ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วที่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับของภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่ว ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับในการบริหารงานงบประมาณ ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร 3) เพื่อวิเคราะห์ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณ ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครมีระดับภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วและการบริหารงานงบประมาณอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีรายละเอียดในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณารายด้านทั้งสิ้น 5 ด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 2 ด้าน และระดับมาก 3 ด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ 1) ความมีวิสัยทัศน์ รองลงมา คือ 2) การปรับตัว 3) ความคล่องแคล่ว 4) การสื่อสาร และ 5) ความซื่อสัตย์ ตามลำดับ ส่วนด้านการบริหารงบประมาณของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยมีรายละเอียดในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของผู้บริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 79.40 ซึ่งภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวม มีทั้งสิ้น 3 ด้าน คือ 1) ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วด้านการสื่อสาร มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนดิบ (B) เท่ากับ .201 และในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ .181 2) ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วด้านความมีวิสัยทัศน์ มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนดิบ (B) เท่ากับ .588 และในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ .505 และ 3)ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วด้านความซื่อสัตย์ มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนดิบ (B) เท่ากับ .245 และในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) เท่ากับ .269
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา.(2561). เจาะลึกบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาไทยและ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย. เรียกใช้เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2567 จาก https://www.eef.or.th/บัญชีรายจ่ายการศึกษา/
นิภาพร สุวัฒนวนิช. (2562). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนมัธยมศึกษา. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประภาวรรณ ตระกูลเกษมสุข, และสุภาวดี วงศ์สกุล. (2562). การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงค์โปร์: การพัฒนาการศึกษาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน. การประชุมวิชาการปัญญาภิวัฒน์ระดับชาติ ครั้งที่ 9. สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, F133-145.
อริญญา เถลิงศรี. (2563). การใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
World Bank. (2 0 1 8 ). World Development Report 2 0 1 8 : Learning to Realize Education's Promise.
Heifetz, R. A., & Linsky, M. (2017). Leadership on the Line: Staying Alive Through
the Dangers of Change. Harvard Business Review Press.