปลงพลังของเทคโนโลยีให้เกิดผลลัพธ์ทางการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม บทความได้นำเสนอรูปแบบการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ (</span>Business Value Creation Model) <span lang="TH">ซึ่งประกอบด้วยคุณค่าประสิทธิภาพ คุณค่าที่เกิดจากลูกค้า และคุณค่าจากนวัตกรรม รวมถึงกรอบแนวคิดแบบบูรณาการที่อธิบายกลไกการเชื่อมโยงระหว่าง </span>Smart Innovation, AI <span lang="TH">และการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลกับความสามารถในการแข่งขันขององค์กร จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ เสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายในสามระดับ ได้แก่ ระดับองค์กร ระดับอุตสาหกรรม และระดับประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างข้อมูล การสร้างบุคลากรด้าน </span>AI <span lang="TH">การผลักดันคลัสเตอร์นวัตกรรม และการพัฒนานโยบายระดับชาติด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการกำกับดูแล </span>AI <span lang="TH">ผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่า นวัตกรรมอัจฉริยะและ </span>AI <span lang="TH">ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเทคโนโลยี แต่เป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่มีความจำเป็นต่อการยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง</span></span></p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5689 ความคาดหวังของประชาชนต่อการให้บริการ ของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยธนบุรี กรุงเทพมหานคร 2025-12-02T10:36:46+07:00 เศรษฐสิทธิ์ อ่องเอี่ยม golf_fire@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคาดหวังของประชาชนต่อ</p> <p>การให้บริการของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยธนบุรี กรุงเทพมหานครและ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคาดหวังของประชาชนต่อการให้บริการของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยธนบุรีกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 98,394 คน (แผนปฏิบัติราชการประจำปีสำนักงานเขตธนบุรี,2567) กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในพื้นที่ให้บริการ จำนวน 399 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การทดสอบค่า F (One-Way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคาดหวังของประชาชนต่อการให้บริการของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.70, S.D. = 0.40) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความปลอดภัย (X̄ = 4.86) รองลงมาคือ ด้านงบประมาณ (X̄ = 4.73) ด้านศักยภาพในการให้บริการ (X̄ = 4.67) และ ด้านความสะดวกในการเข้าถึง (X̄ = 4.56) ตามลำดับ <strong> </strong>2) การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ มีความคาดหวังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 โดยเฉพาะในด้านความสะดวกในการเข้าถึงและคุณภาพการบริการ โดยกลุ่มเพศหญิง กลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ รวมถึงผู้ที่มีอายุ 36–45 ปี และ 55 ปีขึ้นไป มีความคาดหวังสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5903 DIGITAL CAPABILITY AND COMPETITIVE ADVANTAGE IN AGRICULTURAL ENTERPRISES: THE DUAL MEDIATING ROLES OF SUPPLY CHAIN RESILIENCE AND VALUE CO-CREATION 2026-01-08T10:21:52+07:00 Sihan Wang zhisou2021226@163.com Tawee Jamjumrus zhisou2021226@163.com <p>Purpose – This study investigates how digital capability influences competitive advantage in agricultural enterprises through the dual mediating mechanisms of supply chain resilience and value co-creation, while examining the moderating roles of resource integration capability and market environment dynamics.</p> <p> Design/methodology/approach – Drawing on dynamic capabilities theory and the resource-based view, we developed an integrated theoretical framework tested through a mixed-methods approach. Quantitative data from 345 senior managers (including chairpersons, general managers, and key department heads) with more than three years of experience in agribusinesses in Yunnan, Guizhou, and Sichuan provinces. were analyzed using partial least squares structural equation modeling (PLS-SEM), complemented by qualitative insights from 15 in-depth interviews with senior managers.</p> <p> Findings – Digital capability demonstrates a strong total effect on competitive advantage (β=0.631, p&lt;0.001), operating primarily through indirect pathways. Supply chain resilience emerges as the dominant mediating mechanism, accounting for 75% of the indirect effect (β=0.335, p&lt;0.001), while value co-creation provides a complementary pathway contributing 25% (β=0.109, p&lt;0.001). The model explains 93.5% of variance in competitive advantage. Resource integration capability positively moderates the digital capability-value co-creation relationship (β=0.111, p=0.022), while digital market search shows significant negative moderation effect (β=-0.096, p&lt;0.05).</p> <p> Originality/value – This research advances dynamic capabilities theory by revealing the dual mediation structure through which digital transformation creates competitive advantages in traditional industries. The identification of supply chain resilience as the primary value creation pathway and the counterintuitive negative effect of excessive market intelligence activities provide novel theoretical insights and practical guidance for digital transformation strategies.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5207 A STUDY ON THE IMPACT OF COOPERATIVE LEARNING MODELS ON THE ORAL ENGLISH FLUENCY OF COLLEGE STUDENTS IN GUANGXI, CHINA 2025-11-05T12:53:01+07:00 Mingzhen Bao Mingzhen.Bao@northbkk.ac.th <p>The objectives of this study are: 1) to examine the impact of cooperative learning models on students’ oral English fluency; 2) to assess students’ satisfaction with cooperative learning; 3) to analyze the relationship between satisfaction dimensions and fluency performance; and 4) to propose strategies for enhancing oral instruction effectiveness. This research adopts a quasi-experimental design. The population consists of English majors at Guangxi University of Foreign Languages, and the sample comprises 60 students, equally divided into experimental and control groups selected through purposive sampling. Data were collected using oral fluency tests and satisfaction questionnaires, and analyzed through descriptive statistics, independent-sample t-tests, correlation, and regression analysis.</p> <p> The research results show that: 1) cooperative learning significantly improved students’ oral fluency, particularly in coherence and lexical resource dimensions; 2) group interaction and feedback mechanisms were the strongest predictors of fluency enhancement; 3) students reported high satisfaction with cooperative learning in terms of motivation, collaboration, and mutual support; and 4) cooperative learning proved more effective than traditional instruction in developing speaking confidence and communicative competence. The study concludes that cooperative learning models provide an effective pedagogical approach for improving oral English proficiency in EFL contexts, especially within resource-limited regions such as Guangxi. The recommended strategies include refining group task design, integrating technology-enhanced interaction, and strengthening multi-level feedback systems to ensure sustainable improvement in students’ speaking performance.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6002 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2026-01-24T12:06:16+07:00 นิติยา สมวัธน์ juijuijer@gmail.com ศริญญา คงเที่ยง juijuijer@gmail.com นิติรัฐ มาลีวัตร juijuijer@gmail.com <p>การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยด้านทัศนคติ และส่วนประสมทางการตลาด 7P’s ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ให้ความสนใจในการเลี้ยงสัตว์ ผู้ที่เคยเลี้ยงสัตว์ โดยไม่จำกัดเพศ อายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และไม่จำกัดประเภทของสัตว์เลี้ยง และกำลังทำงาน ศึกษา หรืออาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 30-39 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 35,001-45,000 บาท เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นสุนัข จำนวน 1 ตัว ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ใช้บริการสูงสุดคือ ธุรกิจโรงพยาบาลและคลินิกรักษาสัตว์ โดยใช้บริการน้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง และให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนครอบครัว เป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง มีศักยภาพ และมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่ ตอบสนองความต้องการของตนเองและสัตว์เลี้ยง</p> <p> 2) ปัจจัยด้านทัศนคติมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดยพบว่าด้านพฤติกรรมมีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด รองลงมาคือด้านความรู้ ความเข้าใจ และด้านอารมณ์ ความรู้สึก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่เน้นการรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นรูปธรรม การศึกษาด้านความเชี่ยวชาญ ความมีมาตรฐานและคุณภาพด้านงานบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการมากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึก</p> <p>3) ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 7P’s มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดย ด้านส่งเสริมการตลาด มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด รองลงมาด้านคือด้านกระบวนการ รองลงมาคือด้านผลิตภัณฑ์ และด้านที่น้อยที่สุดคือด้านพนักงานหรือบุคลากร ซึ่งในยุคที่ AI มีบทบาทมากขึ้น ด้านพนักงานหรือบุคลากรอาจถูกลดบทบาทลงด้วยเทคโนโลยีแล้วใช้บุคลากรเป็นผู้สนับสนุนด้านกระบวนการ ในยุคดิจิตัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงช่องทางออนไลน์ได้ และใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร จะช่วยในการส่งเสริมการตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจด้วย</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6140 ข้ามพ้นมนุษย์และอัลกอริทึม: นีทเชกับตัวตนของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลและการตลาดเชิงอัตถิภาวนิยม 2026-01-27T19:48:51+07:00 พงศ์ศิริ คำขันแก้ว Kpongsiri85@gmail.com <p>บทความปริทัศน์นี้มุ่งอธิบายการก่อรูปตัวตนของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลภายใต้ระบอบอัลกอริทึมที่เปลี่ยนการตลาดจากการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจไปสู่กลไกการปกครองทางจิตวิทยาและวิศวกรรมการรับรู้ โดยชี้ว่าการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับชีวิตประจำวันทำให้ผู้บริโภคเคลื่อนสู่สภาวะข้ามพ้นมนุษย์และเสี่ยงต่อการสูญเสียอำนาจในการกำหนดตนเองผ่านพฤติกรรมที่คาดเดาได้ตามระบบอัตโนมัติ บทความนี้ใช้มุมองปรัชญาของนีทเชเพื่อวิเคราะห์พลวัตของศีลธรรมแบบฝูง สัญชาตญาณฝูง และภาพของมนุษย์คนสุดท้ายซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมความสุขนิยม การแสวงหาการยอมรับจากภายนอก และความเฉื่อยชาทางจิตที่ถูกขยายโดยสื่อสังคมออนไลน์และการสะกิดพฤติกรรมขั้นสูง ทั้งนี้บทความยังได้เสนอให้ทำความเข้าใจเจตจำนงสู่อำนาจในฐานะแรงขับเพื่อการสร้างสรรค์ความหมายและการแปรเปลี่ยนความปรารถนาให้เป็นความจำเป็นทางจิตวิทยาภายใต้สถาปัตยกรรมความเชื่อของแบรนด์ พร้อมทั้งใช้แนวคิดการกลับมานิรันดร์เป็นกรอบจริยธรรมเพื่อตรวจสอบความแท้จริงของการดำรงอยู่และต้านทานสุญญากาศทางความหมายจากการเสพติดโลกออนไลน์ นอกจากนี้ยังบูรณาการกรอบการตลาดแบบแมคเคียเวลลีและแนวคิดการผลิตคุณค่าเชิงอัตถิภาวนิยมเพื่อเสนอแนวทางที่นักการตลาดสามารถออกแบบกลยุทธ์ที่เคารพศักยภาพมนุษย์ ลดการผลิตซ้ำพฤติกรรมฝูง และสนับสนุนการก้าวข้ามตนเองของผู้บริโภคจากมนุษย์คนสุดท้ายสู่ภาวะอภิมนุษย์ในโลกดิจิทัลร่วมสมัย</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5209 SURVEY ON THE CURRENT STATUS OF CORE COMPETENCIES OF JOURNALISM STUDENTS IN GUANGXI UNIVERSITY OF FOREIGN LANGUAGES 2025-11-05T12:56:30+07:00 Pei Li Pei.Li@northbkk.ac.th <p>The objectives of this study are: (1) to assess the current level of core competencies among journalism students at Guangxi University of Foreign Languages (GUFL); (2) to analyze the key factors influencing the development of these competencies; (3) to examine the relationship between students’ demographic characteristics and their competency performance; and (4) to develop practical recommendations for enhancing journalism education and improving students’ employability in the digital media era. This study employed a quantitative research design with a structured survey approach. The population consisted of undergraduate journalism students at GUFL, and a total of 340 participants were selected using random and stratified sampling methods. Data were collected through a validated questionnaire measuring six competency dimensions—political literacy, moral literacy, professional ability, innovation ability, practical ability, and professional ethics—and analyzed using descriptive statistics, reliability testing, factor analysis, and multiple regression.</p> <p> The results reveal that journalism students demonstrate high levels of political literacy, moral literacy, and professional ethics, reflecting strong ideological awareness and ethical standards. However, their innovation and practical abilities are relatively weaker, indicating limited exposure to digital tools, interdisciplinary learning, and hands-on experience. Significant differences were found across grade levels, with senior students showing stronger professional skills but lower creativity and adaptability. The study concludes that journalism education at GUFL remains largely theory-oriented, with insufficient emphasis on innovation and media practice. To enhance competency development, the research recommends: (1) optimizing curricula to integrate data journalism, AI-assisted reporting, and digital media literacy; (2) strengthening internships and project-based learning; (3) fostering interdisciplinary collaboration; (4) expanding school–enterprise partnerships; and (5) promoting bilingual and cross-cultural journalism education. These strategies aim to help local foreign language universities transform toward competency-based and innovation-driven journalism education that aligns with the demands of global media convergence.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5749 EFFECTIVE TEACHER LEADERSHIP MODEL OF SPECIAL EDUCATION SCHOOLS IN ZHEJIANG PROVINCE 2025-12-14T12:30:42+07:00 Tongyao Jin s65584951038@ssru.ac.th Thada Siththada s65584951038@ssru.ac.th Suttipong Boonphadung s65584951038@ssru.ac.th <p> The objectives of this study are: 1) to examine the level of teacher leadership in special education schools in Zhejiang Province; 2) to perform confirmatory factor analysis of teacher leadership in these institutions; and 3) to propose a model of effective teacher leadership tailored for special education schools in Zhejiang Province. This study employs a mixed-methods approach, integrating both qualitative and quantitative research methodologies. The quantitative component utilizes a cross-sectional survey design, employing a revised five-point scale questionnaire consisting of 141 measurement items. The effective sample size comprises 550 special education teachers across 90 special education schools in Zhejiang Province. The qualitative component involves semi-structured interviews conducted with 9 teachers from 9 different special education schools in the region. Additionally, 3 experts in the field of special education provided revisions to the language and context of the adapted scale, while a panel of 5 experts conducted Item-Objective Congruence (IOC) assessments.</p> <p>The research findings indicate that: 1) the investigation into an effective teacher leadership model for special education schools in Zhejiang Province identifies seven key aspects: Ethical Leadership, Instructional Leadership, Collaborative Leadership, Classroom Management, Research Competence, Assessment Practice, and Participatory Decision-Making, with the current management level generally assessed as high; 2) the results of model creation and applicability testing demonstrate that its applicability meets standard levels; and 3) evaluations of the model's feasibility and practicality indicate that both aspects also meet standard levels.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6074 MARKETING MODEL DEVELOPMENT FOR INDEPENDENT JAZZ ARTISTS IN BANGKOK: A CASE STUDY OF SRI BAND 2026-01-31T22:01:52+07:00 Natakorn Barameekasemchot tanyatip.kh@up.ac.th Kom Wongsawat tanyatip.kh@up.ac.th Chompunuch Jittithavorn tanyatip.kh@up.ac.th Tanyatip Kharuhayothin tanyatip.kh@up.ac.th <p>This research aims to: (1) examine current marketing practices of independent jazz artists in Bangkok through the case of Sri Band, (2) identify systemic challenges and barriers facing independent artists, (3) analyze audience behavior and preferences, and (4) develop a sustainable marketing model that balances artistic integrity with business viability. This qualitative case study employed in-depth interviews with 17 participants, including 13 audience members, 3 Sri Band members, and 1 artist relations manager, enabling data triangulation across stakeholder perspectives. Thematic analysis was employed to analyze the data. The research results found that: (1) Three key challenge themes emerged: resource constraints (limited budgets and time), awareness and access barriers (difficulty reaching target audiences), and systemic market constraints (venue limitations and industry infrastructure gaps); (2) Three consumer behavior patterns were identified: network-driven discovery (learning about artists through personal connections), support-driven consumption (attending shows to support artists personally), and live experience as core value (prioritizing authentic performance over recorded music); (3) Analysis across the 7Ps marketing mix revealed that independent jazz artists prioritize authentic artistic expression (Product) and community-based engagement while facing limitations in professional service delivery (Process), comprehensive physical and digital presence (Physical Evidence), and dedicated marketing personnel (People).</p> <p>These findings reveal Bangkok-specific constraints including the necessity for artists to maintain parallel professional careers due to insufficient income from music alone, reliance on interpersonal networks rather than institutional support systems, and the absence of dedicated jazz infrastructure that characterizes Western markets. A three-component sustainable marketing model is proposed: artistic identity as foundation (maintaining authentic creative expression), business viability through community (building loyal supporter networks rather than pursuing mass appeal), and career growth through optimization (strategic resource allocation and platform leverage). This research contributes to jazz music marketing literature in Southeast Asian contexts and provides practical guidelines for independent artists balancing artistic integrity with business sustainability in resource-constrained, niche market environments.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5868 REFRAMING ÉMILE DURKHEIM’S SOCIOLOGICAL APPROACH: FROM EXPLANATION TO MANIFESTATION OF RELIGION 2026-01-03T10:34:18+07:00 Mohammad Manzoor Malik mmalik@au.edu <p>This article develops criticism of explanatory approaches and methods adopted in the academic study of religion, especially focusing on Émile Durkheim’s sociological approach. The study maintains that this approach is meaningful when understanding the manifestation of religion, but is not adequate to explain the causes of the emergence of religion. Explanatory approaches lead to overly simplistic definitions that are reductive. Drawing on Wilfred Cantwell Smith's idea of “faith and cumulative tradition”, the paper argues that Western definitions of religion are problematic and do not capture the diversity of global faiths. That includes Durkheim’s definition and sociological approach to religion. The paper suggests reframing Durkheim’s approach to understand how religion manifests. It argues that the core teachings of the religions are preserved and can be known by historical method, which is well elaborated by Durkheim himself in his work. Lived religions are shaped by historical, social, and cultural contexts. Durkheim believes that studying the elementary form of an indigenous religion reveals the universal origins of all religions, but this claim is challenged in this paper. Understanding the “simple form” of major faiths like Buddhism, Christianity, and Islam requires in-depth historical research into their foundational texts and the lives of their founders. Such understanding should not rely on speculative comparisons with contemporary present societies with elementary forms of indigenous religions. The article points out how groundbreaking teachings and early societal challenges contradict the notion that these religions are just reflections of collective consciousness. Instead of focusing on the origins of religion, sociological or anthropological approaches should reveal how sociological factors become essential to the cumulative tradition, influencing religion’s various theological, sectarian, and cultural forms. This change provides a deeper understanding, highlighting the dynamic relationship between fundamental religious truths and their changing societal expressions.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5737 แบบจำลองสมการโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย 2025-12-14T12:42:30+07:00 เลอเลิศ หวังเอกสกุล Fightnolimit@gmail.com บันลือ เครือโชติกุล Fightnolimit@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของส่วนประสมทางการตลาด คุณค่าตราสินค้า และ คุณภาพการให้บริการ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาวในประเทศไทย และ 3) เพื่อ นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างการตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาวในประเทศไทย การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่ม ตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เคยจองโรงแรมขนาด 3 ดาวผ่านบริการออนไลน์ จำนวน 420 ตัวอย่าง กำหนด ขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้หลักเกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ใช้แบบสอบถาม ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก ประกอบด้วย ตัวแทนจากตัวแทนสมาคมโรงแรมและท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรมขนาด 3 ดาว และ ตัวแทนนักท่องเที่ยวที่เคยจองโรงแรมขนาด 3 ดาวผ่านบริการ ออนไลน์ รวมทั้งสิ้น 13 คนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) คุณภาพการ ให้บริการ ที่มีค่าอิทธิพลรวมต่อการตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาวในประเทศไทยมากที่สุดรองลงมาคือ ส่วนประสมการตลาด และ คุณค่าตราสินค้า ลำดับ</p> <p>2) แนวทางเสริมสร้างการตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาวในประเทศไทย “SBMD Model” S คือ คุณภาพการให้บริการ, B คือคุณค่าตราสินค้า M คือ กลยุทธ์ การตลาด และ D= การตัดสินใจจองโรงแรมระดับ 3 ดาวในประเทศไทย ที่ต้องมุ่งเน้นการรับรู้ปัญหา การค้นหาข้อมูล ประเมินทางเลือก การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการตัดสินใจซื้อ </p> 2026-02-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5589 ทักษะการมอบหมายงานของผู้บริหารและผลกระทบต่อทัศนคติ และผลการปฏิบัติงานของพนักงาน: กรณีศึกษาองค์กรไทย 2025-11-27T09:59:41+07:00 ฉัตรไท ไกรชู combelmail@gmail.com ธนิท รุจนันท์ธนา combelmail@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการมอบหมายงานของผู้บริหารในองค์กรไทย 2) ศึกษาทัศนคติและผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของทักษะการมอบหมายงานที่มีต่อทัศนคติและผลการปฏิบัติงานของพนักงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานในองค์กรไทยจำนวน 400 คน ได้มาจากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามหลักของ Yamane (1973) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการมอบหมายงานของผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางค่อนสูง โดยด้านที่ได้ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือความชัดเจนของงาน รองลงมาคือการสนับสนุนระหว่างปฏิบัติงาน ในขณะที่การติดตามงานได้ค่าต่ำที่สุด 2) ทัศนคติของพนักงานมีภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดี โดยเฉพาะด้านความผูกพันต่อองค์กร ส่วนผลการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับดี โดยมิติที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ คุณภาพงานและความตรงต่อเวลา ขณะที่พฤติกรรมเสริมองค์กร (OCB) อยู่ในระดับต่ำกว่าด้านอื่น 3) ทักษะการมอบหมายงานด้านความชัดเจนของงาน ความเหมาะสมของการมอบหมาย และการติดตามงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อทั้งทัศนคติและผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และพบว่าทัศนคติมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างทักษะการมอบหมายงานและผลการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนกลไกตามทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคมและทฤษฎีความสัมพันธ์ผู้นำ–ผู้ตาม โดยภาพรวมทักษะการมอบหมายงานมีผลต่อประสิทธิผลการทำงานของพนักงานในระดับปานกลาง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5740 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2025-12-11T21:39:39+07:00 ทัชชา แก้วฟอง kftatcha@gmail.com ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม kftatcha@gmail.com เกรียงศักดิ์ บุญญา kftatcha@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2) เพื่อวิเคราะห์ และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 3,900 คน จำนวน 350 คน ซึ่งได้มาจากการกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 85 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ของครูความเป็นพลเมืองโลกของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.44 และความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากขึ้นไป ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.54 </p> <p> 2) เพื่อวิเคราะห์ และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในในโรงเรียนมาตรฐานสากล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้อง กับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนีแสดงความสอดคล้อง ดังนี้ Chi-square = 70.08, df = 70, p = 0.475, Chi-square/df = 1.00, SRMR = 0.03, RMSEA = 0.00, CFI = 1.00, TLI = 0.99, GFI = 0.98 และ AGFI = 0.96 </p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5834 การพัฒนาความเป็นพลเมืองตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของกำลังพลสังกัดกองทัพบก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 2025-12-27T10:42:09+07:00 ประศาล โยมเรือง aungarmy2526@gmail.com พระมหาชินกร สุจิตฺโต (ทองดี) aungarmy2526@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความเป็นพลเมืองตามหลัก<br />สัปปุริสธรรม 7 ของกำลังพลสังกัดกองทัพบก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ในการพัฒนาความเป็นพลเมือง ระหว่างกลุ่มกำลังพลที่มีตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน ของกำลังพลสังกัดกองทัพบก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของกำลังพลสังกัดกองทัพบก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเพศสภาพในเขตอำเภอ บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก <br />โดยวิเคราะห์จัดประเภทของข้อมูล และสรุปเป็นข้อความบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเป็นพลเมืองตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ส่งเสริมความรับผิดชอบและการพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ เคารพสิทธิและความแตกต่างภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชน ต้องมีความโปร่งใส เสมอภาค และร่วมมือกันทุกฝ่าย เพื่อสร้างความมั่นคงและความไว้วางใจจากประชาชน 2) การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ช่วยพัฒนาความคิด วินัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล กำลังพลต้องรู้ตน รู้เหตุผล และรู้จักชุมชน ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมความสามัคคีในองค์กร สร้าง “ทหารพลเมือง” ที่มีคุณธรรมและจิตสาธารณะ และ 3) ข้อเสนอแนะการพัฒนาในพื้นที่เขตพระนคร ควรปรับใช้หลักธรรมให้เหมาะกับบริบทสังคมและวัฒนธรรม มุ่งสร้างกำลังพลที่มีวินัย ความรู้ และเคารพผู้อื่น เน้นการฝึกอบรมควบคู่หลักธรรมเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน เป้าหมายคือทหารที่รับใช้ประชาชนและสร้างความมั่นคงแก่ชาติ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6003 THE INFLUENCE OF INTERNATIONALIZATION FACTORS ON HIGHER EDUCATION MANAGEMENT QUALITY: A STRUCTURAL EQUATION MODELLING APPROACH 2026-01-18T16:24:23+07:00 Lili Chen 825745358@qq.com Suttipong Boonphadung 825745358@qq.com Thada Siththada 825745358@qq.com <p>This research article aims to: 1) To examine the levels of internationalization, Total Quality Management, Digital Transformation Leadership, and Higher Education Management Quality in higher education institutions in Hainan. 2) To investigate the direct and indirect effects of internationalization on higher education management quality, with Total Quality Management and Digital Transformation Leadership as mediating mechanisms. This study conducted a quantitative survey design, collecting data from 603 respondents, analyzed the data using structural equation modeling (SEM). </p> <p>The research results indicate that:</p> <ul> <li>Internationalization, Total Quality Management, Digital Transformation Leadership, and Higher Education Management Quality in Hainan's higher education institutions are all at a moderate level, suggesting a transitional stage of development.</li> <li>Internationalization has a significant direct effect on higher education management quality and also exerts indirect effects through Total Quality Management and Digital Transformation Leadership, confirming the proposed governance mechanism.</li> </ul> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5705 การศึกษาการหลุดออกนอกระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชน ในภาวะเปราะบาง ในชุมชน 2025-12-17T15:19:01+07:00 นัทธปราชญ์ นันทิวัฒน์กุล rujikarn_s@rmutt.ac.th ณวพร เชยนาค rujikarn_s@rmutt.ac.th แสงอรุณ มีคติธรรม rujikarn_s@rmutt.ac.th ฐานริณทร์ หาญเกียรติวงศ์ rujikarn_s@rmutt.ac.th รุจิกาญจน์ สานนท์ rujikarn_s@rmutt.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาการหลุดออกนอกระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อศึกษาความต้องการ การส่งเสริมและสนับสนุน เด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาเพื่อกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีเก็บข้อมูลกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือ ติดตาม เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สาเหตุของปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษาคือ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ผู้ปกครองมีรายได้น้อย เด็กต้องทำงานหารายได้จุนเจือครอบครัว ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพ พักอาศัยอยู่ห่างไกลสถานศึกษา และการดูแลบิดามารดาที่เจ็บป่วย</p> <p><strong> </strong>2) ความต้องการในการสนับสนุนและส่งเสริมเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ได้แก่ ความต้องการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ทุนการศึกษา การสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ความต้องการรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและหลากหลายสอดคล้องกับผู้เรียน เช่น หลักสูตรระยะสั้น สหกิจศึกษา และความต้องการการสนับสนุนจากเครือข่ายที่บูรณาการทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือมีความต่อเนื่อง เชื่อมโยงและเป็นระบบ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5270 SUSTAINABLE PUBLIC PARK DEVELOPMENT AS A CATALYST FOR CULTURAL TOURISM IN BANGKOK 2025-11-09T22:21:04+07:00 Phramaha Kriangsak Witheechai pravit.jamnil@gmail.com Phramaha Panya Laksanachan pravit.jamnil@gmail.com Phramha Bundit Charin pravit.jamnil@gmail.com Phramaha Prawit Jamnil pravit.jamnil@gmail.com Nongluk Phanthanaphruet pravit.jamnil@gmail.com <p>This research aims to: 1) analyze the context and potential of public parks in Thailand conducive to sustainable public park development; <br />2) synthesize processes for sustainable public park development that support cultural tourism promotion; and 3) create a model for sustainable public park development in Thai cities enhancing cultural tourism. This qualitative study employs thematic analysis to examine sustainable development models for public parks, focusing on physical design and cultural activities. The unit of analysis includes Lumphini and Benjakitti Parks in Bangkok. Data were collected through semi-structured interviews with experts and park users, participant and non-participant observations, and document research including park statistics and official reports. Key indicators used to assess sustainability and cultural tourism promotion include green area ratio, number of cultural events per year, community participation levels, accessibility metrics (e.g., proximity to public transit, universal design compliance), and maintenance status of park facilities.</p> <p> The findings demonstrate that both parks maintain substantial green spaces and diverse activity zones, with Lumphini Park emphasizing historical preservation and multifunctional spaces, and Benjakitti Park focusing on environmental conservation and cultural programming. These indicators provide measurable evidence of sustainable development supporting cultural tourism. The research findings indicate that both parks possess high physical readiness, with facilities and equipment maintained to support various activities. Although some infrastructure shows aging, it remains functional within budget constraints. Environmental management practices include regular green space maintenance supported by volunteer groups, contributing to park upkeep without additional budgetary burden. Both parks have implemented measures to reduce private vehicle parking and promote public transportation access, supported by nearby electric train stations and improved pedestrian infrastructure. The parks allocate spaces for cultural activities, with Lumphini Park redesigning performance areas to accommodate large audiences and Benjakitti Park dedicating 17% of its area to cultural uses. Future considerations include developing continuous and sustainable cultural tourism programming, informed by community participation and expert input.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5571 คอมมูคู่ชิปของแฟนคลับศิลปินเกาหลีในประเทศไทย กรณีศึกษา คอมมูคู่ชิปแจโด 2025-11-26T11:27:23+07:00 กันติชา ลัดดาแย้ม kuntichanf@gmail.com กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล kuntichanf@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาปรากฏการณ์ของแฟนคลับศิลปินเกาหลีในประเทศไทย ผ่านกรณีศึกษา คอมมูคู่ชิปแจโด หรือ กลุ่มแฟนคลับของแจฮยอนและโดยอง วง NCT มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบการมีส่วนร่วมของแฟนคลับจากปรากฏการณ์คู่ชิปบนโลกออนไลน์ และ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมต่อโมเมนต์คู่ชิปของแฟนคลับจากปรากฏการณ์คู่ชิปบนโลกออนไลน์ ด้วยแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการณ์ ติดตามเนื้อหาและกิจกรรมของแฟนคลับผ่านแฮชแท็ก #jaedo บนแพลตฟอร์ม X และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสําคัญตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จำนวน 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการประมวลและสังเคราะห์ผลจากการสังเกตการณ์ ร่วมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ของการขึ้นเทรนด์ และผลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมและการแสดงออกของแฟนคลับในคอมมูคู่ชิปร่วมกัน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปรากฏการณ์คอมมูคู่ชิปแจโดบนโลกออนไลน์มีพลวัตและรูปแบบการมีส่วนร่วมของแฟนคลับที่สะท้อนผ่านเนื้อหาและกิจกรรมที่หลากหลายของแฟนคลับทั้งทางเนื้อหา คือ การเผยแพร่และแนะนำแฟนฟิก การโพสต์ภาพหรือวิดีโอจากโมเมนต์คู่ชิป การผลิตเนื้อหาโดยแฟนคลับ การแจกและขายสินค้าเกี่ยวกับคู่ชิป และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมคู่ชิป ปรากฎการณ์ติดเทรนด์ไทยของ #jaedo ถือเป็นพฤติกรรมและรูปแบบการมีส่วนร่วมที่แฟนคลับใช้แสดงอัตลักษณ์ของคอมมูคู่ชิป 2) โมเมนต์ของคู่ชิปมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของแฟนคลับในฐานะเนื้อหาตั้งต้นหรือตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์และกิจกรรมในคอมมูโดยตรง แต่กิจกรรมที่สร้างสรรค์โดยแฟนคลับเองก็มีผลต่อการขับเคลื่อนไม่ต่างกัน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5533 การประยุกต์ใช้ไคเซ็นเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานของพนักงานขายกรณีศึกษาบริษัทเอกชนในเขตสายไหมกรุงเทพมหานคร 2025-11-24T15:13:51+07:00 ศิริรักษ์ ไกรยะบุตร sirirak.kai@vru.ac.th วัชรพล วงศ์จันทร์ sirirak.kai@vru.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สาเหตุของความล่าช้าและความผิดพลาดในกระบวนการจัดทำใบเสนอราคาของพนักงานขาย (2) พัฒนาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยประยุกต์ใช้แนวคิดไคเซ็นร่วมกับหลักการ ECRS และ (3) ประเมินผลลัพธ์ของการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวในเชิงประสิทธิภาพการทำงาน ก่อนการปรับปรุงพบว่ากระบวนการจัดทำใบเสนอราคามีขั้นตอนซ้ำซ้อนถึง 11 ขั้นตอน ใช้เวลานำของกระบวนการ เฉลี่ยรวม 7,720 นาที โดยมีการรอการคำนวณต้นทุนยาวนานถึง 7,200 นาที และพบความผิดพลาดจากการกรอกเอกสารคิดเป็นร้อยละ 63.6 ซึ่งสะท้อนถึงความสูญเปล่าประเภทการรอคอยและการทำงานซ้ำซ้อนตามแนวคิดลีน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับการวิจัยแบบ ผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพจากการสังเกตและการระดมสมองของพนักงานขาย และข้อมูลเชิงปริมาณจากการวัดเวลาการทำงานและจำนวนข้อผิดพลาด เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา ได้แก่ ผังกระบวนการทำงานและแผนผังก้างปลา เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงรากเหง้า ก่อนนำหลักการ ECRS มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการ โดยเน้นการขจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และการรวมขั้นตอนการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน และการปรับลำดับขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา การเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า (1) การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาพบว่าความล่าช้าและความผิดพลาดเกิดจากการรอคอยข้อมูลต้นทุน การส่งต่อเอกสารหลายขั้นตอน และการขาดมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน (2) การพัฒนาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการโดยประยุกต์ใช้ไคเซ็นร่วมกับ ECRS ส่งผลให้สามารถขจัดขั้นตอนที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าและลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน (3) ผลการประเมินหลังการปรับปรุงพบว่าสามารถลดจำนวนขั้นตอนการทำงานจาก 11 ขั้นตอน เหลือ 7 ขั้นตอน ลดเวลานำของกระบวนการจาก 7,720 นาที เหลือ 1,380 นาที คิดเป็นการลดลงร้อยละ 73.3 และลดจำนวนความผิดพลาดในการจัดทำเอกสารลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของพนักงานขาย ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการปรับปรุงงานและความรู้สึกเป็นเจ้าของกระบวนการมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาไคเซ็น ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้แนวคิดไคเซ็นร่วมกับหลักการ ECRS ในกระบวนการทำงานด้านการขายสามารถก่อให้เกิดการปรับปรุงที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดสู่การกำหนดมาตรฐานการทำงานใหม่ตามวงจร PDCA และ SDCA เพื่อความยั่งยืนของการพัฒนาในระยะยาว</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6086 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาทันตแพทย์ ตามประเภทการรับเข้าศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2026-01-25T09:31:06+07:00 รัชฎาภรณ์ นะมาเส jongwatcheewakul@hotmail.com จงวัฒน์ ชีวกุล jongwatcheewakul@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสถานะทางการศึกษาของนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์จำแนกตามประเภทการรับเข้าศึกษา 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับอุดมศึกษา และผลการเรียนตามหมวดวิชาศึกษาทั่วไปและหมวดวิชาเฉพาะ ของนักศึกษาตามประเภทการรับเข้า และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับอุดมศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต จำนวน 136 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาส่วนใหญ่เข้าศึกษาผ่านประเภทการรับส่วนกลาง กสพท. และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษาอยู่ในระดับค่อนข้างสูงในทุกประเภทการรับเข้า <br />2) นักศึกษาที่เข้าศึกษาผ่านระบบการรับเข้าที่แตกต่างกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับอุดมศึกษาในบางชั้นปีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ผลการเรียนในบางหมวดวิชาแสดงความแตกต่างเฉพาะบางช่วงของการศึกษา และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับอุดมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.261, p &lt; 0.01) ผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเภทการรับเข้าศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ในบริบทของสถาบันอุดมศึกษาภูมิภาค และสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงนโยบายการคัดเลือกนักศึกษาให้สอดคล้องกับคุณภาพผลลัพธ์ทางการศึกษาในอนาคต</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6004 EFFECTIVE TEACHER PROFESSIONAL DEVELOPMENT MODEL FOR UNIVERSITIES IN ANHUI PROVINCE 2026-01-18T16:26:32+07:00 Thada Siththada 823625470@qq.com Linshu Li 823625470@qq.com <p>Against the backdrop of globalization, technological advancement, and the national innovation-driven development strategy, enhancing the effectiveness of faculty professional development has become a core imperative for upgrading higher education quality in Anhui Province, China. This research aims to 1) Investigate the current effectiveness level of faculty professional development in universities in Anhui Province, 2) Conduct confirmatory factor analysis (CFA) on the structural dimensions of effective faculty professional development in these universities, and 3) Propose an effective professional development model for university faculty in Anhui Province. The sample comprises 600 full-time teachers from 6 representative undergraduate universities in Anhui Province, covering public and private institutions as well as high-level and local applied universities. The research instruments include quantitative questionnaires and semi-structured in-depth interview outlines. Data analysis employs statistical methods such as frequency, percentage, mean, standard deviation, and confirmatory factor analysis, supplemented by content analysis by educational administration experts.</p> <p> The research results indicate that the overall effectiveness of faculty professional development in Anhui’s universities reaches a moderate to high level. Confirmatory factor analysis and in-depth interview content analysis reveal that the effective professional development model for university faculty in Anhui Province is composed of 8 core factors: 1) Leadership Support, <br />2) Training Design, 3) Institutional Policies, 4) Assessment and Feedback, <br />5) Resource Availability, 6) Collaboration and Peer Learning, 7) Motivation and Engagement, 8) Technology Integration. These factors interact dynamically to form an integrated ecosystem that promotes faculty professional growth.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5874 การออกแบบสื่อโมชันกราฟิกเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี (HIV) ให้กับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Aids Access Foundation) สายด่วนปรึกษาเอดส์ 1663 : กรณีศึกษากลุ่มเสี่ยงอายุระหว่าง 25-49 ปี ในพื้นที่ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 2026-01-03T21:53:39+07:00 สุวดี อึ้งเส็ง mnng78@gmail.com อรรถเศรษฐ์ ปรีดากรณ์ mnng78@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบสื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบโมชั่นกราฟิกเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี (HIV) และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็นสองระยะ ได้แก่ ระยะที่หนึ่งเป็นการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาเอชไอวีและการสื่อสารสุขภาพ เพื่อนำข้อมูลมาสังเคราะห์และพัฒนาเป็นสื่อโมชั่นกราฟิกเรื่อง Banana Land ซึ่งใช้ตัวละครการ์ตูนรูปกล้วยเป็นสัญลักษณ์เชิงนามธรรมในการถ่ายทอดข้อมูลด้านสุขภาพที่มีความอ่อนไหว และระยะที่สองเป็นการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มตัวอย่างในการประเมินความพึงพอใจประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มเสี่ยงอายุ 25–49 ปี และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินความพึงพอใจต่อสื่อโมชั่นกราฟิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า สื่อโมชั่นกราฟิกที่พัฒนาขึ้นสามารถถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีได้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละครเชิงสัญลักษณ์ช่วยลดความตึงเครียดและการตีตราทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นกับผู้รับสาร ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความพึงพอใจสูงสุด รองลงมาคือกลุ่มเสี่ยงอายุ 25–49 ปี และกลุ่มเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ซึ่งให้ความสำคัญกับด้านการออกแบบและเทคนิคการนำเสนอ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5765 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ในยุค VUCA WORLD 2025-12-15T20:23:21+07:00 นันทวัฒน์ บุญไธสง 66920264@go.buu.ac.th สุเมธ งามกนก 66920264@go.buu.ac.th ปุณณิฐฐา มาเชค 66920264@go.buu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา ปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา และปัจจัยด้านการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา ปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา และปัจจัยด้านการบริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ในการบริหารสถานศึกษา และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ในยุค VUCA World การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ปีการศึกษา 2567 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 2,311 คน กลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 331 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นความเป็นพลเมืองโลกนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง งานวิจัยนี้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระของ เขต 1 ในยุค VUCA World โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา ปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา และปัจจัยด้านการบริหารสถานศึกษา 2) ระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการบริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารและสนับสนุน และด้านการพัฒนาบุคลากร 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษากับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงปัจจัยด้านการบริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับต่ำ 4) ปัจจัยที่มีอำนาจพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา เรียงลำดับตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือ ปัจจัยด้านการบริหารสถานศึกษา และปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยตัวแปรทั้ง 2 ตัวแปร สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาได้คิดเป็น ร้อยละ 91.40</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5731 การวิเคราะห์ปัจจัยที่กำหนดเวลารอคอยและความพึงพอใจ ของผู้โดยสารในขั้นตอนเช็คอินและรับสัมภาระ 2025-12-10T21:34:42+07:00 วชิรพร สว่างวงศ์ aerospace@krirk.ac.th เจน หน่อท้าว aerospace@krirk.ac.th พันธ์พิสุทธิ์ นุราช aerospace@krirk.ac.th หริวงศ์ คุปตะวาณิช aerospace@krirk.ac.th อำพล ขำวิลัย aerospace@krirk.ac.th ณัฐพงษ์ แต้มแก้ว aerospace@krirk.ac.th จิรัฐติกาล ผอมสันเทียะ aerospace@krirk.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับระยะเวลารอคอยของผู้โดยสารในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลารอคอยกับความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อการให้บริการในขั้นตอนดังกล่าว งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบมีหลักเกณฑ์ (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยของผู้โดยสารอยู่ที่ 18 นาที อยู่ในระดับปานกลาง โดยผู้โดยสารรับรู้ว่าช่วงเวลาที่ทำให้เกิดความล่าช้ามากที่สุดคือขั้นตอนการตรวจเอกสารและการจัดสรรแถวคิว นอกจากนี้ ผู้โดยสารมีความรู้สึกค่อนข้างกังวลและไม่มั่นใจเมื่อแถวคิวมีความยาวมาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้านจิตวิทยาการรอคอยของ Maister (1985) และ Larson (1987)</li> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า ระยะเวลารอคอยมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับปานกลางกับความพึงพอใจต่อการให้บริการ (r = –0.46, p &lt; 0.01) เมื่อผู้โดยสารใช้เวลารอนานขึ้น ความพึงพอใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ องค์ประกอบที่ส่งผลต่อความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ ความเป็นระเบียบของการจัดคิว ความชัดเจนของขั้นตอน และความรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง</li> </ol> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ระยะเวลารอคอยเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความรู้สึกและการประเมินคุณภาพบริการของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนความจำเป็นในการบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีช่วยลดเวลาในการรอคอย</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5734 REVIEW OF THE CURRENT STATUS AND DIGITAL PRACTICES OF GUANGZHOU CENTENNIAL MUSICIAN THEMATIC ARCHIVES 2025-12-10T21:46:15+07:00 Yuan Yuan varangkana.n@siu.ac.th Varangkana Niyomrit varangkana.n@siu.ac.th <p>Visual narrative research has reshaped contemporary thinking on archival concepts and construction models, creating new opportunities for the digital practice of thematic art archives. This paper reviews the current status of artistic archival resources related to Guangzhou musicians from 1919 to 2019, alongside relevant developments in music data storage and thematic database building. Under the frameworks of information visualization, multi-dimensional visual narrative, and interactive environments, it outlines practical pathways, methodological considerations, and transformation mechanisms for developing musician-focused digital thematic archives. The paper further proposes a practice-oriented model centered on knowledge mapping, social memory, and resource management to support the integration, presentation, and social dissemination of Guangzhou’s centennial musical culture. As a narrative and conceptual review, the study emphasizes integrative synthesis and applied modeling rather than empirical system evaluation.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5406 A STUDY ON THE IMPACT OF DATA-DRIVEN AND ORGANIZATIONAL ROUTINE UPDATES ON THE OPERATIONAL PERFORMANCE OF SMES IN CHINA'S CROSS-BORDER E-COMMERCE INDUSTRY* 2025-11-16T16:49:02+07:00 Zhong Jie 369215243@qq.com Phoommhiphat Pongpruttikul 369215243@qq.com <p>This research article aims to: 1) analyze the impact of data-driven approaches on the operational performance of small and medium-sized enterprises (SMEs) in China’s cross-border e-commerce industry; 2) examine the impact of data-driven approaches on organizational routine updates; <strong><br /></strong>3) investigate the impact of organizational routine updates on the operational performance of cross-border e-commerce SMEs; and 4) test the mediating role of organizational routine updates in the relationship between data-driven approaches and operational performance. A quantitative survey design was employed. Data were collected from 439 SMEs in China’s cross-border <strong><br /></strong>e-commerce sector using a structured questionnaire measuring data-driven approaches, organizational routine updates, and operational performance on a five-point Likert scale. The data were analyzed by descriptive statistics, reliability and validity tests, confirmatory factor analysis, regression analysis, and structural equation modeling with bootstrap mediation testing.</p> <p>The results of the research were: 1) data-driven approaches have a significant positive effect on the operational performance of cross-border <strong><br /></strong>e-commerce SMEs; 2) data-driven approaches significantly promote organizational routine updates by encouraging process improvement, flexibility, and knowledge integration; 3) organizational routine updates significantly enhance the operational performance of cross-border e-commerce SMEs; and 4) organizational routine updates play a significant partial mediating role in the relationship between data-driven approaches and operational performance, revealing internal adaptability as a key mechanism through which data-driven development improves SME operational performance.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5774 ASSESSING THE CORRELATION AMONG AI LITERACY, DIGITAL ACCESS, AND WORK READINESS: A QUANTITATIVE APPROACH 2025-12-18T11:02:47+07:00 Ornusa Sunnananda 6651203277@lamduan.mfu.ac.th Piyatida Pianluprasidh 6651203277@lamduan.mfu.ac.th Phuping Mano 6651203277@lamduan.mfu.ac.th <p>This research article aimed to examine the relationship between digital tools usage and AI-related technologies and students’ work readiness for workforce entry, investigate the relationships among components of AI literacy and students’ work readiness in higher education, and examine the interplay of psychological, behavioral, and skill-based factors including technical skills, digital skills, hard skills, soft skills, and self-efficacy with AI literacy in shaping overall work readiness. A quantitative research design was employed, collecting data from 251 fourth-year university students through an online questionnaire. The data were analyzed using descriptive statistics and Spearman’s correlation analysis.</p> <p> The results revealed that digital tools usage and engagement with AI technologies were modestly but significantly associated with students’ work readiness. AI literacy functioned as a multidimensional construct encompassing cognitive, ethical, and technical competencies and demonstrated a significant relationship with work readiness, although its influence was weaker than that of core human skills. Soft skills, problem-solving abilities, technical competence, and self-efficacy emerged as the strongest predictors of perceived work readiness. the findings suggest that while AI literacy is an important supplementary competency, essential human skills remain central to employability. Embedding AI literacy within broader human-centered and ethical skill development frameworks may provide the most effective approach for preparing graduates for technology-driven work environments.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6126 กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านภาพลักษณ์ความยั่งยืน (ESG): อิทธิพลต่อความไว้วางใจ และความภักดีของผู้รับบริการคลินิกความงามในจังหวัดนครราชสีมา 2026-01-31T20:39:47+07:00 สุวรรณ เดชน้อย kunanya@nmc.ac.th คุณัญญา หอมหวล kunanya@nmc.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของคลินิกความงาม 2) วิเคราะห์อิทธิพลของภาพลักษณ์ ESG ต่อความไว้วางใจของผู้รับบริการ และ 3) ศึกษาผลของความไว้วางใจที่มีต่อความภักดีและความเต็มใจจ่ายในราคาที่สูงกว่า การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เคยใช้บริการคลินิกความงามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 ซึ่งถือว่าเครื่องมือมีคุณภาพอยู่ในระดับสูงมาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงเส้นทาง</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับการรับรู้ภาพลักษณ์ ESG ผู้รับบริการมีการรับรู้ภาพลักษณ์ ESG ของคลินิกความงามโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านธรรมาภิบาล (Governance) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านสังคม (Social) และด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ตามลำดับ</p> <p><strong> </strong>2) อิทธิพลของภาพลักษณ์ ESG ต่อความไว้วางใจ ภาพลักษณ์ความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมิติด้านธรรมาภิบาลเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความไว้วางใจมากที่สุด</p> <p><strong> </strong>3) อิทธิพลของความไว้วางใจต่อความภักดี ความไว้วางใจของผู้รับบริการมีอิทธิพลโดยตรงต่อความภักดีของลูกค้า และส่งผลต่อเนื่องไปยังความเต็มใจในการจ่ายในราคาสูง (Price Premium) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมบริการความงาม</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5861 การขับเคลื่อนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กยุคใหม่: ทฤษฎี กลยุทธ์ และความท้าทายในศตวรรษที่ 21 2026-01-07T10:42:42+07:00 พระครูวิโชติสิกขกิจ (ณรงค์ เด่นประเสริฐ) thipprajongmali@gmail.com พระครูพิพัฒน์สุตคุณ (ธัญพิสิทธิ์ จำนิล) thipprajongmali@gmail.com พระครูสิริปริยัดิโยดม (เมธี ไวยุวัฒน์) thipprajongmali@gmail.com พระครูศรีวิเทศวรธรรม (ชาตรี เอื้อบุญจันทร์) thipprajongmali@gmail.com มะลิ ทิพพ์ประจง thipprajongmali@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการขับเคลื่อนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กยุค Generation Alpha ในบริบทศตวรรษที่ 21 ผ่านการบูรณาการทฤษฎีจิตวิทยาการศึกษา ประสาทวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ผลการวิเคราะห์ พบว่า การพัฒนาเด็กยุคใหม่ต้องมุ่งเน้นการสร้างทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) ควบคู่ไปกับความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการเรียนรู้เชิงรับเป็นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ นอกจากนี้ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว สถานศึกษา และนโยบายรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพื่อบ่มเพาะให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีศักยภาพและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/3908 การติดตามและประเมินผลหลักสูตรวิชาเอกวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) 2025-08-15T17:37:34+07:00 ณัฏฐาทิพ จันทร์ผล nattatip@g.swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ประเมินหลักสูตรสถานศึกษา วิชาเอกวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ใน 4 ด้าน คือ 1. ด้านบริบท และ 2. ด้านปัจจัยนำเข้า 3. ด้านกระบวนการ และ 4. ด้านผลผลิต 2) ติดตามคุณลักษณะและความรู้ความสามารถของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรวิชาเอกวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียน ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และครูผู้สอน รวม 135 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินหลักสูตรตามรูปแบบ CIPP โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านบริบทของหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก โดยเฉพาะความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสังคม ด้านปัจจัยนำเข้าพบว่าผู้สอนมีคุณภาพ มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน และสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ด้านกระบวนการพบว่าครูส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน ส่วนด้านผลผลิตพบว่านักเรียนมีความสามารถด้านการทำโครงงาน การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริงในระดับมากที่สุด และ 2) ผลการติดตามคุณลักษณะและเส้นทางการศึกษาต่อของผู้สำเร็จการศึกษาแสดงให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ โดยร้อยละ 89.02 ของผู้สำเร็จการศึกษาศึกษาต่อในสาขาที่สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตร สะท้อนถึงประสิทธิผลของหลักสูตรในการเตรียมความพร้อมด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อของผู้เรียน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6084 การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2026-01-24T10:34:55+07:00 นภัสนันท์ ไสยสมบัติ napatsanun.s63@rsu.ac.th ชัชชญา พีระธรณิศร์ napatsanun.s63@rsu.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาพื้นที่สหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) เปรียบเทียบการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาพื้นที่สหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentile) ค่าเฉลี่ย (Means) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่า (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffie post hoc Comparison)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาพื้นที่สหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 5 ด้าน พบว่าทุกด้านมีการดำเนินงานอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาพื้นที่สหวิทยาเขต รัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พิจารณาตามภาพรวม พบว่าไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ไม่มีความแตกต่างเช่นกัน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6012 การประยุกต์ใช้ FMEA เพื่อปิดช่องว่างความยืดหยุ่นในอุตสาหกรรม การผลิตวัคซีน: จากการประเมินความเสี่ยงสู่มาตรการเชิงรับมือ 2026-01-19T11:19:23+07:00 ปริญญา แสนคำ parinya@vru.ac.th ถิรนันท์ ทิวาราตรีวิทย์ parinya@vru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงระบบของซัพพลายเชนวัคซีนโดยการบูรณาการเครื่องมือ Failure Mode and Effects Analysis (FMEA) 2) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงวิกฤตกับขีดความสามารถในการยืดหยุ่น ของระบบปัจจุบัน และ 3) เพื่อเสนอและทดสอบมาตรการรับมือเชิงกลยุทธ์ผ่านกรอบการประเมินความยืดหยุ่นร่วมกับ FMEA เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญระดับหัวหน้างานจากฝ่ายวางแผน จัดซื้อ ผลิต และคลังสินค้าของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนชั้นนำ จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณค่าความเสี่ยง, การวิเคราะห์ช่องว่างความยืดหยุ่น 4 มิติ, สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบลำดับที่ของสเปียร์แมน และทดสอบประสิทธิผลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินความเสี่ยงเชิงระบบสามารถระบุจุดเปราะบางวิกฤตสูงสุดได้ 10 ประเด็น โดยพบว่า “ความไม่แน่นอนของการจัดหาและระยะเวลานำส่ง” (Supply Uncertainty and Lead Time) เป็นความเสี่ยงสูงสุดที่มีค่าความเสี่ยง (RPN) ถึง 343 คะแนน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความเสี่ยงและคะแนนความยืดหยุ่น (Resilience Score) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงลบในระดับสูง (ρ = -0.72) ซึ่งบ่งชี้ความรู้ใหม่ที่สำคัญว่า จุดที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือจุดที่ระบบดั้งเดิมล้มเหลวในการออกแบบกลไกความทนทาน (Robustness) และความซ้ำซ้อน (Redundancy) เพื่อรองรับวิกฤต 3) การใช้มาตรการเชิงกลยุทธ์ที่ออกแบบใหม่ เช่น ระบบสต็อกแบบหลายลำดับขั้น (Multi-Tier Safety Stock) และระบบตรวจสอบความสมเหตุสมผลอัตโนมัติ สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.003) ซึ่งยืนยันว่าแนวทางบูรณาการนี้สามารถยกระดับความมั่นคงของระบบซัพพลายเชนวัคซีนและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5919 การปรับปรุงกระบวนการจัดทำเอกสารผู้รับเหมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกรณีศึกษา บริษัท XYZ จำกัด 2026-01-12T10:45:24+07:00 วณิษรา พรพรม Thanitnan@vru.ac.th ธนิษฐ์นันท์ จันทร์แย้ม Thanitnan@vru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการจัดทำเอกสารของผู้รับเหมา ในบริษัท XYZ จำกัด (2) ปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวโดยประยุกต์ใช้หลักการปรับปรุงงาน ECRS ร่วมกับวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและความซ้ำซ้อน และ <br />(3) ประเมินผลการปรับปรุงในด้านระยะเวลา ประสิทธิภาพการทำงาน และความคล่องตัวในการประสานงานภายในองค์กร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์และเชิงปฏิบัติการในองค์กร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ได้แก่ ผู้จัดการโรงงาน 1 คน ผู้จัดการฝ่าย 4 คน และผู้รับเหมา 7 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตกระบวนการทำงาน และการวิเคราะห์เอกสาร ประกอบกับการวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรม (AVA) เพื่อจำแนกกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและไม่สร้างคุณค่า ผลการศึกษาพบว่ากระบวนการเดิมประกอบด้วย 64 กิจกรรม แบ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างคุณค่า 26 กิจกรรม กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่า 22 กิจกรรม และกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าแต่จำเป็น 16 กิจกรรม ปัญหาหลักคือการรอคอยเอกสาร การส่งเอกสารซ้ำซ้อน และการใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก หลังจากการปรับปรุงกระบวนการด้วยหลักการ ECRS ร่วมกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบจัดเก็บเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ พบว่าจำนวนกิจกรรมลดลงเหลือ 51 กิจกรรม และระยะเวลาดำเนินงานลดลงจาก 22 วัน 7 ชั่วโมง 1 นาที เหลือ 19 วัน 1 ชั่วโมง 15 นาที หรือคิดเป็นการปรับปรุงมากกว่า 14% ส่งผลให้กระบวนการทำงานมีความรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการประสานงานและสนับสนุนการบริหารจัดการผู้รับเหมาอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6034 การพัฒนาแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 2026-01-21T12:07:58+07:00 นันทิศา เผือกผล 64227090101@lawasri.tru.ac.th พินิจนันท์ เนื่องจากอวน 64227090101@lawasri.tru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบวัดทักษะการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 และ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบสองขั้นตอน (Two-stage Random Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ดัชนีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน ความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 โดยพัฒนาแบบวัดตามแนวคิดของครีกเลอร์ (Kriegler Shelley, 2004) ประกอบด้วย 4 สถานการณ์ ได้แก่ น้ำใสให้ชีวิต กลิ่นนี้มีทางออก อากาศระบายดี และนักสืบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละสถานการณ์ประเมิน 4 องค์ประกอบ คือ การทำความเข้าใจปัญหาการวางแผนแก้ปัญหา การดำเนินการตามแผน และการตรวจสอบโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบวิเคราะห์แยกส่วน ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า</p> <p>2) ผลการตรวจสอบแบบวัดมีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา โดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 และมีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน (RAI) อยู่ระหว่าง 0.79–0.86 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ค่าความยากง่ายของแต่ละสถานการณ์อยู่ระหว่าง 0.56–0.75 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.39–0.48 แสดงว่าแบบวัดมีคุณภาพเหมาะสมในการจำแนกผู้เรียน นอกจากนี้ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สามารถนำไปใช้ในการประเมินทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6121 ความเป็น Cozy Mystery แบบไทยในนวนิยายชุด “สาวน้อยเกวลิน” ของอลินา 2026-01-26T07:33:19+07:00 เยียน โม 284258861@qq.com จันทร์สุดา ไชยประเสริฐ 284258861@qq.com <p>บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ความเป็น Cozy Mystery แบบไทยในนวนิยายชุด “สาวน้อยเกวลิน” ของอลินา จำนวน 10 เรื่อง โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์<br />ตัวบทเป็นหลัก ตามกรอบแนวคิดประเภทของวรรณกรรมและแนวคิดโครงสร้างนิยมของ วลาดิมีร์ พรอพพ์<em> (</em>Vladimir Propp) การศึกษามุ่งพิจาราณารูปแบบโครงสร้างร่วมกันที่ปรากฏในนวนิยายชุดที่คัดเลือก อันนำไปสู่การอธิบายลักษณะเฉพาะของประเภทวรรณกรรมและการสร้างสรรค์โครงสร้าง Cozy Mystery ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมไทย </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นวนิยายชุด “สาวน้อยเกวลิน” ของอลินามีลักษณะสำคัญของนวนิยายสืบสวนสอบสวนแนว Cozy Mystery จำนวน 5 ประการ ได้แก่ 1) การใช้ตัวละครนักสืบสมัครเล่น 2) การหลีกเลี่ยงการนำเสนอความรุนแรง 3) การกำหนดฉากหลังเป็นชุมชนขนาดเล็กหรือพื้นที่ใกล้ตัว 4) การเน้นบรรยากาศความอบอุ่นของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร และ<br />5) การสร้างอารมณ์ขันและความผ่อนคลายในการดำเนินเรื่อง ขณะเดียวกัน ผู้เขียนยังผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคมไทยเข้ากับโครงสร้างของแนว Cozy Mystery ทำให้เรื่องราวมีความใกล้ชิดกับผู้อ่านชาวไทย ได้แก่ 1) การใช้ฉากสถานที่และการนำเสนอความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันในสังคมไทย 2) การนำเสนอความเชื่อของคนไทย<br />3) การนำเสนอวัฒนธรรมอาหารไทย 4) การใช้ภาษาและสำนวนไทยในบทสนทนา และ<br />5) การสอดแทรกปัญหาสังคมไทยร่วมสมัย</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง อลินาสามารถนำรูปแบบนวนิยายสืบสวนสอบสวนแนว Cozy Mystery จากตะวันตกสร้างสรรค์ให้เข้ากับบริบทไทยทั้งในเชิงโครงสร้างการเล่าเรื่องและเนื้อหา ซึ่งไม่เพียงแต่มุ่งเน้นความบันเทิง หากยังให้ผู้อ่านตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยร่วมสมัยผ่านรูปแบบการเล่าเรื่องตามขนบของวรรณกรรมแนว Cozy Mystery</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/4758 คุณลักษณะผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ของเขตพื้นที่ไชน่าทาวน์ 2025-10-10T16:10:24+07:00 ธนัท ทองโสมแก้ว Ryan.sp4444@gmail.com กมลพร กัลยาณมิตร Ryan.sp4444@gmail.com สถิตย์ นิยมญาติ Ryan.sp4444@gmail.com ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช Ryan.sp4444@gmail.com <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของเขตพื้นที่ไชน่าทาวน์ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของเขตพื้นที่ไชน่าทาวน์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของเขตพื้นที่ไชน่าทาวน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ <br />ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหาร หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ และสำนักงานเขตป้อมศัตรูพ่าย และประชาชนทั่วไป จำนวน 22 คน ใช้วิธีเจาะจงและเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยตีความ เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ตามเค้าโครง และสรุปผลในรูปแบบพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของเขตพื้นที่ไชน่าทาวน์ ได้แก่ มีความกระตือรือร้น ประชาชนเข้าหาได้ง่าย มีความรู้ในการสื่อสาร ภาษา และเทคโนโลยี ตัดสินใจรวดเร็ว มีทักษะการแก้ไขปัญหา มีความสามารถในการบริหาร มีความเข้าใจและรอบรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม 2) ปัญหาและอุปสรรค พบว่า ยังขาดความรู้ความสามารถ และทักษะในการบริหารงานไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ขาดความกระตือรือร้น ขาดความเข้าใจ ในความต้องการของประชาชน ไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และ 3) แนวทางการพัฒนาควรต้องพัฒนาภาวะผู้นําให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ควรมีการส่งเสริมให้เข้าร่วมการอบรมพัฒนาตนเอง เป็นแบบอย่างที่ดีมีเป้าหมายในการบริหารงานไม่เลือกปฏิบัติเพื่อให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ในสายตาของประชาชน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5815 นวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Innovation) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 2025-12-24T12:25:06+07:00 ภิสัก เหล็กเพชร somrath@gmail.com สมรัฐ โตจำเริญ somrath@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของนวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Innovation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยมุ่งอธิบายความเชื่อมโยงเชิงกลไกระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในสามมิติ ได้แก่ 1)เศรษฐกิจ 2)สังคม และ 3)สิ่งแวดล้อม ในบทความนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากแหล่งงานวิจัยและรายงานนโยบายระดับสากล เพื่อสังเคราะห์แนวคิด นวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Innovation) ขีดความสามารถปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบชี้ให้เห็นว่า AI ทำหน้าที่เป็นเทคโนโลยีเอนกประสงค์ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเอื้อให้เกิดนวัตกรรมรูปแบบใหม่ ขณะที่ Smart Innovation เป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยบูรณาการเทคโนโลยี ข้อมูล และองค์ความรู้จากหลายภาคส่วนไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน บทความเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่อธิบายว่า Smart Innovation และ AI จะส่งผลต่อ SDGs ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านตัวกลางสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถด้านดิจิทัล ขีดความสามารถด้านข้อมูล และธรรมาภิบาล AI ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีอัจฉริยะจะมีศักยภาพสูงในการสนับสนุน SDG 8, 9, 12 และ 13 แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล อคติของอัลกอริทึม และข้อจำกัดด้านการกำกับดูแล บทความจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงการจัดการเพื่อสนับสนุนการใช้ Smart Innovation และ AI อย่างมีความรับผิดชอบ อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5402 แนวทางการป้องการกระทำผิดของผู้สูงอายุที่ต้องโทษในเรือนจำ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-11-15T07:41:38+07:00 อนุสรณ์ กองทอง pannathorn1970@gmail.com ปัณณธร หอมบุญมา pannathorn1970@gmail.com <p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">) <span lang="TH">ศึกษาสาเหตุปัจจัยการกระทำผิดของผู้สูงอายุที่ต้องโทษในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2</span>) <span lang="TH">เพื่อหาแนวทางป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบผสม ประกอบด้วยวิธีเชิงปริมาณกับผู้ต้องขังสูงอายุจำนวน </span>70 <span lang="TH">คน และวิธีเชิงคุณภาพกับผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนภาครัฐ </span>9 <span lang="TH">คน เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วน </span>5 <span lang="TH">ระดับเพื่อเก็บข้อมูลปัจจัยสาเหตุการกระทำผิด และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อเก็บข้อมูลแนวทางป้องกันการกระทำผิด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ตารางแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการจัดหมวดหมู่และสังเคราะห์ข้อมูลตามประเด็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ</span></span></p> <p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า 1</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">) <span lang="TH">ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำผิดของผู้สูงอายุอยู่ในระดับน้อย โดยด้านเศรษฐกิจมีผลมากที่สุด รองลงมาคือด้านสังคม (ชุมชน) ส่วนด้านครอบครัวมีผลน้อยที่สุด แนวทางป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ การจัดกิจกรรมนันทนาการ การส่งเสริมอาชีพและความรู้ด้านกฎหมาย การสร้างเครือข่ายสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน การจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อเสริมคุณค่าและความอบอุ่นทางสังคม รวมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมก่อนพ้นโทษ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการกระทำผิดซ้ำของผู้สูงอายุได้</span> 2) <span lang="TH">แนวทางการป้องกันเน้นการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมความต้องการด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจของผู้ต้องขังสูงอายุ เพื่อให้การฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่สังคมประสบผลสำเร็จ</span></span></p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5691 การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนพัฒนศาสน์วิทยาท่าแร้ง จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPPI MODEL 2025-12-14T19:13:33+07:00 นิสรีน ม่วงอุมิงค์ nisareen.mua@psrp.ac.th ยุพิน ยืนยง nisareen.mua@psrp.ac.th พีชาณิกา เพชรสังข์ nisareen.mua@psrp.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนพัฒนศาสน์วิทยาท่าแร้ง จังหวัดเพชรบุรี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561) โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPPI MODEL 2) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 377 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ประเด็นสนทนากลุ่ม แบบสอบถามโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.67 และแบบวิเคราะห์เอกสาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก ในทุกด้านที่ทำการประเมิน ทั้งด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลกระทบ โดยลำดับความเหมาะสมจากมากไปน้อยคือ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ด้านบริบท และด้านผลกระทบ ตามลำดับ ซึ่งการประเมินรายด้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาและวิสัยทัศน์ของหลักสูตร คุณสมบัติของบุคลากร วัสดุอุปกรณ์การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และผลกระทบต่อชุมชนต่างได้รับความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างว่ามีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวทางในการปรับปรุงหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนพัฒนศาสน์วิทยาท่าแร้ง จังหวัดเพชรบุรี ปีการศึกษา 2568 ซึ่งประกอบด้วยการปรับเวลาเรียนและโครงสร้างรายวิชาให้เหมาะสมกับผู้เรียน พัฒนาครูและสื่อเทคโนโลยีให้ทันสมัย ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการประเมินที่หลากหลาย เพิ่มกิจกรรมและเนื้อหาที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวันและศาสนาอิสลาม</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5736 การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้มาตรฐาน ของวิสาหกิจชุมชนในอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท 2025-12-25T15:45:12+07:00 กนกวรรณ จันทร์วงค์ Nareerut.see@stou.ac.th นารีรัตน์ สีระสาร Nareerut.see@stou.ac.th สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม Nareerut.see@stou.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน (2) สภาพการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้มาตรฐานการผลิต (3) ความต้องการด้านการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ภายใต้มาตรฐาน และ (4) ปัญหาและข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ภายใต้มาตรฐานของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มประชากร ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารในอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งขึ้นทะเบียนในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 247 ราย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 153 ราย ได้มาจากการคำนวณด้วยสูตรของทาโร ยามาเน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ</p> <p><strong><em> </em></strong>ผลการวิจัยพบว่า (1) สมาชิกวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 59.98 ปี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 2.80 คน และเป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเฉลี่ย 7.92 ปี โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีที่ดินเป็นของตนเอง ใช้เงินทุนจากครอบครัว มีรายได้เฉลี่ยต่อปี 165,895.19 บาท และมีหนี้สินเฉลี่ย 50,756.86 บาท (2) การปฏิบัติตามมาตรฐานการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านสุขาภิบาลอาหารและการจัดการขยะอย่างถูกต้อง (3) ความต้องการด้านการส่งเสริมการแปรรูปภายใต้มาตรฐานอยู่ในระดับมาก โดยมีความต้องการด้านการพัฒนาการตลาดเป็นลำดับแรก เช่น การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ การออกแบบโลโก้ และการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและเพิ่มโอกาสทางการตลาด และ (4) ปัญหาในการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัญหาสำคัญคือการขาดงบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5523 การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับการกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติด ในประเทศไทย 2025-11-23T14:57:12+07:00 ระเด่น สุริยะวงศ์ raden.s0303@gmail.com ธาตรี มหันตรัตน์ raden.s0303@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติดในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2558-2567 และ 2) เพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ที่สังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Synthesis) จากวิทยานิพนธ์และบทความวิจัยรวม 20 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์อภิมานเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำ มาจาก 1) ปัญหาครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ที่เปราะบางและการขาดความอบอุ่น (ร้อยละ 40) 2) ปัญหาเศรษฐกิจและอาชีพ เช่น ความยากจนและการขาดโอกาสหลังพ้นโทษ (ร้อยละ 35) และ 3) ปัจจัยด้านสังคม ชุมชน และการคบเพื่อน เช่น การถูกสังคมตีตราและการกลับไปคบเพื่อนกลุ่มเดิม (ร้อยละ 25) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการกระทำผิดซ้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับทฤษฎีทางสังคมวิทยาหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีความกดดันทางสังคม ทฤษฎีสังคมไร้ระเบียบ และทฤษฎีการประทับตราข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญคือ 1) การพัฒนาและฟื้นฟูผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเน้นการฝึกวิชาชีพที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาสภาพจิตใจ (ร้อยละ 30) 2) การสนับสนุนจากสังคมและชุมชน โดยการเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้กลับเข้าทำงานและใช้ชีวิตอย่างปกติ (ร้อยละ 25) และ 3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด (ร้อยละ 15) การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/3563 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกาย ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร 2025-07-12T08:06:10+07:00 ธิดารัตน์ รักราวี tidarat-rrw@hotmail.com ชนะเกียรติ สมานบุตร tidarat-rrw@hotmail.com <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกายของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกายของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกายของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร โดยกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (Independent sample t-test) ความแปรปรวน ANOVA การทดสอบค่าไค-สแควร์ (Chi-Square) สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’ Correlation) และสหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดด และการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดผิวกายของผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก ผู้บริโภคที่มีเพศต่างกันมีการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดผิวกายไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ และรายได้ต่างกันมีตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดผิวกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) พฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกายของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวกายของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครทั้ง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/4284 กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์: กุญแจสู่การเสริมสร้าง ผลการดำเนินงานขององค์การ 2025-09-10T15:23:31+07:00 เฉิน เหลียง 89023585@qq.com นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์ 89023585@qq.com พิชาภพ พันธุ์แพ 89023585@qq.com <p>การจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างผลการดำเนินงานขององค์กรในยุคที่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มศักยภาพของพนักงานและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กรให้ยั่งยืน กลยุทธ์สำคัญในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ประกอบด้วยการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับพนักงาน เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างแรงจูงใจในรูปแบบ ต่าง ๆ ช่วยให้พนักงานมีความกระตือรือร้นในการทำงานและมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กร รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และการให้โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตภายในองค์กรจะช่วยให้พนักงานมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายในตลาดและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังส่งเสริมให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและพร้อมที่จะทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพจะทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน และกระตุ้นให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ดีจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรและผู้บริหาร ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมาย และช่วยปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กรให้มีความเหมาะสมและทันสมัย การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างผลการดำเนินงานขององค์กรในระยะยาว</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5516 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ โดยใช้ทักษะ ปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2025-12-03T08:29:14+07:00 กรกนก สุภาษิต 640426024007@bru.ac.th สุรชัย ปิยานุกูล 640426024007@bru.ac.th วันทนีย์ นามสวัสดิ์ 640426024007@bru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ และ 2) เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการรำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนบ้านกรวดวิทยาคาร จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ปรนัย 20 ข้อ, ค่าความเชื่อมั่น 0.95), แบบประเมินทักษะปฏิบัติ (5 ระดับคุณภาพ), และแบบสอบถามความพึงพอใจ (มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 10 ข้อ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที One Sample t-test และ Dependent t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะปฏิบัติของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5403 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดคล่อง เรื่อง รูปสี่เหลี่ยมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิดร่วมแนวคิด CPA 2025-11-15T07:44:15+07:00 ศิริพร เหล่านิกะขะ siriporn.laonikakha@g.swu.ac.th สุกัญญา หะยีสา siriporn.laonikakha@g.swu.ac.th ญานิน กองทิพย์ siriporn.laonikakha@g.swu.ac.th กาญจนา พานิชการ siriporn.laonikakha@g.swu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องรูปสี่เหลี่ยม (2) เพื่อศึกษาความสามารถด้านความคิดคล่องเรื่องรูปสี่เหลี่ยม และ (3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมด้านความคิดคล่องของนักเรียนเรื่องรูปสี่เหลี่ยมผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิดร่วมกับแนวคิด Concrete–Pictorial–Abstract กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการสุ่มแบบกลุ่มจำนวน 17 คน และคัดเลือกนักเรียนเป้าหมายจำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน โดยแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวประกอบไปด้วยขั้นตอน (1) การนำเสนอปัญหาปลายเปิด (2) การเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนโดยนักเรียนเรียนรู้จากสื่อที่เป็นรูปธรรมหรือรูปภาพ และเชื่อมโยงกับความรู้ หรือประสบการณ์เดิม (3) การอภิปรายและเปรียบเทียบและ (4) การสรุปโดยเชื่องโยงแนวคิดของนักเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนซึ่งการประเมินผลการเรียนรู้จากคะแนนในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องรูปสี่เหลี่ยมและ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านความคิดคล่องเรื่องรูปสี่เหลี่ยมสำหรับพฤติกรรมด้านความคิดคล่องพิจารณาจากแบบสังเกตพฤติกรรมด้านความคิดคล่อง และผลงานนักเรียนผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องรูปสี่เหลี่ยม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (2) นักเรียนมีความสามารถด้านความคิดคล่องเรื่องรูปสี่เหลี่ยมผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) นักเรียนแสดงพฤติกรรมความคิดคล่อง 2 ลักษณะสำคัญได้แก่ สามารถคิดหาผลเฉลยในเรื่องรูปสี่เหลี่ยมได้จำนวนมากภายในเวลาที่กำหนดและสามารถคิดหาผลเฉลยได้หลายรูปแบบที่แตกต่างกันโดยแสดงให้เห็นจากร่องรอยของผลงานนักเรียนสามารถคิดหาวิธีการที่หลากหลายในการแสดงคำตอบ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5695 บูรณาการพุทธธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน: การสร้างสังคมอารมณ์ดี บนฐานแห่งมรรคมีองค์ 8 2025-12-06T17:07:10+07:00 จตุพร คูณทอง kittipongc1@hotmail.com กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์ kittipongc1@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการนำหลักมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นระบบ มาประยุกต์ใช้ในการสร้าง สังคมอารมณ์ดี ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งสติ ปัญญา และความเมตตา หลักมรรคมีองค์ 8 ครอบคลุมการพัฒนาในมิติของความคิด การสื่อสาร การดำเนินชีวิต การเพียร การรู้ตัว และการฝึกจิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อการดับทุกข์อย่างแท้จริง อันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เมื่อบูรณาการกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ 17 เป้าหมาย จะก่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่สมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก ทั้งในระดับบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริงจำเป็นต้องเริ่มจาก การพัฒนาจิต เพราะจิตเป็นศูนย์กลางของพฤติกรรมและการตัดสินใจทางสังคม หลักพุทธธรรมสามารถเสริมสร้างฐานจิตวิญญาณของ SDGs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การส่งเสริมสัมมาทิฏฐิในด้านการศึกษา (SDG 4) การดำเนินอาชีพอย่างสัมมาอาชีวะ (SDG 8) และการสร้างสันติภาพผ่านสัมมาสังกัปปะ (SDG 16) จึงกล่าวได้ว่า การบูรณาการพุทธธรรมกับ SDGs ไม่เพียงสร้างความสมดุลระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและอารมณ์ของมนุษย์ในสังคมให้เกิดสติ เมตตา และปัญญา อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6159 การศึกษาเชิงคุณภาพ: จิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-01-27T19:59:13+07:00 นัยนา ช่ำชอง anir.soms@nmc.ac.th อนิรุทธิ์ สมเสาร์ anir.soms@nmc.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจความเข้าใจและความหมายที่นักศึกษา ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยนครราชสีมา ที่มีต่อจิตวิญญาณความเป็นครู<br />(2) ศึกษามิติสำคัญของจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู และ (3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการก่อตัวและพัฒนาการของจิตวิญญาณความเป็นครู โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา ผู้ให้ข้อมูลหลักคือประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 10 คน ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) การเรียกหาภายในสู่วิชาชีพครู (2) จิตสำนึกในการพัฒนาผู้เรียนอย่างองค์รวม (3) ความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ และ (4) ความศรัทธาในพลังแห่งการศึกษา ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจภายในและความหมายที่นักศึกษากลุ่มนี้มอบให้กับวิชาชีพครู ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการออกแบบหลักสูตรและกระบวนการผลิตครูที่เน้นการบ่มเพาะจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่ไปกับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ ทั้งนี้ผลการวิจัยก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับอัตลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ซึ่งมีลักษณะเฉพาะจากเส้นทางชีวิตและการตัดสินใจเข้าสู่วิชาชีพครูที่แตกต่างจากนักศึกษาครูทั่วไป</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5625 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอาง ผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซ แอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคกลุ่ม Generation Z 2025-11-30T11:52:51+07:00 นาฏอนงค์ กล่ำถวิล klumtawil_n@silpakorn.edu นพรัตน์ บุญเพียรผล klumtawil_n@silpakorn.edu <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P's ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซบนแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคกลุ่ม Generation Z และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางผ่านช่องทางดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภค Generation Z ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ซึ่งเคยซื้อเครื่องสำอางผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซในแอปพลิเคชัน TikTok เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีเพียงบางด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีจำนวน 5 ด้าน เรียงลำดับตามอิทธิพลจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านกระบวนการ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านราคา และด้านบุคลากร ทั้งนี้ ด้านกระบวนการมีอิทธิพลสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกลุ่ม Generation Z ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และขั้นตอนการซื้อขายที่ไม่ซับซ้อนผ่านการไลฟ์คอมเมิร์ซ ในขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ปัจจัยด้านอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่ม Generation Z อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านความน่าเชื่อถือและด้านความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในระดับสูงสุด ทั้งนี้ ด้านความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกลุ่ม Generation Z ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และความน่าไว้วางใจของอินฟลูเอนเซอร์ในการนำเสนอสินค้า ส่งผลต่อความมั่นใจและการตัดสินใจซื้อผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซโดยตรง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5804 บูรณาการพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาจิตใจ และอัตลักษณ์อย่างยั่งยืน 2025-12-24T12:21:11+07:00 ทนุธรรม เพชรพงษ์ kittipongc1@hotmail.com กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์ kittipongc1@hotmail.com <p>บทความนี้ มุ่งเน้นการศึกษาการบูรณาการหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรมของไทยเพื่อการพัฒนาจิตใจและการสร้างอัตลักษณ์ที่ยั่งยืนของบุคคลและสังคม โดยเน้นย้ำว่าศิลปะและวัฒนธรรมมิได้เป็นเพียงเครื่องตกแต่งหรือความงามภายนอก แต่เป็นพาหะของธรรมะที่ส่งผ่านคุณค่าทางจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็มีบทบาทในการหล่อหลอมแนวคิดทางศิลป์ อัตลักษณ์ และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง การบูรณาการดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม โดยเฉพาะในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและจริยธรรม</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6032 คุณลักษณะภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 2026-01-29T19:27:11+07:00 พระมหาเอกพันธ์ วรธมฺมญฺญู akepathai2@gmail.com พระครูปลัดอรรถสิทธิ์ อริยเมธี akepathai2@gmail.com พระมหาฉัตรชัย ธมฺมวรเมธี akepathai2@gmail.com พระครูวิริยปัญญาภิวัฒน์ akepathai2@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีภาวะผู้นำเชิงพุทธยังต้องยึดหลักความยุติธรรม โปร่งใส และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ การบริหารงานด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากรควรเป็นไปอย่างเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน หลักการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและศรัทธาในองค์กร ประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1. การทำงานของผู้บริหารควรดูแลบุคลากรในสถานศึกษาให้ปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย 2. การวางแผนงาน บริหารงานอย่างมีคุณภาพบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และ 3. การดูแลบุคลากร สนับสนุนการทำงาน ช่วยเหลือบุคลากรอย่างเต็มความสามารถ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5761 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในยุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 2026-01-04T09:10:41+07:00 วิชัย วงค์ไชย 67205831@up.ac.th วรรณากร พรประเสริฐ 67205831@up.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักเงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน 2) ศึกษาระดับสมรรถนะครูในยุคดิจิทัล ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือข้าราชการครู รวมทั้งสิ้น 286 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมมีค่าอยู่ในระดับมาก 2) ระดับสมรรถนะครูในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในยุคดิจิทัลในทุกด้าน ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์สมรรถนะครูในยุคดิจิทัลได้ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และด้านการคาดการณ์และสร้างโอกาสในอนาคต เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด สามารถพยากรณ์สมรรถนะครูในยุคดิจิทัล ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6064 แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู 2026-01-23T08:37:03+07:00 พงศธร ไชยพร 67120605240@udru.ac.th พนายุทธ เชยบาล 67120605240@udru.ac.th พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ 67120605240@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญมาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารการศึกษา กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา และกลุ่มนักวิชาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา กลุ่มละ 3 คน รวมทั้งหมดจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู มี 27 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลของบุคลากร มี 6 แนวทาง 2) ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล มี 5 แนวทาง 3) ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มี 6 แนวทาง 4) ด้านการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มี 5 แนวทาง และ 5) ด้านการทำงานแบบคล่องตัว มี 5 แนวทาง</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5751 ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครู ในศตวรรษที่ 21 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง 2025-12-17T14:47:47+07:00 คณธภรรช ใจดี Benchaporn_cha@nstru.ac.th เบญจพร ชนะกุล Benchaporn_cha@nstru.ac.th อโนทัย ประสาน Benchaporn_cha@nstru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) สมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 และ 4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง <br />กลุ่มตัวอย่างคือ ครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง จำนวน 118 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการแสดงเป็นแบบอย่างในการนำตนเอง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการให้รางวัลและตำหนิอย่างสร้างสรรค์</p> <p>2) สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง โดยรวม <br />อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ <br />ด้านความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลาย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ <br />ด้านการพัฒนาตนเอง</p> <p>3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการอำนวยความสะดวก<br />ให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเอง และด้านการให้รางวัลและตำหนิอย่างสร้างสรรค์ <br />ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง อย่างมีนัยสำคัญที่ .01 โดยสามารถร่วมทำนายได้ ร้อยละ 54.0</p> <p>4) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการพัฒนาครูให้เป็นผู้นำตนเองอย่างแท้จริง ส่งเสริมการคิดและตัดสินใจ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม แสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนการตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ยกย่องความสำเร็จ และส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก เพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างยั่งยืน </p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5928 การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารวรรณกรรมผ่านสื่อดิจิทัล ของนักศึกษา ด้วยการจัดกิจกรรมสรุปวรรณกรรมร่วมสมัย ในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ 2026-01-20T15:10:01+07:00 พระมหาโยธิน ไกรษร yotinkaison@windowslive.com พระมหาจารุวัฒน์ สุพิบาล yotinkaison@windowslive.com พระมหาประวิทย์ ภูปุย yotinkaison@windowslive.com พีรพงษ์ เคนทรภักดิ์ yotinkaison@windowslive.com พระปลัดสถาพร ปุ่มเป้า yotinkaison@windowslive.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการสื่อสารวรรณกรรมของนักศึกษาผ่านการจัดกิจกรรมสรุปวรรณกรรมร่วมสมัยในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดกิจกรรมสรุปวรรณกรรมร่วมสมัยในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (One-Group Posttest-Only Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 จำนวน 9 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสร้างวิดีโอสรุปวรรณกรรม 2) แบบวัดความสามารถในการสื่อสารวรรณกรรมก่อนและหลังการทดลอง <br />และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการสื่อสารวรรณกรรมของนักศึกษาผ่านการจัดกิจกรรมสรุปวรรณกรรมร่วมสมัยในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ มีคะแนนความสามารถในการสื่อสารวรรณกรรมหลังการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 67.22 คะแนน (S.D. = 4.75) คิดเป็นร้อยละ 84.03 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 (64 คะแนน) พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการสื่อสารเชิงวรรณกรรมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดกิจกรรมสรุปวรรณกรรมร่วมสมัยในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ พบว่า มีผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด ( = 4.59, S.D. = 0.14)</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6036 การศึกษาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาน่าน เขต 2 2026-01-29T19:14:10+07:00 รินรดา เกียรติศิริถาวร looktaw2014@gmail.com วรรณากร พรประเสริฐ looktaw2014@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู <br />2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยแบ่งรูปแบบการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 269 คน ประกอบด้วยข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน และครูจำนวน 2 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นความเรียงแบบพรรณนา และสรุปประเด็นเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัย พบว่า ปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับมาก และปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู มี 13 แนวทาง ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านลักษณะงาน ด้านความรับผิดชอบ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่ง ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านการปกครองบังคับบัญชา ด้านสภาพการปฏิบัติงาน ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้านความมั่นคงในงาน ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว และด้านเงินเดือน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6069 ปัจจัยสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี 2026-01-23T08:48:16+07:00 วิทยา จันทบุตร 67120605128@udru.ac.th พนายุทธ เชยบาล 67120605128@udru.ac.th พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ 67120605128@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 362 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามปัจจัยสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 และการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สมการพยากรณ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดอุดรธานี โดยใช้ปัจจัยสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นตัวแปรพยากรณ์ มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 46.40 โดยมีสมการดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ดังนี้</p> <p>= 58.904 + .959(X<sub>5</sub>) + .637(X<sub>2</sub>) + .499(X<sub>3</sub>)</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> = .345(X<sub>5</sub>) + .261(X<sub>2</sub>) + .206(X<sub>3</sub>)</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5606 ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา 2025-11-28T14:43:15+07:00 ซารีฟ อาแซ Sarifvpn@gmail.com พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ Sarifvpn@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง เป็นครูผู้สอนที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาโรงเรียนเอกชนจังหวัดยะลา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรยามาเน่ (Taro Yamane, 1973) และทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 328 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา ภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง (r = .916)</p> <p> ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารควรมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกทั้งการประเมิน และคาดการณ์ การทำงาน และให้คำปรึกษา รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของครูซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนางานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนสอนศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5825 การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงานสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 2026-01-04T09:21:07+07:00 พัทฐรินทร์ โลหา Pattharin@nmc.ac.th ภัทรฤทัย ลุนสำโรง Pattharin@nmc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา 2) แบบประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test for Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5987 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 2026-01-29T15:19:02+07:00 พสิษฐ์ นิลชาติ udomluk_wanno@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานของต่างประเทศและประเทศไทย 3)วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานและ 4) เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารทางกฎหมายทั้งของต่างประเทศและของประเทศไทย รวมไปถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย จำนวน 25 คน วิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) แนวคิด และทฤษฎีทางกฎหมายได้แก่ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักการคุ้มครองพยานในคดีอาญา 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานของต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และเครือรัฐออสเตรเลีย มีการกำหนดบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองพยานในการถูกติดตาม สะกดรอยตาม และการคุกคาม ส่วนมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานของประเทศไทยมีเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ใช้บังคับซึ่งพยานไม่กล้ามาเบิกความ 3) ผลการวิเคราะห์พบว่า ประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานในการถูกติดตาม สะกดรอยตาม และการคุกคาม 4) เห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ในส่วนของการคุ้มครองพยานในการถูกติดตาม สะกดรอยตาม และการคุกคาม และเอาผิดกับบุคคลที่ติดตามหรือคุกคาม ต่อไป</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5823 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ 2025-12-26T14:08:27+07:00 เทอดเกียรติ ยามโสภา yamsopa999@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นการอธิบายแนวคิดและความหมายของนวัตกรรมการเรียนรู้ บทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และแนวทางเชิงพัฒนาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ บทความชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์ สร้างระบบสนับสนุน พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้เกิดจากการบูรณาการปัจจัยด้านผู้นำ ครู ผู้เรียน และบริบทของสถานศึกษาและชุมชน แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทัศนคติ และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย แต่หากมีการบริหารจัดการเชิงบูรณาการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5862 บทบาทของพระภิกษุสงฆ์ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ กรณีศึกษาการทูตทางศาสนาและการสร้างสันติภาพในความสัมพันธ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (2025-2026) 2026-01-03T10:31:33+07:00 พระพิพิธพัชโรดม (อำนวย อินฺทวณฺโณ) thipprajongmali@gmail.com มะลิ ทิพพ์ประจง thipprajongmali@gmail.com <p>บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของพระสงฆ์ในฐานะตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยใช้กรณีศึกษาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี พ.ศ. 2568-2569 ภายใต้กรอบทฤษฎีสันติภาพของ Johan Galtung และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสันติภาพของ John Paul Lederach ผลการศึกษาพบว่าพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็น “ผู้ไกล่เกลี่ยทางศีลธรรม” และ “ผู้สื่อสารสันติภาพ” ท่ามกลางบรรยากาศชาตินิยมสุดโต่งในโลกดิจิทัล โดยมีบทบาทสำคัญทั้งในเชิงป้องกันผ่านการทูตเชิงวัฒนธรรม และการฟื้นฟูความสัมพันธ์หลังการสู้รบผ่านการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัย แม้จะเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างอำนาจรัฐและการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่พุทธสันติวิธีและกลไก “การทูตแทร็ก 1.5” ที่มีพระสงฆ์เป็นส่วนร่วม ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดทอนความรุนแรงเชิงโครงสร้างและสร้างพื้นที่เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5615 ธรรมเพื่อครองใจคน 2025-11-30T11:46:23+07:00 พระอธิการศรีปัญจะ ปภสฺสโร singjaen@gmail.com <p>หนังสือเรื่อง “ธรรมเพื่องครองใจคน” ซึ่งเรียบเป็นหนังสืองของอาจารย์วสิน อินทรสระจัดพิมพ์ 4000 เล่ม พ.ศ.2555 โดยชมรมกัลยาณธรรม มีความยาว 130 หน้า พิมพ์โดยบริษัท ขุมทองอุตสาหกรรมและการพิมพ์ จำกัด ฉบับธรรมทานเมื่อธันวาคม 2555</p> <p><strong>ข้อมูลหนังสือและภูมิหลังผู้แต่ง</strong></p> <p> หนังสือเรื่อง ธรรมเพื่อครองใจคนและธรรมเพื่อความสำเร็จในชีวิต เป็นผลงานทางวิชาการที่สำคัญยิ่งในวงการพุทธศาสนา โดยเป็นผลงานของอาจารย์วศิน อินทสระ ซึ่งตีพิมพ์ในฉบับธรรมทานเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 โดยชมรมกัลยาณธรรม ภูมิหลังของงานเขียนนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากงานที่อาจารย์วศินได้เขียนขึ้นตามคำร้องขอของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดพระพุทธศาสนาและจริยธรรม สำหรับระดับมัธยมศึกษา เมื่อประมาณ พ.ศ. 2530 การรวมหลักธรรมสำคัญสองหมวด คือ สังคหวัตถุ 4 (ธรรมเพื่อครองใจคน) และ อิทธิบาท 4 (ธรรมเพื่อความสำเร็จในชีวิต) เข้าไว้ในเล่มเดียวกันตามที่ผู้จัดพิมพ์ เห็นว่า “เข้ากันได้รับกันดี” นั้น เป็นการแสดงจุดยืนทางปรัชญาของผู้เขียนที่เชื่อว่าความผาสุกและความสำเร็จที่แท้จริงต้องอาศัยทั้งการพัฒนาตนเอง (อิทธิบาท 4) และการธำรงรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม (สังคหวัตถุ 4) ควบคู่กันไป</p> <p> อาจารย์วศิน อินทสระ (พ.ศ. 2477 – ปัจจุบัน) เป็นนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิสูงและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยท่านสำเร็จการศึกษาในระดับเปรียญธรรม 7 ประโยค (ป.ธ.7) ซึ่งแสดงถึงความแตกฉานในพระไตรปิฎก และมีวุฒิปริญญาโทด้านปรัชญา (M.A.) จากมหาวิทยาลัยบานารัส ประเทศอินเดีย ภูมิหลังทางการศึกษาที่เข้มแข็งนี้ ประกอบกับประสบการณ์การสอนวิชาศาสนาและปรัชญาที่ยาวนานถึง 46 ปีที่มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และการได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักรในฐานะผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาประเภทวรรณกรรม ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการสังเคราะห์หลักธรรมที่ลึกซึ้งให้กลายเป็นอรรถาธิบายที่ชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5621 ประติมานะวิทยาพระอวโลกิเตศวรผ่านคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร 2025-11-30T11:49:34+07:00 พระคำ สุขใจ s64123403152@ssru.ac.th ณัฐพงษ์ นรนิ s64123403152@ssru.ac.th เกรียงไกร กองเส็ง s64123403152@ssru.ac.th ชนิชา คิดประเสริฐ s64123403152@ssru.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างประติมากรรมพระอวโลกิเตศวรที่ปรากฏในคัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร กับอิทธิพลที่ส่งผลต่อพุทธลักษณะในประเทศไทยและนานาประเทศ โดยอาศัยกระบวนการศึกษาด้านประติมานวิทยา (Iconography) เพื่อตรวจสอบการแสดงออกทางศิลปะและการสร้างสรรค์รูปเคารพซึ่งสะท้อนคุณลักษณะด้านเมตตาและกรุณาของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากการศึกษาพบว่ารูปเคารพของพระอวโลกิเตศวรได้พัฒนาหลากหลายรูปแบบในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย อันเป็นผลมาจากคติความเชื่อ บริบทสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ คัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ยังกล่าวถึงการปรากฏกายของพระอวโลกิเตศวรทั้ง 33 ปาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ส่งผลให้เกิดความศรัทธาแพร่หลายผ่านงานประติมากรรม จิตรกรรม และพิธีกรรมต่าง ๆ การวิเคราะห์ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าของแนวคิดด้านความเมตตาและการเยียวยาที่สัมพันธ์กับสังคมร่วมสมัย รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวของรูปเคารพและความศรัทธาสู่สื่อดิจิทัลและศิลปะร่วมสมัยในอนาคต</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6017 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการรับรู้ตราสินค้าที่ส่งผล ต่อความพึงพอใจและความจงรักภักดีของผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลือง พร้อมดื่มของผู้ประกอบการ (SME) ในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-01-20T12:57:47+07:00 ปวีณ์กร รุ่งโรจน์ธนานนท์ sarinya.k@mail.rmutk.ac.th ศริญญา คงเที่ยง sarinya.k@mail.rmutk.ac.th นิติรัฐ มาลีวัตร sarinya.k@mail.rmutk.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบความแตกต่างทางประชากรศาสตร์ของผู้บริโภคที่มีต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้ตราสินค้าที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาปัจจัยด้านส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานคร 4) ศึกษาปัจจัยด้านความพึงพอใจที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้บริโภคน้ำนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม จำนวน 475 ชุด โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามนำมาวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ วิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way Anova) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) ด้านประชากรศาสตร์ รายได้ต่อเดือนของผู้บริโภคที่แตกต่างกันส่งผลต่อความพึงพอใจ</p> <p> 2) ด้านการรับรู้ตราสินค้า พบว่า ด้านความชื่นชอบ ด้านความแข็งแกร่ง ด้านสื่อสารการตลาดส่งผลต่อความพึงพอใจ ส่วนด้านภาพลักษณ์นั้นไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภค</p> <p> 3) ด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ ราคาช่องทางการจัดจำหน่าย ส่งผลต่อความพึงพอใจ ส่วนด้านส่งเสริมการตลาดไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจ</p> <p> 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้บริโภค ได้แก่ ความคุ้มค่าและคุณภาพในตราสินค้า</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5565 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครราชสีมา 2025-12-02T10:38:35+07:00 คุณัญญา หอมหวล kunanya@nmc.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อประเมินระดับของปัจจัยต่างๆ ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อประเมินระดับความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เกิดขึ้น 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และ 4) เพื่อพัฒนาแบบจำลองสมการพยากรณ์ความได้เปรียบทางการแข่งขันจากชุดปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างรวม 400 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการและผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา ได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างในกรณีที่ไม่ทราบจำนวนประชากรซึ่งได้มา โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยหลักคือ แบบสอบถามชนิดมาตรวัดแบบลิเคิร์ท 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยด้านความสามารถของผู้ประกอบการสามารถพยากรณ์ความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ร้อยละ 88 โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันเชิงรุก ความกล้าเสี่ยง ความเป็นตัวของตัวเอง และความมีนวัตกรรม 2) ระดับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่ในระดับมาก โดยมิติการตอบสนองอย่างรวดเร็วมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ร้อยละ 87.5 โดยผลิตภัณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ และ 4) การส่งเสริมการตลาดเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6170 ผลการจัดการเรียนรู้เทคนิคคิดเลขเร็วแบบเวทคณิต เรื่อง การบวกและการลบ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จังหวัดอุบลราชธานี 2026-01-29T19:42:28+07:00 มาณิตา คำดีบุญ armymanita@gmail.com ระพิน ชูชื่น armymanita@gmail.com ภรณี แก้วลี armymanita@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคคิดเลขเร็วแบบเวทคณิต 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดคำนวณระหว่างก่อนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคันไร่ (อาภากโรครุราษฎร์) จำนวน 28 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดเลขเร็ว แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และการทดสอบค่าที (t-test dependent Samples)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคคิดเลขเร็วแบบเวทคณิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.56/83.39 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ทักษะการคิดคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบ โดยใช้เทคนิคการคิดเลขเร็วแบบเวทคณิต หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคคิดเลขเร็วแบบเวทคณิต พบว่า ระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ ในระดับมากที่สุดเท่ากับ 4.55 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5936 ผลของการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันมือถือที่มีต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของผู้โดยสาร 2026-01-12T22:17:32+07:00 เจน หน่อท้าว aerospace@krirk.ac.th พันธ์พิสุทธิ์ นุราช aerospace@krirk.ac.th หริวงศ์ คุปตะวาณิช aerospace@krirk.ac.th อำพล ขำวิลัย aerospace@krirk.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้โดยสารที่มีต่อการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticketing) และแอปพลิเคชันมือถือ และ (2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มีต่อการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชันมือถือ งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีประสบการณ์ในการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชันมือถือ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า ผู้โดยสารมีความคิดเห็นต่อการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.27, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.62) และมีความคิดเห็นต่อการใช้แอปพลิเคชันมือถืออยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.24, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.63)</li> <li>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า ผู้โดยสารมีความพึงพอใจต่อการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชันมือถือโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.37, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.55)</li> </ol> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบของระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และแอปพลิเคชันมือถือมาใช้ในการให้บริการด้านการเดินทาง มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับความพึงพอใจของผู้โดยสาร ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการด้านการเดินทางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5827 พญานาค: สื่อกลางทางศรัทธาในพระพุทธศาสนาร่วมสมัย 2026-01-03T09:53:06+07:00 พระคำพล แก้วพิลา kittipongc1@hotmail.com กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์ kittipongc1@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและความหมายของพญานาคในฐานะสื่อกลางทางศรัทธาในพระพุทธศาสนาร่วมสมัย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพิจารณาปรากฏการณ์ความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาในสังคมไทยร่วมสมัย ผลการศึกษาพบว่า พญานาคมิได้เป็นเพียงสัตว์ในตำนานหรือคติชน หากแต่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาที่เชื่อมโยงโลกแห่งความเชื่อของชุมชนกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา พญานาคจึงมีบทบาทสำคัญในการธำรงศรัทธา เสริมสร้างอัตลักษณ์ทางพุทธวัฒนธรรม และเป็นกลไกหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนาในบริบทสังคมร่วมสมัย</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6020 พฤติกรรมผู้บริโภคต่อการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์จากไม้แปรรูป ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2026-01-20T13:00:04+07:00 ธงชัย ไชยณรงค์ thongchai_mvj@outlook.com นิติรัฐ มาลีวัตร thongchai_mvj@outlook.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อ และใช้เฟอร์นิเจอร์จากไม้แปรรูปในพื้นกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และ 3) หาแนวทางในการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 513 คน โดยผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อ และใช้เฟอร์นิเจอร์จากไม้แปรรูปในพื้นกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 41-50 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี สะท้อนถึงศักยภาพในการซื้อเฟอร์นิเจอร์จากไม้แปรรูป ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีรายได้ที่มั่นคง และมีแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน และคุณค่าทางสังคม 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ด้านผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมโยงด้านคุณภาพ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านราคา ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สูงขึ้น เพราะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง ที่ผู้บริโภคไม่ได้มองราคาเป็นปัจจัยหลัก แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ได้รับจากการซื้อ ด้านช่องทางจัดจำหน่าย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อที่สะท้อนภาพลักษณ์เชิงรักษ์โลก ด้านการส่งเสริมการขาย การสื่อสารที่เน้นคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจในการซื้อ 3) แนวทางในการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของเฟอร์นิเจอร์จากไม้แปรรูปควรเน้นการสร้างคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นแกนกลาง เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยเชิงคุณค่าที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้แปรรูป</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6146 ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2026-01-27T19:56:29+07:00 อภินันท์ แก้วอาจ apinun401@gmail.com วิชิต กำมันตะคุณ apinun401@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 (2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 (4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2</p> <p>ซึ่งการวิจัยนี้ ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมี กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2</p> <p>โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลดังกล่าวอาจเป็นเพราะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 (2) การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลดังกล่าวอาจเป็นเพราะสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 มีการขับเคลื่อนนโยบายโดยใช้แผนพัฒนาที่บูรณาการนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีมของบุคลากรใน (3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาครูและบุคลากรให้สามารถกำกับตนเอง คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา และผลการศึกษา (4) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ การส่งเสริมให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง การสร้างรูปแบบความคิดเชิงบวก และการให้รางวัลและการตำหนิที่สร้างสรรค์ โดยสามารถอภิปรายผลได้ดังนี้</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6067 การขับเคลื่อนนิเวศวัฒนธรรมบนฐานการพัฒนาชุมชนบ้านเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 2026-01-31T21:59:09+07:00 พระครูโฆสิตวัฒนานุกูล (อนุกูล ปานประดิษฐ์) Moodee583@gmail.com พระครูวิจิตรศีลาจาร (ประสิทธิ์ กิตติโกฬะ) Moodee583@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหานิเวศวัฒนธรรมของชุมชนบ้านเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา 2) ศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่สามารถบูรณาการกับการขับเคลื่อนนิเวศวัฒนธรรม และ 3) ขับเคลื่อนนิเวศวัฒนธรรมบนฐานการพัฒนาชุมชนด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้นำชุมชน ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ และหน่วยงานราชการ รวม 60 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพนิเวศวัฒนธรรมของชุมชนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเพณีที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน วิถีชีวิตเรียบง่ายควบคู่กับความเชื่อ ค่านิยม จารีต ความร่วมมือ ความเสียสละ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความยั่งยืน</p> <p> 2) การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาช่วยสร้างวินัยและจิตสำนึก เสริมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติผ่านพิธีกรรมและความเชื่อ เมื่อชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร จึงเกิดความร่วมมือในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดยการนำศีลและไตรสิกขามาใช้เป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรม เสริมสร้างปัญญา และปลูกฝังความรับผิดชอบร่วมกัน</p> <p> 3) การขับเคลื่อนนิเวศวัฒนธรรมมิใช่เพียงการอนุรักษ์ทรัพยากร แต่เป็นการบูรณาการวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และหลักธรรมเข้าด้วยกัน โดยใช้ค่านิยมและจารีตเป็นกรอบกำกับพฤติกรรม ร่วมกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ความสมดุลนี้สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียงและยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความมั่นคงของระบบนิเวศของชุมชนบ้านเกาะใหญ่</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5992 TEACHERS’ QUALITIES MODEL FOR ART HIGHER EDUCATION IN YUNNAN PROVINCE 2026-02-05T13:04:30+07:00 Yi Xiong 7192646@qq.com Nuntiya Noichun 7192646@qq.com Thada Siththada 7192646@qq.com <p>This research article aims to: 1) To study the levels of teachers’ qualities for art higher education in Yunnan Province; 2) To study the exploratory factor analysis of teachers’ qualities for art higher education in Yunnan Province; 3) To propose the teachers’ qualities model for art higher education in Yunnan Province.The study conducted a mixed-methods empirical research study collecting quantitative data from 480 in-service art higher education teachers​ through stratified random sampling, supplemented by qualitative insights from 9 expert interviews; ​analyzed the data using advanced statistical techniques​ including descriptive statistics, Exploratory Factor Analysis (EFA), Confirmatory Factor Analysis (CFA), and Structural Equation Modeling (SEM), with qualitative data processed through thematic analysis.</p> <p> The research results found that:1) faculty members exhibit high overall quality levels (M = 3.99, SD = 0.870), with teaching ability emerging as the strongest predictor among internal competencies—reflecting well-established pedagogical and professional foundations across Yunnan’s art higher education institutions; 2) exploratory factor analysis (EFA) yielded a robust eight-factor solution accounting for 71.763% of total variance, structured along two coherent dimensions—internal competencies (teaching ability, research ability, reflective practice, and professional identity) and external enablers (policy support, institutional support, technological support, and societal support)—with teaching ability contributing the largest share of explained variance (43.550%); and 3) the empirically validated dual-dimensional model demonstrates excellent fit to the data (χ²/df = 1.615, CFI = 0.951, RMSEA = 0.036), confirming that sustainable faculty quality development depends on the dynamic interplay between individual capabilities and systemic support conditions—offering a contextually responsive framework for faculty development in multi-ethnic higher education settings. The study advances both theoretical understanding and practical application by informing the design of equitable, discipline-informed faculty evaluation systems and institutional policies that uphold both artistic integrity and academic rigor in art higher education.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5997 THE BUTTERFLY MOTHER IN MIAO CULTURE: DESIGN INTERPRETATION OF MYTH, MATERNAL SYMBOLISM, AND VISUAL MEANING 2026-02-13T14:48:26+07:00 Hongyu Pan 465797033@qq.com Khajornsak Nakpan 465797033@qq.com <p>This research article aims to: (1) clarify how mythological narratives shape maternal symbolism in the Butterfly Mother motif of Miao culture; (2) explain how visual structures encode and convey cultural meaning within traditional artifacts; and (3) explore how these symbolic principles can be translated into contemporary design contexts through a qualitative research study collecting data from documented mythological texts, ethnographic literature, and representative visual materials such as embroidery, costume decoration, and batik artifacts. The data were analyzed using mythological analysis, visual semiotics, and comparative design case analysis.</p> <p>The research results found that:</p> <ol> <li>The Butterfly Mother operates as a composite maternal symbol representing origin, fertility, protection, and cultural continuity within Miao cosmology.</li> <li>Traditional visual patterns encode myth-based maternal meanings through structural elements such as symmetry, repetition, organic forms, and symbolic color systems, forming a coherent visual-semantic system.</li> <li>Effective contemporary design translation depends on processes of symbolization, abstraction, and recontextualization, ensuring cultural continuity through meaning-based reinterpretation rather than surface ornamentation.</li> </ol> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6030 AUTHENTIC AND ABUSIVE LEADERSHIP IN CHINA: THE MEDIATING ROLE OF FOLLOWERSHIP AND THE MODERATING EFFECT OF POWER DISTANCE 2026-01-21T11:48:09+07:00 Ruizhu Yang anie05315@gmail.com <p>The purpose of this research article is to: (1) to examine the impact of true leadership and abuse of supervisory behavior on leadership performance in Chinese organizations (2)At the same time, leader identification and employee subordinate behavior are used as mediating mechanisms, and power distance orientation is used as a moderating variable(3) From the perspective of employees' follow-up behavior, the influence of leadership style on leadership performance is explored to carry out research between these variables. Anchored in social exchange theory and culturally contextualised perspectives, the research draws on data from 714 employees across diverse sectors, which are analysed using structural equation modelling (SEM) and hierarchical regression.</p> <p> The findings theoretically integrate contrasting leadership styles into a relational framework emphasising followership as a core process and show cultural conditioning in non-Western settings.The research result was found that:1.Leadership style has a significant impact on leadership performance, with authentic leadership having a positive impact and abusive leadership having a negative impact2.Leader identification plays a mediating role between leadership style and employee following behavior3.Power distance orientation has a moderating effect on the relationship between leadership style and employee follower behavior.</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6135 EMERGENCY SERVICE RECOVERY AND REPURCHASE INTENTION IN SCENIC-AREA HOTELS: EVIDENCE FROM NANNING 2026-01-27T07:26:00+07:00 Yangfei Chen phatpittas@gmail.com Phatpitta Sreesoompong phatpittas@gmail.com <p> This research article aims to: 1) examine the effects of four emergency service recovery strategies tangible compensation, response speed, apology and explanation, and proactive recovery on customers’ repurchase intention in scenic-area hotels; 2) compare the relative influence of these recovery strategies; and 3) investigate whether situational factors, including consumption motivation context and error severity, moderate the relationship between recovery strategies and repurchase intention. The study employed a quantitative research design. Data were collected from 388 customers who had stayed at hotels in Nanning Qingxiu Mountain Scenic Area. The data were analyzed using descriptive statistics, reliability and validity tests, multiple regression analysis, and hierarchical regression analysis through SPSS.</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p>The research results found that:</p> <ol> <li>Tangible compensation, apology and explanation, and proactive recovery have significant positive effects on repurchase intention, while response speed does not show a statistically significant effect.</li> <li>Tangible compensation exerts the strongest influence on repurchase intention among the four strategies.</li> <li>Consumption motivation context and error severity do not significantly moderate the relationship between emergency service recovery strategies and repurchase intention.</li> </ol> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6127 การบริหารจัดการภาครัฐเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนม ในกรุงเทพมหานคร 2026-01-27T07:09:42+07:00 กฤติกร อุณวิไล Krittiu@gmail.com กมลพร กัลยาณมิตร Krittiu@gmail.com สถิตย์ นิยมญาติ Krittiu@gmail.com ชูชีพ เบียดนอก Krittiu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสภาพปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนม ในกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์การบริหารจัดการภาครัฐเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนมในกรุงเทพมหานคร และ 3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนมในกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชน จำนวน 30 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนมในกรุงเทพมหานคร พบปัญหาจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ เครือข่ายผู้กระทำผิดที่มีความซับซ้อน และทัศนคติผู้บริโภคที่ยอมรับสินค้าลอกเลียนแบบ สถานการณ์ พบว่าการจำหน่ายสินค้าปลอมยังแพร่กระจายในย่านการค้าที่สำคัญและขยายสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง 2) การบริหารจัดการภาครัฐเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนมในกรุงเทพมหานคร พบว่า การบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มงวดมากขึ้น การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐช่วยให้การสืบสวนและตรวจสอบมีความเป็นระบบ การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนดำเนินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเอกชนสนับสนุนข้อมูลและเทคนิคเฉพาะที่จำเป็นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีการจัดสรรงบประมาณและจัดหาทรัพยากรในการดำเนินการ และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ และ (3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนมในกรุงเทพมหานคร พบว่า ต้องอาศัยการบูรณาการทุกภาคส่วน การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการละเมิดในยุคดิจิทัล การเพิ่มศักยภาพบุคลากร การลงทุนในเทคโนโลยีตรวจสอบ และการพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกัน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6141 การศึกษากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 2026-01-27T19:53:28+07:00 กอบภณ แสงสมบัติ asiriporn1993@gmail.com ปฐมเกียรติ ไชยคำ asiriporn1993@gmail.com สังคม จันทร์วิเศษ asiriporn1993@gmail.com กิจผจญ แมตเมือง asiriporn1993@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา 2) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา ที่มีเพศ อายุ วุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ปฏิบัติงานและวิทยฐานะที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับผู้บริหาร 5 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 119 คน รวมจำนวน 124 คน โดยกลุ่มตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ข้อมูล จำนวน 93 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานและวิทยฐานะ โดยใช้วิธีการแจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) การวิเคราะห์ระดับการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และนำค่าเฉลี่ยที่ได้จากการตอบแบบสอบถามมาเปรียบเทียบกับ การเปรียบเทียบกระบวนการนิเทศภายในที่มีเพศ อายุ วุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ ในการปฏิบัติงาน และวิทยฐานะที่แตกต่างกัน โดยการวิเคราะห์ความแตกต่าง t-test และ F-test และการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์แบบแบบกึ่งโครงสร้าง เป็นการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนนิคมวิทยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />( =4.30, S.D. = 0.75) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการปฏิบัติการนิเทศ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.36, S.D. = 0.74) รองลงมา คือ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ <br />( =4.34, S.D. = 0.74) ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ( =4.31, S.D. = 0.72) ด้านการวางแผนการนิเทศ ( =4.27, S.D. = 0.74) และด้านการประเมินผลและรายงานผล ( =4.20, S.D. = 0.82) ตามลำดับ</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม <br />ซึ่งประกอบด้วยเพศ อายุ วุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และวิทยฐานะ ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร และครูโรงเรียนนิคมวิทยา พบว่า สถานภาพด้านเพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ปฏิบัติงาน และวิทยฐานะไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>3) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศควรมุ่งเน้นการจัดระบบและขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมกลไกการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านการนิเทศและการจัดการเรียนรู้ ควบคู่กับการจัดหาและพัฒนาทรัพยากรและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะสม อีกทั้งส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกและการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือการนิเทศที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน จัดให้มีการประชุมทบทวน แลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรค และความสำเร็จ ตลอดจนการจัดทำรายงานผลการนิเทศเพื่อใช้เป็นข้อมูลรวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6075 พลวัตของการบริหารภาครัฐกับการรับมืออาชญากรรมยุคดิจิทัล 2026-01-23T09:00:37+07:00 พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ suthepdee55@gmail.com พระครูสันติพนาทร suthepdee55@gmail.com <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการ 1) วิเคราะห์พลวัตของการบริหารภาครัฐที่เกี่ยวกับการรับมืออาชญากรรมยุคดิจิทัล โดยเน้นการค้ามนุษย์และสแกมออนไลน์ 2) นำเสนอกรอบนโยบายและกลยุทธ์จากมุมมองรัฐประศาสนศาสตร์ และ 3) เสนอกรอบการประยุกต์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการออกแบบและปฏิบัติการบริหารสาธารณะ เพื่อลดปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจาก พลวัตการบริหารสาธารณะในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงให้ความสำคัญกับการประเมินจุดเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางสารสนเทศ ซึ่งมีพฤติการณ์การประสานงานของกลุ่มอาชญากรที่ซับซ้อนขึ้นในพื้นที่ดิจิทัลและมีลักษณะข้ามพรมแดน บทความนี้นำเสนอแนวทางจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบตามหลักรัฐประศาสนศาสตร์ที่มุ่งเน้นการยึดถือธรรมาภิบาล การบูรณาการภารกิจระหว่างหน่วยงาน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลในองค์กรรัฐ และการสร้างส่วนร่วมจากเครือข่ายประชาสังคม ตลอดจนข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สอดประสานกับหลักการทางพระพุทธศาสนา เช่น กุศลจิต ความเมตตา สติ สัจจธรรม และหลักสาราณียธรรม 6 เพื่อเสริมสร้างมิติทางจริยธรรมในกระบวนการบริหารและการบังคับใช้ระเบียบกฎหมาย จากการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การตอบสนองที่มีประสิทธิภาพจำต้องอาศัยการบูรณาการนโยบายด้านดิจิทัล การยกระดับขีดความสามารถทางเทคนิคของเจ้าหน้าที่ การพัฒนาระบบคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบ และการบ่มเพาะวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่ซื่อสัตย์สุจริตภายในหน่วยงานรัฐผ่านการร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในทุกภาคส่วน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6177 แรงจูงใจในการทำงานและการบริหารเวลาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงิน รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง 2026-01-29T19:46:32+07:00 ยศพงศ์ สัจจพงษ์ Yodsapong.palm@gmail.com ทองฟู ศิริวงศ์ Yodsapong.palm@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารเวลาในการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง 3) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง 4) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง และ 5) แรงจูงใจในการทำงานและการบริหารเวลาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณจาก โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 234 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานแตกต่างตาม อายุและตำแหน่งงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =0.05 .) ขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคลอื่นไม่แตกต่าง นอกจากนี้ การบริหารเวลาด้านการตรวจสอบผล (β = 0.413) ด้านลักษณะของอาชีพ (β = 0.317) ด้านสภาพการทำงาน (β = 0.221) ส่งผลทางบวกต่อประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานได้ร้อยละ 54.60</p> <p> ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพการทำงานแบบผสมผสานของพนักงานสถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งขึ้นอยู่กับการบริหารเวลาและแรงจูงใจในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6211 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความสุข ในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2026-02-03T21:01:00+07:00 ภัทรวดี เกษมพงศ์ 6733100203@bkkthon.ac.th สุธาสินี วิยาภรณ์ 6733100203@bkkthon.ac.th ธัญศญา ธรรศโสภณ 6733100203@bkkthon.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์ ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาระดับของความสุขในการปฏิบัติของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม เกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาและความสุขในการปฏิบัติงานของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ความสุขในการปฏิบัติงานของครูโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสุขในการปฏิบัติงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้บริหารสถานศึกษามีความฉลาดทางอารมณ์สูงขึ้น จะส่งผลให้ครูมีความสุขในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย </p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6213 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะทางวิทยาศาสตร์ ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต1 2026-02-03T21:03:20+07:00 ณัฐอภิชญา มารมย์ Varietly123@Gmail.com ระพิน ชูชื่น Varietly123@Gmail.com จรูญ คูณมี Varietly123@Gmail.com <p>การวิจัยมีจุดประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบวัดทักษะการสังเกตและการจำแนกแบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งขุนใหญ่ จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดทักษะการสังเกตและการจำแนก แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ และการทดสอบค่าทีแบบ Dependent Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.58/80.25</p> <p>2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p>3) ทักษะการสังเกตและการจำแนกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p>4) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับบอร์ดเกม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6193 การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี 2026-02-02T18:01:19+07:00 กอบภณ แสงสมบัติ asiriporn1993@gmail.com ปฐมเกียรติ ไชยคำ asiriporn1993@gmail.com สังคม จันทร์วิเศษ asiriporn1993@gmail.com กิจผจญ แมตเมือง asiriporn1993@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานด้านวิชาการที่มุ่งเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านอาชีพแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และ2. เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงานดังกล่าวโดยจำแนกตามขนาดของโรงเรียน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดสระบุรีจำนวนทั้งสิ้น จำนวน 311 ราย ประกอบด้วย ผู้บริหาร 16 คน ครู 295 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วน 5 ระดับ ด้านที่ 1 การจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านอาชีพ ด้านที่ 2 การสร้างสรรค์สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านอาชีพ ด้านที่ 3 การวัดประเมินผลความสำเร็จด้านอาชีพ ด้านที่ 4 การปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรอาชีพของโรงเรียน และด้านที่ 5 การใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในภาพรวมมีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก (x̄=4.30, S.D.=0.16) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านมีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านอาชีพ (x̄=4.35, S.D.=0.22) ด้านการสร้างสรรค์สื่อและเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อส่งเสริมงานอาชีพ (x̄=4.31, S.D.=0.22) ด้านการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอาชีพ (x̄=4.29, S.D.=0.22) ด้านการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรอาชีพของโรงเรียน (x̄=4.28, S.D.=0.22) และด้านการวัดประเมินผลความสำเร็จด้านอาชีพ (x̄=4.28, S.D.=0.23) ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่าในภาพรวมไม่พบความแตกต่าง ยกเว้นด้านการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอาชีพที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6179 ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการเป็นแกนนำนักศึกษา ในการป้องกันการสูบบุหรี่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 2026-01-31T21:45:11+07:00 ประเสริฐ ศรีนวล ps.apex@gmail.com ชิดชนก ปานวิเชียร ps.apex@gmail.com จารุวรรณ คะชะนา ps.apex@gmail.com พนิดา เอี่ยมสะอาด ps.apex@gmail.com <p><strong><em> </em></strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการเป็นแกนนำนักศึกษาในการป้องกันการสูบบุหรี่ และ <br />2) เปรียบเทียบผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการเป็นแกนนำนักศึกษาในการป้องกันการสูบบุหรี่ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แกนนำนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ สาขาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียว เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบทดสอบก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โปรแกรมการพัฒนาทักษะประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ การฝึกทักษะการให้คำปรึกษา และกิจกรรมจำลองสถานการณ์การสอนและการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แกนนำนักศึกษาหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการเป็นแกนนำนักศึกษาในการป้องกันการสูบบุหรี่สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ในทุกด้าน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ การจัดการตนเองในการป้องกันการสูบบุหรี่ ทักษะการให้คำปรึกษา ทักษะการสอนรายกลุ่ม และความเชื่อทางสุขภาพ นอกจากนี้ ผลการประเมินประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ภายใต้โปรแกรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการใช้เทคนิคการสอนและสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย การเตรียมความพร้อมในการสอน และบุคลิกภาพของผู้จัดกิจกรรม ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการพัฒนาทักษะการเป็นแกนนำนักศึกษาสามารถเสริมสร้างศักยภาพด้านความรู้และทักษะของแกนนำนักศึกษาในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการป้องกันการสูบบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6068 รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2026-01-23T08:44:58+07:00 พระมหากิตติมศักดิ์ ถิรวชิโร phraoat@gmail.com พระมหากัมพล อตฺถปาโล phraoat@gmail.com พระมหาศุภชัย ปิยธมฺมชโย phraoat@gmail.com ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา phraoat@gmail.com อิสยาภรณ์ เทพประสิทธิ์ phraoat@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้นี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน และการวิจัยเชิงปริมาณกับประชากรผู้บริหารและครูจากโรงเรียนสาขาทั่วประเทศ จำนวน 330 รูป/คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำนวน 179 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์ความสอดคล้องขององค์ประกอบด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และ ขั้นตอนที่ 3 การนำเสนอรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) องค์ประกอบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งประกอบด้วย <br />6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การบริหารงานทั่วไป 2) การบริหารงานวิชาการ 3) การบริหารงบประมาณ 4) การบริหารบุคลากร 5)การบริหารงานชุมชนสัมพันธ์ และ6)การวัดผลประเมินผล ได้ผลยืนยันองค์ประกอบทั้ง 6 องค์ประกอบ พบว่า มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่(Chi-square = 12.940, df = 8, p = 0.114, GFI = 0.825 AGFI = 0.611, RMR = 0.032)</p> <p>2) จากการนำองค์ประกอบไป พัฒนารูปแบบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้เงื่อนไขการขับเคลื่อน คือ 1) การบริหารงานทั่วไป มีการวางแผนและการจัดการเชิงกลยุทธ์ 2) การบริหารงานวิชาการ มีการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ 3) การบริหารงานงบประมาณ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบตรวจสอบได้ 4) การบริหารบุคลากรมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่าต่อเนื่อง 5) การบริหารงานชุมชนสัมพันธ์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน และ 6) การวัดผลประเมินผล มีการติดตามความก้าวหน้าของเยาวชนอย่างต่อเนื่องโดยการวัดผลประเมินผล</p> <p>3) จากการนำเสนอรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยการการสนทนากลุ่ม พบว่า มีความเหมาะสม มีความถูกต้อง มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ สรุปองค์ความรู้จากการวิจัยได้เป็น SUNDAY Model</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5540 รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2025-12-15T19:57:06+07:00 จักรกฤษณ์ ศรีน้อย jakkritsrenoi@gmail.com จิรศักดิ์ แซ่โค้ว jakkritsrenoi@gmail.com นันทพงศ์ หมิแหละหมัน jakkritsrenoi@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษา 2) สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ระยะที่ 1 ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีผลงานยอดเยี่ยม จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และระยะที่ 3 ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 103 คน ได้มาโดยการเปิดตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจสอบความเหมาะสมและความถูกต้อง และแบบประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษา ประกอบด้วย การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผล การวิจัยและนวัตกรรม การนิเทศภายใน การประกันคุณภาพ การส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ และการใช้เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศของสถานศึกษาที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงานและกลไก วิธีการดำเนินงาน แนวทางการประเมิน และเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ และ 3) ผลการประเมินรูปแบบพบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้อง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6129 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษา กับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 2026-01-27T07:19:10+07:00 กอบภณ แสงสมบัติ asiriporn1993@gmail.com ปฐมเกียรติ ไชยคำ asiriporn1993@gmail.com สังคม จันทร์วิเศษ asiriporn1993@gmail.com กิจผจญ แมตเมือง asiriporn1993@gmail.com พัชรา แย้มสำราญ asiriporn1993@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 2) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการบริหารสถานศึกษากับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 โดยผู้วิจัยจัดทำแบบเชิงปริมาณ มีขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 273 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรทาโร่ ยามาเน่ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับการบริหารสถานศึกษาและปัจจัยสนับสนุน การบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 เมื่อวิเคราะห์ภาพรวม และรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย ที่ตั้งไว้ว่าอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากผู้บริหารสถานศึกษาได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการ 4 งานหลัก ได้แก่ งานวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และทั่วไป อย่างเคร่งครัด และเป็นระบบ ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการโดยรวมมีประสิทธิผลสูงกว่าที่คาดการณ์</p> <p> 2) ระดับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลและคุณลักษณะผู้บริหาร ความสำเร็จของการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จากการวิเคราะห์พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย ที่ตั้งไว้ว่าอยู่ในระดับมาก อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับ แนวคิดของ วีรศักดิ์ โกยสุโข (2564) ที่ระบุว่าปัจจัยด้าน พฤติกรรมผู้นำและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคล บริหารงาน</p> <p> 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษากับความสำเร็จ การบริหารสถานศึกษากับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ผลการวิเคราะห์พบว่า มีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชัยพร อินทรไชย (2563) ที่พบว่า คุณลักษณะของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกสูงต่อการบริหารงาน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5733 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2025-12-10T21:42:59+07:00 แพรวพรรณ ไทรโพธิ์ภู่ praewpan8029@gmail.com พิชามญชุ์ สุรียพรรณ praewpan8029@gmail.com อนุ เจริญวงศ์ระยับ praewpan8029@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะผู้นำทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการ 3) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) ประเมินรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางดิจิทัลของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการสนับสนุนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยสูงที่สุดในด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2) โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดี (CFI = 0.990, TLI = 0.976, x²/df = 1.849, SRMR = 0.025) และภาวะผู้นำทางดิจิทัลสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3) รูปแบบการพัฒนาที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) กระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ความจำเป็น การออกแบบและวางแผน การประเมินก่อนดำเนินการ การดำเนินการพัฒนา และการติดตามประเมินผล (4) ผลการดำเนินงาน และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6009 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในกรุงเทพมหานคร 2026-01-19T10:50:27+07:00 โสภิดา ศิริบาล sopida.s@mail.rmutk.ac.th นิติรัฐ มาลีวัตร sopida.s@mail.rmutk.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจ ในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในกรุงเทพมหานคร ของกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่บรรลุนิติภาวะและสามารถให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยได้ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 417 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ย การทดสอบเปรียบเทียบความแปรปรวนของข้อมูล และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพไม่แตกต่างกัน ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4P<sup>’</sup>s ที่มีต่อ การตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านทัศนคติที่มีต่อการตัดสินใจในการเลือก ซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ด้านความรู้และความเข้าใจ ด้านอารมณ์ หรือความรู้สึก และด้านพฤติกรรม มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5607 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมเพื่อพัฒนานวัตกรทางวัฒนธรรมในชุมชนไทย–รามัญ (มอญ) บางกระดี่ กรุงเทพมหานคร 2026-01-03T10:23:49+07:00 ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่ nuttharin.pa@up.ac.th ภาณุวัฒน์ ภักดีวงศ์ nuttharin.pa@up.ac.th รักษิต สุทธิพงษ์ nuttharin.pa@up.ac.th ณัฐรินทร์ ปริวงศ์กุลธร nuttharin.pa@up.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับผ้าสไบมอญ และ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมสำหรับสร้างนวัตกรทางวัฒนธรรม ในชุมชนไทย–รามัญ (มอญ) บางกระดี่ การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรม และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลรวม 11 คน ประกอบด้วย ผู้อาวุโส ผู้ผลิตผ้าสไบมอญ และผู้มีความรู้ทางวัฒนธรรม จำนวน 3 คน และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์สไบมอญ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกผลการเรียนรู้จากกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับผ้าสไบมอญ จำแนกได้เป็น 2 ด้าน คือ องค์ความรู้เฉพาะด้านผ้าสไบมอญ และองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรม และ 2) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนร่วมกับกระบวนการจัดการความรู้และการคิดเชิงออกแบบ ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กิจกรรมละลายพฤติกรรมและตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม ขั้นที่ 2 กิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญา และขั้นที่ 3 กิจกรรมออกแบบและพัฒนาซึ่งช่วยยกระดับจากผู้เรียนรู้วัฒนธรรมไปสู่การเป็นนวัตกรวัฒนธรรม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับกระบวนการเรียนรู้เชิงมีส่วนร่วมสามารถสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 (SDG4) ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางสังคมชุมชนของผู้เรียน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/5539 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่บูรณาการกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2025-12-15T19:58:11+07:00 ศิโรรัตน์ บำรุง Siroratbumrung@gmail.com พิชามญชุ์ สุรียพรรณ Siroratbumrung@gmail.com อนุ เจริญวงศ์ระยับ Siroratbumrung@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการและแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครู และ 3) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจากครูผู้สอนภาษาอังกฤษ 138 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูจาก 3 โรงเรียน การสร้างรูปแบบโดยอาศัยผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน ก่อนนำไปประเมินจากผู้บริหารและครูจำนวน 213 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการพัฒนาสมรรถนะครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสื่อดิจิทัล และการประเมินผลออนไลน์ แนวทางที่เหมาะสมประกอบด้วย 4 วิธี ได้แก่ การอบรมสัมมนา การเรียนรู้ด้วยตนเอง การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง และการสร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) รูปแบบการพัฒนาที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการพัฒนา วิธีการพัฒนา และผลผลิต และ 3) ผลการประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และครู พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าโมเดลนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการยกระดับสมรรถนะครูด้านเทคโนโลยีในบริบทสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/MADPIADP/article/view/6061 อิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล 4.0 ที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-01-22T12:15:03+07:00 คุณัญญา หอมหวล kunanya@nmc.ac.th สมบูรณ์ วันนิจ kunanya@nmc.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล 4.0 และ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งเลือกแบบสุ่มเฉพาะเจาะจง เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่น 0.89 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี นิยมซื้อสินค้ากลุ่มแฟชั่นและความงามผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล 4.0 มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในระดับมาก ซึ่งปัจจัย ด้านความเชื่อมั่นและระบบการชำระเงิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและเป็นปัจจัยวิกฤตที่ขับเคลื่อนผู้บริโภคผ่านกระบวนการตามแนวคิด 5A’s ตั้งแต่การเกิดความเชื่อใจจนนำไปสู่ขั้นตอนการซื้อจริง (Act) และการบอกต่อ (Advocate) ผลการศึกษาสะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักในการลดความเสี่ยงและกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล</p> <p> <strong> </strong>นัยสำคัญของการวิจัยพบว่า ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะการเน้นย้ำว่าความปลอดภัยในการชำระเงินและการสร้างความเชื่อมั่นดิจิทัล (Digital Trust) เป็นกลยุทธ์เร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรับรู้สู่การเป็นลูกค้าที่ภักดีและสร้างเครือข่ายการสนับสนุนธุรกิจในระดับท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารส่งเสริมและพัฒนาวิชาการสมัยใหม่