วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP <p>วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม (Journal of Interdisciplinary Social Development)</p> <p>E-ISSN : ISSN : 2822-1060 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p>วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ เลขที่ 1 หมู่ 12 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 th-TH วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม 2822-1060 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสต์ ร่วมกับ การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD (C-STAD 5 STEPS LEARNING MODEL) https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5468 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD (C-STAD 5 Steps Learning Model) 2) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการเรียนรู้ฯ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้ฯ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แผนการเรียนรู้ฯ การวิจัย มี 3 ระยะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างแบ่งตามระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาแผนการเรียนรู้ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เจาะจงเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ระยะที่ 2 ศึกษาประสิทธิภาพแผนการเรียนรู้ เจาะจงเลือกจากนักเรียน จำนวน 41 คน และระยะที่ 3 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ จากประชากร 351 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ G*Power Version 3.1.9.4 ได้จำนวน 44 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามประเมินความเหมาะสมของแผนการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความรู้เดิมและสร้างสถานการณ์ท้าทาย ขั้นที่ 2 สร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยการมีส่วนร่วม ขั้นที่ 3 การฝึกฝนและตรวจสอบความเข้าใจ ขั้นที่ 4 การประเมินผล และขั้นที่ 5 สะท้อนผลการเรียนรู้และเชื่อมโยง สู่บริบทจริง และแผนการเรียนรู้นี้มีคุณภาพในระดับมากที่สุด</p> <p>2) แผนการเรียนรู้นี้นี้มีประสิทธิภาพที่ 82.23/80.38</p> <p>3) หลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้นี้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แผนการเรียนรู้นี้ในระดับมาก</p> วัฒนา ประสานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 1 18 ทักษะทางสังคมของสามเณร: ต้นทุนและความท้าทายในการจัดการศึกษาแห่งคณะสงฆ์ไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5382 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์สถาบันการศึกษาแห่งคณะสงฆ์ไทยในการบูรณาการทุนทางสังคม วิถีชีวิตตามวัฒนธรรมชาวพุทธ และหลักศีลธรรมในกระบวนการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะทางสังคมของสามเณร สถานศึกษาแห่งคณะสงฆ์ไทยมีบริบทเฉพาะที่ผู้เรียนอาศัยอยู่ในวัดและชุมชน ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในการพัฒนาคุณลักษณะ เช่น ความมีวินัย ความเรียบง่าย และคุณธรรมจริยธรรม วัดยังมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางของชุมชนที่ส่งเสริมความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการเรียนรู้ทางสังคม จึงเป็นพื้นที่ธรรมชาติในการฝึกทักษะทางสังคมของสามเณรผ่านการดำรงชีวิตประจำวันและกิจกรรมของวัด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักอยู่ที่การประสานระหว่างกรอบจารีตและศีลธรรมของวัดกับความต้องการของสามเณรในวัยเยาว์ที่อยู่ระหว่างการค้นหาตนเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับตัวและแรงจูงใจในการศึกษาต่อในเพศบรรพชิต การพัฒนาทักษะทางสังคมจึงควรอาศัยแนวทางเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงหลักธรรมคำสอนกับการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างหลักศีลธรรมและทักษะชีวิตร่วมสมัย บทความเสนอว่า หลักการทางพระพุทธศาสนาสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นฐานของการจัดกิจกรรมหรือหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะทางสังคมให้แก่สามเณรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสถาบันการศึกษาแห่งคณะสงฆ์ไทยสามารถบูรณาการทุนทางสังคม วัฒนธรรม และพุทธธรรมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบสนองต่อโลกสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน</p> พระมหาประวิทย์ จำนิล พระมหาเกรียงศักดิ์ วิถีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 19 39 SURVEY ON THE CURRENT SITUATION OF SATISFACTION WITH THE COURSE ‘TRADITIONAL CHINESE CULTURE’ IN GUANGXI UNIVERSITY OF FOREIGN LANGUAGES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5206 <p>The objectives of this study are: (1) to investigate the current situation of students’ satisfaction with the course “Traditional Chinese Culture” at Guangxi University of Foreign Languages; (2) to examine the relationship between teaching quality and student satisfaction; (3) to identify the key factors influencing students’ satisfaction from five dimensions—lecturers, course content, teaching methods, teaching resources, and teaching effectiveness; and (4) to propose improvement strategies for enhancing the teaching quality of traditional Chinese culture courses. This research adopts a quantitative design combining literature review and empirical analysis. The population consists of undergraduate students enrolled in the Traditional Chinese Culture course at Guangxi University of Foreign Languages, and the sample comprises [insert actual number if available, e.g., 300] participants selected through stratified random sampling. Data were collected using a structured questionnaire survey and analyzed through descriptive statistics, correlation analysis, and regression analysis using SPSS software to verify the research hypotheses.</p> <p> The research results show that: (1) all five dimensions of teaching quality—lecturers, course content, teaching methods, teaching resources, and teaching effectiveness—have a significant positive impact on student satisfaction; (2) lecturers’ teaching performance and course content are the most influential factors determining overall satisfaction; (3) interactive teaching methods and adequate learning resources contribute to higher engagement and learning motivation; and (4) students with higher academic performance and greater interest in traditional culture report stronger cultural identity and satisfaction levels. The study concludes that improving teaching quality is essential for enhancing students’ satisfaction and promoting cultural confidence. The recommended strategies include strengthening teacher professional development, optimizing course design, enriching teaching resources, and integrating interactive learning activities to enhance the teaching effectiveness of traditional Chinese culture courses.</p> Junlin Wu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 40 57 การศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5776 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครูในสังกัดเดียวกัน และ (3) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 286 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประเมินค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .85 และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับประสิทธิผลสัมพัทธ์ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผลการศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู พบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพการสอนของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การวัดและประเมินผล การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การอบรมและพัฒนาตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน การใช้สื่อการสอน และการจัดการเรียนรู้</p> <p> 2) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู พบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการสอนของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเฉพาะด้านการพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครูในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง</p> <p> 3) ผลการศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การทำงานเป็นทีม และการมีวิสัยทัศน์ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการสอนของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.609 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการสอนของครูได้ร้อยละ 37.10 (R² = 0.371, Adjusted R² = 0.359) ทั้งนี้ ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการสอนของครูมากที่สุดคือ การพัฒนาตนเอง รองลงมาคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การทำงานเป็นทีม และการมีวิสัยทัศน์ ตามลำดับ</p> อารียา มากหลาย ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 58 72 กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจสปาเพื่อการเป็นธุรกิจสปา เพื่อสุขภาพระดับสากล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5745 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อถอดประสบการณ์การศึกษาบริบท และลักษณะของธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพระดับสากล เขตพื้นที่ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 2) เพื่อเสนอกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจสปาเพื่อการเป็นธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพระดับสากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลสปาเพื่อสุขภาพระดับสากล เขตพื้นที่ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 จำนวน 16 สถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ จำนวน 5 ราย และตัวแทนภาคเอกชน จำนวน 5 ราย มีเครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกต โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) บริบทพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่และภูเก็ต โดยรวมมีปัจจัยเกื้อหนุนตามลักษณะพื้นที่ที่มีธรรมชาติที่โดดเด่น เช่น ชายหาดที่สวยงาม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้พื้นที่นี้เป็น World Class Wellness Tourism แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยทรัพยากรธรรมชาติระดับโลก การกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์นี้ทำให้ธุรกิจสปาได้รับความสำคัญในระดับนโยบาย ในการส่งเสริมและการสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่สถานประกอบการในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก การให้ข้อมูล คำแนะนำ และการสนับสนุนการยื่นขอประเมินมาตรฐานสากลในจังหวัดเหล่านี้จึงเข้มข้นกว่า และการส่งเสริมเหล่านี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการสปาลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการให้ทัดเทียมระดับสากลตามวิสัยทัศน์ที่ภาครัฐกำหนดซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้สปาในจังหวัดเหล่านี้มีความพร้อมในการยกระดับคุณภาพและมีโอกาสได้รับรางวัลสูง 2) กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจสปาเพื่อการเป็นธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพระดับสากล ประกอบไปด้วย กลยุทธ์การจัดการเพื่อรากฐานของความเป็นเลิศ การจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญในการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ และกลยุทธ์การตลาดบริการเพื่อการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ ซึ่งการตลาดบริการคือกลไกในการสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ</p> แอนนา รัตนคช สมเกียรติ สายธนู ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี อภิวัฒน์ สมาธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 73 93 INVESTIGATE THE IMPACTS OF FISCAL POLICY ON HUMAN CAPITAL AND ECONOMIC GROWTH IN THE OPTIMAL CONTROL APPROACH https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5109 <p>This study examines the relationships between fiscal policy, human capital accumulation, and economic growth using a two-sector model adapted from the Uzawa-Lucas model. The model incorporates dual economic sectors, in which a social planner optimizes societal welfare through consumption, human capital, and economic growth. The results of the model simulation demonstrate that increased government spending in the education sector enhances both physical and human capital accumulation but has a neutral relationship with consumption. The analysis of the proportion of human capital H indicates that redistributing human capital between the production and education sectors affects consumption and physical capital accumulation but has minimal impact on human capital accumulation. These findings support the effectiveness of government spending as a tool for increasing human capital accumulation and suggest that policymakers should maintain or increase educational investments while implementing complementary measures to maintain consumption levels while pursuing educational investment.</p> Piyasiri Kongwiriyapisal Warinthorn Maneerat Adirek Vajrapatkul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 94 125 RELATIONSHIP BETWEEN DATABASE COURSE DIFFICULTY AND STUDENT PROFESSIONAL INTERESTS: AN EMPIRICAL STUDY AT GUFL, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5200 <p>The objectives of this study are: (1) To analyze the current levels of perceived database course difficulty and student professional interest.; (2) To compare differences across demographic factors such as gender, grade level, and parental education; (3) To examine the correlation between course difficulty and professional interest.; and (4) To propose instructional and curricular recommendations that enhance learning engagement and professional motivation. This research adopts a quantitative survey design. The population consists of undergraduate students enrolled in database-related courses, and the sample comprises 538 valid participants selected through convenience sampling from four majors: Computer Science, Software Engineering, Network Engineering, and Artificial Intelligence. Data were collected using a self-developed questionnaire measuring four dimensions of course difficulty (knowledge depth, knowledge breadth, study time investment, and exercise difficulty) and four dimensions of professional interest (external factors, individual interest, learning engagement, and career relevance). Data were analyzed through descriptive statistics, t-tests, one-way ANOVA, and Pearson correlation analysis.</p> <p> The research results show that: (1) Students generally perceived database courses as moderately to highly difficult (M ≈ 3.7); (2) Male and junior students reported higher professional interest and study-time investment; (3) Students with highly educated parents perceived greater course difficulty and higher interest; and (4) All correlations between course difficulty and professional interest dimensions were positive and significant (r = .51–.84, p &lt; .001). The study concludes that moderate course difficulty enhances student motivation and engagement, while both overly easy and overly difficult content diminish learning interest. The recommended strategies include differentiated curriculum design, project-based instruction, feedback-driven teaching, and interest-oriented learning environments.</p> Liu Zhang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 126 142 BEYOND BRACKETING: ESSENCE AND INTERNAL COHERENCE AS THE CORE OF RELIGIOUS PHENOMENOLOGY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5866 <p>The phenomenology of religion offers a non-reductive approach to religious studies that seeks to understand religion as sui generis. This approach, besides other features, emphasizes the suspension of presuppositions or, in other words braketing (epoché) to study religions. Building on Husserl’s foundational notions of epoché and intentionality of consciousness, major scholars in the study of religion have contributed to the phenomenology of religion. However, the phenomenology of religion faces critical challenges. The most controversial is the authenticity of epoché itself, and it is the strongest objection to it. Critics, including Maurice Merleau-Ponty and Hans-Georg Gadamer, argue that a pure suspension of presuppositions is unattainable due to the embodied, historically situated nature of human consciousness and understanding. Many scholars in the study of religion hold similar views. This paper weighs these critiques by using the phenomenological-hermeneutical method and proposes that the essence of religion or “religious worldview” may inherently require approaching religions from within their own coherent worldviews rather than striving for complete bracketing. It makes the point that bracketing makes sense when reductive approaches to religion are excluded. However, bracketing pre-understanding of ordinary language is not necessary; yet, the special meaning of the concepts in a religion still needs bracketing by necessity. Through comparative illustrations from Buddhism and Abrahamic religions, this study demonstrates that religious worldviews embody phenomenal characteristics and internal coherence that make strict epoché less necessary. Ultimately, the phenomenology of religion needs a balanced view recognizing the limits of methodological idealism or epoché while affirming the irreducibility of religion and its autonomous status.</p> Mohammad Manzoor Malik ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 143 156 THE INFLUENCING FACTORS AND MECHANISMS OF SUSTAINABLE DEVELOPMENT OF RURAL TOURISM IN SHAANXI PROVINCE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5724 <p>The sustainable development of rural tourism has become a critical concern amid rapid tourism expansion and increasing pressures on rural environments and cultures. This study investigates the key influencing factors and underlying mechanisms driving the sustainable development of rural tourism in Shaanxi Province, China. Drawing on the sustainability prism framework, the research proposes an integrated model incorporating place attachment, community participation, and tourism industry innovation as core determinants of rural tourism sustainability. Quantitative data were collected from tourism practitioners in six representative rural tourism destinations in Shaanxi Province through a questionnaire survey, yielding 522 valid responses. Structural equation modeling was employed to test the proposed hypotheses and examine the relationships among variables. The results reveal that place attachment and community participation exert strong and significant positive effects on the sustainable development of rural tourism, while tourism industry innovation also contributes positively, though with a comparatively weaker influence. These findings enrich the theoretical understanding of sustainable rural tourism by highlighting the combined and differential impacts of social–psychological, community-based, and innovation-oriented factors. Practically, the study provides policy-relevant insights for local governments and tourism management agencies, emphasizing the need to strengthen residents’ emotional bonds with place, enhance inclusive community participation mechanisms, and foster innovation capabilities within the rural tourism industry to achieve long-term sustainability.</p> Lili Liu Jun Jiang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 157 173 ทักษะการสอนเพื่อเสริมสร้างค่านิยมการต่อต้านทุจริต ของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5732 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการด้านทักษะการสอนเพื่อเสริมสร้างค่านิยมการต่อต้านทุจริตพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสอนศีลธรรมในสังกัดสำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย จำนวน 250 รูป กลุ่มตัวอย่างจำนวน 154 รูป กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณตามสูตรของ Yamane (1967) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พระสอนศีลธรรมที่ตอบแบบสอบถามส่วนมากมีอายุ 41 ปีขึ้นไป พรรษา 3-10 พรรษา ประสบการณ์สอน 6-10 ปี และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี ปัญหาและความต้องการด้านทักษะการสอนเพื่อเสริมสร้างค่านิยมการต่อต้านทุจริตพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนโดยรวมทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก 2 ด้าน คือ ด้านหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและแนวคิดการต่อต้านการทุจริต ด้านความต้องการของพระสอนศีลธรรม และอยู่ในระดับปานกลาง 2 ด้าน คือ ด้านทักษะและความรู้ในทางดิจิทัล และด้านปัญหาของการเรียนการสอน</p> <p>จากผลวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ คือ “โมเดลพัฒนาพระสอนศีลธรรม: สร้างเยาวชนไทยไร้ทุจริต มีองค์ประกอบ 4 ด้าน 1 กลไก ดังนี้ 1) การบูรณาการหลักธรรมต่อต้านทุจริต 2) ทักษะการสอนเชิงคุณธรรม 3) สมรรถนะดิจิทัลเพื่อการสอน และ4) การจัดการเรียนการสอนและการแก้ปัญหาในชั้นเรียน กลไกสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน โมเดลนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพระสอนศีลธรรมให้มีความพร้อมในการปลูกฝังจิตสำนึกการต่อต้านทุจริตให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> บานชื่น นักการเรียน พระมหาธนภัทร อภิชาโน ไชยถนอม หาระสาย พระมหาวีระชาติ โปธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 174 188 การจัดการภัยความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา: บทเรียนทางยุทธศาสตร์และข้อเสนอเชิงนโยบาย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5767 <p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์สถานการณ์ภัยความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคงมนุษย์ โดยพิจารณาทั้งปัญหาเขตแดนคงค้าง อาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายทุนสีเทา และการเมืองเชิงสัญลักษณ์ซึ่งส่งผลต่อความตึงเครียดระหว่างรัฐ งานศึกษาพบว่า แม้ชายแดนจะเป็นพื้นที่เสี่ยงด้านความมั่นคง แต่ก็เป็นศูนย์กลางการค้าและความเชื่อมโยงของชุมชนที่สร้างผลประโยชน์ร่วมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องบริหารด้วยแนวทางแบบบูรณาการผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคี เช่น JBC และ GBC รวมถึงมาตรการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงมนุษย์ บทเรียนจากกรณีศึกษาในภูมิภาคอื่นสะท้อนว่านโยบายชายแดนที่มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วยกรอบกฎหมายที่ชัดเจน สถาบันร่วมที่ทำงานต่อเนื่อง มาตรการสร้างความไว้ใจเชิงทหาร และการยึดโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาชนเข้ากับเสถียรภาพของพื้นที่ สุดท้าย บทความเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับบริบทไทย–กัมพูชา ได้แก่ การเร่งรัดการปักปันเขตแดน การลดอิทธิพลทุนสีเทา การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการบูรณาการมิติความมั่นคงมนุษย์เพื่อสร้างชายแดนที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว</p> เกียรติเฉลิม รักษ์งาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 189 210 การศึกษาแนวทางการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นโดยบูรณาการหลักพุทธธรรมจากประเพณีบุญบั้งไฟ ในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5622 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสาน (2) พัฒนาแนวทางการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นโดยบูรณาการหลักพุทธธรรมจากประเพณีบุญบั้งไฟในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี และ (3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแนวทางดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญและแบบสอบถาม รวม 235 คน ในการทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบกลุ่ม คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จำนวน 40 คน เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการเนื้อหาประเพณีบุญบั้งไฟ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) หลักธรรมที่ปรากฏในประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานประกอบด้วย ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี หลักสังคหวัตถุ 4 หลักอิทธิบาท 4 สมาธิ บุญกิริยาวัตถุ 3 และความมีจิตอาสา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเพณีบุญบั้งไฟมิได้เป็นเพียงกิจกรรมทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นกระบวนการถ่ายทอดคุณค่าทางพระพุทธศาสนาและการอยู่ร่วมกันของชุมชนอย่างเป็นระบบ</p> <p>2) แนวทางการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นโดยบูรณาการหลักพุทธธรรมจากประเพณีบุญบั้งไฟ ได้รับการพัฒนาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยจัดทำเป็นหน่วยการเรียนรู้เรื่อง “ประเพณีบุญบั้งไฟ” และ “หลักธรรมที่ปรากฏในประเพณีบุญบั้งไฟ” พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหลักสูตรและคณะกรรมการวิพากษ์หลักสูตรก่อนนำไปใช้จริง เพื่อให้การบริหารหลักสูตรมีความถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น</p> <p> 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางดังกล่าวมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.45 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 14.15 ซึ่งคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการประเพณีบุญบั้งไฟร่วมกับหลักพุทธธรรมในหลักสูตรท้องถิ่นสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระมหาอำพล ธนปญฺโญ (ชัยสารี) พระครูอโสกภัทรวงศ์ นิรุตฺติเมธี (เกริกเกียรติ ไพศาลเจริญลาภ) พระครูสมุห์กฤติพิสิฐ กิตฺติธมฺโม (จ่าพันธ์) พระครูสุตสารบัณฑิต สิริวณฺโณ (จำนงค์ ผมไผ) พระภาวนาวัชรมุนี (เดชศักดิ์ โพธิ์ชัย) พระวรศานต์ วรธมฺโม (วัฒนวงศ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 211 225 การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5789 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 1 และ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นการวิจัย กึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 1 และ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แบบประเมินทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol> พัทฐรินทร์ โลหา โสภาพร ลุนสำโรง ปิยาพร คงทรัพย์สินสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 226 239 THE RELATIONSHIP BETWEEN PLACE PERCEPTION, IMMERSION EXPERIENCE, AND TOURIST BEHAVIORAL INTENTION: A CASE STUDY OF YUNNAN CULTURAL TOURISM PRODUCTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5279 <p>This research article aims to: 1) examine the direct impact of place perception on tourists’ behavioral intention toward Yunnan cultural tourism products; 2) assess how place perception influences tourists’ immersion experience; 3) test the mediating role of immersion experience between place perception and behavioral intention; and 4) propose an optimization pathway of “enhancing place perception—amplifying immersion experience—boosting behavioral intention” for the innovation of Yunnan’s cultural tourism products. A quantitative, cross-sectional survey was conducted with 508 tourists who experienced seven representative cultural tourism products in Yunnan Province. Data were collected through a structured questionnaire measuring place perception, immersion experience, and behavioral intention on a Likert scale, and were analyzed using descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM), including mediation testing.</p> <p>The results of the research were: 1) place perception has a significant positive effect on tourists’ behavioral intention, especially in terms of revisit and recommendation intentions; 2) place perception significantly enhances tourists’ immersion experience by strengthening their emotional connection and cultural identification with the destination; 3) immersion experience has a positive, albeit comparatively weaker, direct effect on behavioral intention; and 4) immersion experience plays a partial mediating role between place perception and behavioral intention, confirming that enhancing immersion experience is an effective pathway for transforming place perception into stronger tourist behavioral intentions. This study provides theoretical support and practical guidance for the high-quality and sustainable development of Yunnan’s cultural tourism products.</p> Xu Lijiao Siridech Kumsuprom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 240 255 การบูรณาการหลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5893 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) วิเคราะห์หลักธรรมและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ และ 3) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการบูรณาการหลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 รูป/คน และการจัดเสวนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นฐานโครงสร้างการปกครอง ตามระเบียบกฎหมายและกลไกเชิงสถาบันประชาชนมีความตื่นตัวและมีความภาคภูมิใจในทุนทางวัฒนธรรมจริยธรรมของท้องถิ่นในฐานะ “เมืองพระ” ยังคงได้รับอิทธิพลจากระบบเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและระบบอุปถัมภ์ เน้นไปที่กระบวนการเลือกตั้งตามวาระ แม้หน่วยงานภาครัฐขยายช่องทางการสื่อสาร แต่ยังคงมีลักษณะเป็นการสื่อสารข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีความต้องการกลไกใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและลดช่องว่างระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน โดยการนำต้นทุนทางจริยธรรมที่มีอยู่มาบูรณาการ เพื่อยกระดับจากการมีส่วนร่วมเชิงรูปแบบไปสู่ประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์ ที่มุ่งเน้นประโยชน์สุข</p> <p> ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และประชาธิปไตยแบบถกแถลง จะสมบูรณ์เมื่อบูรณาการเข้ากับระบบคุณธรรม โดยมี หลักสุจริตธรรม 3 เป็นแกนกลาง เสริมด้วยหลักอปริหานิยธรรม 7 และสาราณียธรรม 6 เป็นกลไกสร้างภูมิคุ้มกันทางจริยธรรมและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ช่วยเปลี่ยนผ่านจากการปกครองอำนาจนิยมไปสู่การปกครองที่เน้นคุณค่าทางสังคมและประโยชน์สุขของมหาชน</p> <p> องค์ความรู้ใหม่รูปแบบ “NST-Creative Integrity Model” 4 มิติ (1) มิติด้านผู้นำ ผู้นำต้องมีมโนสุจริตเป็นเข็มทิศและเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม (2) มิติพลเมืองตื่นรู้ พัฒนาจิตสำนึกประชาธิปไตยผ่านกลไก “บอวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) (3) มิติกระบวนการนวัตกรรม การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบ Open Data มาใช้สร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของนโยบายสาธารณะ และ (4) มิติผลลัพธ์เชิงสังคม มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างยั่งยืนและมีสันติสุข</p> พระมหาอดิศักดิ์ คเวสโก (ฉีดอิ่ม) พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 256 274 THE ANALYSIS OF STORYTELLING AND VISUAL LANGUAGE IN ZHANG YIMOU'S MARTIAL ARTS FILMS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5379 <p>This paper examines the narrative structure and audio-visual artistry of Zhang Yimou’s wuxia films, addressing a research gap in existing scholarship that often focuses on visual spectacle while insufficiently analyzing the interplay between narrative strategies and cultural expression. Using qualitative textual analysis, the study analyzes three representative works Hero, Curse of the Golden Flower, and Full River Red selected for their influence, stylistic diversity, and critical reception. The research investigates (1) the narrative paradigms and thematic constructions in Zhang’s wuxia cinema, and (2) the visual aesthetics of color, composition, and symbolic design. The study finds that Zhang Yimou integrates multi-layered narrative structures and highly stylized color semantics to articulate themes of power, loyalty, and national identity, thereby expanding the expressive possibilities of the wuxia genre. These findings contribute new insights into the cultural functions of visual design in contemporary Chinese cinema and offer theoretical references for future genre film analysis.</p> Xu Lijiao Siridech Kumsuprom ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-02-02 2025-02-02 4 1 275 295 EDUCATION LEADERSHIP STRATEGIES FOR ENHANCING EDUCATION QUALITY IN HIGHER EDUCATION INSTITUTIONS IN PINGDINGSHAN CITY, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5819 <p>This study aims to: 1) examine the impact of educational leadership on quality education through digital technology innovation; 2) develop leadership strategies that enhance teaching quality via digital innovation and technology integration; and 3) evaluate their effectiveness in improving teaching and learning engagement in Pingdingshan’s higher education institutions. A quantitative survey of 400 faculty and students was analyzed using Structural Equation Modeling (SEM). Results show that: 1) leadership positively affects digital innovation (β = 0.58, p &lt; .001) and technology integration (β = 0.32, p &lt; .001); 2) these mediators significantly enhance teaching effectiveness and student engagement, explaining 48.6% and 42.7% of variance; and 3) leadership influences outcomes primarily through these mediating factors, confirming partial mediation and highlighting the importance of leadership-driven digital transformation in higher education.</p> Yan xiang Prapai Sridama ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 296 303 แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้านการเกษตร สำหรับทหารกองประจำการ โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายพิชิตปรีชากร อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5419 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของพื้นที่ทำการเกษตร และการดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตร 2) เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจของทหารกองประจำการในกิจกรรมด้านการเกษตร 3) จัดทำแนวทางการเรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตร ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ค่ายพิชิตปรีชากร อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1 รุ่นปี 2565 จำนวน 93 นาย โดยใช้เครื่องมือแบบสำรวจ แบบสอบถามก่อนและหลังการอบรม การดำเนินกิจกรรมอบรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS</p> <p>จากการศึกษาพบว่า 1) การสำรวจข้อมูลสภาพทั่วไปของพื้นที่ทำการเกษตร และดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรพบว่ามีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ทำกิจกรรมการเกษตรจำนวน 23 กิจกรรม 2) การวัดความรู้ก่อนการอบรมของกลุ่มประชากรเกี่ยวกับความรู้การเกษตรพบว่ามีความรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย จึงจัดการอบรมการเรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตรในหัวข้อที่มีการตอบผิดมากที่สุดในแต่ละกิจกรรม แล้วทำการวัดความรู้หลังการอบรมพบว่ามีผลความรู้ที่เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด 3) นำข้อมูลจากการเรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตรมาจัดทำแนวทางการเรียนรู้และแก้ปัญหากิจกรรมด้านการเกษตรสำหรับทหารกองประจำการจำนวน 4 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการปลูกผัก 2) กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ 3) กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการทำปุ๋ยชีวภาพ และ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการทำปุ๋ยหมัก โดยสามารถกำหนดแนวทางการเรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตรซึ่งประกอบด้วย การวางแผน การดำเนินการ การดูแลปลูกเลี้ยง และการนำไปใช้ประโยชน์ในการบริโภคและจำหน่าย</p> ยุทธิวัฒน์ เพ็ชรวงศ์ ปรมินทร์ นาระทะ ผานิตย์ นาขยัน รัชชานนท์ สมบูรณ์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 304 321 การพัฒนากระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน เชิงสร้างสรรค์สู่เยาวชนในจังหวัดแพร่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5729 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานในจังหวัดแพร่ 2) เพื่อพัฒนากระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานเชิงสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนในจังหวัดแพร่ และ 3) เพื่อนำเสนอกระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานเชิงสร้างสรรค์สู่เยาวชนในจังหวัดแพร่ ใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 68 รูป/คน ประกอบด้วยพระสงฆ์ ครูภูมิปัญญา และเยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาประกอบบริบท</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานในจังหวัดแพร่เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายกันฝุ่น ความชื้น แมลง และการเสียดสี ซึ่งจะยืดอายุคัมภีร์ที่ทำจากใบลานที่เปราะบาง โดยวัสดุที่นำมาใช้ผ้าห่อคัมภีร์นั้นในอดีตจะใช้ผ้าดิบ ผ้าทอมือ ผ้าไหม ผ้าลายจก ปัจจุบันมีการตกแต่งลวดลายให้ประณีตมากยิ่งขึ้น ในบางพื้นที่ของจังหวัดแพร่ก็มีการนำเอาไม้สักมาลงรักปิดทองและใช้ห่อคัมภีร์ใบลาน เพื่อความคงทนมากยิ่งขึ้น</p> <p>2) กระบวนการพัฒนาการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน ในอดีตมักจะกระทำผ่านผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีองค์ความรู้ ปัจจุบันมีการพัฒนาไปสู่เยาวชนมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีในการบันทึกขั้นตอนการทำ โดยอาศัยพระสงฆ์ ครูภูมิปัญญาที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ถ่ายทอด และมีการปรับลวดลายให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งใช้วัสดุใหม่แต่ยังคงความหมายเดิม โดยปรับเปลี่ยนผ้าห่อคัมภีร์ที่ใช้ให้เป็นของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม</p> <p>3) กระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลานเชิงสร้างสรรค์สู่เยาวชนในจังหวัดแพร่ เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ในด้านกระบวนการถ่ายทอดความรู้และทักษะการทำผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน และการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับบริบทปัจจุบัน เป็นการบูรณาการด้านศิลปะวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมการสร้างความรู้และแรงบันดาลใจ การเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน การสร้างสรรค์ผลงาน และการนำเสนอและสะท้อนการเรียนรู้</p> พรหมเรศ แก้วโมลา รวีโรจน์ ศรีคำภา อภิชา สุขจีน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 322 336 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5702 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับระดับปัจจัยการบริหารของโรงเรียน 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้ตัวอย่างจำนวน 297 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์สัดส่วน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.8650 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ Multiple Regression Analysis ด้วยวิธี Stepwise</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เมื่อพิจารณารายปัจจัย พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกปัจจัย 2) ประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา (X<sub>2</sub>) ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน (X<sub>3</sub>) ปัจจัยด้านงบประมาณ (X<sub>4</sub>) และปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา (X<sub>5</sub>) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .878 สามารถอธิบายความแปรปรวนขอ<strong>ง</strong>ประสิทธิภาพการบริหารงานของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ได้ร้อยละ 77.20 (R<sup>2</sup> = .772) และสามารถเรียงลำดับอิทธิพลของตัวแปรพยากรณ์ที่มีต่อตัวแปรเกณฑ์จากมากไปน้อยได้คือ ปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา (b = .362) ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน (b = .200) ปัจจัยด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา (b = .181) และปัจจัยด้านงบประมาณ (b = .179)</p> ดิเรก พรสีมา ธนพลอยสิริ สิริบรรสพ นงลักษณ์ งามขำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 337 353 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตน กับสมรรถนะวิชาชีพครูของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5014 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถของตนของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนิสิตฯ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนกับสมรรถนะวิชาชีพครูของนิสิตฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 222 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ ทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมัน 95% ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนกับสมรรถนะวิชาชีพครูของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูฯ ซึ่งเป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ (Rating Scale) โดยด้านการรับรู้ความสามารถแห่งตนของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูฯ มีค่าความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และด้านสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูฯ มีค่าความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การรับรู้ความสามารถแห่งตนของนิสิตฯ พบว่า อยู่ในระดับมาก ( = 4.35, S.D. = 0.44)</li> <li>ระดับสมรรถนะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนิสิตฯ พบว่า อยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.49)</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนกับสมรรถนะวิชาชีพครูของนิสิตฯ ในภาพรวม พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับมาก (r = .781**)</li> </ol> น้ำฝน กันมา ลาวัลย์ สมยาโรน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 354 365 ความพึงพอใจในงานและประสิทธิภาพการทำงาน ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การในยุคดิจิทัล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5564 <p>ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์การ การเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับตัวและพัฒนาองค์การสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดด้านความพึงพอใจในงานและประสิทธิภาพการทำงานสู่การเปลี่ยนแปลงองค์การในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้เขียนมุ่งให้ได้สารสนเทศและความรู้ทั่วไปด้านความพึงพอใจในการทำงาน และประสิทธิภาพการทำงานสู่การเปลี่ยนแปลงองค์การในยุคดิจิทัล แก่นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลขององค์การสำหรับเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาผลการปฏิบัติงานของพนักงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับมือและปรับตัวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพให้กับพนักงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายและพัฒนาองค์การได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล จากการสังเคราะห์วรรณกรรม พบว่า ความพึงพอใจในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงองค์การในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในด้านการยอมรับเทคโนโลยี การปรับตัวของบุคลากร และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์การ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิงวิชาการและแนวทางเชิงบริหารในการพัฒนาองค์การ</p> เลอ กวง นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์ พิชาภพ พันธุ์แพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 366 381 บทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5810 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาบทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2) เพื่อสร้างบทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 3) เพื่อประเมินบทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงแบบผสมวิธี เก็บข้อมูลกับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำนวน 331 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><strong> </strong>1) บทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ทั้ง 5 ด้าน เรียงตามลำดับคะแนนเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำการเรียนรู้แบบทีม ด้านความเป็นผู้นำสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านความเป็นผู้นำของผู้นำ ด้านความเป็นผู้นำที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และด้านความเป็นผู้นำบริหารความเสี่ยง ตามลำดับโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) ผลการสร้างบทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 พบว่า บทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมคิดร่วมทำโดยใช้กระบวนการทำงานเป็นทีมหรือกลุ่ม 2) การเพิ่มขวัญและกำลังใจในการทำงาน 3) การกระตุ้น และ สนับสนุนความคิดริเริ่มและการค้นคิดนวัตกรรมใหม่ๆ 4) การตื่นตัวต่อภาวะคุกคาม ปัญหา อุปสรรค หรือตระหนักถึงการสูญเสียโอกาส และ 5) การส่งเสริมมาตรฐาน คุณภาพ และความเป็นเลิศทางวิชาการให้เป็นที่ยอมรับของชุมชน</p> <p> 3) ผลการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของบทบาทภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ภัทรฤทัย ลุนสำโรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 382 397 การพัฒนาความสามารถในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (ผาแต้ม) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5962 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ตามเกณฑ์ร้อยละ 85 ขึ้นไป 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนบ้านบะไห ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด 2. แบบประเมินความสามารถในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้อย่างสร้างสรรค์ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าความยากง่าย .56 - .94 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .20 - .67 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .91 และ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC 1.00 เป็นการวิจัยประเภททดลองกับกลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน ใช้การทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน โดยรวม นักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ตามเกณฑ์ร้อยละ 85 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังการจัดการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ภารดี บิลชัย สมร ทวีบุญ เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 398 416 BEYOND TRUTHFULNESS: A KANTIAN APPROACH TO ETHICAL ADVERTISING https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5917 <p>Contemporary advertising has evolved beyond overt falsehoods toward increasingly sophisticated forms of implicit deception, including digital “dark patterns” and semantic manipulation through “clean label” claims. These practices exploit consumer cognitive biases and circumvent rational deliberation, raising ethical concerns that existing regulatory systems often grounded in the “reasonable consumer” standard are ill-equipped to address. While utilitarianism and virtue ethics can criticize deceptive tactics, both frameworks remain limited in offering a consistent and principled condemnation of manipulation that may still generate short-term satisfaction or economic benefit. This article proposes a Kantian deontological framework as a robust alternative for evaluating ethical advertising, emphasizing that the fundamental wrong of implicit deception lies in violating consumer autonomy and dignity by treating individuals merely as means to corporate ends. Using hermeneutical analysis of Kant’s moral philosophy alongside contemporary deontological scholarship, the study develops a “Kantian Audit” based on the Formula of Universal Law and the Formula of Humanity to assess real-world advertising practices. The audit is applied to three case studies non GMO salt labeling, Amazon’s “Project Iliad,” and the hybrid transparency model of Pang Dong Lai demonstrating how implicit deception fails tests of universalizability and respect for humanity. The findings support a normative shift from a narrow focus on “consumer protection” toward a broader principle of “autonomy preservation,” with recommendations for legal reform and corporate policy standards designed to uphold rational agency in modern markets.</p> Yunmei Wang Mohammad Manzoor Malik ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 417 434 เข็มทิศหกทิศของกระบวนทัศน์การวิจัยในบริบททางรัฐประศาสนศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5869 <p>บทความวิชาการนี้ นำเสนอการศึกษาวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์และสังคมศาสตร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านกระบวนทัศน์ “เข็มทิศหกทิศ” เพื่อกำหนดตำแหน่งปรัชญาการวิจัยให้ชัดเจน โดยเฉพาะมิติวิพากษ์นิยมและสร้างสรรค์นิยมที่มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและวาทกรรมในองค์การภาครัฐ ด้านแนวทางการวิจัยได้พัฒนา “แนวทางแบบหมุนเวียน” ที่บูรณาการวิธีนิรนัยและอุปนัยให้สอดคล้องกับพลวัตของนโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งใช้การวิจัยแบบสะท้อนคิดเพื่อตระหนักถึงค่านิยมของผู้วิจัย สำหรับกลยุทธ์การวิจัยเน้นความเฉพาะเจาะจงในบริบทภาครัฐ อาทิ การวิจัยเชิงนโยบายและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญกับมิติทางการเมืองและสังคมเหนือกว่าการวิจัยทางธุรกิจทั่วไป ในส่วนของทางเลือกวิธีวิทยาได้มุ่งเน้นการบูรณาการเชิงพหุระดับและเชิงสหวิทยาการเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่ระดับพฤติกรรมปัจเจกบุคคลไปจนถึงโครงสร้างเชิงสถาบันในระดับมหภาค ขณะที่ขอบเขตเวลาได้พัฒนารูปแบบการติดตามวงจรนโยบายเชิงยาวนานและการเปรียบเทียบข้ามช่วงเวลาเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ท้ายที่สุดด้านเทคนิคและกระบวนการได้นำเครื่องมือเฉพาะทาง เช่น การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครือข่ายทางสังคม และวาทกรรม มาใช้เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างและบรรทัดฐานที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างถ่องแท้</p> ภัสร์ชนกพรรณ อนุชาติไชย อนันต์ ธรรมชาลัย ปรัชญา ปิยะมโนธรรม ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 435 454 การพัฒนากิจกรรมและองค์ความรู้นวัตกรรมการการสื่อสารเชิงพุทธ เพื่อรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6015 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมและองค์ความรู้นวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธ 2) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมองค์ความรู้นวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธเพื่อรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย และ 3) เพื่อประเมินชุดกิจกรรมดังกล่าว โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยแบบมีส่วนร่วม การวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัยเชิงบรรยาย ขั้นตอนการดำเนินงานเริ่มจากการพัฒนากิจกรรมและองค์ความรู้ จากนั้นจัดสนทนากลุ่ม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 14 รูปหรือคน เพื่อสร้างชุดกิจกรรม แล้วนำไปฝึกอบรมกลุ่มตัวอย่าง พร้อมเก็บข้อมูลเชิงปริมาณก่อนและหลังการอบรมเพื่อวิเคราะห์ผล และสรุปอภิปรายผลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้พัฒนากิจกรรมและองค์ความรู้นวัตกรรมการสื่อสารเชิงพุทธจาก 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาจุลมณีศรีสะเกษ และโรงเรียนสุรินทร์ราชมงคล โดยสังเคราะห์เป็นแม่แบบ 8 ประเด็น คือ การใช้หลักธรรมในการบริหาร การมีส่วนร่วม การใช้เทคโนโลยี กระตุ้นให้รู้คิด ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ประสานความร่วมมือ การคัดเลือกบุคคลตามเงื่อนไข และใช้หลักกัลยาณมิตร 2) ได้สร้างชุดกิจกรรมและนำไปใช้ในอำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา ประกอบด้วยกิจกรรมการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอนเชิงพุทธ การสื่อสารในสังคมเชิงพุทธ การสื่อสารเพื่อการดำเนินชีวิตเชิงพุทธ และกิจกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมเพื่อรู้เท่าทันสื่อ 3) ผลการประเมินพบว่าชุดกิจกรรมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านวิทยากร ด้านสถานที่/เวลา/อาหาร ด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ และด้านความรู้ความเข้าใจ</p> ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์ ภัทรฤทัย ลุนสำโรง นพวรรณ ทะวะลัย ภุชงค์ มัชฌิโม บุญรัตน์ อุตส่าห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 455 472 AN EVALUATION ANALYSIS OF THE GREEN OFFICE MANAGEMENT SYSTEM WITH LOW CARBON EMISSIONS AT THE COLLEGE OF MANAGEMENT, UNIVERSITY OF PHAYAO https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6072 <p>This research article aims to 1. To analyze the low-carbon, eco-friendly Green Office management processes of the College of Management, the University of Phayao, during the period 2019–2024. 2. To analyze and synthesize lessons learned and a body of knowledge regarding the low-carbon, eco-friendly Green Office management of the Management College, Phayao University. 3. To propose guidelines for applying these lessons and newly acquired knowledge to enhance the development of low-carbon, eco-friendly Green Office management for partner organizations and other institutions. This study conducted qualitative interviews with nine university key stakeholders (n=9) using purposive sampling. The semi-structured interview questions were used, and content analysis was employed to develop the framework.</p> <p> The research results found that the green office management system model comprises three key factors: (1) human resources, (2) operational and working processes, and (3) operational system and working systems. To follow this framework, the outcome of low carbon emissions could be achieved. The recommendation for further study is to conduct a questionnaire survey and expand it to other universities using this green office management system.</p> Penpim Phuangsuwan Supaprawat Siripipatthanakul Siriporn Praesri Sakchai Nirunthawee Sakaoduean Watpong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 473 495 อิทธิพลของการเปิดรับสื่อและการรู้เท่าทันสื่อต่อพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองของประชาชน ในภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4087 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเปิดรับสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมืองของประชาชนในภาคเหนือตอนล่าง 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมือง 3) ศึกษาอิทธิพลของการเปิดรับสื่อและการรู้เท่าทันสื่อต่อพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมือง และ 4) เสนอแนวทางการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองที่สร้างสรรค์ในชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในอำเภอเมืองตากและอำเภอเมืองสุโขทัย จำนวน 400 คน ด้วยการสุ่มหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) และใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha เท่ากับ 0.84 ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำชุมชน นักกิจกรรม สื่อท้องถิ่น และเยาวชน จำนวน 12 คน โดยใช้การเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และวิเคราะห์ด้วย Thematic Analysis</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประชาชนมีระดับการเปิดรับสื่อและการรู้เท่าทันสื่อโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.89, SD = 0.54) โดยเฉพาะการเปิดรับข่าวสารจากหลายแพลตฟอร์ม (Mean = 3.94, SD = 0.64) และมีทักษะการแยกแยะข่าวจริง-ข่าวปลอมได้ดี (Mean = 3.86, SD = 0.57)</li> <li>ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าระดับการศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเปิดรับข่าวสารและการแสดงออกทางการเมือง (r = .362, p &lt; .01; r = .341, p &lt; .01) ขณะที่อายุมสัมพันธ์เชิงลบกับการใช้สื่อดิจิทัลทางการเมือง (r = –.288, p &lt; .01) โดยกลุ่มเยาวชนมีแนวโน้มใช้ Facebook และ TikTok ในการสื่อสารทางการเมืองมากกว่าผู้สูงอายุ</li> <li>ผลการวิเคราะห์ Regression ชี้ว่า การรู้เท่าทันสื่อ (β= .318, p &lt; .01) และอารมณ์ร่วมทางการเมือง (β= .301, p &lt; .01) เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสารทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้หลายแพลตฟอร์มมีความสามารถในการตีความข่าวสารได้ดีกว่าผู้ที่ใช้เพียงแพลตฟอร์มเดียว (Mean = 4.02 vs. 3.41, t = 4.382, p &lt; .01) 4. ผลการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็น 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาสื่อท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ (2) การบูรณาการการรู้เท่าทันสื่อในระบบการศึกษาและกิจกรรมเยาวชน (3) การใช้ศิลปวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นเพื่อสื่อสารประเด็นการเมือง และ (4) การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมผลิตสื่อทางการเมือง เช่น vlog และ podcast ผลวิจัยยืนยันว่าการเปิดรับสื่อที่หลากหลาย การรู้เท่าทันสื่อ และอารมณ์ร่วมทางการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการสื่อสารทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ในภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย</li> </ol> อธิวัฒน์ สอนเนย ธนบดี แจ่มแจ้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 496 511 การนำเสนอสื่อส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งในประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5926 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและอิทธิพลของการนำเสนอสื่อที่มีต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนไทยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสื่อสารมวลชนและโครงสร้างทางการเมืองร่วมสมัย การสื่อสารทางการเมืองผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อดิจิทัลได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดกรอบความคิด การรับรู้ และทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทความนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงเอกสาร วิเคราะห์แนวคิดทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง ทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting) ทฤษฎีกรอบข่าว (Framing) และทฤษฎีการโน้มน้าวใจ เพื่อนำมาประยุกต์อธิบายพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งไทย ผลการศึกษา พบว่า การนำเสนอสื่อมีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง ความเชื่อถือในผู้สมัคร และระดับความเชื่อมั่นต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นหรือบั่นทอนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาคุณภาพสื่อและเสริมสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อของประชาชน</p> พระสมุห์บัว ทีปธมฺโม พระครูเกษมวัชรดิตถ์ มะลิ ทิพพ์ประจง นริสรา หิรัญตระกุล ณัฎฐพัชร์ งดงาม พระครูสิริสุตโสภณ จนฺทโสภโณ (จำเนียร คำสุข) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 512 521 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5859 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูจำนวน 326 คน และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi – stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Sele) มีคามเชื่อมั่นที่ 0.943 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียรู้ของสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าประสิทธิภาพในการทำนายเท่ากับ 0.923 โดยสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ดังนี้ สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนดิบ = = 0.256<sup>** </sup>+ 0.324(X<sub>1</sub>)<sup>**</sup> + 0.289(X<sub>2</sub>)<sup>** </sup>+ 0.018(X<sub>3</sub>) + 0.078(X<sub>4</sub>)<sup>* </sup>+ 0.229(X<sub>5</sub>)<sup>* </sup>สมการการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน Z = 0.360(Z<sub>1</sub>)<sup>** </sup>+ 0.318(Z<sub>2</sub>)<sup>** </sup>+ 0.013(Z<sub>3</sub>) + 0.089(Z<sub>4</sub>)<sup>*</sup> + 0.259(Z<sub>5</sub>)<sup>**</sup></p> ทองกร ดูสันเทียะ คึกฤทธิ์ ศิลาลาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 522 543 แนวทางการจัดการการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ ชุมชนบ้านคลองใหญ่ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5921 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทด้านทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว ชุมชนบ้านคลองใหญ่ 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการการตลาด ชุมชนบ้านคลองใหญ่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการตลาดและการท่องเที่ยวชุมชนบ้านคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดตราด จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มแบบบังเอิญ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และกลุ่มตัวอย่างคุณภาพ คือ หน่วยงานภาครัฐ และตัวแทนคนในพื้นที่ รวม 20 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย ในการเก็บข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ และตัวแทนคนในพื้นที่ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านคลองใหญ่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว คือ ผ้าคลองสองน้ำ ผ้าทอลายสับปะรด ขนมจีนเส้นมงคล ผ้าสามป่า วัดบ้านคลองใหญ่ และเขาวงเวียน 2) รูปแบบการจัดการการตลาดของชุมชน<br />บ้านคลองใหญ่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.00) ซึ่งรูปแบบการจัดการการตลาด ที่นักท่องเที่ยวชอบมากที่สุด คือ ลักษณะทางกายภาพ มีค่าเฉลี่ย ( = 4.24) รองลงมา คือ บุคลากร มีค่าเฉลี่ย ( = 4.21) และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการการตลาดของชุมชนบ้านคลองใหญ่ คือ (1) ควรส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง (2) ควรกำหนดราคาสินค้าให้ชัดเจน (3) ควรส่งเสริมการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น (4) ควรส่งเสริมช่องทางการประชาสัมพันธ์มากขึ้น (5) ควรพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร (6) ควรเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก (7) ควรเพิ่มทักษะการให้บริการทางการท่องเที่ยว 2) แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านคลองใหญ่ มีดังนี้ (1) ควรส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว (2) ควรเพิ่มช่องทางการคมนาคมให้มากขึ้น <br />(3) ควรเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก (4) ควรส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพิ่มขึ้น <br />(5) ควรจัดตั้งกลุ่มโฮมสเตย์</p> อัณณ์สุชา ทองลา บุษรา บรรจงการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 544 559 ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกกับความผูกพัน ต่อองค์กรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5955 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของครู <br />2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกกับความผูกพันต่อองค์กรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูและครูผู้สอน จำนวน 134 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power 3.1 และใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำแนกตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.47) โดยมิติด้านความหวังมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.50) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าครูให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการแสวงหาหนทางสู่ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กรของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.51) โดยมิติด้านความผูกพันเชิงบรรทัดฐานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.61) สะท้อนให้เห็นว่าแรงยึดเหนี่ยวสำคัญที่ทำให้ครูทุ่มเทปฏิบัติงาน คือ สำนึกในหน้าที่และจรรยาบรรณวิชาชีพที่มีต่อศิษย์และสถาบัน</p> <p> 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกกับความผูกพันต่อองค์กรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 โดยเมื่อพิจารณารายคู่พบว่า มิติด้านการฟื้นคืนสภาพจิตใจมีความสัมพันธ์กับความผูกพันทางอารมณ์สูงที่สุด (r = .778) แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการปรับตัวและฟื้นฟูสภาพจิตใจจากแรงกดดันในบริบทสถานศึกษาเขตเมืองหลวง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรักและความภาคภูมิใจในองค์กร ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการเสริมสร้างพลังใจครูเชิงรุก และการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งความสุข อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> ปภาดา แซมลำเจียก ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 560 577 การจัดการเรียนรู้เชิงรุกกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5822 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิด หลักการ และความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อระบบการศึกษาอย่างกว้างขวาง เนื้อหามุ่งนำเสนอแนวคิดและทฤษฎีที่สนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุก รวมถึงรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ บทความยังอภิปรายผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกต่อการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 วิเคราะห์ความเหมาะสม ข้อจำกัด และความท้าทายของการนำไปใช้ในบริบทการศึกษาไทย พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับครู ผู้บริหารสถานศึกษา และการพัฒนาหลักสูตร บทความสรุปว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษา และเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกการทำงานในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</p> เทอดเกียรติ ยามโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 578 591 การพัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพิจิตร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5896 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ 3) เพื่อพัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 วิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) กระบวนการสร้างเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมเริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของชุมชน จากนั้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน พัฒนานวัตกรรมให้เหมาะกับบริบท ถ่ายทอดความรู้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และขยายผลเชื่อมโยงตลาดเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว</p> <p> 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพิจิตร ดังนี้ 1. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 2. การบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล 3. การมีส่วนร่วมของชุมชน 4. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม 5. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ</p> <p> 3) การพัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมในจังหวัดพิจิตรทำได้โดยต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพสู่การสร้างอาชีพและผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ จัดการความรู้และสืบทอดภูมิปัญญาร่วมกับการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสม เสริมความเข้มแข็งเครือข่ายสัมมาชีพ และพัฒนาระบบการใช้ภูมิปัญญาเป็นขั้นตอนเพื่อยกระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p> นพวรรณ์ ไชยชนะ วิชิต ชัยยาจนะ พระครูสิริปริยัตโยดม (เมธี ไวยุวัฒน์) พระใบฏีกาสมคิด นาถสีโล พระครูวิวิธธวัชชัย (ขวัญชัย วรปุญฺโญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 592 603 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5223 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา 3) เพื่อวิเคราะห์การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 จำนวน 127 โรงเรียน โดยการเปิดตารางเครซี่ มอร์แกน มีผู้ให้ข้อมูล โรงเรียนละ 4 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน, หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ 1 คน, ครูผู้สอน 2 คน รวมมีผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น จำนวน 508 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน รองลงมาคือ ด้านพัฒนา และ ด้านการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน สำหรับด้านที่มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับสุดท้าย คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร 2) พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ ด้านจิตพิสัย (ด้านเจตคติและค่านิยม) รองลงมา คือ ด้านทักษะพิสัย (ด้านการปฏิบัติ) สำหรับด้านที่มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับสุดท้าย คือ ด้านพุทธิพิสัย (ด้านความรู้ความคิด) 3) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ได้แก่ ด้านการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน (X<sub>4</sub>) และด้านการพัฒนาครูผู้สอน (X<sub>3</sub>) ตัวแปรพยากรณ์ทั้งหมดมีอำนาจในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 96 (R^2 = 0.96) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.98 มีค่าคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.065 สามารถเขียนสมการพยากรณ์การทดถอยพหุคูณได้ดั้งนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = -0.304 + 0.729(X<sub>4</sub>) + 0.331(X<sub>3</sub>) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = 0.691( ) + 0.314( )</p> ภัททภูมิ นามอินทร์ พระราชวชิรญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 604 618 A SEMIOTIC STUDY ON THE VISUAL RECONSTRUCTION OF XUNPU WOMEN IN CONTEMPORARY MEDIA CONTEXTS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6130 <p>This research article aims to: 1) examine how the visual image of Xunpu women is reconstructed and circulated in contemporary media environments; 2) analyze the semiotic mechanisms through which symbolic elements are selectively preserved, emphasized, or disconnected from their original cultural meanings; 3) conduct a semiotic research study by collecting visual data from museum archives, traditional references, and contemporary media platforms, and analyzing these materials through comparative analysis. Adopting a qualitative approach, this study differentiates between the levels of signifier and signified to examine the visual systems of clothing, headwear, and earrings associated with Xunpu women. Research materials are obtained through purposive sampling of representative visual images, and interpretive semiotic methods are employed to analyze visual form, structural relationships, and culturally embedded meanings.</p> <p>The research results indicate that: 1) the reduction of cultural meaning in contemporary representations of Xunpu women does not stem from the disappearance of symbolic elements themselves, but from the disruption of structural relationships between visual form, cultural practice, and social function; 2) in contemporary media representations, individual visual elements are frequently extracted and reorganized according to principles of visual efficiency, resulting in the loss of proportional and relational logic inherent in the original visual system; 3) design-oriented semiotic translation strategies that re-establish disrupted structural coherence can directly inform the design and dissemination of cultural products. Based on these findings, this study proposes an analytical framework that integrates semiotic analysis with design translation, offering a transferable model for addressing meaning reduction in the contemporary dissemination of female imagery associated with intangible cultural heritage.</p> Chen Rui-rui Arnuphap Chantaramporn Phuvanart Rattanarungsikul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 619 640 THE IMPACT OF SERVICE QUALITY ON CUSTOMER LOYALTY TOWARD FOOD DELIVERY APPLICATIONS SERVICES IN MUEANG CHIANG MAI: THE MEDIATING ROLE OF CUSTOMER SATISFACTION https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5925 <p>This study examines the impact of service quality and customer satisfaction on customer loyalty toward food delivery services in Mueang Chiang Mai. The study uses a quantitative research design and collects data from food delivery users in Mueang Chiang Mai through an online questionnaire. The sample includes customers who have used food delivery services within the past three months. The research instrument measures service quality, customer satisfaction, and customer loyalty using a five-point Likert scale. Content validity is confirmed through the Index of Item–Objective Congruence, and reliability is tested using Cronbach’s alpha, which shows acceptable values. The data are analysed using hierarchical multiple regression analysis to examine both direct and indirect relationships among variables.</p> <p> The findings show that service quality has a significant positive effect on customer loyalty and customer satisfaction. Customer satisfaction also has a significant positive effect on customer loyalty. However, the results indicate that customer satisfaction does not significantly mediate the relationship between service quality and customer loyalty. This suggests that service quality directly influences customer loyalty without relying strongly on satisfaction as a mediator. The study highlights the importance of consistent and reliable service performance in building customer loyalty in food delivery services. The findings provide useful insights for food delivery platforms and restaurants in improving service strategies and support future academic research in digital service marketing</p> Pongsiri Kamkankaew Phithagorn Thanitbenjasith Phatcharapron Limpiaongkhanan Vachiraporn Phattarowas Phiched Thanin Surakit Khumwongpin Wiraporn Jeesorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 641 665 กายหายไข้ ใจหายทุกข์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5846 <p>หนังสือ กายหายไข้ ใจหายทุกข์ นำเสนอ ชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสองประการ คือ กาย และ ใจ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันอย่างใกล้ชิดและไม่อาจแยกออกจากกันได้ เมื่อกายประสบกับความเจ็บป่วย ใจย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย และในทำนองเดียวกัน หากใจตกอยู่ในภาวะแห่งความทุกข์ ความหวั่นไหว หรือความฟุ้งซ่าน ก็ย่อมส่งผลย้อนกลับไปบั่นทอนสุขภาวะของกาย ความจริงข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริงจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งมิติทางกายภาพและมิติทางจิตใจควบคู่กัน</p> <p>หนังสือเรื่อง “กายหายไข้ ใจหายทุกข์” ผลงานของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายและใจตามหลักพุทธธรรม และชี้ให้เห็นแนวทางการดูแลรักษา “ใจ” อย่างถูกต้อง ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์และความเปลี่ยนแปลงของ “กาย” อันเป็นธรรมดาของชีวิตมนุษย์ หนังสือเล่มนี้มิได้มุ่งเน้นเพียงการเยียวยาทางอารมณ์หรือการปลอบประโลมผู้เจ็บป่วยเท่านั้น หากแต่มีเป้าหมายเพื่อมอบ “ปัญญา” ให้ผู้อ่านได้เข้าใจธรรมชาติของความเจ็บไข้ ความไม่เที่ยง และความทุกข์ ในฐานะสัจธรรมของชีวิต ซึ่งเนื้อหาในหนังสือมุ่งแสดงให้เห็นว่า ความทุกข์ทางกายมิได้จำเป็นต้องนำไปสู่ความทุกข์ทางใจเสมอไป หากมนุษย์รู้จักฝึกสติ ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุปัจจัยของสิ่งที่เกิดขึ้น และวางใจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ใจก็สามารถดำรงอยู่ด้วยความสงบ เบิกบาน และเป็นอิสระได้ แม้ในยามที่กายยังต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย หนังสือเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งและตั้งมั่นบนฐานของปัญญา มากกว่าการยึดติดอยู่กับสภาพของร่างกายเพียงอย่างเดียว</p> <p>สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้นำเสนอหลักพุทธธรรมอย่างเป็นระบบ เรียบง่าย และลึกซึ้ง โดยเน้นบทบาทของ สติ ในฐานะจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปัญญา สติทำหน้าที่ช่วยให้มนุษย์ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ ความกลัว หรือความทุกข์ที่ปรุงแต่งขึ้นในใจ เมื่อสติเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ปัญญาย่อมทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถมองเห็นสภาวะต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัย มิใช่มองด้วยความชอบหรือความชัง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการคลายทุกข์ทางใจ นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของบุคคลรอบข้างผู้เจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นญาติ ผู้ดูแล หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยเน้นว่า การดูแลและรักษา “ใจ” ของตนเองให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง การดูแลผู้ป่วยจึงมิใช่เพียงกระบวนการทางกายภาพเท่านั้น หากแต่เป็นโอกาสแห่งการฝึกตน พัฒนาจิตใจ และเจริญคุณธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา</p> <p> </p> <p> </p> <p>ซึ่งการจากการวิเคราะห์ ผู้อ่านได้สรุปวัตถุประสงค์ของหนังสือ ดังนี้</p> <ol> <li>1. เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง กาย และ ใจ ตามหลักพุทธธรรม ให้ผู้อ่านตระหนักถึงความเชื่อมโยงและอิทธิพลซึ่งกันและกันในกระบวนการดำรงชีวิตของมนุษย์</li> <li>2. เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของ ความเจ็บไข้ ความไม่เที่ยง และความทุกข์ ในฐานะสัจธรรมของชีวิต อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</li> <li>3. เพื่อชี้แนะแนวทางการดูแลและพัฒนา จิตใจ ให้สามารถดำรงอยู่ด้วยความสงบ เข้มแข็ง และเป็นอิสระจากความทุกข์ทางใจ แม้ในยามที่กายประสบกับความเจ็บป่วยหรือความไม่สมบูรณ์</li> <li>4. เพื่อส่งเสริมการฝึก สติและปัญญา ให้ผู้อ่านสามารถพิจารณาสภาวะต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัย ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ ความกลัว หรือความทุกข์ที่ปรุงแต่งขึ้นในใจ</li> <li>5. เพื่อแสดงให้เห็นบทบาทและความสำคัญของ บุคคลรอบข้างผู้เจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นญาติ ผู้ดูแล หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยเน้นว่าการรักษาใจของตนเองเป็นพื้นฐานสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีเมตตาและปัญญา</li> <li>6. เพื่อใช้เป็น ธรรมโอสถและคู่มือทางใจ สำหรับผู้เจ็บป่วย ผู้ดูแล และผู้ใฝ่เรียนรู้ธรรมะ ในการนำหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงอย่างถูกต้องและเหมาะสม</li> </ol> <p>สรุปได้ว่า หนังสือ “กายหายไข้ ใจหายทุกข์” มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้นำให้ผู้อ่านเข้าใจความจริงของชีวิตตามหลักพุทธธรรม และตระหนักว่าการเยียวยาที่แท้จริงของมนุษย์มิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรคทางกาย หากแต่ต้องควบคู่ไปกับการฝึกใจให้รู้เท่าทันความจริงของสังขาร หนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งธรรมโอสถสำหรับผู้เจ็บป่วย คู่มือทางใจสำหรับผู้ดูแล และแหล่งปัญญาสำหรับผู้ใฝ่เรียนรู้ธรรมะ เพื่อดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจ สงบ และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ แม้ในยามที่กายยังไม่อาจพ้นจากความเจ็บไข้ได้อย่างสมบูรณ์</p> พระครูสัทธาธรรมาภิรม ปสนฺโน (แซ่ตั้ง) พระครูพิศาลสารบัณฑิต สมเดช นามเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 666 679 ผลกระทบของการใช้กัญชาทางการแพทย์ต่อสมรรถนะการขับขี่ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5999 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและประเมิน ผลกระทบ ของการใช้ กัญชาทางการแพทย์ ที่มีสัดส่วนสารสำคัญ แคนนาบิไดออลต่อเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (CBD:THC) ที่แตกต่างกัน ต่อ สมรรถนะการขับขี่โดยเฉพาะด้านเวลาปฏิกิริยา และความสามารถในการควบคุมยานพาหนะ และ 2) ระบุ ช่วงเวลาที่มีผลกระทบสูงสุด และระยะเวลาคงอยู่ของฤทธิ์ หลังจากการใช้กัญชาทางการแพทย์ต่อการบกพร่องของสมรรถนะการขับขี่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์จำนวน 6 คน ที่ถูกคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือหลักที่ใช้คือ อุปกรณ์ทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า และการทดสอบ การขับขี่จำลอง โดยมีเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 0.75 วินาที การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ รวมถึงการประเมินเชิงคุณภาพเพื่อเสริมข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้เข้าร่วมที่มีสัดส่วน THC ในปริมาณมาก ( 60%) มีค่าเวลาตอบสนองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.85–1.20 วินาที) ทำให้เบรกไม่ทัน และแสดงข้อผิดพลาดในการควบคุมยานพาหนะเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานเชิงสากลที่ชี้ว่า THC มีผลโดยตรงต่อการชะลอเวลาปฏิกิริยาและการลดความสามารถในการควบคุมรถ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มตัวอย่างที่มีสัดส่วน CBD สูงหรือใกล้เคียง THC ยังคงสามารถเบรกได้ทันเวลา 2) ช่วงเวลาที่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการขับขี่มากที่สุดคือ 1–3 ชั่วโมงหลังการใช้ และฤทธิ์การบกพร่องยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 4–5 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการคงอยู่ของฤทธิ์ THC ที่ยาวนาน</p> ดลชาย ไมเคิล จิรสันติ์ ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง ศุภชัย ศุภลักษณ์นารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 680 694 ADAPTATION OF THAI SMES UNDER GEOPOLITICAL CHANGES https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5983 <p>Geopolitical change has become a major force shaping the global business environment in recent years. Events such as the COVID-19 pandemic, the Russia–Ukraine war, increasing tension among major powers, and political adjustments in Asia have disrupted global trade, investment flows, and supply chains. These disruptions have increased uncertainty in energy prices, logistics systems, and access to international markets. Small and medium-sized enterprises (SMEs) are more vulnerable to these shocks because they often have limited resources, weak financial capacity, and a low ability to manage risk. In Thailand, SMEs represent more than 99 percent of all enterprises and play a crucial role in employment, income creation, and local economic stability. As Thailand is an export-oriented economy, geopolitical uncertainty places strong pressure on Thai SMEs, especially those connected to exports, tourism, and imported inputs. At the same time, geopolitical restructuring also creates new opportunities for SMEs, including regional market expansion, domestic supply chain development, and growth in digital business activities. This review article aims to examine how Thai SMEs adapt their strategies and operations under changing geopolitical conditions. The study uses documentary research and literature synthesis to analyse previous academic studies, policy reports, and official documents related to SMEs, geopolitics, and economic adaptation. The analysis focuses on key adaptation strategies such as supply chain and market diversification, digital and technology adoption, financial risk management, skill development, and alignment with government policies. The findings indicate that adaptation is essential for SME survival and stability in times of global uncertainty. SMEs that improve flexibility, manage risks effectively, and use digital tools are better prepared to respond to external shocks. The study provides useful insights for both researchers and policymakers seeking to strengthen SME resilience and long-term competitiveness.</p> Jitsirisuriyamata jit jakkawantong Pongsiri Kamkankaew Suteera Sribenjachot ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 695 720 บทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ เขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5957 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับบทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตาม อายุ พรรษา วุฒิการศึกษานักธรรม และตำแหน่ง 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสังฆาธิการ (เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส) ในเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 173 รูป เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการสาธารณะสงเคราะห์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และด้านการปกครอง ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ดจำแนกตามอายุ พรรษา วุฒิการศึกษานักธรรม และตำแหน่ง โดยรวมและรายด้าน พบว่าไม่แตกต่าง ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ มีดังนี้ พระสังฆาธิการควรมีบทบาทเชิงรุกในการวางแผน พัฒนาและประสานความร่วมมือทั้งภายในคณะสงฆ์และกับหน่วยงานภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณะสงเคราะห์ให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและความต้องการของสังคมร่วมสมัย อีกทั้งควรเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใสและยั่งยืน เพื่อสร้างความศรัทธาและความมั่นคงแก่พระพุทธศาสนาในระยะยาว</p> พระมหาอมรเทพ อมรธมฺโม (บุตรน้อย) พรพิมล โพธิ์ชัยหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 721 742 การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6022 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง 3) เพื่อเสนอแนะการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาเทศบาล อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จำนวน 214 รูป และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 รูป เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) บทบาทในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการสาธารณะสงเคราะห์ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และด้านการศาสนศึกษา ตามลำดับ</p> <p> 2) ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3) ข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ของผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ผู้นำท้องถิ่นควรมีบทบาทเชิงรุกในการประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ในทุกด้าน ทั้งการปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาด้านสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ เพื่อให้การดำเนินงานทางศาสนาเป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน ทั้งนี้ควรส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา การเรียนรู้ และการพัฒนาคุณธรรมของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน</p> พระเมืองมินทร์ ถาวรจิตฺโต (ใจดี) พระครูกิตติวราทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 743 766 OPPORTUNITIES AND CHALLENGES OF TOMATO SUPPLY CHAIN MANAGEMENT IN THAILAND https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5982 <p>This article explores the opportunities and challenges of tomato supply chain management in Thailand. Tomato is an important vegetable crop for both fresh consumption and food processing, and it is a key source of income for many small farmers, especially in the northern and northeastern regions. In 2024, tomato production in Thailand was mainly based on small-scale farming, with limited land size per household and strong dependence on seasonal and climate conditions. The tomato supply chain includes many actors, such as farmers, collectors, community enterprises, wholesalers, processors, retailers, and consumers. Transportation and logistics are essential parts of this system; however, inefficiency, high costs, and weak coordination often reduce overall supply chain performance. This article applies the concept of agricultural supply chain management to analyze the current production situation, supply chain structure, and the main opportunities and challenges facing the tomato sector in Thailand. The findings show that major challenges include high production costs, pest and disease problems, heavy use of chemical inputs, limited access to modern farming technology, weak compliance with food safety standards, poor post-harvest handling, lack of cold chain systems, and unequal bargaining power between farmers and middlemen. These issues lead to high post-harvest losses, unstable prices, and low income security for small farmers. At the same time, several important opportunities are identified. Modern production technologies, such as greenhouse farming and controlled production systems, can reduce climate risk and support year-round production. Digital tools can improve information sharing, production planning, and logistics management. In addition, food safety standards, processing, value addition, branding, and stronger cooperation through farmer groups and contract farming can help increase product value and improve income distribution. Overall, improving tomato supply chain management is essential for enhancing efficiency, sustainability, and farmer income in Thailand.</p> Thiraphong Suksanniran Pongsiri Kamkankaew Phithagorn Thanibenjasith ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 767 800 รูปแบบวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5028 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตัวแปรของรูปแบบวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) สร้างรูปแบบดังกล่าว และ 3) ประเมินและรับรองรูปแบบ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 330 โรงเรียน รวมผู้ให้ข้อมูล 990 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบประเมินผลการรับรองข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (EFA)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ตัวแปรของรูปแบบวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพมีทั้งหมด 91 ตัวแปร แบ่งเป็น 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) สมรรถนะในการปฏิบัติงานร่วมกันตามบทบาทหน้าที่ 2) การบริหารจัดการและภาวะผู้นำ 3) การบริหารที่มุ่งเน้นบุคลากรและบรรยากาศการทำงาน และ 4) การพัฒนาองค์กรที่เน้นผลสัมฤทธิ์และนวัตกรรม โดยค่าความสัมพันธ์ของตัวแปรอยู่ระหว่าง 0.50–0.71 ผลการประเมินและรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน พบว่ารูปแบบมีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> มณีรัตน์ พงษ์ลุน พระราชวชิรญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 801 816 การจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5988 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการความรู้ 2) ศึกษาระดับการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาปัจจัยการจัดการความรู้ที่ส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือครูมัธยมศึกษาจำนวน 6,145 คน และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 129 คน โดยใช้โปรแกรม G*Power และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบวิธี Enter</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการจัดการความรู้ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 โดยด้านการผนึกฝังความรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ระดับการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 โดยองค์ประกอบด้านความมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ร่วมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) การจัดการความรู้ทุกมิติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครูพบว่า การจัดการความรู้ตามแนวคิด SECI Model ทั้ง 4 มิติ สามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของครูในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจการพยากรณ์สูงถึงร้อยละ 72.80 (R<sup>2</sup> = 0.728) ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลส่งผลต่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้สูงสุดคือ การผนึกฝังความรู้ (β = 0.485) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงจนเกิดเป็นทักษะฝังลึกเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการพัฒนาครูสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p> ลดาวัลย์ รวิยะวงศ์ ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 817 830 รูปแบบการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5031 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาตัวแปรการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3. เพื่อประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 379 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนละ 1 คน จำนวน 379 คน 2) ครูโรงเรียนละ 1 คน จำนวน 379 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 758 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามและแบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ประเมินและการยืนยันรูปแบบการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ รับรองโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 17 ท่าน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาตัวแปรการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำราเรียน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (EFA) มีค่าภาระปัจจัยของแต่ละตัวแปรตั้งแต่ .300 ถึง .324 และพบว่ามีตัวแปรทั้งหมด 41 ตัวแปร มีน้ำหนักองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ 2) การจัดการองค์กร 3) การติดตามและประเมินผล และ 4) การส่งเสริมการเรียนรู้ 2. รูปแบบการบริหารสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน 3. การประเมินและรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 17 ท่าน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบนี้มีความเหมาะสม ถูกต้อง เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์</p> สุวารินน์ ศตสังวัตสร์ พระราชวชิรญาณเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 831 850 NAVIGATING THE DIGITAL LANDSCAPE WITH A COMPREHENSIVE REVIEW: CHALLENGES AND LIMITATIONS OF THE TECHNOLOGY ACCEPTANCE MODEL https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5660 <p>This article aims to conduct an in-depth analysis of the Technology Acceptance Model (TAM), elucidating its developmental trajectory, foundational principles, subsequent modifications, and current applications in diverse sectors. By doing so, it seeks to understand the evolving dynamics of technology adoption and address the critiques of TAM's limitations. The core of this article revolves around the Technology Acceptance Model, exploring its origins, theoretical underpinnings, and various enhancements over the years. The review synthesizes past research, highlights extensions like TAM2 and UTAUT, and discusses their implications in the context of rapid technological change and cultural variability. Key to this discussion is the role of perceived usefulness and ease of use as primary drivers of technology adoption, supplemented by newer constructs in updated models. The findings of this comprehensive review are crucial for academics, practitioners, and policymakers. Academically, they enrich the literature on technology acceptance by providing a historical overview and a critique of TAM's adaptability to modern needs. Practically, insights from this review can guide the development of more user-centric technologies and organizational strategies that foster technology acceptance. Policy-wise, understanding the nuances of TAM can help in formulating more effective technology adoption frameworks that are culturally and contextually appropriate. This article contributes to the literature by offering a consolidated review of TAM and its evolutions, critiquing its efficacy and relevance in contemporary technology environments. It uniquely addresses the cultural and emotional dimensions often overlooked in traditional models, providing a pathway for future research to integrate these aspects into technology acceptance studies.</p> Pongsiri Kamkankaew ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 4 1 851 907 การสร้างความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6040 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การสร้างความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน โดยเน้นบทบาทและความสำคัญของกลไกความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน สร้างดุลยภาพระหว่างการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับการคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม นำเสนอแนวทางการสร้างกลไกที่โปร่งใสและมี ธรรมาภิบาล เพราะสังคมในยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมือง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมไปสู่แนวทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่ง แนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ จึงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหาต่าง ๆ อาทิ ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ การจัดการพลังงาน และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเศรษฐกิจของประชากรผู้อยู่อาศัย การอยู่ร่วมกันของชุมชนภายใต้ความสงบสุข ปลอดภัย มีสุขภาพที่ดี แก้ปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะต้องมีการบูรณาการและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การพัฒนาที่ขาดการวางแผนอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การละเลยความต้องการของชุมชนดั้งเดิม หรือความไม่สมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต พร้อมกันนี้จะต้องมีการบูรณาการหลักพุทธธรรม คือ หลักไตรสิกขา 3 เพื่อพัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิตใจ และการพัฒนาความรู้ เพราะการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกับหลักการบริหารจัดการที่ดีและหลักพุทธธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม</p> พระครูสันติพนาทร พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 908 919 การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กับการเรียนการสอนภาษาบาลี: แนวทางส่งเสริมสมาธิและปัญญาตามหลักอิทธิบาท 4 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6143 <p class="175" style="margin-top: 0in; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เข้ากับการเรียนการสอนภาษาบาลี เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ </span>21<span lang="TH"> การวิจัยอ้างอิงกรอบแนวคิด “อิทธิบาท </span>4” <span lang="TH">ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา มาเป็นหลักการในการออกแบบและประเมินผลการใช้ </span>AI <span lang="TH">ในการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสมาธิ และปัญญา ของผู้เรียนผ่านการใช้เทคโนโลยีอย่างมีทิศทาง ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์ </span>AI <span lang="TH">สามารถสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาบาลีได้ในหลายมิติ เช่น การสร้างระบบแปลอัตโนมัติ การวิเคราะห์ไวยากรณ์ การสร้างสื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ และการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นรายบุคคล ทั้งนี้การบูรณาการเทคโนโลยีจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับหลักอิทธิบาท </span>4<span lang="TH"> เพื่อให้การเรียนรู้ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นการปลูกฝังแรงบันดาลใจ ความเพียร การจดจ่อ และการใคร่ครวญอย่างเป็นระบบ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพภายในของผู้เรียน ข้อค้นพบจากบทความนี้สะท้อนว่าการนำ </span>AI <span lang="TH">มาใช้ในกระบวนการศึกษาภาษาบาลีอย่างมีกลยุทธ์ สามารถส่งเสริมทั้งสมาธิและปัญญาได้อย่างสมดุล ทั้งยังเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีคุณค่าทั้งทางวิชาการและจริยธรรม</span></p> พระมหาอธิวัฒน์ วรจกฺโก (ทองขาว) พระครูพิศาลสารบัณฑิต สมเดช นามเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 920 937 กลวิธีและแนวทางการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง ของนิสิตนักศึกษาครูในสถาบันอุดมศึกษาในโลกยุคพลิกผัน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6253 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ตรวจสอบความเหมาะสมของตัวชี้วัดการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง 2) วิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการวัดการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง 3) เปรียบเทียบการเรียนรู้แบบกํากับตนเองจำแนกตามเพศ และชั้นปีที่ศึกษา และ <br />4) ศึกษาแนวทางการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาครู จำนวน 625 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบประเมินความเหมาะสมของตัวชี้วัดการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง, แบบประเมินกลวิธีการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง, และแบบสอบถามแนวทางการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่า มัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอร์ไทล์ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหมาะสมของตัวชี้วัดการเรียนรู้แบบกํากับตนเองอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 2) โมเดลการวัดการเรียนรู้แบบกํากับตนเองมีความตรงเชิงโครงสร้าง (Chi-square=11.257, df=8, p-value=0.3556, RMSEA=0.011, CFI=0.998 และ SRMR=0.011) 3) การเรียนรู้แบบกํากับตนเอง เมื่อเปรียบเทียบตามเพศ และชั้นปีที่ศึกษาไม่แตกต่างกัน และ 4) แนวทางการเรียนรู้แบบกํากับตนเอง โดย 1) การใช้กลยุทธ์เชิงรุกผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและแอปพลิเคชันบริหารจัดการเวลาเพื่อเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้แสวงหาความรู้ 2) การเสริมสร้างอภิพุทธิปัญญาผ่านการตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและการบันทึกสะท้อนคิด 3) การบริหารจัดการอารมณ์และแรงจูงใจด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและการให้รางวัลเมื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อลดความเครียด และ 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านชุมชนการเรียนรู้เสมือนจริงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และขอความช่วยเหลือแบบปรับตามสถานการณ์ </p> วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 938 954 ปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรที่ส่งผลต่อสมรรถนะ ด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6181 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร และระดับสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) ศึกษาปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรที่ส่งผลต่อสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารระดับกลางขึ้นไปซึ่งเป็นตัวแทน อปท<strong>.</strong> 400 แห่ง ในการตอบแบบสอบถามแบบประเมินค่า และเก็บรวบรวมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านการศึกษาดูงาน ค่าเฉลี่ยระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการสอนงาน ค่าเฉลี่ยระดับมาก และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านการสับเปลี่ยนหมุนเวียนงาน ค่าเฉลี่ยระดับมาก ส่วนระดับสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้น ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านการจูงใจ ค่าเฉลี่ยระดับมาก รองลงมาคือ ด้านจิตวิทยาการบริหารทีมงาน ค่าเฉลี่ยระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านการแก้ไขปัญหา ค่าเฉลี่ยระดับมาก</li> <li>ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรร่วมกันอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยโดยรวม ได้ร้อยละ 54.2</li> </ol> <p>การพัฒนาสมรรถนะแบบบูรณาการทั้ง 9 ด้าน ช่วยสร้างคนเก่งและคนดี สู่ระบบราชการท้องถิ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารงานองค์กรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง</p> ภัสร์ชนกพรรณ อนุชาติไชย อนันต์ ธรรมชาลัย ธีรเดช สนองทวีพร ปรัชญา ปิยะมโนธรรม เสนีย์ พวงยาณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 955 971 กรรมทีปนี เล่ม 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6198 <p>หลักกรรมและผลแห่งกรรม เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นธรรมที่พระบรมศาสดาทรงประกาศไว้เพื่อให้สัตว์โลกเข้าใจเหตุและผลแห่งการกระทำทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่แห่งโลก และเป็นแนวทางให้บุคคลรู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง กรรมในพระพุทธศาสนามิได้หมายถึงเพียงการกระทำทางกายเท่านั้น หากรวมถึงการกระทำทางวาจาและทางใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลสืบเนื่องต่อไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต</p> <p>อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเรื่องกรรมในหมู่ชนทั่วไป มักคลาดเคลื่อนไปจากหลักพระพุทธธรรมที่แท้จริง บางพวกถือเอาทิฐิว่าไม่มีการกระทำที่ให้ผล บางพวกเห็นว่าการกระทำทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย หรือบางพวกเห็นว่าทำดีหรือทำชั่วย่อมไม่ให้ผลอันแน่นอน ความเห็นเหล่านี้ล้วนเป็นมิจฉาทิฐิ อันเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม และเป็นเหตุให้สัตว์โลกเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารโดยไม่รู้จบ</p> <p>หนังสือ กรรมทีปนี เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นประทีปส่องทางให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องกรรมอย่างถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา โดยอาศัยพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา เป็นหลักฐานประกอบการอธิบาย แสดงให้เห็นประเภทแห่งกรรม ลักษณะการให้ผลของกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับภพภูมิต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อขจัดความสงสัยและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกรรมและวิบาก</p> <p>ในเล่มที่หนึ่งนี้ ผู้เรียบเรียงได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองภาค คือ ภาคว่าด้วยประเภทแห่งกรรม และภาคว่าด้วยผลแห่งกรรม โดยเริ่มตั้งแต่การชี้ให้เห็นโทษของมิจฉาทิฐิที่ขัดต่อหลักกรรม อธิบายประเภทของกรรมตามหน้าที่ ตามลำดับการให้ผล และตามกาลเวลาแห่งการให้ผล ตลอดจนแสดงผลแห่งอกุศลกรรมและกุศลกรรมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ จนถึงอรูปาวจรภูมิ พร้อมทั้งยกเรื่องราวและอุทาหรณ์จากพระสูตรและอรรถกถามาประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนและเข้าใจได้โดยง่าย</p> <p>ความมุ่งหมายของการเรียบเรียงหนังสือนี้ มิใช่เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อผลแห่งกรรม หากเพื่อให้เกิดปัญญา รู้จักละเว้นความชั่ว บำเพ็ญความดี และอบรมจิตใจให้ตั้งอยู่ในทางที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่ความเจริญทั้งในทางโลกและทางธรรม และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง หากผู้อ่านได้พิจารณาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ด้วยความตั้งใจและใช้ปัญญาไตร่ตรอง ย่อมจักเกิดความเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้อง สามารถนำไปเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อความเกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่น และเป็นเหตุให้พ้นจากความหลงผิดในวัฏสงสารได้ตามสมควรแก่ธรรม</p> พระมหาอธิวัฒน์ วรจกฺโก (ทองขาว) พระครูพิศาลสารบัณฑิต สมเดช นามเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 972 986 DEVELOPMENT GUIDELINES OF OPERATIONAL COMPETENCY FOR ADMINISTRATIVE STAFF IN NANNING UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6354 <p>The objectives of this research were: (1) to study the operational competency level of administrative staff and (2) to study the development guidelines of operational competency for administrative staff at Nanning University. The sample group was 140 administrative staff at Nanning University. Additionally, the research conducted interviews with 5 administrative staff holding leadership positions within the institution. The research instruments included questionnaires and interviews. Data analysis by using percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research results found that: <br />(1) The operational competency level of administrative staff in five aspects was at a high level. Considering the results from the highest to the lowest mean were as follows: the highest mean was communication skills, followed by teamwork skills, and technical skills, followed by professional knowledge, respectively, and Innovative skills was the lowest mean, and (2) the guidelines for enhancing operational competency of administrative staff at Nanning University have multiple approaches as follows: 1) Professional knowledge, strengthened through systematic and tiered training, digital learning support, job rotation, and</p> <p>developed through institutional innovation support systems, practice <br />4) Technical skills, improved by position-based competency standards, targeted digital training, practical application, and micro-certification systems. 5) Teamwork skills, reinforced through project-based collaboration, cross-departmental exchange, digital collaboration tools, and incentive and recognition mechanisms.</p> Zhao Chunyan Nuttamon Punchatree Savitri Chitbanchong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 987 1002 A MENTAL HEALTH SERVICE MODEL OF CHINESE HIGHER VOCATIONAL COLLEGE STUDENTS IN HENAN PROVINCE https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6217 <p>This study has three objectives: 1) To study the level of mental health services provided in higher vocational colleges in Henan Province; 2) To study confirmatory factor analysis of mental health services in higher vocational colleges in Henan Province; 3) To propose the mental health service model of Chinese higher vocational colleges students in Henan Province. This study employs a mixed-methods research approach, comprising both quantitative and qualitative methods. Stratified random sampling was used to collect 755 valid responses from 92 higher vocational colleges in Henan Province. A self-designed measurement instrument containing eight latent variables and 100 items was developed, and its content validity was evaluated using an Index of Item-Objective Congruence (IOC) assessed by five experts. Quantitative data were analyzed using confirmatory factor analysis (CFA). The qualitative component involved semi-structured interviews with nine mental health service experts from the six participating colleges.</p> <p> The results showed that the quantitative analysis demonstrated a good fit of the proposed model, while the qualitative findings further validated the empirical support for the model. The findings confirm a mental health service model comprising eight factors: service accessibility (SA), counselor competence (CC), service use intention (SUI), online mental health services (OMHS), crisis preparedness (CRP), perceived social support (PSS), teacher support (TS), and trust in confidentiality (TC). Furthermore, this study proposes recommendations for improving the provision of student mental health services, ranging from policy development to service delivery.</p> Jie Wei Thada Siththada Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1003 1026 การศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินดิจิทัล ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5914 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการซื้อสลากดิจิทัลในจังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อสลากออมสินดิจิทัลพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และ 4) เพื่อศึกษาการตัดสินใจซื้อสลากออมสินดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับลูกค้าที่เคยซื้อสลากออมสินดิจิทัลของธนาคารออมสินในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงวัยทำงาน อายุ 31–40 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีรายได้ปานกลาง โดยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสลากออมสินดิจิทัลผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก แรงจูงใจสำคัญในการซื้อคือโอกาสในการถูกรางวัลควบคู่กับความปลอดภัยของเงินต้นและการออมระยะยาว</p> <p> 2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบในระดับมาก</p> <p> 3) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการให้บริการ ช่องทางการจัดจำหน่าย พนักงานบริการ และสภาพแวดล้อมบริการ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมสินดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านราคาและการส่งเสริมการตลาดไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่การออมและการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลของผู้บริโภคในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท</p> ศิวพร กองมา ปราณี เอี่ยมละออภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1027 1042 INSIGHTS FROM THE MANDARIN DUCK LACQUER BOX OF MARQUIS YI OF ZENG FOR CONTEMPORARY JEWELRY DESIGN https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6001 <p>This research article aims to: 1) examine how the Mandarin Duck lacquer box from the Tomb of Marquis Yi of Zeng operates as a compact ritual image–object system in which form, structure, surface order, and narrative imagery function together; 2) develop a replicable translation pathway that converts tomb artifact evidence into contemporary jewelry design knowledge; and 3) construct evaluation criteria that ensure cultural readability, structural coherence, and ethical distance from direct copying. The study adopts a qualitative, theory-driven research design. Data were collected from archaeological reports, museum documentation, and scientific analyses of Warring States lacquerware, and were analyzed through formal-structural decomposition, semantic mapping, and pathway construction.</p> <p>The research results found that:</p> <ol> <li>The Mandarin Duck lacquer box functions as an integrated micro-system whose silhouette hierarchy, join logic, border discipline, narrative framing, and color contrast structure provide transferable principles for contemporary jewelry design.</li> <li>A six-step translation pathway—evidence anchoring, wearable-scale decomposition, semantic control, surface-principle mapping, composition-rule setting, and evaluation—can systematically convert heritage artifacts into structured design knowledge.</li> <li>The proposed evaluation rubric (cultural readability, hierarchy clarity, structural coherence, and ethical distance) helps prevent superficial motif borrowing and supports defensible heritage translation.</li> </ol> Meihe Pu Watanapun Krutasaen ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1043 1059 HUMAN RESOURCES MANAGEMENT MODEL OF TEACHING STAFF FOR ETHNIC AREA UNIVERSITIES IN GUIZHOU PROVINCE, CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6190 <p>In view of the current situation in ethnic areas of Guizhou Province, where there is high mobility among university teaching staff, Low satisfaction among the teaching staff, and poor salary and benefits, this study will conduct research on the management model of human resources in universities in ethnic areas of Guizhou,China. The research objectives include: analyzing the problems and influencing factors of the human resources management system in universities in ethnic areas of Guizhou; analyzing the current status, desirable status, and priority needs of improving the human resources management system in universities in ethnic areas of Guizhou; creating a model based on scientific evidence to enhance and improve the current human resources management level and status in ethnic areas of universities. This study employed methods such as priority need index (PNI) analysis and interview method for its research.</p> <p>The results show that there are certain problems in the six dimensions: performance assessment, labor relations, talent mobility, salary and benefits, job burnout, and emotional culture. There is a necessity to prioritize and make improvements in these areas. The above research results were also largely accepted by the 9 experts who participated in the key informants interview. This research has formed a model for human resource management of teaching staff in universities in ethnic areas of Guizhou. This research also has certain research significance and practical guiding significance.</p> Xiulian Yu Suttipong Boonphadung ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1060 1078 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชน ของธนาคารออมสิน ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5908 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนกับธนาคารออมสิน 2) เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของพนักงาน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่เข้าใช้บริการสินเชื่อที่ธนาคารออมสิน จำนวน 385 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ และระดับการศึกษา ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนของธนาคารออมสินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .287)</p> <p>2) คุณภาพการให้บริการของพนักงานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .046) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยเชิงมาตรฐาน (Beta) เท่ากับ .089</p> <p>3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อธนาคารประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = .065)</p> กนกรัตน์ บำรุงหมู่ สุทธาวรรณ ซาโต้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1079 1094 พฤติกรรมของประชาชนต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเขต ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6158 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเขตตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่น และ 3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตตำบลตลาดขวัญ จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) โดยทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเขตตำบลตลาดขวัญ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รองลงมาคือการตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยมีเหตุผล และการติดตามข่าวสารและนโยบาย 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประสบการณ์การเลือกตั้ง และระยะเวลาในการติดตามกิจกรรมพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพสมรสและระดับการศึกษาไม่พบความแตกต่าง 3) แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นควรเน้นการจัดเวทีสาธารณะเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย การเพิ่มช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการจัดกิจกรรมสร้างประสบการณ์ทางการเมืองให้แก่กลุ่มเยาวชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> สุกนต์ธี สุขเกื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1095 1111 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้บริหารการศึกษา ในอนาคตของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6096 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้บริหารการศึกษาในอนาคตของนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา และ (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้บริหารการศึกษาในอนาคต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 125 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบคำถามปลายเปิดหรือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 10–15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้บริหารการศึกษาในอนาคตของนักศึกษาปริญญาโท โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนสื่อดิจิทัล ขณะที่ทักษะการตัดสินใจบนฐานข้อมูลมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น</li> <li>แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้บริหารการศึกษาในอนาคต มีแนวทาง 5 ประเด็น ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรการบริหารการศึกษา 2) การจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ 3) การเสริมสร้างทักษะการใช้ข้อมูล 4) การคำนึงถึงบริบทสถานศึกษา 5) การส่งเสริมทัศนคติผู้นำดิจิทัล ซึ่งผลการวิจัยนี้นำไปสู่การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ โมเดลสมรรถนะผู้นำดิจิทัลเพื่อการบริหารการศึกษาในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การคิดเชิงกลยุทธ์ในโลกดิจิทัล การสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนสื่อดิจิทัล การตัดสินใจบนฐานข้อมูล และการจัดการนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล โมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบ</li> </ol> จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง อาทิฐยา วรนิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1112 1125 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6013 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ 1) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวน 331 คน ในสถานศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยเทียบตามสัดส่วนประชากรตามขนาดของโรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการบริหารงานทั่วไป ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานวิชาการ และด้านการบริหารงบประมาณ 2) แนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา (1) ด้านการบริหารงานวิชาการ คือ การจัดการฐานข้อมูลสารสนเทศด้านวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง ที่เชื่อมโยงกับสำนักงานเขตพื้นที่ (2) ด้านการบริหารงบประมาณ คือ การจัดทำระบบบริหารงบประมาณบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับข้อมูลจากสำนักงานเขตพื้นที่ (3) ด้านการบริหารงานบุคคล คือ การใช้ระบบเทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการเวลาการปฏิบัติงานของบุคลากร (4) ด้านการบริหารงานทั่วไป คือ การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรในโรงเรียน</p> ธวัชชัย จันติ๊บ ธิดาวัลย์ อุ่นกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1126 1144 THE IMPACT OF TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP ON EMPLOYEE PERFORMANCE: THE MEDIATING ROLE OF HRM https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6189 <p>Increasing competition among higher education institutions has heightened the importance of effectively managing academic talent, making employee performance central to organizational sustainability. Although prior research has established a positive association between transformational leadership and employee performance, the mechanisms underlying this relationship in highly institutionalized university contexts remain insufficiently understood.</p> <p>This study investigates the effect of transformational leadership on the performance of academic and administrative staff in higher education institutions and examines the mediating role of human resource management. Survey data were collected from 541 university employees in Kunming, Yunnan Province, using a five-point Likert-scale questionnaire. Regression analysis, mediation analysis, and structural equation modeling (SEM) were employed to test the proposed relationships.</p> <p>The results indicate that transformational leadership positively influences employee performance and human resource management practices, while human resource management partially mediates the leadership–performance relationship. These findings suggest that leadership effects on performance in universities operate not only through direct influence but also through formal human resource management systems, contributing to the literature on leadership and performance in higher education contexts.</p> Fengrong Shi Preecha wararatchai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1145 1164 WORKING MOTIVATION OF ADMINISTRATIVE STAFF AT NANNING UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6355 <p>The objectives of this research were: (1) to study the working motivation level of administrative staff, and (2) to study the guidelines for enhancing the working motivation of administrative staff at Nanning University. The sample group was 140 administrative staff at Nanning University. The research instruments were questionnaires and structured interviews. The statistics to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, and content analysis.</p> <p>The results were found that: (1) the working motivation level of administrative staff in five aspects was at a high level. And (2) the guidelines for enhancing working motivation of administrative staff at Nanning University have multiple approaches as follows: 1) Compensation incentives, establish a market-oriented and internally fair compensation system based on job value, ability, and performance, integrating short- and long-term incentives and enhancing transparency of compensation policies. 2) Work environment, improve intelligent and humanized office systems through information technology reform, strengthen mental health support, and cultivate a respectful and inclusive organizational culture. 3) Organizational relationships, enhance team cohesion through service-oriented leadership, effective communication and collaboration mechanisms, and sound mentoring and conflict management systems. 4) Career development, implement a dual-track career development system with clear promotion pathways, fair recruitment mechanisms, and systematic career planning and leadership training. 5) Work achievement, promote goal-oriented participatory management by supporting innovation, recognizing phased achievements, and providing diverse platforms for showcasing work outcomes.</p> Chunting Liu Nuttamon Punchatree Pong Horadal Man Klaysuwan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1165 1178 การบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูงโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายเมืองขุขันธ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6328 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายเมืองขุขันธ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำแนกผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11 คน และครู จำนวน 139 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .51 - .83 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานทั่วไปของโรงเรียน ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้ (1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรเชื่อมโยงข้อมูลจากฝ่ายวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และบริหารทั่วไปเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลข้ามฝ่ายได้ (2) ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีทักษะการคิดวิเคราะห์แยกแยะระดับความสำคัญและเร่งด่วนของหนังสือราชการ โดยใช้ Matrix การบริหารเวลาเพื่อช่วยให้การกระจายงานไปยังกลุ่มงานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพสูงสุด และ (3) ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาระบบที่สามารถตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าและมีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของรายงาน</p> สุติมา สีดาพันธ์ สุรางคนา มัณยานนท์ สมหมาย สร้อยนาคพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1179 1197 การสะท้อนของสังคมยุคใหม่ต่อการใช้เทคโนโลยีของพระสงฆ์ ในยุคปัจจุบัน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6079 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พลวัตความเปลี่ยนแปลงและปฏิกิริยาของสังคมไทยที่มีต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในศาสนกิจ โดยศึกษาผ่านกรอบทฤษฎีการสื่อสารสมัยใหม่และหลักพระธรรมวินัย ผลการศึกษาพบว่าสังคมยุคใหม่มีการสะท้อนมุมมองในลักษณะทวิลักษณ์ (Dualism) กล่าวคือ ในด้านหนึ่งมีการยอมรับเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ช่วยทลายกำแพงวัดเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และสร้างความโปร่งใสผ่านระบบดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเกิดความกังวลเชิงจริยศาสตร์เกี่ยวกับ “โลกวัชชะ” หรือความเหมาะสมของภาพลักษณ์สงฆ์ในพื้นที่เสมือนที่อาจบดบังจริยวัตรอันสงบสำรวม ข้อสรุปของการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความอยู่รอดของศรัทธาในยุคดิจิทัลขึ้นอยู่กับการสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความศักดิ์สิทธิ์ โดยมีข้อเสนอแนะให้องค์กรปกครองสงฆ์จัดทำธรรมนูญดิจิทัลและส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อแก่พระสงฆ์ เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งปัญญาที่เชื่อมโยงธรรมะสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน</p> พระครูสิริสุตโสภณ จนฺทโสภโณ (จำเนียร คำสุข) ณัฎฐพัชร์ งดงาม จิรายุ มูลมาก มะลิ ทิพพ์ประจง วิชิต ไชยชนะ นพวรรณ์ ไชยชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1198 1207 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการ สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6122 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด 2) ระดับการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด และ 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง ได้ 185 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง โดยวิธี Enter ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด โดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง มีค่าความสัมพันธ์เท่ากับ .808 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .816 (R=.816) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบารยการผันแปรของตัวแปรตามได้เท่ากับ ร้อยละ 66.6 (R<sup>2</sup> = .666) และมีค่า F = 89.744 ซึ่งแสดงว่า ตัวแปรอิสระส่งผลต่อการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนางานธุรการสำนักปลัด คือ ควรมีการปรับลดขั้นตอนการดำเนินงานด้านธุรการเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงานด้านธุรการ ควรมีการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานด้านธุรการ</p> มนฤดี พรมลัง สมเกียรติ เกียรติเจริญ ธัณฏิกานต์ คำวิเศษธนธรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1208 1222 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม: กรณีศึกษาสถานีตำรวจ นครบาลบางกอกน้อย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5907 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อยต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านองค์กร ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ และปัจจัยด้านลักษณะพื้นที่รับผิดชอบ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคลากร ด้านองค์กร ด้านการบริหารจัดการ และด้านลักษณะพื้นที่รับผิดชอบกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการสำรวจทั้งประชากร (Census) กลุ่มประชากร ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สังกัดสถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย จำนวน 100 นาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ t-test, F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านลักษณะพื้นที่รับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยด้านบุคลากร ด้านองค์กร ด้านการบริหารจัดการ และด้านลักษณะพื้นที่รับผิดชอบมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยด้านการบริหารจัดการมีความสัมพันธ์ในระดับสูงที่สุด แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและทักษะของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนทรัพยากร และอุปกรณ์ที่ทันสมัย การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความชัดเจนและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการนำเทคโนโลยี และการบริหารจัดการพื้นที่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอย่างยั่งยืน</p> ธนะวุฒิ ภูอ่าง นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1223 1242 ความคิดเห็นต่อค่าตอบแทนที่ได้รับของข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลาง https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5980 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลางที่มีต่อค่าตอบแทนที่ได้รับ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลางที่มีต่อค่าตอบแทนที่ได้รับ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ค่าตอบแทนที่ได้รับกับความคิดเห็นของข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลางที่มีต่อค่าตอบแทนที่ได้รับ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลาง จำนวน 220 คนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมประมวลผลสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ กำหนดไว้ที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) ข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สังกัดส่วนกลาง มีความคิดเห็นต่อค่าตอบแทนที่ได้รับในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.53) โดยด้านเงินรางวัลประจำปีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก ( = 3.68) ส่วนด้านสวัสดิการหลักและประโยชน์เกื้อกูลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.40) 2) ข้าราชการที่มีระดับการศึกษาสูงสุดแตกต่างกัน และสังกัดกอง/สำนักแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อค่าตอบแทนที่ได้รับในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ ตำแหน่งงาน ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และรายได้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) การรับรู้ค่าตอบแทนด้านเงินเดือนมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความคิดเห็นต่อค่าตอบแทนในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 หมายความว่าหากมีการรับรู้ข้อมูลค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีความคิดเห็นต่อค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p> วิชิตา สกุลแก้ว ลดาวัลย์ ไข่คำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1243 1259 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร กับความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาตรัง กระบี่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6276 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามการรับรู้ของครู 2) ศึกษาความสุขในการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามการรับรู้ของครูกับความสุขในการปฏิบัติงานของครู 4) สร้างสมการพยากรณ์ความสุขในการปฏิบัติงานของครู โดยองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามการรับรู้ของครู กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ จำนวน 317 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน สองขั้นตอนตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ทั้งสองตัวแปร มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .80 – 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น เท่ากับ .988 และ .979 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พหุคูณ และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามการรับรู้ของครู โดยรวมอยู่ในระดับดี โดยด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ความสุขในการปฏิบัติงานของครู อยู่ในระดับดีมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามการรับรู้ของครูกับความสุขในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวก (r = .790) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 4) องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความสุขในการปฏิบัติงานของครูได้ร้อยละ 69.70 (Adjusted R2 = .697) และมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยมาตรฐานสำหรับทำนายความสุขในการปฏิบัติงานของครู ประกอบด้วยด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล เท่ากับ .491, .577, -.510 และ .366 ตามลำดับ</p> นวลอนงค์ ฟุ้งเฟื่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1260 1279 ความพึงพอใจของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6257 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ และรายได้ต่อเดือน กับระดับความพึงพอใจของประชาชน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.23) โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือด้านความคุ้มค่าของค่าใช้จ่าย รองลงมาคือด้านความสะดวกในการเข้าถึงบริการ ด้านคุณภาพบริการ และด้านข้อมูลและการสื่อสารของโครงการ ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ และรายได้ ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของประชาชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และการสื่อสารข้อมูล มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับความพึงพอใจของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค รวมถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณสุขในจังหวัดปทุมธานีให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สฤษฎ์ แพ่งพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1280 1291 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ เรื่อง การวิเคราะห์และนำเสนอ การศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6167 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีดำเนินการวิจัย ดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน ด้วยวิธีสกัดตัวประกอบภาพพจน์ (Image Factor Analysis) และหมุนแกนแบบแวริแมกซ์ (Varimax) 3) ตรวจสอบและยืนยันองค์ประกอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และ 4) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI modified) จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 362 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.969 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI modified)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความปลอดภัยของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาประกอบด้วย 6 องค์ประกอบเรียงตามลำดับค่า PNI modified ดังนี้ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหาร (PNI modified = 0.253, S.D. = 0.69) 2) ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (PNI modified = 0.244, S.D. = 0.69) 3) ด้านการมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน (PNI modified = 0.243, S.D. = 0.70) 4) ด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (PNI modified = 0.215, S.D. = 0.71) 5) ด้านการตัดสินใจร่วมกัน (PNI modified = 0.214, S.D. = 0.71) และ 6) ด้านการสร้างทีมงานและวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน (PNI modified = 0.204, S.D. = 0.70)</p> นุตประวีณ์ ภัครวัฒอังกูร กฤษดา ผ่องพิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1292 1322 ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การเชิงสร้างสรรค์ ตามการรับรู้ของครูกับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6204 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบรรยากาศองค์การเชิงสร้างสรรค์ตามการรับรู้ของครู 2) ศึกษาระดับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การเชิงสร้างสรรค์ตามการรับรู้ของครูกับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูและครูผู้สอน จำนวน 134 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power และใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ จำแนกตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับบรรยากาศองค์การเชิงสร้างสรรค์ตามการรับรู้ของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.33, SD = 0.68) โดยด้านการสนับสนุนจากกลุ่มงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.52, SD = 0.60) 2) ระดับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.40, SD = 0.61) โดยด้านการทำให้แนวคิดใหม่เกิดขึ้นจริง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.47, SD = 0.58) และ 3) บรรยากาศองค์การเชิงสร้างสรรค์ตามการรับรู้ของครูกับพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกทุกรายคู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเมื่อพิจารณารายคู่พบว่า ด้านอิสระในการทำงานมีความสัมพันธ์กับการสร้างแนวคิดใหม่สูงที่สุด (r = .776) สะท้อนให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้ครูมีเสรีภาพทางความคิดและการตัดสินใจ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมนวัตกรรมในสถานศึกษา</p> กฤษฎิ์บวร ปรีดาเสรีวงศ์ ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1323 1335 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสื่อสาร รายวิชาภาษาไทยโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนเสนางค์บูรพา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6291 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสื่อสาร รายวิชาภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสาร เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสื่อสาร รายวิชาภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มโรงเรียนเสนางค์บูรพา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบกอำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความสามารถในการสื่อสาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t (t<strong>-</strong>test Dependent)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการหาประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> (73.59/86.55) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (70/70) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสาร อยู่ในระดับดีเยี่ยม</p> จินตหรา เมืองจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1336 1353 ความไม่เท่าเทียม: ทิศทางและแนวโน้มการขับเคลื่อนนโยบาย ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6458 <p>บทความวิชาการเรื่องมุ่งเน้นศึกษา “ทิศทางและแนวโน้มขับเคลื่อนนโยบายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” ซึ่งวิเคราะห์ถึงโครงสร้างและพลวัตของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ หากแต่แผ่ขยายครอบคลุมด้านสังคม การเมือง การศึกษา สุขภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อันสะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบ การพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวก่อให้เกิดการกระจุกตัวของทรัพยากร อำนาจ และโอกาส ส่งผลให้ช่องว่างทางสังคมดำรงอยู่และทวีความซับซ้อนมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำผ่านกรอบคิดที่เชื่อมโยงระหว่างศักยภาพของปัจเจกบุคคล การเข้าถึงทรัพยากร และโครงสร้างอำนาจทางสังคม ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบว่าความเหลื่อมล้ำมิใช่เพียงผลจากความแตกต่างของบุคคล แต่เป็นผลผลิตของระบบเศรษฐกิจการเมืองและนโยบายสาธารณะที่มีลักษณะรวมศูนย์และจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้กระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลักที่ยึดโยงกับทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ ซึ่งแม้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวม แต่กลับสร้างความไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท ชนชั้นนำกับประชาชนฐานราก และระหว่างกลุ่มที่เข้าถึงโอกาสกับกลุ่มที่ถูกกีดกัน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการแก้ไขความเหลื่อมล้ำจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่บูรณาการระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการขับเคลื่อนนโยบายที่ผ่านมามักเน้นการแก้ปัญหาเชิงปลายเหตุ มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง</p> พระครูสุทธิเมธาวัฒน์ (สุทธิพจน์ สัพโส) ชาตรี สุขสบาย สุเทพ สุวีรางกูร นัสชนะ ส่างช้าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1354 1369 ชีวิตที่เป็นสุขต้องปลุกที่...“โพ-ธิ” https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6256 <p>หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการอธิบายแนวคิด “ชีวิตที่เป็นสุขต้องปลุกที่โพธิ” ให้เข้าใจได้โดยง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการการพัฒนาระบบจัดการพื้นที่และเครือข่ายองค์กรสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม หนังสือเล่มนี้มุ่งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาสุขภาวะมิได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางกายหรือสังคมเท่านั้น หากแต่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตและปัญญาเป็นฐานสำคัญ โดยอาศัยหลักคิดและแนวปฏิบัติจากพระพุทธศาสนาเป็นกรอบนำทาง เนื้อหาในหนังสือได้อธิบายหลักทางสายกลางผ่านอุปมา “ต้นโพธิ์” อันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความงอกงามแห่งชีวิต โดยมีศีลเป็นรากฐานที่ทำให้เกิดความร่มเย็น สมาธิเป็นลำต้นที่ก่อให้เกิดความสงบมั่นคงภายใน และปัญญาเป็นกิ่งใบที่แผ่ขยายร่มเงาแห่งความเข้าใจและการดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง แนวคิดดังกล่าวถูกร้อยเรียงเป็นวลีสำคัญว่า “ร่มเย็น เป็นสุข ปลุกโพธิ” ซึ่งสะท้อนกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม หนังสือเล่มนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเสนอแนวทาง วิธีการ และเทคนิคในการดำเนินชีวิตตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา ให้เหมาะสมกับบริบทของบุคคล ชุมชน และสังคมร่วมสมัย อันจะนำไปสู่การสร้างสุขภาวะที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นแนวทางให้หน่วยงาน เครือข่าย และผู้สนใจสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการพัฒนางานด้านสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการโดยรวม</p> <p>สำหรับหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรก รูปเล่มหนังสือมีขนาด 145X210X5 มม. <br />น้ำหนัก 200 กรัม ชนิดกระดาษเป็นกระดาษถนอมสายตา จัดพิมพ์โดย โครงการพัฒนาระบบจัดการพื้นที่และเครือข่ายองค์กรสุขภาวะ ตามแนวพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พิมพ์ที่ หจก.นิติธรรมการพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 2 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2568 จำนวนที่จัดพิมพ์ 500 เล่ม เพื่อเผยแพร่ เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ มีจำนวนทั้งหมด 4 ส่วน จำนวน 86 หน้า มีลักษณะรูปเล่ม ใช้โทนปกสีเหลืองอ่อน ทำให้รูปเล่มดูเด่น ด้านบนของปกจะมีตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน สสส และตราวงกลมของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และตรงกลางด้านในของปกจะมีรูปเป็นวงรีสีเหลืองเข้ม มีรูปใบโพธิ์อยู่ตรงกลาง เขียนชื่อหนังสือว่า ชีวิตที่เป็นสุขต้องปลุกที่... “โพ-ธิ” ด้านล่างของวงรีสีเหลืองเข้มจะเขียนชื่อผู้เขียน คือ พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และรศ.ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านล่างสุดของปกเขียนว่า จัดทำโดย โครงการพัฒนาระบบจัดการพื้นที่และเครือข่ายองค์กรสุขภาวะ ตามแนวพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่วนปกด้านหลังเป็นสีเหลืองอ่อน มีข้อความเขียนว่า “ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยข้อความที่ได้สึกษาเล่าเรียนมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณ และชื่อเสียง คนในโลกนี้ ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ย่อมได้รับสุข” ขุ.ชา (ไทย) 27/2444/440 ตรงกลางปกมีรูปวงกลมเล็กสีดำ มีเครื่องหมายขีดสีดำเป็นแนวตั้ง ด้านล่างเขียนว่า จัดทำโดย โครงการพัฒนาระบบจัดการพื้นที่และเครือข่ายองค์กรสุขภาวะ ตามแนวพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านล่างสุดเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน สสส และตราวงกลมของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำหรับข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ คือ พระสุธีรัตนบัณฑิต และวุฒินันท์ กันทะเตียน, ชีวิตที่เป็นสุขต้องปลุกที่... “โพ-ธิ”, (นนทบุรี: หจก.นิติธรรมการพิมพ์), 2568. ISBN : 978-616-300-881-7</p> พระครูวิหารกิจจานุยุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1370 1383 การมีส่วนร่วมทางการเมืองและความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตสายไหมกรุงเทพมหานคร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6281 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิเคราะห์อิทธิพลของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว และเสนอแนวทางในการส่งเสริมการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยอาศัยกรอบแนวคิดและทฤษฎีของ Morell, Birch และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มประชากรคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร จำนวน 210,485 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ตามสูตรของทาโร ยามาเนะ ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้นำชุมชน ข้าราชการ และประชาชน รวมจำนวน 15 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตสายไหมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยการตัดสินใจบนพื้นฐานของจิตสำนึกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการตัดสินใจที่มุ่งบรรลุเป้าหมาย ขณะที่การตัดสินใจบนความรอบคอบจากประสบการณ์อยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจำนวน 8 ปัจจัย สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ร้อยละ 74.9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แนวทางสำคัญในการส่งเสริมการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ผ่านกิจกรรมรณรงค์เชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านกฎหมายเลือกตั้งและจริยธรรมทางการเมือง เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน</p> ไชยวรรธน์ จันทร์เติบ ธนกฤต โพธิ์เงิน วิทยา สุจริตธนารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1384 1401 การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกของโรงเรียนสหวิทยาเขตหลักเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6185 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ปีการศึกษา 2568 กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 170 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 9 คน และครู จำนวน 161 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง .67-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .47-.82 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกของโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกของโรงเรียนสหวิทยาเขตหลักเมือง มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นระดับโลกในหลากหลายวิชา (2) ครูควรจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สื่อ และเทคโนโลยีทั้งด้านบวกและด้านลบ และ (3) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ครูใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ ในการพัฒนาความสามารถพิเศษ เช่น ChatGPT, Canva, Kahoot เป็นต้น </p> ศศิธร แสงดา เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1402 1420 คณิตศาสตร์เบื้องหลังความเที่ยง: ทำไมจึงใช้ KR-20 กับ Cronbach’s Alpha แทนกันได้ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6270 <p>ความเที่ยงของเครื่องมือวิจัยนับเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สถิติที่ใช้กันอย่างกว้างขวางประกอบด้วย Kuder–Richardson 20 (KR-20) ซึ่งเหมาะสมกับข้อมูลที่ให้คะแนนแบบ 2 ค่า (0 หรือ 1) และ Cronbach’s Alpha ที่ใช้ได้ทั้งกับมาตรวัดประมาณค่าและข้อมูลแบบ 2 ค่า อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินักวิจัยจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ Cronbach’s Alpha วิเคราะห์ข้อมูลทุกลักษณะ รวมถึงข้อมูลแบบทวิภาค โดยยังมีข้อสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักวิชาการเพียงใด</p> <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ระหว่าง KR-20 และ Cronbach’s Alpha โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อแบบสอบมีการให้คะแนนเพียง 0 และ 1 ค่าความเที่ยงที่คำนวณจากทั้งสองสูตรจะมีค่าเท่ากัน เนื่องจากต่างตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม และอาศัยหลักการคำนวณจากความแปรปรวนของคะแนนรายข้อและคะแนนรวมทั้งฉบับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ความแปรปรวนรายข้อในสูตร KR-20 ซึ่งคำนวณจากการแจกแจงแบบแบร์นูลลี (pq) มีค่าเทียบเท่ากับความแปรปรวนรายข้อในสูตร Cronbach’s Alpha เมื่อข้อมูลเป็นแบบสองค่า บทความจึงนำเสนอทั้งการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างการคำนวณเชิงประจักษ์ และการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Jamovi เพื่อยืนยันว่า ทั้งสองสูตรสามารถใช้แทนกันได้อย่างถูกต้อง พร้อมให้เหตุผลรองรับในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการเลือกใช้สถิติดังกล่าวและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยทางการศึกษา</p> ปุริมปรัชญ์ คณิณพศุตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1421 1436 สภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง 2572) คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6028 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการ บริหารและการจัดการหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ในด้านโครงสร้างหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การประเมินผล และการกำกับคุณภาพหลักสูตร2) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา สมรรถนะผู้นำทางการบริหารการศึกษา และมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2572) ในเชิงโครงสร้างหลักสูตร รายวิชา กระบวนการจัดการเรียนรู้ และระบบประกันคุณภาพหลักสูตร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ อาจารย์ จำนวน 11 คน นักศึกษา จำนวน 16 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา สมรรถนะผู้นำทางการบริหารการศึกษา และมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ต้องการพัฒนาการบริหารการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสมรรถนะผู้นำ โครงสร้างหลักสูตรและรายวิชา การประเมินผล และการพัฒนาความรู้ ทักษะ จริยธรรม และลักษณะบุคคล และ 3) ควรปรับโครงสร้างให้ยึดมาตรฐานระดับสูง เน้นสมรรถนะนักวิจัยและภาวะผู้นำที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่และตอบสนองต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก การออกแบบรายวิชาและการจัดการเรียนรู้ควรมุ่งบูรณาการทฤษฎี การปฏิบัติ เทคโนโลยี และการวิจัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกและเชิงประสบการณ์การประเมินผลและประกันคุณภาพเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้และผลงานจริง อิงมาตรฐานสากล เพื่อสะท้อนคุณภาพผู้สำเร็จการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม</p> กฤษฎา วัฒนศักดิ์ ธนภรณ์ แซ่ลิ่ม ภัทรฤทัย ลุนสำโรง อนิรุทธิ์ สมเสาร์ วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม จำรัส มุ่งเฝ้ากลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1437 1453 หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนากับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6255 <p>หนังสือเล่มนี้ได้เน้นการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเอง และมีวัตถุประสงค์ในการอธิบายและถ่ายทอดแนวคิด “หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนากับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ” ให้เข้าใจได้โดยง่าย เห็นความสอดคล้องเชิงหลักการ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อันเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาเข้ากับปรัชญาการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความพอดี ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืนในสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนาเป็นแนวคิดสำคัญที่ปรากฏอย่างเด่นชัดในคำสอนของพระพุทธเจ้า และมีความหมายลึกซึ้งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ผู้เขียนให้ความสนใจในประเด็นนี้ตั้งแต่ครั้งศึกษาในระดับมหาบัณฑิตเมื่อกว่าสิบปีก่อน แม้จะเคยมีโอกาสศึกษาประเด็นการพึ่งตนเองมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่การศึกษาดังกล่าวยังมุ่งเน้นบริบทเชิงพื้นที่และศักยภาพของชุมชนเป็นสำคัญ มิได้เจาะลึกถึงหลักการพึ่งตนเองในเชิงพุทธธรรมโดยตรง จึงยังขาดความเข้าใจในมิติทางพระพุทธศาสนาอย่างรอบด้าน เมื่อมีโอกาสทบทวนและพัฒนาความคิดอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนเห็นว่า หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่มีความท้าทายต่อคติความเชื่อดั้งเดิมของสังคมชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล ซึ่งนิยมพึ่งพาอำนาจของเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้จุดประกายแนวคิดใหม่ ด้วยการชี้ให้เห็นว่าความพ้นทุกข์มิได้เกิดจากการอ้อนวอนหรือการดลบันดาล หากเกิดจากการฝึกฝนและพัฒนาตนเองตามหลักอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8 ตลอดการประกาศพระธรรม พระองค์ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า ความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและการเข้าถึงความหลุดพ้น ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของบุคคลแต่ละคน มิได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ใด บริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ล้วนมีหน้าที่ต้องพึ่งตนเองในการประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยร่วมสมัยกลับพบว่า แนวปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยยังเอนเอียงไปสู่การพึ่งพาอำนาจภายนอก การบวงสรวงอ้อนวอน และความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการพัฒนาตนเองตามหลักพุทธธรรม</p> <p>สำหรับหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรก รูปเล่มหนังสือมีขนาด 145X215X10 มม. <br />น้ำหนัก 300 กรัม ชนิดกระดาษเป็นกระดาษถนอมสายตา จัดพิมพ์โดย ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์และสายส่งดวงแก้ว พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์และสายส่งดวงแก้ว พิมพ์แรก ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2557 จำนวนที่จัดพิมพ์ 1,000 เล่ม เพื่อจำหน่ายเล่มละ 100 บาท เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ มีจำนวนทั้งหมด 5 บท จำนวน 119 หน้า มีลักษณะรูปเล่ม ใช้โทนปกสีฟ้าและสีเขียว ทำให้รูปเล่มดูเด่น มีพระพุทธรูปตั้งอยู่บนเนินที่สูงมีภูเขาล้อมรอบ มีทุ่งนาสีเขียว และมีรูปภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ด้านล่างทางซ้ายมือ มีชื่อผู้เขียนคือ พระมหายุทธนา นรเชฎโฐ ป.ธ. 9, ดร. ส่วนปกด้านหลังเป็นสีฟ้า มีรูปคนกำลังใส่บาตรพระสงฆ์ มีภูเขาและทุ่งนาสีเขียว และมีข้อความเขียนว่า หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนาเป็นหลักการใหม่ที่ ท้าทายต่อแนวคิดตั้งเดิมของสังคมชาวชมพูทวีปในยุคนั้น ที่ยังหวังพาอำนาจของพระพรหมหรือเทพเจ้าเบื้องบนด้วยการบวงสรวงอ้อนวอนอยู่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้จุดประกายทางแนวคิดใหม่นี้ให้เกิดขึ้นแก่ชาวชมพูทวีป โดยหลังจากที่ทรงค้นพบ หลักแห่งความจริงอันประเสริฐที่เรียกว่าอริยสัจ 4 ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จจาริกไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อประกาศหลักสัจธรรมแก่หมู่ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ หลักธรรมที่พระองค์ ทรงแสดงอาจมีแตกต่างกันไปตามกาลเทศะและบุคลลที่ฟังพระธรรมเทศนาในครั้งนั้น ๆ แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในพระธรรมเทศนาทุกครั้งมีนัยยะว่า พระองค์ทรงเน้นหลักการที่สำคัญที่แตกต่างจากลัทธิคำสอนเดิม<br />ที่มีอยู่ในสมัยนั้น คือ การพึ่งตนเอง หรือการพัฒนาตนเองด้วยตนเอง สำหรับข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ คือ พระมหายุทธนา นรเชฎโฐ, หลักการพึ่งตนเองในพระพุทธศาสนากับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ, (กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์และสายส่งดวงแก้ว), 2557. ISBN : 978-616-300-881-7</p> ปุญจ์ษรณ์ ยิ่งธนาทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1454 1468 กลไกของโยคะและชี่กงต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง: การสังเคราะห์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5308 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของงานวิจัยเกี่ยวกับกลไกของโยคะและชี่กงต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และ 2) วิเคราะห์กลไกสำคัญของโยคะและชี่กงที่ส่งผลต่อองค์ประกอบด้านจิตใจในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการสังเคราะห์เอกสารเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีปริทัศน์แบบพรรณนา (Narrative Review) จากบทความวิจัย 40 เรื่อง ที่เผยแพร่ระหว่างปี ค.ศ. 2014–2024 วิเคราะห์เนื้อหาด้วยการจัดกลุ่มตามปีที่เผยแพร่ ประเภทเอกสาร รูปแบบงานวิจัย และกลไกที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยทั้งหมดเป็นของต่างประเทศ (ร้อยละ 100) โดยมีการตีพิมพ์มากที่สุดในปี ค.ศ. 2023 และ 2024 (ร้อยละ 22.5) เอกสารส่วนใหญ่เป็นบทความวิจัยเชิงทดลอง (ร้อยละ 97.5) กลไกหลักที่พบว่ามีบทบาทสำคัญต่อความยืดหยุ่นทางจิตใจ ได้แก่ 1) การเห็นคุณค่าในตนเอง 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 3) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และ 4) การตระหนักรู้กายและลมหายใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางใจ และส่งเสริมการฟื้นตัวเชิงจิตใจในระยะยาว</p> <p>ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือ ควรส่งเสริมให้เกิดการวิจัยในบริบทไทยมากขึ้น โดยคำนึงถึงการประยุกต์โยคะและชี่กงอย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย และการออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อให้เกิดผลการฟื้นฟูที่ยั่งยืน</p> ฐาวรี ขันสำโรง ประภาเพ็ญ สุวรรณ วิราสิริริ์ วสีวีรสิว์ เจตต์ชัญญา บุญเฉลียว พงศ์พันธุ์ สุริยงค์ บัว ฤดูบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-28 2026-02-28 4 1 1469 1490