วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR <p><em><strong>เกี่ยวกับวารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์</strong></em></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ (JOURNAL OF RESEARCH OF SOCIAL STUDIES REVIEW) มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พระพุทธศาสนา และปรัชญา </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> :บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ (double- blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> :</p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กําหนดการออกเผยแพร่วารสาร</strong> : วารสารกําหนดวงรอบการเผยแพร่ 4 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม, ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพ</strong>ร่ :</p> <p> 1. สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร.093 5602069, 092 7467383</p> <ol start="2"> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1Mkqzwz4sSj0jSjxSL4emmLrS5YO_tzan/edit#heading=h.gjdgxs">เทมเพลตบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1CjG4q9MuRMfj0ZHSMbSiFlvfCjQiXOLY/edit">เทมเพลตบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1Q6PM12bdXiooct1bk8kT1Gr49Ek8svHr/edit">เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ</a></li> </ol> <p>ทั้งนี้วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ : <strong>ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าตีพิมพ์</strong></p> th-TH ิboounpenggg@gmail.com (ดร.บุญเพ็ง สิทธิวงษา) sanan.pra@mcu.ac.th (ดร.สนั่น ประเสริฐ) Tue, 31 Mar 2026 15:05:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 The ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบูรณ์เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6477 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครู ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุก และศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568 จาก 120 โรงเรียน จำนวน 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ปฏิบัติงานในโรงเรียนกลุ่มอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 10 ปี ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ขณะที่การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครูอยู่ในระดับมากเช่นกัน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ความยืดหยุ่นและการปรับตัว และความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงรุกของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.812 และค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย (R²) เท่ากับ 0.660 หรือร้อยละ 66.0</p> อนุสรา อิ่มอิน, นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6477 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6766 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็น นวัตกรการศึกษาของครู 2) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 292 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r<sub>xy</sub>) = 0.57 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับสถิติที่ 0.01 และ 4) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นนวัตกรรมการศึกษาของครู ได้ร้อยละ 76.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผู้วิจัยนำมาสร้างเป็นสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ คะแนนมาตรฐาน Zy = 1.44(Z<sub>X3**</sub>) + 0.97(Z<sub>X1**</sub>) + 0.80(Z<sub>X5**</sub>) + 0.39(Z<sub>X4**</sub>) - 2.87(Z<sub>X2**</sub>)</p> สุนันทา ส่งนุ่น, นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6766 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาหารประเภทขนมไทย เพื่อพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย : ด้านการแบ่งปัน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5821 <p> </p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสัมพันธภาพทางสังคมด้านการแบ่งปันของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำขนมไทย และ 2) ประเมินสัมพันธภาพทางสังคมด้านการแบ่งปันของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยอายุ 4–5 ปี จำนวน 20 คน จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาสีนวล อำเภอเมืองชัยภูมิ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการทดลองสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำขนมไทย และแบบสังเกตพฤติกรรมการแบ่งปันของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นในระดับเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองเด็กปฐมวัยมีคะแนนพฤติกรรมการแบ่งปันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 4.68, S.D. = .25) และหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูง (𝑥̅ = 8.50, S.D. = .12) ผลการเปรียบเทียบด้วยสถิติ Paired t-test พบว่าคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p &lt; .001) แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการทำขนมไทยมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการแบ่งปันของเด็กปฐมวัย โดยพฤติกรรมทั้ง 4 ด้านมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองทุกด้าน และเมื่อแปลผลตามเกณฑ์สเกล 3 ระดับ พบว่าพฤติกรรมการแบ่งปันโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> อัจฉรา สมแวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5821 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 The seven noble หลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5191 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ในการบริหารสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษานำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีคุณธรรม และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน หลักสัปปุริสธรรม 7 ประกอบด้วย ธัมมัญญุตา (รู้จักเหตุ) อัตถัญญุตา (รู้จักผล) อัตตัญญุตา (รู้จักตน) มัตตัญญุตา (รู้จักประมาณ) กาลัญญุตา (รู้จักกาล) ปริสัญญุตา (รู้จักชุมชน) และปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล) ซึ่งแต่ละข้อสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ การวางนโยบายและแผนงาน การบริหารบุคลากร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ผลจากการบูรณาการหลักธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างมั่นคงและยั่งยืน และผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้คือ การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ในการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการบูรณาการ “ธรรมะกับภาวะผู้นำร่วมสมัย” เป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรอย่างสมดุลและยั่งยืนในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง 1. ฐานรากแห่งธรรม 2. ภาวะผู้นำร่วมสมัย 4 ด้าน (สื่อสาร–คิด–เทคโนโลยี–วัฒนธรรมเรียนรู้) และ 3.ผลลัพธ์การบริหารสถานศึกษา (คุณธรรม–การมีส่วนร่วม–คุณภาพการศึกษา–ความยั่งยืน)</p> ณฐวรรณ ทองวิเศษ, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5191 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 The แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5410 <p> การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษา การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องพบว่า องค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาประกอบด้วย ภาวะผู้นำ โครงสร้างองค์กร การสื่อสาร การใช้ทรัพยากร กระบวนการบริหาร และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการบริหาร ในบริบทยุคดิจิทัล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา ได้แก่ ภาวะผู้นำทางดิจิทัล การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากร วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมนวัตกรรม และความเข้มแข็งของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ การคิดเชิงระบบ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทำงานเป็นทีม การใช้ข้อมูลสารสนเทศ และการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารการศึกษาสามารถจำแนกได้เป็น 8 ด้าน ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ การประเมินผลอัตโนมัติ การบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ การจัดการทรัพยากร การสนับสนุนการตัดสินใจ การพัฒนาบุคลากร การกำกับดูแลระบบ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม โดยสรุปการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับกระบวนการบริหารและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารและคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างยั่งยืน</p> วาทิต นำทาน, สุวดี อุปปินใจ, พูนชัย ยาวิราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/5410 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700