https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/issue/feed
วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
2026-06-25T13:12:34+07:00
ดร.บุญเพ็ง สิทธิวงษา
ิboounpenggg@gmail.com
Open Journal Systems
<p><em><strong>เกี่ยวกับวารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์</strong></em></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ (JOURNAL OF RESEARCH OF SOCIAL STUDIES REVIEW) มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พระพุทธศาสนา และปรัชญา </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> :บทความที่เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบข้อมูลของผู้ส่งบทความ (double- blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong> :</p> <ol> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทวิจารณ์หนังสือ</li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> : ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กําหนดการออกเผยแพร่วารสาร</strong> : วารสารกําหนดวงรอบการเผยแพร่ 4 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม, ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพ</strong>ร่ :</p> <p> 1. สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร.093 5602069, 0927467383, 0892745874</p> <ol start="2"> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1Mkqzwz4sSj0jSjxSL4emmLrS5YO_tzan/edit#heading=h.gjdgxs">เทมเพลตบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1CjG4q9MuRMfj0ZHSMbSiFlvfCjQiXOLY/edit">เทมเพลตบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1Q6PM12bdXiooct1bk8kT1Gr49Ek8svHr/edit">เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ</a></li> </ol> <p>ทั้งนี้วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์ : <strong>ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าตีพิมพ์</strong></p> <p><strong>About the Journal of Research of Social Studies Review</strong></p> <p><strong>Publication Policy and Scope:</strong> The Journal of Research of Social Studies Review accepts articles in the fields of political science, public administration, education, social sciences, humanities, Buddhism, and philosophy.</p> <p><strong>Article Review Process:</strong> Articles must undergo a double-blind review process by at least three qualified reviewers. The reviewers are unaware of the author's information.</p> <p><strong>Types of Articles:</strong></p> <p>Research articles</p> <p>Academic articles</p> <p>Book reviews</p> <p><strong>Languages Accepted:</strong> Thai and English</p> <p><strong>Publication Schedule:</strong> The journal is published four times a year as follows:</p> <p>Issue 1: January - March Issue2: April - June</p> <p>Issue 3: July - September Issue 4: October - December</p> <p><strong>Contact and Submission Guidelines:</strong></p> <ol> <li>For initial inquiries, such as publication schedules, please contact the journal. 1. Acceptance letter for publication, etc. Tel. 093 5602069, 092 7467383, 089 2745874</li> <li>Research article template</li> <li>Academic article template</li> <li>Book review template</li> </ol> <p>Please note that the Journal of Research of Social Studies Review does not charge any publication fees.</p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/7550
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
2026-05-14T06:34:13+07:00
วราภรณ์ พันธุ์ชาติ
varapornp67@nu.ac.th
นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์
varapornp67@nu.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะดิจิทัลของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 292 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามสมรรถนะดิจิทัลของครู 5 ด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู ได้ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นำมาสร้างสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p><sub> y</sub> = -0.07 ( <sub>X1</sub>) + 0.15 ( X<sub>2</sub>) + 0.45 ( X<sub>3</sub><sup>**</sup>) + 0.16 ( X<sub>4</sub>) + 0.01 ( X<sub>5</sub>)</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6755
แนวทางการบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปกติใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2
2026-03-30T08:04:58+07:00
สุธิตา เรียนศักดิ์
sutitar67@nu.ac.th
ทักษ์ อุดมรัตน์
sutitar67@nu.ac.th
<p> บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปกติใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปกติใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 184 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปกติใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาในสถานการณ์ปกติใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ได้แก่ 1) ด้านการบริหารหลักสูตร 2) ด้านการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม 3) ด้านการจัดการเรียนรู้ดิจิทัล 4) ด้านการเรียนแบบผสมผสาน 5) ด้านการพัฒนาครู</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/7569
แนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 1
2026-05-14T06:33:44+07:00
สิรินุช ใจเอื้อ
jaiauasirinoot@gmail.com
พงษ์เอก สุขใส
sirinootj67@nu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 1 และเพื่อเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต1การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัล โดยใช้แบบสอบถามกับประชากรที่เป็นครู จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหาร โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระดับการปฏิบัติในการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.32) และ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน รองลงมาคือด้านการมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ และการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลและแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนขนาดเล็กในยุคดิจิทัลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 1 พบว่าโรงเรียน ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็น วางแผน และตัดสินใจ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผู้เรียนและชุมชนรวมถึงการติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และคุ้มค่า เพื่อนำผลไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดการศึกษาให้เกิดความยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/6916
การศึกษาแรงจูงใจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความผูกพัน ของครูในโรงเรียนเอกชนจังหวัดอุตรดิตถ์
2026-03-30T08:03:46+07:00
วิชยา ตั้งมีลาภ
wakimyaza@gmail.com
นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์
wakimyaza@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายคือ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจของผู้บริหารกับความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ และ 4) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชนจังหวัดอุตรดิตถ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. แรงจูงใจของผู้บริหารในภาพรวม มีระดับการใช้แรงจูงใจมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับการใช้แรงจูงใจมากที่สุดคือ ด้านความสำเร็จ รองลงมาคือ ด้านความรับผิดชอบ และด้านที่มีระดับการใช้แรงจูงใจน้อยที่สุดคือ ด้านค่าตอบแทนและเงินเดือน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ความผูกพันของครูในภาพรวม มีระดับความผูกพันมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับความผูกพันมากที่สุดคือ ด้านความเต็มใจที่จะพยายามปฏิบัติงานเพื่อองค์กร อันดับต่อมา ด้านความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่จะยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์กร ในด้านที่มีระดับความผูกพันน้อยที่สุดคือ ด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรักษาความเป็นสมาชิกขององค์กร</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3, แรงจูงใจของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และแรงจูงใจด้านที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ คือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. แรงจูงใจของผู้บริหารด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน และด้านค่าตอบแทนและเงินเดือน ส่งผลต่อความผูกพันของครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดอุตรดิตถ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แรงจูงใจของผู้บริหารส่งผลต่อความผูกพันของครู เรียงตามอิทธิพลที่ส่งผลต่อตัวแปรตาม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน (X</span><sub>8</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ส่งผลต่อความผูกพันของครู มีน้ำหนักมากที่สุด ซึ่งมีค่า Beta = .474 รองลงมา คือด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (X</span><sub>7</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) มีค่า Beta = .323 และด้านค่าตอบแทนและเงินเดือน (X</span><sub>9</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) มีค่า Beta = -.208 ซึ่งน้ำหนักน้อยที่สุด พยากรณ์ได้ว่าทั้ง 3 ด้าน ส่งผลต่อความผูกพันของครู 58.0% และสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้</span></p> <p><strong>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</strong></p> <p>Y = 1.806 + 0.342X<sub>8</sub> + 0.218X<sub>7</sub> - 0.114X<sub>9 </sub></p> <p><strong>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</strong></p> <p>Z = 0.474X<sub>8</sub> + 0.323X<sub>7</sub> - 0.208X<sub>9</sub></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/7581
ประเมินความต้องการจำเป็นและศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สังกัดสำนักงาน ส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุโขทัย
2026-05-07T16:58:26+07:00
สกาวรัตน์ ขวานา
sagaaoratk67@nu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็นโดยใช้แบบสอบถามกับครูสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุโขทัย จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI modified) และขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.18, S.D. = 0.44) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.48, S.D. = 0.46) โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ความสามารถในการวัดและประเมินผลเพื่อการจัดการเรียนรู้ และ 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูควรมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการโค้ช เพื่อส่งเสริมให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/7342
กระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์
2026-04-29T13:29:59+07:00
อาภิสชนา ด่านวิไล
arphidchanad67@nu.ac.th
นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์
arphidchanad67@nu.ac.th
<p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับกระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อศึกษาระดับของระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ 3) เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้ง คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 113 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็น มีค่า IOC เท่ากับ 1 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1)ระดับกระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2)ระดับระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการวิเคราะห์ระดับกระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง 0.55–0.68 4)ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติกระบวนการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร้อยละ 49.40 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>สมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ Beta</p> <p><sub>Y </sub>= 0.56(Zx<sub>1 </sub><sup>**</sup>) + 0.31(Zx<sub>4</sub>) + 0.21(Z<sub>X2</sub>) - 0.10 (Zx<sub>3</sub>) - .25(Zx<sub>5</sub>)</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JRSR/article/view/7367
แนวทางการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์
2026-05-14T06:33:01+07:00
พิมพร บุญลอย
pimpornb67@nu.ac.th
ทักษ์ อุดมรัตน์
pimpornb67@nu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ โดยมีการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 306 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล จำนวน 3 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ พบว่า ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินผลงานประชาสัมพันธ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการกำหนดนโยบายงานประชาสัมพันธ์ ผลการศึกษาแนวทางการบริหารงานประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ พบว่า 1) ด้านการกำหนดนโยบายงานประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กำหนดนโยบายชัดเจน มอบหมายงาน และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง 2) ด้านการจัดสรรทรัพยากรในงานประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารสถานศึกษาวางแผนการจัดสรรทรพยากร พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน 3) ด้านการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ สถานศึกษาดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนการสื่อสารเชิงรุก และ 4) ด้านการประเมินผลงานประชาสัมพันธ์ สถานศึกษาใช้ตัวชี้วัดและเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปปรับปรุงอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมศึกษาปริทัศน์