แนวทางการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) พัฒนาแนวทางสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งรูปแบบการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 335 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาแนวทางสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการแก้ไขปัญหา ด้านคุณภาพของงาน และด้านความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน 33 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการแก้ไขปัญหา 7 แนวทาง เช่น ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรแสดงความคิดเห็น ฯลฯ 2) ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 6 แนวทาง เช่น ควรคิดค้นและพัฒนาแนวทางการบริหารใหม่ ๆ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการปฏิบัติงาน ฯลฯ 3) ด้านความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง 6 แนวทาง เช่น ควรติดตามข่าวสาร นโยบาย เทคโนโลยี และอบรมอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ 4) ด้านความรับผิดชอบ 7 แนวทาง เช่น ควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ โปร่งใส ฯลฯ 5) ด้านคุณภาพของงาน 7 แนวทาง เช่น ควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จและวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน ฯลฯ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). สมรรถนะของบุคคลในด้านความรู้ ความคิด ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็น รวมถึงคุณธรรมที่ช่วยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามที่กำหนด. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
โกศล สีสังข์. (2565). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์. ใน วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา. (2561). แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
จตุพล แสนศิลา. (2564). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
มหาสารคาม เขต 3. ใน วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ณัฏฐวรินทร์ สุพร. (2567). สมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร. ใน วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
นาวิน พินิจอภิรักษ์. (2564). สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์, 8(2),328–340.
บุญชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาสน.
ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง สาระความรู้ สมรรถนะ และประสบการณ์วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและ
ศึกษานิเทศก์ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ. (2556, 12 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 156 ง หน้า 47-49.
ระวิวรรณ กองกะมุด. (2557). วิธีการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ. ใน วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารและพัฒนาการศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สุภาภรณ์ ทะวะละ. (2565). ความต้องการจําเป็นและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1. ใน การค้นคว้าอิสระ กศ.ม. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
McClelland, D. C. (1973). Testing for competence rather than intelligence. American Psychologist, 28(1), 1–14.