ชุมชน 9 ดี: กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์

Main Article Content

ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์
ภัทรฤทัย ลุนสำโรง
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
นพวรรณ ทะวะลัย

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) สร้างอัตลักษณ์ 9 ดี 2) สร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยหลัก 9 ดี/9D 3) สร้างเครือข่าย 9 ดีในสังคมไทย และ 4) ปลูกฝังค่านิยม 9 ดีพร้อมทบทวนองค์ความรู้และแนวทางวิจัย เก็บข้อมูลภาคสนามในจังหวัดบุรีรัมย์ 5 อำเภอ ได้แก่ บ้านด่าน กระสัง ลำปลายมาศ ห้วยราช และนาโพธิ์ ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมาย ใช้วิธีสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และเวทีชุมชนแบบมีส่วนร่วม คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ พระสงฆ์หรือผู้นำศาสนา 10 รูป ผู้นำชุมชน 5 คน ตัวแทนชุมชนหรือปราชญ์ชาวบ้านหรือนักวิชาการ 5 คน และนิสิตนักศึกษาหรือผู้ร่วมกิจกรรม 30 คน รวมชุมชนละ 50 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 450 รูปหรือคน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่มย่อย และชุดกิจกรรมชุมชน 9 ดี ได้แก่ การสนทนากลุ่ม เวทีเครือข่าย การฝึกอบรมปลูกฝังค่านิยม 9 ดี จำนวน 21 ครั้ง พร้อมทดสอบก่อนและหลัง และการจัดทำกติกาชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์ประเด็นหลักด้วยวิธีการเชิงพรรณนา และข้อมูลด้านสถิติเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการวิจัยพบว่า


1) อัตลักษณ์ชุมชนเกิดจากความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมร่วมกับการบูรณาการศาสนาในการดำเนินชีวิต โดยใช้พลัง บวร เป็นกลไกขับเคลื่อน วัดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและกิจกรรมชุมชน การพัฒนาชุมชนใช้วัฒนธรรมทั้งเป็นเป้าหมายและเป็นเครื่องมือ พร้อมเน้นการอนุรักษ์ประเพณีพิธีกรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยชุมชนมีส่วนร่วม


2) การสร้างครอบครัวอบอุ่นเกิดจากการอยู่ร่วมกัน การสื่อสาร ความรักความไว้วางใจ และการเลี้ยงดูตามหลัก 9 ดี จนพัฒนาหลักสูตร 2 วัน 10 กิจกรรม ประเมินภาพรวมอยู่ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.39


3) เครือข่าย 9 ดีขับเคลื่อน 3 ระดับ คือ จังหวัด ตำบล และหมู่บ้าน ผ่านธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี โดยมีปัจจัยสำเร็จสำคัญ 5 ด้าน คือ ผู้นำ คณะกรรมการ การมีส่วนร่วม ศรัทธา และการประเมินผล


4) การปลูกฝังค่านิยม 9 ดีเน้นความร่วมมือบ้าน วัด โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ สร้างระบบมีส่วนร่วม ต่อ ยอดเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และเสนอให้รณรงค์ต่อเนื่อง ส่งเสริมออมทรัพย์ สหกรณ์ อาชีพเสริม เกษตรอินทรีย์ พลังงานทดแทน และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน

Article Details

ประเภทบทความ
บทความ

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ. (2554). การสังเคราะห์องค์ความรู้เรื่องการใช้และการเสริมความเข้มแข็งแก่การสื่อสารเพื่อพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไม่ปรากฏ.

เกษียร เตชะพีระ. (2560). อ่านชาวนาการเมือง. ฟ้าเดียวกัน, 15(1), 38.

กิตติพงษ์ เกียรติวัชรชัย, จีระ ประทีป และ อิศเรศ ศันสนีย์วิทยกุล. (2562). การพัฒนาธรรมนูญเมืองสู่ชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย, 11(1), 139–162.

คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2552). ธรรมนูญชีวิต 9 ประการ ตามรอยพระยุคลบาท (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นท์ติ้งแอนด์พับลิชซิ่ง.

เฉลียว บุรีภักดี และ คณะ. (2545). ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง. กรุงเทพฯ: ทบวงมหาวิทยาลัย.ณรงค์ เส็งประชา. (2541). มนุษย์กับสังคม (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์.

นิตยา คชภักดี. (2545). โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาตัวชี้วัดครอบครัวอยู่ดีมีสุข: รายงานการศึกษาขั้นสุดท้าย. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล.

บังอร เทพเทียน และคณะ. (2550). โครงการสำรวจสภาพครอบครัวตามตัวชี้วัดสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปาริชาติ วลัยเสถียร, และคณะ. (2543). กระบวนการและเทคนิคการทำงานของนักพัฒนา. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ประเวศ วะสี. (2552). ความสำคัญของสันติวิธีในเชิงยุทธศาสตร์. ใน สถาบันยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (รวบรวม), สันติวิถี: ยุทธศาสตร์ชาติ

เพื่อความ มั่นคง (น. 22). จังหวัด: สถาบันยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2550). ชีวิตคู่ที่มีคุณค่า (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: บริษัท พิมพ์สวย จำกัด.

พระมหาสุทิตย์ อาภากโร. (2548). เครือข่าย: ธรรมชาติ ความรู้ และการจัดการ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข.

พรรณทิพย์ วรรณศิริบุศย์. (2540). จิตวิทยาครอบครัว (พิมพ์ครั้งที่ 4). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ภัสสร ลิมานนท์, และคณะ. (2538). สรุปผลการวิจัยเบื้องต้นโครงการศึกษาครอบครัวไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เรวดี เพชรศิราสัณห์ และ คณะ. (2550). ความสุขและวิถีการเสริมสุขภาพ: ความต้องการที่แตกต่าง ระหว่างคนสามวัยในครอบครัวไทย. นครศรีธรรมราช: สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

วันชัย วัฒนศัพท์. (2550). ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

ศักดิ์ชัย บุญเพ็ง. (2542). ทัศนะต่อแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 6. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ศิริกุล อิศรานุรักษ์ และ คณะ. (2546). รายงานการวิจัยโครงการพัฒนาระดับสติปัญญาเด็กวัยต่าง ๆ ของประเทศ. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล.

ศรีทับทิม พานิชพันธ์. (2527). สัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว: ประมวลบทความวิทยุ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาครอบครัวไทย. (2553). การศึกษาและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงของครอบครัว: รายงานวิจัย. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน. (2552). สัมพันธภาพในครอบครัวไทย: รายงานวิจัย. มหาวิทยาลัยมหิดล.

สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. (2550). การวิเคราะห์สถานการณ์และการศึกษานโยบาย/มาตรการในการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีลักษณะพิเศษ: ครอบครัวพ่อหรือแม่คนเดียว ครอบครัวพ่อแม่วัยรุ่น และครอบครัวเร่ร่อน ระยะที่ 1: รายงานวิจัย. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560–2564. สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2553). บทบาทของครอบครัวกับ การป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นไทย: รายงานวิจัย. สำนักงาน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.

สุพัตรา สุภาพ. (2542). สังคมวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ 21). ไทยวัฒนาพานิช.

เจมส์ แอล เครตัน. (2543). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจของชุมชน (วันชัย วัฒนศัพท์, ผู้แปล). สำนักพิมพ์ไม่ปรากฏ.

เล็ก สมบัติ. (2549). โครงการภาวการณ์ดูแลผู้สูงอายุของครอบครัวในปัจจุบัน: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด.

Blumer, H. (1969). Symbolic interactionism: Perspective and method. University of California Press.

Parsons, T. (1955). Family structure and the socialization of child in family. In T. Parsons & R. F. Bales (Eds.), Socialization and interaction process (p. 121). Free Press.