วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP
<p>วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม (Journal of Interdisciplinary Social Development)</p> <p>E-ISSN : ISSN : 2822-1060 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p>วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p>
สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ เลขที่ 1 หมู่ 12 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120
th-TH
วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
2822-1060
-
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7602
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 95 คน ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น ชนิดมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน หัวหน้าฝ่ายบริหารงาน 1 คน ครูผู้สอน 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา 1 คน รวมทั้งสิ้น 4 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ชนิดมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัญหาฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านสื่อและเทคโนโลยี <br />มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และความต้องการฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านสื่อและเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> <p>2) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า แนวทางเชิงนโยบาย ประกอบด้วยจำนวน 5 ข้อ และแนวทางเชิงปฏิบัติ ประกอบด้วย จำนวน 20 ข้อ</p>
สุทธิพงศ์ เสมสูงเนิน
วรวุฒิ พุดศรี
บุญหลาย รัตน์สันเทียะ
สุรวุฒิ คนองมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1
17
-
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7895
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาทักษะการบริหารสถานศึกษาโดย การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2) เปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนา การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผู้บริหารควรมีแนวทางในการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลที่ทันสมัย 2) ด้านการคัดกรองนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาควรนำระบบข้อมูลที่ทันสมัย 3) ด้านการส่งเสริมนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างระบบสนับสนุนทางการเรียนรู้ที่ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของนักเรียนทุกคน 4) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการสร้างและรักษาระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน 5) ด้านการส่งต่อ ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญในด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือพิเศษ</li> </ol>
ชีวิน บุญถม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
18
34
-
ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ กรุงเทพมหานคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7992
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ กรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 215 คน ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น ชนิดมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์<br />เชิงลึก ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ครูที่มีเพศและประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนครูที่มีระดับการศึกษาต่างกัน และปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ (1) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูในทุกมิติของการบริหารงาน (2) มอบหมายงานให้สอดคล้องกับความรู้ ความสามารถ และความถนัดของครู (3) เปิดโอกาสให้ครูมีอิสระในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงาน (4) กำหนดทิศทาง เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จของงานอย่างชัดเจน (5) ส่งเสริมการนำผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางพัฒนา โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการปรับปรุงงาน</p>
กัสมา ฮานาฟี
สาลินี มีเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
35
52
-
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยจากการระรานทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จในระดับมัธยมศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7800
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยจากการระรานทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จในระดับมัธยมศึกษา ท่ามกลางสถานการณ์ที่เด็กไทยมีความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ถึง 60% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยผลการศึกษา พบว่า บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาควรครอบคลุมกลยุทธ์เชิงรุกใน 3 มิติหลัก ประกอบด้วย 1. ด้านการวางนโยบายและโครงสร้าง ผู้บริหารต้องเปลี่ยนบทบาทจากการใช้อำนาจสั่งการเป็นการสร้างระบบกำกับดูแลที่มีส่วนร่วม ผ่านการจัดทำธรรมนูญดิจิทัลร่วมกับภาคีเครือข่าย การพัฒนาระบบรายงานเหตุแบบนิรนามเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้ง และการลงทุนในระบบคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน 2. ด้านการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและนักเรียน มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลโดยพัฒนาครูให้เป็นที่ปรึกษาดิจิทัลที่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของนักเรียนที่ถูกระราน การส่งเสริมโมเดลเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านสภานักเรียนดิจิทัล และการบูรณาการหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล เพื่อให้เกิดทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง และ 3. ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยเน้นความร่วมมือกับผู้ปกครองผ่านโครงการบ้านและโรงเรียน โดยการทำบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานภายนอก เช่น ตำรวจไซเบอร์และนักจิตวิทยา เพื่อการระงับเหตุและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างพื้นที่สื่อสารเชิงบวกเพื่อเป็นแบบอย่างการใช้เทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้ การดำเนินงานตามกลยุทธ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย” ที่ยั่งยืนประกอบด้วยโครงสร้างที่ปลอดภัย สมรรถนะการรู้เท่าทัน กลไกการเฝ้าระวัง และวัฒนธรรมการให้เกียรติบนโลกออนไลน์ โดยมีรากฐานมาจากทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยี และความเป็นพลเมืองดิจิทัล</p>
สุทธิพงศ์ เสมสูงเนิน
ภิณญาภัค อินอารยธาดา
ณัฐปุรเชษฐ์ สุขสมบัติวัฒนา
อรนุช หงวนไธสง
พรพรรณ เผือกผ่อง
สิริวัฒนา สิริวัชรวรกุล
ธีรพงษ์ ชูนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
53
67
-
FACTORS INFLUENCING EMPLOYEE JOB PERFORMANCE UNDER REMOTE WORK CONDITIONS IN CHIANG MAI, THAILAND: A MULTIPLE REGRESSION ANALYSIS
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7608
<p>This study aimed to examine the impact of remote work on employee job performance in Chiang Mai, Thailand by analyzing the relationships between employee engagement, remote work flexibility, employee satisfaction, training hours, and job performance. A quantitative research approach was applied using an online questionnaire distributed to remote workers in Chiang Mai. The study collected data from 400 respondents through convenience sampling. The data were analyzed using multiple regression analysis through SPSS software with statistical significance set at the 0.05 level.</p> <p>The findings revealed that employee engagement had the strongest positive and statistically significant effect on employee job performance (β = 0.557, p < .001), followed by remote work flexibility which also showed a significant positive relationship with job performance (β = 0.256, p < .001). In contrast, employee satisfaction demonstrated a significant negative relationship with employee job performance (β = -0.355, p < .001). Meanwhile, training hours did not significantly affect job performance (β = 0.031, p = .314). The results suggest the importance of employee engagement and flexible work policies in improving employee performance under remote work conditions.</p>
Pakhawat Sailasuta
Aritat Aksorntap
Michael Jack Meallem
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
68
82
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมนครราชสีมา เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7646
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามระดับการศึกษาประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริม แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 325 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลจากการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษาภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ปัจจัยภายในได้แก่ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบและด้านความก้าวหน้า ปัจจัยภายนอกได้แก่ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร ด้านนโยบายขององค์กร ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและด้านความมั่นคงในงาน</li> </ol>
ภิชญาดา บุราช
วศิน สอนโพธิ์
พจน์ เจริญสันเทียะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
83
101
-
ครูผู้ประกอบการ: บทบาทครูในศตวรรษที่ 21
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7565
<p>ครูผู้ประกอบการ เป็นครูที่สามารถผสมผสานการสอนด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ ทางวิชาชีพ การวิจัย การประดิษฐ์ การสร้างสรรค์ วางแผน และออกแบบกิจกรรม ในการถ่ายโอนความเชี่ยวชาญ การจัดการและการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น อย่างพลิกผันสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าร่วมกันกับผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สังคม และประเทศชาติ ผลักดันและเพิ่มศักยภาพของผู้เรียน ให้ประสบความสำเร็จ ครูผู้ประกอบการ มี 3 ประเภท ได้แก่ ครูผู้ประกอบการในห้องเรียน ครูผู้ประกอบการที่ปรึกษา และครูผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งครูผู้ประกอบการต้องมีสมรรถนะ ในด้านการสอน (ความเข้าใจผู้เรียน เชี่ยวชาญการออกแบบการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้) สังคม (มีความสามารถในการสร้างเครือข่ายและหุ้นส่วน ความร่วมมือ การจัดระบบงาน และการสื่อสาร) บุคลิกภาพ (เป็นนวัตกรและริเริ่มการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการวิเคราะห์ ความมุ่งมั่นและความทุ่มเท และระบุเห็นโอกาส) และสมรรถนะด้านวิชาชีพ (เป็นครูผู้นำ ผู้ประกอบการผู้นำ และเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพตลอดชีวิต) ครูผู้ประกอบการมีบทบาทในการเป็นผู้นำและผู้แนะนำการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์นวัตกรรม ร่วมมือ และผู้แบ่งปันให้เกิดการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง</p>
พัฒนา พรหมณี
อาภา สาระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
102
113
-
การเสริมสร้างพฤฒพลังเชิงพุทธของโรงเรียนผู้สูงอายุสร้างสุขสมวัยเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7595
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาหลักพละ 5 ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างพฤฒพลังเชิงพุทธของโรงเรียนผู้สูงอายุสร้างสุขสมวัย เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3) ศึกษากระบวนการและรูปแบบการเสริมสร้างพฤฒพลังเชิงพุทธของโรงเรียนผู้สูงอายุสร้างสุขสมวัย เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับข้อมูลสำคัญจำวน34 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามกระบวนการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ศึกษาหลักพละ 5 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นพลังทางจิตที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ศรัทธาเป็นจุดเริ่ม วิริยะเสริมความเพียร สติควบคุมจิต สมาธิสร้างความมั่นคง และปัญญานำสู่การรู้แจ้ง สามารถขจัดกิเลสและพัฒนาตนได้อย่างมีลำดับขั้น</p> <p>2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนผู้สูงอายุสร้างสุขสมวัย เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ จังหวัดอุดรธานี พบว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างพฤฒพลังเชิงพุทธ โดยเกิดผลเชิงบวก 4 ด้าน ได้แก่ ชุมชนมีส่วนร่วม สังคมเข้มแข็ง เศรษฐกิจพอเพียง และผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แม้ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรบางประการ</p> <p>3) ศึกษากระบวนการและรูปแบบการเสริมสร้างพฤฒพลังเชิงพุทธ พบว่าโรงเรียนใช้รูปแบบการพัฒนาแบบองค์รวม บูรณาการพละ 5 เข้ากับกิจกรรมชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีจิตใจมั่นคง มีวินัย ควบคุมอารมณ์ได้ดี และใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี </p>
รัชนี ฐิติรักษ์วงศ์
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
สมเดช นามเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
114
129
-
การบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7260
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตาม ตำแหน่ง อายุ และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารกิจกรรมลูกเสือของผู้บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ประกอบด้วย ด้านเป้าหมายหลัก ด้านการจัดกิจกรรม ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านการบริหารองค์กร</li> </ol>
จักรกฤษณ์ ไพราม
สุพล จอกทอง
คัมภีร์ สุดแท้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
130
150
-
ปัจจัยด้านการตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7614
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ของผู้บริโภคในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) วิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับผู้บริโภคที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีการใช้จ่ายในตลาดออนไลน์ในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคัดเลือกแบบสะดวก จำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> </p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( 4.05) ด้านราคาอยู่ในระดับปานกลาง</p> <p> 2) พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ภาพรวมในระดับมาก ( = 3.52) โดยด้านช่องทางในการซื้อสินค้าออนไลน์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ตามด้วย ปัจจัยกระตุ้นต่อความต้องการในการซื้อสินค้า และด้านประเภทของสินค้าที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ตามลำดับ</p> <p> 3) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด การให้บริการส่วนบุคคล และการรักษาความเป็นส่วนตัว สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ได้ร้อยละ 66.5 (R<sup>2</sup>=0.665) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทว่าปัจจัยด้านราคาปราศจากอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการจึงควรเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้า ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่ายและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน</p>
ชาญวิทย์ ทองคำ
เจน จันทรสุภาเสน
แก้วตา ผิวพรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
151
164
-
รูปแบบการบริหารจัดการงานสาธารณูปการตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของคณะสงฆ์จังหวัดหนองคาย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7623
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการงานสาธารณูปการตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขของคณะสงฆ์จังหวัดหนองคาย 2) เพื่อศึกษาการพัฒนากิจกรรมงานสาธารณูปการตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขของคณะสงฆ์จังหวัดหนองคาย 3) เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารจัดการงานสาธารณูปการตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของคณะสงฆ์จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 24 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามกระบวนการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารจัดการงานสาธารณูปการตามโครงการ “วัด ประชารัฐ สร้างสุข” ของคณะสงฆ์จังหวัดหนองคาย เป็นการบริหารเชิงพุทธที่ใช้วัดเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ชุมชน และภาครัฐ โดยบูรณาการหลัก 5 ส. จิตอาสา และสัปปายะ เพื่อพัฒนาพื้นที่วัดให้สะอาด เป็นระเบียบ ปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p>2) การพัฒนากิจกรรมงานสาธารณูปการตามโครงการ “วัด ประชารัฐ สร้างสุข” เป็นกระบวนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่าย โดยผสานหลัก 5ส. จิตอาสา และสัปปายะ ในการวางแผนและจัดกิจกรรมด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับพื้นที่วัดและเสริมสร้างความสามัคคีของชุมชน</p> <p>3) รูปแบบการบริหารจัดการงานสาธารณูปการตามโครงการ “วัด ประชารัฐ สร้างสุข” เป็นโมเดลการบริหารเชิงพุทธที่บูรณาการหลัก 5 ส. จิตอาสา และสัปปายะ โดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางการจัดการพื้นที่สาธารณะ มุ่งสร้างความสะอาด ความเป็นระเบียบ สุขลักษณะ และวินัยของชุมชน จนเกิดสุขภาวะกาย ใจ และสังคมอย่างยั่งยืน </p>
พระศรัณญกมล ภทฺทมงฺคโล (ชนะบุญ)
พระครูพิศาลสารบัณฑิต
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
4 4
165
182
-
การบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7269
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 2) เปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 205 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 การบริหารอัตรากำลังควรใช้ข้อมูลจริง วางแผนเหมาะสม และกระจายภาระงานอย่างเป็นธรรมโดยมีส่วนร่วมจากบุคลากร การสรรหาและแต่งตั้งต้องโปร่งใส เน้นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ และใช้สมรรถนะเป็นเกณฑ์ในการบริหารบุคลากร การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม เทคโนโลยี และนวัตกรรม ช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา</p>
ธนพงศ์ มิ่งขวัญ
สมเดช สาวันดี
สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
183
197
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสี่แยกคลองศิลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7347
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสี่แยกคลองศิลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Dependent t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 8.79 และหลังเรียนเท่ากับ 14.58 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) ในระดับมากที่สุด</p>
ณิชาพัชร์ รักษายศ
นุชนารถ นาคฉายา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
198
208
-
การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาวัดนาคาเทวี ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7709
<p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงคือ (1) เพื่อศึกษาหลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาวัดทางพระพุทธศาสนา (2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาวัดนาคาเทวี ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (3) เพื่อการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาวัดนาคาเทวี ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 21 รูป/คน นำเสนอโดยพรรณนาวิธี <br />ผลการวิจัยพบว่า ศึกษาหลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาวัดทางพระพุทธศาสนา พบว่า สังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เป็นหลักธรรมเชิงความสัมพันธ์ที่สร้างความร่วมมือและความมั่นคงของหมู่คณะ ทานเน้นการแบ่งปัน ปิยวาจาสร้างความไว้วางใจ อัตถจริยาเน้นการลงมือทำ และสมานัตตตาส่งเสริมความเสมอภาค สามารถบูรณาการเป็นกรอบพัฒนาวัดเชิงพุทธอย่างยั่งยืน<br />ศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาวัดนาคาเทวี ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีพบว่า วัดนาคาเทวีมีบทบาทเข้มแข็งในฐานะศูนย์กลางทางจิตใจและสังคมของชุมชน โดยเฉพาะด้านคุณธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนทางอ้อม อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมยังจำกัดในบางกลุ่มวัย และการพัฒนาเศรษฐกิจยังขาดความเป็นระบบ จึงควรปรับรูปแบบให้เหมาะสมและยั่งยืน<br />การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการพัฒนาวัดนาคาเทวี ตำบลนาข่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่า หลักสังคหวัตถุ 4 สามารถประยุกต์ใช้เป็นกลไกการพัฒนาวัดได้อย่างเป็นระบบ โดยทานส่งเสริมการมีส่วนร่วม ปิยวาจาสร้างความเข้าใจ อัตถจริยาก่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติ และสมานัตตตาสร้างความเสมอภาค ทั้งสี่หลักเชื่อมโยงกันเป็นวงจรพัฒนา เสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของวัดและชุมชน </p>
พระครูวินัยธรณัฐวุฒิ มหาปุญฺโญ (บัวกลาง)
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน
สมเดช นามเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
209
223
-
การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7267
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายที่ชัดเจน 2) ด้านการพัฒนาบุคลากร ควรพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 3) ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เพียงพอ 4) ด้านการส่งเสริมใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานจริง และ 5) ด้านการประเมินและปรับปรุง ควรมีประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</li> </ol>
จันทิมา แสนสนิท
พรหมินทร์ ศรีหมื่นไวย
พจน์ เจริญสันเทียะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
224
242
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7913
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างของผู้นำดิจิทัลมีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล และด้านจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างของผู้นำดิจิทัล ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล และด้านจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยแต่ละด้านประกอบด้วยแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร </p>
วุฒินันท์ คำสีแสง
ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
243
262
-
การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนสงฆ์วัดโสกป่าหลวง ในนครหลวงเวียงจันทน์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7801
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักหลักอิทธิบาท 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนสงฆ์วัดโสกป่าหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการบริหารสถานศึกษาโรงเรียนสงฆ์วัดโสกป่าหลวงในนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำวน 30 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยในลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การศึกษาหลักอิทธิบาท 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นกระบวนการพัฒนาความสำเร็จอย่างเป็นระบบ เริ่มจากแรงจูงใจภายใน สู่ความเพียร ความตั้งมั่น และการไตร่ตรองเชิงพัฒนา ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทการบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> <p>2) การศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารโรงเรียนสงฆ์วัดโสกป่าหลวง พบว่า การบริหารยังยึดโครงสร้างคณะสงฆ์เป็นศูนย์กลาง ทำให้การดำเนินงานรวดเร็วแต่ขาดระบบด้านแผนงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการมีส่วนร่วม ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาโดยรวม</p> <p>3) แนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการบริหารสถานศึกษา สามารถบูรณาการในทุกภารกิจ โดยใช้ฉันทะสร้างแรงจูงใจ วิริยะเสริมความเพียร จิตตะยกระดับคุณภาพ และวิมังสาส่งเสริมการประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสนับสนุนการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน </p>
พระบุญน้อม นนทภา (นริศโร)
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
263
279
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7262
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน จำแนกตาม ประสบการณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษาและขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตาม ประสบการณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษา และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) ด้านลักษณะงานที่ทำ 2) ด้านความสำเร็จในการทำงาน 3) ด้านการได้รับการยอมรับ 4) ด้านความรับผิดชอบ และ5) ด้านความก้าวหน้า</li> </ol>
เอมวิกา กตะศิลา
ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกูล
สุพล จอกทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
280
296
-
ศึกษาพุทธวิธีการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างความสุขในยุคดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7758
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาพุทธวิธีการสื่อสารเพื่อสร้างความสุขในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าจากเอกสาร ตำราวิชาการ หนังสือ งานวิทยานิพนธ์ งานวิจัยที่เกี่ยวกับพุทธวิธีการสื่อสารในยุคดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ตามกรอบการวิจัย 2 มิติคือการสื่อสาร SMCR Model และเทคโนโลยีดิจิทัล </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารในยุคดิจิทัลเป็นการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ผู้ส่งสาร สาร ช่องทางการสื่อสาร และผู้รับสาร มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร ผู้คนจึงจำเป็นต้องมีทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลและใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ขณะที่องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง</p> <p>2) พุทธวิธีการสื่อสารเพื่อสร้างความสุขในยุคดิจิทัลเป็นการบูรณาการหลักพุทธธรรมการสื่อสารสมัยใหม่และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร ใช้หลักธรรมเป็นเนื้อหา และใช้สื่อดิจิทัลกับอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการเผยแผ่สู่พลเมืองดิจิทัล ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเสริมสร้างความสุขแก่สังคม</p>
เพ็ญศรี ปักกะสีนัง
อภินันท์ จันตะนี
สมเดช นามเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
297
308
-
INNOVATION MANAGEMENT FACTORS INFLUENCING ENTREPRENEURSHIP EDUCATION MANAGEMENT OF UNIVERSITIES IN HENAN PROVINCE
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6346
<p>Innovation and entrepreneurship education has become a strategic priority for universities, particularly in developing regions where institutional innovation systems are still evolving. This study examines how innovation management factors influence entrepreneurship education management in universities in Henan Province, China. A mixed-methods research design was employed, combining a questionnaire survey of 506 respondents, including university teachers and undergraduate students, with qualitative interviews to provide contextual insights. Descriptive statistics, Pearson correlation, and stepwise multiple regression analyses were conducted to identify significant institutional predictors.</p> <p> The findings indicate that innovation management factors were perceived at a high level, and entrepreneurship education management outcomes also demonstrated strong performance. Significant predictors included institutional resources, strategic management policies, faculty support, industry collaboration, government support, and technological infrastructure. Correlation results revealed strong positive relationships among innovation management variables, suggesting that institutional innovation operates as an integrated system rather than isolated practices. Based on the empirical findings, a strategic development model was proposed to illustrate how institutional challenges evolve into coordinated governance strategies and system-level innovation outcomes. This study contributes to innovation management and entrepreneurship education literature by integrating the Technology–Organization–Environment framework and the Triple Helix perspective to explain institutional mechanisms supporting entrepreneurship education development in policy-driven higher education contexts.</p>
Mengtao Sun
Nuntiya Noichun
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
309
329
-
THE EFFECTIVENESS OF MULTIPLE MINDFULNESS ACTIVITIES FOR GENERATION Z UNIVERSITY STUDENTS IN THAILAND
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6467
<p>This research article aims to (1) reduce excessive mobile phone use among Generation Z university students through multi-modal mindfulness activities; (2) enhance emotional well-being and ease negative feelings by combining progressive seated meditation (5 to 30 minutes) with experiential mindfulness activities — the Japanese tea ceremony, mindful drinking, art therapy, and Kintsugi restoration; and (3) build practical time management skills and self-esteem through achievable short-term goal setting. A quasi-experimental one-group pretest–posttest design was used; data were collected from 16 Generation Z university students in Thailand and analyzed with paired-samples t-tests.<br />The research results found that:<br />(1) Daily mobile phone use fell by an average of 2.72 hours per day — a 43.1% drop from baseline (t = 8.882, p < .05).<br />(2) Psychological state and emotional well-being improved by 54.5% (t = –5.797, p < .05); CBT-related coping skills showed the largest gain, rising 74.4% (t = –6.549, p < .05).<br />(3) Time management improved by 53.2% (t = –8.125, p < .05), and participants rated the mindfulness skills as highly transferable to other academic contexts (M = 88.12%).</p>
Fumihiko Matsumoto
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
330
356
-
ศึกษาแนวทางการใช้หลักวุฒิธรรม 4 เพื่อพัฒนาโรงเรียนอุตตรทิศวิทยา วัดโพธิ์ชัยบ้านเหล่า ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7884
<p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักวุฒิธรรม 4 ในพระพุทธศาสนา <br />2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาโรงเรียนอุตตรทิศวิทยา วัดโพธิ์ชัยบ้านเหล่า ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และ 3) เสนอแนวทางการใช้หลักวุฒิธรรม 4 เพื่อพัฒนาโรงเรียนอุตตรทิศวิทยา วัดโพธิ์ชัยบ้านเหล่า ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ศึกษาหลักวุฒิธรรม 4 ในพระพุทธศาสนา พบว่า วุฒิธรรม 4 ได้แก่ สัปปุริสสังเสวะ สัทธัมมัสสวนะ โยนิโสมนสิการ และธัมมานุธัมมปฏิปัตติ เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากการเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี รับความรู้ที่ถูกต้อง คิดอย่างมีเหตุผล และนำไปปฏิบัติจริง ส่งผลให้บุคคลพัฒนาความรู้ คุณธรรม และการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง</p> <p>2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาโรงเรียนอุตตรทิศวิทยา พบว่า โรงเรียนมีการพัฒนาใน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหาร การเรียนการสอน คุณธรรมจริยธรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู วัด และชุมชน มีการบูรณาการหลักธรรมในกิจกรรมการเรียนรู้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนรู้ที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม</p> <p>3) แนวทางการใช้หลักวุฒิธรรม 4 เพื่อพัฒนาโรงเรียนอุตตรทิศวิทยา วัดโพธิ์ชัยบ้านเหล่า พบว่า การประยุกต์วุฒิธรรม 4 สามารถใช้พัฒนาโรงเรียนใน 5 ด้าน ได้แก่ วิชาการ การบริหาร คุณธรรม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม โดยส่งเสริมเครือข่ายการเรียนรู้ การรับฟังความรู้ที่ถูกต้อง การคิดวิเคราะห์ และการปฏิบัติจริง ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความยั่งยืนแก่โรงเรียน </p>
สกาวเดือน กาบบัวงาม
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
สมเดช นามเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
357
372
-
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะทางดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7551
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะทางดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของสมรรถนะทางดิจิทัลของครู จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะทางดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูปฐมวัย จำนวน 184 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว หากพบว่ามีความแตกต่างกันจะทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่โดยใช้ Scheffé (Post Hoc Test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะทางดิจิทัลของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ครูที่มีเพศและอายุต่างกันมีสมรรถนะทางดิจิทัลโดยรวมไม่แตกต่างกัน ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีสมรรถนะทางดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะทางดิจิทัลของครู ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่</p> <p>ด้านการรู้เท่าทันดิจิทัล ด้านความสามารถในการปรับตัวแห่งยุคดิจิทัล ด้านทักษะการใช้ดิจิทัล ด้านทักษะการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล และด้านทักษะการวางแผนและออกแบบการเรียนรู้</p>
จริยา กุลนิน
อนุสรา สุวรรณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
373
394
-
HOW CLUB ACTIVITY QUALITY SHAPES SOFT SKILLS IN VOCATIONAL COLLEGE STUDENTS: THE MEDIATING ROLE OF SELF-EFFICACY
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7817
<p>This study aims to: 1) examine the effect of club activity quality on the soft skills of vocational college students; 2) analyze whether self-efficacy mediates the relationship between club activity quality and soft skills; and 3) compare whether the mediating mechanism differs across professional focused, interest based, and service-oriented student clubs. Using social cognitive theory, experiential learning theory, and student engagement theory as the theoretical foundations, this study collected questionnaire data from 302 valid student club members at Dezhou Vocational College of Science and Technology. The questionnaire measured club activity quality, self-efficacy, and soft skills using a five-point Likert scale. Data were analyzed with SPSS 26.0 through descriptive statistics, reliability and validity testing, Pearson correlation analysis, regression analysis, and Bootstrap mediation testing. Results show that: 1) club activity quality significantly and positively predicts students' self-efficacy; 2) self-efficacy significantly and positively predicts students' soft skills; 3) the direct effect of club activity quality on soft skills becomes non-significant after self-efficacy is included, indicating a full mediating effect; and 4) the mediating effect is stronger among professional focused clubs than among interest based and service oriented clubs. The findings indicate that high quality club activities do not automatically produce soft skill development; rather, they improve soft skills mainly by strengthening students' confidence, persistence, and perceived ability to complete challenging tasks. The study provides theoretical evidence and practical guidance for vocational colleges to improve club activity design, implementation quality, reflection mechanisms, and soft skill cultivation.</p>
Guanchen Nan
Ao Chen
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
395
411
-
การบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7263
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 352 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามระดับการศึกษาและขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p>3. แนวทางในการพัฒนาการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย ด้านการจัดทำแผนงบประมาณ ด้านการจัดสรรงบประมาณ ด้านการควบคุมและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ และด้านการประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ </p>
พัชรินทร์ ช้อนศรี
คัมภีร์ สุดแท้
ประยงค์ แก่นลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
412
428
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ตเคป็อปของแฟนคลับชาวไทย: กรณีศึกษา NCT 127 THE MOMENTUM
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7858
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยทางสังคม ระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ระดับปัจจัยจิตวิทยา ระดับปัจจัยการจัดการคอนเสิร์ต และระดับการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ต (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ต (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ต NCT 127 4TH TOUR NEO CITY: BANGKOK - THE MOMENTUM ของกลุ่มแฟนคลับในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มแฟนคลับชาวไทยที่เข้าชมคอนเสิร์ต จำนวน 400 คน โดยใช้เทคนิคสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม ปลายปิด และสถิติที่ใช้/การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ต ปัจจัยทางจิตวิทยา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<strong>x̄</strong> = 4.90, S.D. = 0.21) ถัดมาคือ ด้านแรงจูงใจ ปัจจัยการจัดการคอนเสิร์ต ด้านศิลปิน และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ปัจจัยทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ตสูงที่สุด (r = 0.24, p < 0.01) 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ตมากที่สุดคือ ปัจจัยทางสังคมด้านสภาพแวดล้อมและแรงสนับสนุน ( = 0.21, p < 0.01) รองลงมาคือ ปัจจัยทางจิตวิทยาด้านแรงจูงใจ ( = 0.17, p < 0.01) ปัจจัยการจัดการคอนเสิร์ตด้านศิลปิน ( = 0.16, p < 0.01) และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านสิทธิพิเศษ ( = 0.13, p < 0.05) ตามลำดับ ตัวแบบนี้ร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจเข้าชมคอนเสิร์ตได้ถูกต้องร้อยละ 10.2 (Adjust R<sup>2</sup> = 0.102, p < 0.01) ข้อค้นพบนี้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับผู้จัดงานในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการอีเวนต์ขนาดใหญ่และการออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดคอนเสิร์ตระดับสเตเดียมในประเทศไทย</p>
พิมลพัตร์ พจนานันทกุล
พิมพ์ชญา ขอซู่ฮก
ระชานนท์ ทวีผล
มนัสสินี บุญมีศรีสง่า
ธีระวัฒน์ จันทึก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
429
451
-
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นโดยใช้ชุดฝึกทักษะตามแนวสตอรี่ไลน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7564
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถการพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นตามแนวสตอรี่ไลน์ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์การพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นหลังการใช้ชุดฝึกทักษะตามแนวสตอรี่ไลน์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นตามแนวสตอรี่ไลน์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เลือกเรียนแผนการเรียนภาษาญี่ปุ่น โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ภาคปลาย ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นตามแนวสตอรี่ไลน์ จำนวน 7 บท 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระจากกัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถการพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>05 2) ผลสัมฤทธิ์การพูดภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นหลังการใช้ชุดฝึกทักษะผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>05 โดยนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 91.67 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄<em> = </em>3.63, S.D. = 0.55)</p>
เจนวิทย์ ต่อพัฒนนันท์
นพวรรณ ฉิมรอยลาภ
ยุพกา ฟูกุชิม่า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
452
465
-
THE VISUAL IMAGE DESIGN OF THE CORE CHARACTER IN THE STORY OF "ZHULANG NIANG MEI": TAKING ZHULANG AND NIANGMEI AS EXAMPLES
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7454
<p>Zhulang Niangmei is a national intangible cultural heritage of the Dong ethnic group, and its core characters, Zhulang and Niangmei, carry the cultural genes of the Dong ethnic group. This study takes "cultural authenticity+modern communicability" as the balance point, focusing on the visual image design practice of the two individuals. Through literature research, field investigation, and design practice, firstly, the corresponding relationship between character personalities and Dong cultural symbols is sorted out; Subsequently, a five stage path of "trait extraction symbol selection visual translation normative solidification application verification" was constructed. The system completes the design of styling, color, clothing, and auxiliary elements, ultimately forming a visual image system that combines cultural recognition, modern aesthetics, and communication adaptability, and formulates corresponding design specifications and application plans. This study provides a feasible path for the visual activation of core characters in folk stories, and also provides practical reference for the concrete development of intangible cultural heritage IP of ethnic minorities.</p>
He Peiwei
Supachai Areerungruang
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
466
484
-
แนวทางการใช้หลักไตรสิกขาเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนกุดบงพิทยาคาร ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7973
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักไตรสิกขาในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนกุดบงพิทยาคาร ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 3) เพื่อเสนอแนวทางการใช้ไตรสิกขาเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนกุดบงพิทยาคาร ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือการวิจัย โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 34 รูป/คน วิเคราะห์ตามกระบวนการวิจัย นำเสนอด้วยพรรณนาวิธี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ศึกษาหลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา พบว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นหลักพัฒนามนุษย์อย่างเป็นระบบ โดยศีลควบคุมพฤติกรรม สมาธิพัฒนาจิตใจ และปัญญาส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผล สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณธรรมและการดำเนินชีวิตของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม</p> <p>2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน พบว่า โรงเรียนมีการพัฒนาคุณธรรมอย่างต่อเนื่องผ่านการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ นักเรียนส่วนใหญ่มีวินัยและคุณธรรมพื้นฐานที่ดี แต่ยังมีบางพฤติกรรมที่ควรพัฒนา และจำเป็นต้องเสริมกระบวนการดำเนินงานให้เป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น</p> <p>3) แนวทางการใช้ไตรสิกขาเพื่อพัฒนานักเรียน พบว่า การประยุกต์ใช้ไตรสิกขาสามารถพัฒนานักเรียนได้ทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา โดยส่งเสริมวินัยผ่านกิจกรรมคุณธรรม พัฒนาจิตใจด้วยสมาธิ และเสริมการคิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งอาศัยความร่วมมือของโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน </p>
กาญจนา ศรีหาตา
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
485
502
-
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7264
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริม การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 207 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.8 -1.0 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบ การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>แนวทาง การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ในด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ และด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ โดยรวมจะเน้นให้บุคลากรได้เสนอความคิดเห็น ผ่านการปฏิบัติจริงและมีการเสนอผลตอบรับ เน้นการให้ความร่วมมือ โดยยึดถือผลสัมฤทธิ์ของงานและสถานศึกษาเป็นหลัก</li> </ol>
ศิวกร พิมพา
สุพล จอกทอง
คัมภีร์ สุดแท้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
503
520
-
การพัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7558
<p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการศูนย์เรียนรู้เพื่อการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะ 2) เพื่อพัฒนาศูนย์เรียนรู้นำร่องเพื่อการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะ และ 3) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้นำร่องเพื่อการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะ เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาศูนย์เรียนรู้นำร่อง และระยะที่ 3 เป็นการนำไปปฏิบัติและการประเมินผล มีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มตัวแทนองค์กรและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 32 คน และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยแบบสอบถาม จำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ประมวลผลเพื่อหาค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ความต้องการศูนย์เรียนรู้ในลักษณะของศูนย์วิชาการที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาวะองค์กรแบบครบวงจร มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ มีการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการบริหารจัดการ</p> <p>2) ศูนย์เรียนรู้แบบไฮบริด ซึ่งมีสำนักงานทางกายภาพ และศูนย์เรียนรู้แบบออนไลน์ เป็นรูปแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ โดยศูนย์เรียนรู้มีบทบาทหน้าที่หลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) การเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการด้านองค์กรสุขภาวะ (2) การให้คำปรึกษาและการเป็นพี่เลี้ยงในการทำงาน และ (3) การเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ </p> <p>3) ผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้นำร่องเพื่อการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะ มีคะแนนความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.29, SD = 0.51) และมีการนำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ในการส่งเสริมเสริมสุขภาวะในองค์กร นอกจากนี้ ยังการเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ด้านองค์กรสุขภาวะ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานให้เข้มแข็งต่อไป</p>
อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล
อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
521
536
-
การประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7268
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาแนวการประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บุคลากรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 รวม 341 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูชำนาญการพิเศษ จำนวน 5 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินแนวทางการพัฒนา ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบการประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง และระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>ผลการศึกษาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1)ด้านภาวะผู้นำทางวิชาการและบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาล 2)ด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของสถานศึกษา 3)ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง องค์กร และชุมชน เพื่อความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียน 4)ด้านนโยบาย ทิศทาง กลยุทธ์และแผนงานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจ และ5) ด้านแผนงานและการดำเนินงานด้านการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา </li> </ol>
ธนาภรณ์ สนิทกุล
สุพล จอกทอง
คัมภีร์ สุดแท้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
537
550
-
INTERDISCIPLINARY INTEGRATION OF TOURISM MANAGEMENT, FINANCE, AND STRATEGIC MANAGEMENT, INDUSTRY UNIVERSITY COLLABORATION-CASE BASED TEACHING DESIGN AS ANTECEDENTS OF PERCEIVED TEACHING EFFECTIVENESS IN TOURISM ENTERPRISE MANAGEMENT COURSES IN CHINESE PRIVATE UNIVERSITIES
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7766
<p>This research article aimed to: (1) construct and measure the interdisciplinary integration, industry-academia-research collaboration, and case-based teaching design in the tourism enterprise management course; (2) examine the independent impact of these three teaching factors on students' perceived teaching effectiveness; (3) test the joint explanatory power of these three factors after controlling for student background factors; and (4) propose teaching improvement strategies for tourism enterprise management courses in Chinese private universities.</p> <p>Research employs a cross-sectional quantitative research design. Data were collected through a structured questionnaire. The survey participants were 352 undergraduate students majoring in tourism management or related fields in Chinese private universities who had completed at least 70% of the target course or had taken the course within the past 12 months. Data analysis was performed using SPSS software. Descriptive statistics, reliability and validity assessments, Pearson correlation analysis, multicollinearity diagnosis, multiple linear regression, and one-way ANOVA were used to test the research objectives and hypotheses.</p> <p>The research results found that: (1) interdisciplinary integration, industry-university-research cooperation, and case-based teaching design were all perceived as being at a moderate level, and students' perception of teaching effectiveness was also at a moderate level; (2) all three factors could significantly and positively predict students' perception of teaching effectiveness, with case-based teaching design having the greatest impact (β = 0.390, p < .001), followed by interdisciplinary integration (β = 0.309, p < .001) and industry-university-research cooperation (β = 0.295, p < .001); (3) the overall regression model was statistically significant and could explain 52.3% of the variance in students' perception of teaching effectiveness (R² = 0.523, adjusted R² = 0.514, F(6, 345) = 62.936, p < .001). Supplementary ANOVA showed that there were significant differences in the perception of teaching effectiveness among students of different grades, with the fourth-year university students having the highest average score. These findings provide practical guidance for curriculum development, teaching improvement, and quality assurance in tourism enterprise management education.</p>
Qiye Teng
Ao Chen
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
551
568
-
A MENTORSHIP MODEL FOR PROMOTING THE PROFESSIONAL DEVELOPMENT OF YOUNG TEACHERS AT GUANGXI UNIVERSITY OF FOREIGN LANGUAGES
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7248
<p>This study aims to:1)To study the current status and expected status of GUFL's mentorship program in improving young teachers’ professional development. 2) To develop a mentorship model that can improve the professional development of young teachers at GUFL.3)To verify the appropriateness and effectiveness of the mentorship model in the context of GUFL. This study employed an explanatory sequential mixed-methods design, surveying 243 young teachers and 182 mentors, and conducting semi-structured interviews with 4 groups. The collected quantitative data were analyzed using SPSS 27.0 for descriptive statistics and paired-samples t-tests, while the qualitative data were analyzed using thematic analysis.</p> <p> </p> <p> </p> <p> The findings indicate that:</p> <p> 1)There are significant gaps between the current and expected levels in both young teachers’ professional development and the implementation of the mentorship program at GUFL (p < 0.001).</p> <p>2)Qualitative analysis further revealed that mentor support shows a declining trend across stages, while organizational support fails to be effectively integrated into the process of continuous professional development, thereby weakening the transformation of professional development outcomes.</p> <p>Based on these findings, this study integrates Adult Learning Theory and Management by Objectives, employs needs assessment as an analytical approach, and adopts professional learning communities as a practice-oriented framework to construct a mentorship model centered on the transformation of professional development. The model encompasses four key components: a development-oriented logic, a multi-actor collaborative structure, a professional development transformation mechanism, and a dynamic adjustment pathway. It aims to address the structural limitation of traditional mentorship programs characterized by “emphasis on support provision but insufficient focus on competence transformation,” thereby promoting a shift from “support provision” to “capacity generation.”</p> <p>The model was validated through a two-round Delphi study (W = 0.423–0.564, p < 0.001). Expert evaluations indicate that the model demonstrates strong applicability and feasibility in promoting the professional development of young teachers.</p>
Chong Ruan
Xiaohong Li
Supalucsana Lomlai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
569
591
-
การเสริมสร้างความสุขของผู้สูงอายุด้วยหลักสมาธิภาวนา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7773
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและการสร้างความสุขของผู้สูงอายุ 2. เพื่อสร้างกระบวนการเสริมสร้างความสุขของผู้สูงอายุด้วยหลักสมาธิภาวนา 3. เพื่อวิเคราะห์แนวทางการเสริมสร้างความสุขของผู้สูงอายุด้วยหลักสมาธิภาวนา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การสร้างความสุขของผู้สูงอายุ การมีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุนั้น ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีจะสามารถดูแลตนเองได้เป็นอย่างดี ได้รับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันความเจ็บป่วย เพื่อดำรงภาวะสุขภาพที่ดีไว้ บริการที่จัดให้ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ให้มีความสุขทั้งกายและจิตใจ ได้รับรู้การให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวต่าง ๆ ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ชี้แนะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บริการต่าง ๆ เหล่านี้สามารถดำเนินการทั้งในสถานบริการและในชุมชน 2. กระบวนการเสริมสร้างความสุขของผู้สูงอายุด้วยหลักสมาธิภาวนา มีการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ ได้ร่วมกิจกรรมที่บูรณาการหลักธรรม ในการสร้างความเข้มแข็งเพื่อสุขภาวะสังคมของผู้สูงอายุ ให้มีสุขภาพแข็งแรงจิตใจแจ่มใส ในชุมชนบ้านคลองหมื่นแช่ม กรุงเทพมหานคร มีกิจกรรมประกอบด้วยการสร้างสวนสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชน ให้ผู้สูงอายุได้มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน ในลานกิจกรรม จัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การร่วมกันปลูกต้นไม้ในชุมชน การออกกําลังกาย การจัดกิจกรรมสร้างสายใยสัมพันธ์ร่วมกันทุกกลุ่มอายุในชุมชน 3. แนวทางการเสริมสร้างความสุขของผู้สูงอายุด้วยหลักสมาธิภาวนา พบว่า กิจกรรมการขับเคลื่อนรูปแบบ และการเรียนรู้ โดยองค์กรท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ควรสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ เช่น การฝึกอาชีพที่ผู้สูงอายุสนใจ เพื่อผลดีต่อสุขภาพการสุขภาพจิต และการเพิ่มรายได้ จะทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้และรู้สึกมีค่า และภาคภูมิใจในตนเองทางด้านจิตใจ เพราะการพัฒนาจิตใจมีความสำคัญสูงสุด ปัญหาจิตใจเป็นตัวนำทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด การปลดปล่อยจิตใจ การให้ทางออกแก่จิตใจ การได้พัฒนาปัญญาเป็นเรื่องกว้างขวางที่แยกออกไปได้หลายด้าน และมีหลายขั้นหลายระดับ ปัญญาช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประสบความสำเร็จ มีความรู้ความเข้าใจในข้อมูล รวมทั้งศิลปวิทยาการต่างๆ ให้เข้าถึงเนื้อหาความหมายถูกต้องชัดเจนจากการเรียนรู้</p>
กรุณา มธุลาภรังสรรค์
ณภัทร จ้อยรักษา
พฤหัสกันยา บุญลบ
เจริญ ทุนชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
592
603
-
ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7266
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) เปรียบเทียบทักษะทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามตำแหน่งระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 207 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นและผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่า t-test และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทักษะทางมนุษย์สัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ทักษะการสร้างความคิด และทักษะทางเทคนิค ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบทักษะทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านมนุษย์สัมพันธ์ เน้นการสร้างความร่วมมือ การจัดการความขัดแย้ง และการสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกองค์กร 2) ด้านการสร้างความคิด เน้นการกระตุ้นนวัตกรรม ความคิดเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 3) ด้านเทคนิค เน้นการพัฒนาทักษะ ด้านเทคโนโลยีการศึกษา การสื่อสารดิจิทัล และการบริหารจัดการข้อมูล</li> </ol>
สุทธิดา รุดเครือ
สุพล จอกทอง
คัมภีร์ สุดแท้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
604
626
-
การเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายคำไหล-ดอนใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7928
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ขององค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายคำไหล–ดอนใหญ่ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 โรงเรียน รวม 128 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 10 คน และครูผู้สอน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .491–.760 และค่าความเชื่อมั่น .97 ส่วนสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .440–.836 และค่าความเชื่อมั่น .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันขององค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.51, σ = .726) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.51, σ = .485) และ 2) แนวทางการเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา ผู้บริหารควรส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตการทำงานของครูและบุคลากรอย่างเป็นระบบ โดยจัดระบบดูแลสุขภาพจิตและพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจผ่านการยกย่องเชิดชูเกียรติ ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องผ่าน PLC การอบรม และการศึกษาดูงาน สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู บุคลากร ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน</p>
จงจิตร เทียมทัด
สุรางคนา มัณยานนท์
มัธยม เรืองแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
627
643
-
THE INFLUENCE OF TRAVEL SAFETY MEDIA STIMULI AND CELEBRITY-RELATED NEWS EFFECT ON TOURISTS' PERCEIVED TRAVEL SAFETY RISK, DESTINATION SAFETY TRUST, AND SAFETY-ORIENTED TRAVEL BEHAVIORAL INTENTION
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7703
<p>This study aims to: 1) Examine how travel safety media stimuli (TSMS) shape perceived travel safety risk (PTSR) and destination safety trust (DST). 2) Investigate how PTSR and DST affect safety-oriented travel behavioral intentions (SOTBI). 3) Assess the moderating role of the celebrity-related news effect (CRNE) on the relationship between TSMS-PTSR and TSMS-DST. Drawing on the Stimulus-Organism-Response (SOR) framework, this study conducted an empirical investigation. Questionnaire data were collected from 600 Chinese tourists, yielding 462 valid samples, which were analyzed using partial least squares structural equation modeling (PLS-SEM).</p> <p>The results indicated that: 1) TSMS positively influence both PTSR and DST; 2) PTSR and DST significantly predict SOTBI; and 3) CRNE negatively moderates the TSMS-PTSR relationship but not the TSMS-DST relationship. These findings advance research on tourism safety communication by demonstrating that safety media exposure can simultaneously increase risk awareness and destination trust. Implications for destination crisis communication and tourist safety management are discussed.</p>
Jiaoxue Lu
Nichapat Sangkaew
Chayanon Phucharoen
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
644
664
-
HUMAN CAPITAL AND BUSINESS NETWORKS DRIVING TOURISM INDUSTRY SUCCESS: THE MEDIATING ROLE OF ORGANIZATIONAL INNOVATION IN THE UPPER CENTRAL REGION OF THAILAND
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6655
<p>This study examines the roles of human capital, business networks, and organizational innovation in driving tourism industry success and sustainable development in the Upper Central Region of Thailand. It further investigates the complex relationships among these variables and their influence on the performance and sustainability of tourism enterprises. A mixed-methods research design was employed: quantitative data were gathered from 400 tourism SMEs via structured questionnaires, while qualitative insights were obtained through in-depth interviews with 15 key informants, including entrepreneurs and industry stakeholders. Data analysis involved descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM) for quantitative measures, complemented by qualitative content analysis to interpret contextual mechanisms and challenges.</p> <p>The findings indicate that human capital, business networks, and organizational innovation currently stand at a moderate level, reflecting gaps in digital proficiency, knowledge sharing, and external collaboration. All three factors significantly impact industry success, with organizational innovation identified as the strongest predictor ($\beta = 0.378, p < 0.001$), followed by human capital ($\beta = 0.315, p < 0.001$) and business networks ($\beta = 0.298, p < 0.001$). Furthermore, organizational innovation serves as a vital mediator, transforming internal capabilities and external partnerships into enhanced performance and long-term sustainability. Qualitative evidence underscores the necessity of adaptive leadership, digital adoption, and collaborative networks for organizational resilience and post-crisis recovery. Consequently, the study recommends enhancing digital literacy, fostering stakeholder synergy, and implementing innovation-driven policies to fortify the resilience and sustainability of tourism SMEs.</p>
Kanyamon Kanchanathaveekul
Wanlapha Srithongphim
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
665
683
-
HOW BUSINESS MODEL INNOVATION SHAPES LEARNING OUTCOMES AND CORPORATE PERFORMANCE: THE MEDIATING ROLE OF CUSTOMER PERCEIVED VALUE IN THAILAND'S CHINESE LANGUAGE STUDY TOUR MARKET
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7819
<p>This research article aims to: 1) examine how business model innovation (BMI)—operationalized through five dimensions derived from the Business Model Canvas (Value Proposition Innovation, Customer Segment Precision, Channel Digitalization, Customer Relationship Intensification, and Core Resource Orchestration)—affects customer perceived value (CPV), learning outcomes, and behavioral intentions at the user level; 2) investigate the mediating role of CPV in transmitting the effects of perceived BMI on learning outcomes and behavioral intentions, while also exploring how practiced BMI relates to corporate financial and market performance at the enterprise level; and 3) examine the moderating roles of policy environment and digitalization maturity on the BMI–corporate performance relationship, and the constraining effect of cultural distance on the CPV–learning outcomes relationship, in order to clarify the boundary conditions of BMI effectiveness in the Thai Chinese-language study-tour industry. This study conducted an exploratory sequential mixed-methods research study collecting data from 326 study tour participants and 82 enterprise managers (total N = 408) via two independent, non-matched cross-sectional surveys; qualitative data were also collected from 25 industry practitioners through semi-structured interviews; data were analyzed using thematic analysis (NVivo 12), PLS-SEM (SmartPLS 4.0), and bootstrapping with 5,000 resamples.</p> <p>The research results found that: 1) Perceived BMI significantly predicts CPV (β = 0.728, p < 0.001), and CPV partially mediates the BMI–learning outcomes (indirect effect = 0.413; 56.7% transmission) and BMI–behavioral intentions (indirect effect = 0.386; 55.3% transmission) relationships, while practiced BMI positively relates to corporate performance (β = 0.312, p < 0.001); 2) Policy environment and digitalization maturity positively moderate the BMI–corporate performance relationship (β = 0.215 and β = 0.198, respectively), while cultural distance negatively moderates the CPV–learning outcomes relationship (β = −0.176), indicating that greater cultural differences weaken the conversion of experiential value into learning gains; 3) The proposed “Ed-Tech-Tour” trinity integration model—comprising an Education dimension (personalized curriculum and closed-loop learning), a Technology dimension (AI-assisted learning and data-driven service), and a Tourism dimension (authentic cultural scenarios and stakeholder value network collaboration)—provides a strategic blueprint for transitioning affordable study-tour enterprises beyond price-based competition toward sustainable, value-driven business model innovation.</p>
Jiaxuan Shi
Junshan Ma
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
684
708
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7265
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 345 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน จําแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05</li> <li>แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย ด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม ด้านการสร้างเครือข่ายเชิงนวัตกรรม ด้านการสร้างบรรยากาศเชิงนวัตกรรม และด้านการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม</li> </ol>
อภิชิต กลีบม่วง
สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา
องอาจ เทียมกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
709
726
-
ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อรับมือกับการบริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผันของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายแก้งโนนกาเร็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7987
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อรับมือกับการบริหารสถานศึกษาในยุคพลิกผันของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายแก้งโนนกาเร็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยศึกษาจากครูผู้สอนจำนวน 154 คน และผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ 10 คน เครื่องมือวิจัยมีคุณภาพสูง โดยมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามอยู่ระหว่าง .96-.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจําเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.28, σ = .11) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.52, σ = .12) โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการจัดลำดับความสำคัญในภาวะวิกฤติอย่างชาญฉลาด สำหรับแนวทางการพัฒนา ผู้บริหารควรส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบของครูผ่านเวิร์กช็อปและการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี พัฒนา Growth Mindset จัดโครงการครูต้นแบบและ PLC สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศในการตัดสินใจ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมเพื่อยกระดับศักยภาพของครูและผู้บริหารให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน</p>
ชุติภา เศรษฐโอฬาร
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
727
745
-
บทบาทผู้นำเชิงกลยุทธ์ทางการศึกษาในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง: การบริหารเพื่อคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7780
<p> เปลี่ยนแปลง วิเคราะห์ความท้าทายและแนวโน้มของการบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนเสนอแนวทางการบริหารเพื่อคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนทางการศึกษาในบริบทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์วรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจฐานความรู้ และสังคมแห่งนวัตกรรม ส่งผลให้บทบาทของผู้นำทางการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากการบริหารแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่มีสมรรถนะด้านภาวะผู้นำดิจิทัล การบริหารเชิงนวัตกรรม การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และการบริหารองค์กรแบบ Agile เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการศึกษา รวมถึงการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครู ผู้เรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกัน การบริหารการศึกษาควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 4 และ SDG 16 เพื่อสร้างความเท่าเทียม คุณภาพ และธรรมาภิบาลทางการศึกษาอย่างยั่งยืน บทความนี้เสนอว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ควรส่งเสริมการพัฒนาผู้นำดิจิทัล พัฒนาระบบข้อมูลทางการศึกษา ลดความเป็นระบบราชการ ส่งเสริมองค์กรแห่งนวัตกรรม และประยุกต์ใช้แนวคิด Agile Management เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการศึกษาไทยในอนาคต</p>
กนกวรรณ การุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
746
761
-
LOCALIZED HUMAN RESOURCE STRATEGIES AND EMPLOYEE PERFORMANCE IN MULTINATIONAL CORPORATIONS: EVIDENCE FROM HUAWEI'S MIDDLE EAST SUBSIDIARIES
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7803
<p>This study aims to: 1) examine the associations between localized talent recruitment (LHR), cross-cultural training intensity (CCTI), localized compensation fit (CLF), and employee performance in Huawei's Middle East subsidiaries; 2) test whether LHR mediates the relationship between CCTI and employee performance; and 3) assess whether CLF strengthens the relationship between LHR and performance. Using an exploratory quantitative case-study design, the study analyzes 12 country-year observations from Saudi Arabia, the United Arab Emirates, and Qatar during 2021-2024. Employee performance is represented by revenue per employee (RPE) and customer satisfaction score (CSAT). Data were compiled from Huawei annual and sustainability reports, official labor-localization policy documents, and public benchmarking sources. Results show that: 1) CCTI has the strongest and most stable positive association with both RPE and CSAT; 2) LHR partially transmits the relationship between CCTI and performance; and 3) CLF positively moderates the LHR-performance relationship. Because the dataset is small and constructed from secondary sources, the findings are interpreted as exploratory evidence rather than causal proof. The study contributes to international human resource management by explaining how recruitment, training, and compensation localization may operate as an integrated HR system in institutionally complex GCC markets.</p>
Yihan Shao
Ao Chen
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
762
778
-
การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีความสุขสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนขนาดเล็ก ในกลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7951
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีความสุขสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนขนาดเล็กในกลุ่มโรงเรียนเมืองกันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 และ 2) ศึกษาข้อเสนอการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูประจำชั้น 18 คน และนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย 121 คน รวม 139 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 30 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยสภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่น .976 และสภาพที่พึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น .978 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีความสุข โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.52, S.D. = .462) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = .151) และ 2) แนวทางการพัฒนาควรประยุกต์ใช้แนวคิด Whole School Approach to Safeguarding เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้เรียน โดยกำหนดมาตรการป้องกันที่ครอบคลุมด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเหตุและให้คำปรึกษาแบบดิจิทัลที่รักษาความลับของผู้เรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมความไว้วางใจ และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีความสุข</p>
พัทธนันท์ จงวิวัฒน์ถาวร
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
779
796
-
การใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อจัดการเรียนรู้ผ่านเทศกาล: กรณีศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย และสุพรรณบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6242
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย และสุพรรณบุรี และ (2) สังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้ผ่านเทศกาลโดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานในบริบทการพัฒนาสังคม การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับการสังเคราะห์เชิงแนวคิด โดยวิเคราะห์วรรณกรรมทางวิชาการ เอกสารเชิงนโยบาย และข้อมูลวัฒนธรรมของพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เทศกาลท้องถิ่นเป็นรูปแบบทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาเป็น “พื้นที่เรียนรู้ทางสังคม” ได้อย่างมีศักยภาพ โดยเชื่อมโยงความรู้ด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ แนวทางที่บูรณาการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการเรียนรู้ฐานพื้นที่ (Place-Based Learning) มีศักยภาพในการส่งเสริม การพัฒนาความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติ ควบคู่กับการเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชน บทความเสนอกรอบแนวทางที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับสถานศึกษาและระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมบนฐานวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
วรพรรณ สังขเวช
คมกริช แม่นยำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
797
810
-
การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7642
<p>บทความวิชาการเรื่อง “การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพการณ์และองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และ 2) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของศาสนทายาทในศตวรรษที่ 21 ผลการศึกษาพบว่าการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Approach) เพื่อสร้างสมรรถนะตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 สำหรับแนวทางการพัฒนาที่สำคัญประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ 2)การจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล 3) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงและ 4) การนิเทศการศึกษาแบบกัลยาณมิตรทางไกลซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามารถปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนธรรมไว้ได้อย่างมั่นคง</p>
พระครูสิริปริยัตโยดม ไวยุวัฒน์
วิชิต ไชยชนะ
มะลิ ทิพพ์ประจง
พระครูสังฆรักษ์สมพงศ์ จิรสุโก (สืบเหล่ารบ)
มินทร์ลดา คงอยู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
811
821
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนกลุ่มเครือข่าย คำไหล-ดอนใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7940
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และข้อเสนอการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในกลุ่มเครือข่ายคำไหล–ดอนใหญ่ จำนวน 128 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 40 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยสภาพปัจจุบันขององค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .450-.775 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และสภาพที่พึงประสงค์ขององค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษามีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .440-.875 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 ซึ่งผู้ตอบแบบสอบฉบับสมบูรณ์ จำนวน 128 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แล้วนำมาหาค่าความถี่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.55, σ = .703) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.69, σ = .470) สำหรับแนวทางการพัฒนา ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วม สนับสนุนการใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา จัดระบบ Coaching and Mentoring พัฒนาครูรายบุคคล สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และส่งเสริมการจัดการเรียนรู้<br />เชิงรุกที่เน้นการคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติ และการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ</p>
มริษา คำหล่อ
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-17
2026-08-17
4 4
822
838
-
OPTIMIZING MARKETING STRATEGIES IN THE NEW RETAIL ERA: A CASE STUDY OF W COMPREHENSIVE SUPERMARKET
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7352
<p>This research article aims to: This paper aims to: 1) study the current marketing problems faced by W Supermarket in Changsha County, China; 2) analyze the current marketing situation of W Supermarket based on the 4V marketing mix theory (differentiation, multi-functionality, value, and resonance); 3) propose marketing optimization strategies suitable for W Supermarket in the new retail era. This study employs a mixed research method, collecting quantitative data from 273 consumers and qualitative data from 16 managers and frontline employees. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, reliability and validity testing, correlation analysis, and regression analysis, while qualitative data, based on operational information, were analyzed using thematic analysis and triangulation.</p> <p>The results show that:W Supermarket performs well in terms of product quality, price competitiveness, and basic customer resonance, indicating that it has established a certain market foundation and customer recognition in Changsha County.W Supermarket still has some weaknesses in marketing, especially in online platform utilization, functional flexibility, value added services, and brand value creation, which limits its competitiveness under the new retail transformation trend.</p> <p>The 4V marketing mix theory can effectively identify the key marketing problems of W Supermarket and provide a practical framework for its optimization. Therefore, W Supermarket should transform from a traditional transactionoriented model to a consumer centric new retail model by strengthening differentiation, enhancing online-offline integration, improving value added services, and deepening emotional resonance with consumers.</p>
Wei Liu
Junshan Ma
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
839
853
-
กลยุทธ์การปรับตัวและการอยู่รอดขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7761
<p>การปรับตัวขององค์กร เป็นความสามารถขององค์กรในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกขององค์การ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยทรัพยากรมนุษย์ ปัจจัยงบประมาณดำเนินการ ปัจจัยการจัดการองค์กร และปัจจัยการบริหารจัดการ ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การปรับตัวเพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาว กลยุทธ์การอยู่รอดขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ได้แก่ การกระจายแหล่งเงินทุน การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี การเสริมสร้างความร่วมมือกับชุมชน การแบ่งปันทรัพยากร การปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม องค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร คือหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นและดำเนินงานเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการกุศลหรือเพื่อประโยชน์ของสังคม โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร พันธกิจขององค์กรธุรกิจเอกชน องค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร คือ การสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมมากกว่าการแสวงหาผลกำไร และอาจได้รับเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป หรือหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งองค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไรจะต้องให้บริการสาธารณะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แหล่งทุนขององค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร ขึ้นอยู่กับการระดมทุนจากผู้ใจบุญ องค์กรแม่ เงินบริจาค เงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ และค่าธรรมเนียม เป็นต้น บทบาทขององค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่เกิดจากความคิดริเริ่มจากภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมือง ที่เน้นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและภาคไม่แสวงหาผลกำไร ก่อให้เกิดการบูรณาการ ดูแลงานด้านการดูแลสังคมและการศึกษา</p>
กิตติพงษ์ พิพิธกุล
ปรัชญา มีโนนทองมหาศาล
สัญญา ถี่ถ้วน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
854
874
-
แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6915
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการพัฒนาฐานข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครูรวม 171 คน (ตอบกลับ 167 คน) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ 14 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (ค่าความเชื่อมั่น .99) และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. สภาพฐานข้อมูลการบริหารงานโรงเรียนขนาดเล็กโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.06) ส่วนความต้องการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.48)</li> <li>2. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาฯ สำคัญ ได้แก่ ด้านวิชาการควรพัฒนาฐานข้อมูลที่ดึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าเป้าหมายได้ทันที ด้านงบประมาณควรเชื่อมโยงโครงการในแผนปฏิบัติการเข้ากับงบประมาณจริงเพื่อความสอดคล้องเชิงนโยบาย ด้านบุคคลควรกำหนดโครงสร้างการจัดเก็บไฟล์ดิจิทัลให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และด้านบริหารทั่วไปควรพัฒนาฐานข้อมูลการเบิก-จ่ายวัสดุแบบ Real-time เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า</li> </ol>
เมืองไทย ชัยมาตย์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ฐิติมา โกศัลวิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
875
888
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการภาครัฐแนวใหม่ ของการบริหารส่วนตำบล จังหวัดร้อยเอ็ด
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7812
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการภาครัฐแนวใหม่ในองค์การบริหารส่วนตำบล และ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการภาครัฐแนวใหม่ในองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดร้อยเอ็ดจำนวน 339 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตร Taro Yamane เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.66-1.00 และมีสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 และ 0.82 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการจัดการภาครัฐแนวใหม่ในองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านองค์การแห่งการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการภาครัฐแนวใหม่ในองค์การบริหารส่วนตำบล (Y) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p ≤ 0.05) มีจำนวน 3 ปัจจัย เรียงลำดับอำนาจการพยากรณ์จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านสมรรถนะทางการบริหาร (X<sub>4</sub>) รองลงมาคือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร (X<sub>1</sub>) และด้านวัฒนธรรมองค์การ (X<sub>2</sub>) โดยมีสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (b) เท่ากับ 0.503, 0.268 และ 0.101 ตามลำดับ ส่วนตัวแปรพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (b) เท่ากับ 0.573, 0.317 และ 0.124 ตามลำดับ โดยมีอำนาจพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) เท่ากับร้อยละ 86.60</p>
ศักดิ์ดา ต้นคชสาร
กิตติพงษ์ พิพิธกุล
นิทัศน์ วงศ์วังเพิ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
889
902
-
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเพื่อประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 9 (เอือดใหญ่-แก้งกอก-วาริน) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7932
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเพื่อประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 9 (เอือดใหญ่–แก้งกอก–วาริน) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 112 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม จำนวน 40 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยสภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเพื่อประสิทธิผลของโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .450-.712 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเพื่อประสิทธิผลของโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .408-.877 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารเพื่อประสิทธิผลของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.47, σ = .700) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.54, σ = .506) โดยมีข้อเสนอแนะให้ผู้บริหารพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ บูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ส่งเสริมการนิเทศภายในแบบ Coaching และสนับสนุนการใช้สื่อ เทคโนโลยี และระบบสารสนเทศทางการศึกษาที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนและเพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียนอย่างยั่งยืน</p>
รินยพัทร โสภาพ
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
903
918
-
ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7639
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนในสังกัด จำนวน 70 โรง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นจาก 8 สหวิทยาเขต ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ และครู รวม 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 21 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.957 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ธนพงศ์ ประพานศรี
อุริด พลศรี
ประภาพร บุญปลอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
919
930
-
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7950
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และข้อเสนอการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขนาดเล็ก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน จำนวน 187 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 42 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยสภาพปัจจุบันของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .478-.842 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และสภาพที่พึงประสงค์ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง .526-.871 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการหาค่าความถี่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.52, S.D. = .702) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.73, S.D. = .444) สำหรับแนวทางการพัฒนา ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยสนับสนุนการใช้ ChatGPT ในการออกแบบแผนการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน และพัฒนากิจกรรมที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อยกระดับสมรรถนะครูและเพิ่มประสิทธิภาพของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคดิจิทัล</p>
วิลาสินี ศิริบูรณ์
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
931
945
-
การสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลคลองแงะ จังหวัดสงขลา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7977
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่น 2) วิธีการออกแบบสารในการสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่น และ 3) การใช้สื่อในการสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลคลองแงะ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมุ่งศึกษาผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงในการสื่อสารวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลคลองแงะ จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 31 คน จาก 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บริหารจากฝ่ายการเมือง 2) สมาชิกสภาเทศบาล 3) ผู้บริหารฝ่ายข้าราชการประจำ 4) กลุ่มคณะกรรมการชุมชน 5) ประชาชน และ 6) นักวิชาการสื่อสาร/นักวางแผนกลยุทธ์การสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์รายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่น เริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพตำบล ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงลึกด้วย SWOT Analysis สังเคราะห์ศักยภาพ อัตลักษณ์ ปัญหาและความต้องการเป็นวิสัยทัศน์ “คลองแงะน่าอยู่ คู่การศึกษา ประชาชนเข้มแข็ง แหล่งท่องเที่ยวดี วิถีพอเพียง” 2) วิธีการออกแบบสาร โดยกำหนด “ข้อความหลัก” 5 ช่วงคำที่เชื่อมโยงกับมิติคุณภาพชีวิต การศึกษา ทุนทางสังคม เศรษฐกิจฐานราก และคุณค่าเชิงพอเพียง ตามมาตรฐานการใช้คำและวลี ให้มีความหมายชัดเจน กระชับ จำง่าย สามารถแปลงไปสู่ยุทธศาสตร์และโครงการปฏิบัติได้จริง และ 3) การใช้สื่อ มีการบูรณาการการใช้ทั้งสื่อดั้งเดิม เช่น การประชุมชี้แจง เวทีประชาคม สื่อบุคคล เสียงตามสาย ร่วมกับสื่อใหม่ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ OA เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นภาพอนาคตร่วมที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมมีส่วนร่วมขับเคลื่อนร่วมกับเทศบาลอย่างแท้จริง</p>
สุวัฒ เลิศจิตต์ธรรม
วิทยาธร ท่อแก้ว
กานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
946
961
-
แนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7649
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นในด้านทักษะดิจิทัลและอำนาจการตัดสินใจ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ที่สอดคล้องกับบริบทความหลากหลายทางช่วงวัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง คำนึงถึงบทบาทหน้าที่และความหลากหลาย ทางช่วงวัย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าฝ่าย ผู้ปฏิบัติงาน และพนักงานผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ การศึกษาเอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ดำเนินงานภายใต้กฎหมายงานบุคคลท้องถิ่นและกรอบนโยบายระดับชาติแบบบนลงล่างที่รัฐส่วนกลางกำหนดมาตรฐานสมรรถนะดิจิทัลและกรอบงบประมาณ โดยมีบุคลากร 998 คนจาก 4 ช่วงวัย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านทักษะดิจิทัลและอำนาจการตัดสินใจภายในองค์กร ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 2) ด้านปัญหาและอุปสรรค พบใน 3 มิติ ได้แก่ (1) กฎหมายและนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่น ขาดความสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น (2) ทัศนคติเชิงลบของบุคลากรซึ่งเป็นผลจากระบบที่ไม่เชื่อมโยงสมรรถนะดิจิทัลกับความก้าวหน้าในสายงาน และ (3) วัฒนธรรมราชการและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่าน และ 3) แนวทางการพัฒนาที่นำเสนอ ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมายบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอิสระแก่ท้องถิ่น การปรับสัดส่วนโมเดลการเรียนรู้ 70:20:10 ใหม่เป็น 60-65:20:20-25 เพื่อเพิ่มการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการให้สอดคล้องกับระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐานของบุคลากร การสร้างระบบพี่เลี้ยงข้ามรุ่น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล</p>
ภควรรณ วรุณโสภณ
ณัฐชัย นิ่มนวล
คุณากร กรสิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
962
983
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/8018
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2) ระดับการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และ 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หินโงม อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ประชากร ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากการคำนวณจากสูตรของ Yamane ได้จำนวน 358 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ โดยวิธี Enter ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล อยู่ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .442 (R = .442) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายการผันแปรของตัวแปรตามได้เท่ากับร้อยละ 19.5 มีค่า R<sup>2</sup> = .195 และมีค่า F = 28.651 ซึ่งแสดงว่าตัวแปรอิสระส่งผลต่อการเข้าถึงและการรับรู้ข่าวสารประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการประชาสัมพันธ์ คือ ควรเพิ่มช่องทางการสื่อสารสำหรับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและควรมีการจัดตั้งศูนย์การให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง</p>
พรภูเบศวร์ โพธิดา
สิทธิพรร์ สุนทร
ธัณฏิกานต์ คำวิเศษธนธรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
984
996
-
การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการอยู่รอดขององค์กรธุรกิจ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7645
<p>การจัดการเชิงกลยุทธ์เกี่ยวข้องกับการกำหนดและดำเนินงานตามเป้าหมายหลักที่ผู้จัดการขององค์กร ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย โดยพิจารณาจากทรัพยากรและการประเมินสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์กรที่ดำเนินงานอยู่ การจัดการเชิงกลยุทธ์ให้ทิศทางโดยรวมแก่องค์กร การระบุวัตถุประสงค์ขององค์กรและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อดำเนินการตามแผน สามารถนำแผนไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ ประโยชน์ของการจัดการเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ ทำให้องค์การมีทิศทางที่ชัดเจน การปรับปรุงการดำเนินงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการเติบโตที่ยั่งยืน การจัดการเชิงกลยุทธ์ คือ การวิเคราะห์และวางแผนเชิง กลยุทธ์ การกำหนดแผนงาน ดำเนินตามแผนงาน และคือการประเมินผลลัพธ์ ส่วนการอยู่รอดขององค์กร เป็นความสามารถขององค์กรในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกองค์การ กลยุทธ์การอยู่รอดขององค์กร ขึ้นอยู่กับการปรับตัวขององค์กรให้อยู่รอดภายใต้สภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่วนปัจจัยความอยู่รอดขององค์กร ได้แก่ ประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความโดดเด่น นวัตกรรมและความได้เปรียบทางการแข่งขัน การปรับนโยบายให้สอดคล้องกัน การควบคุมต้นทุนการผลิต การเติบโตและวางตำแหน่งทางการแข่งขัน ความสามารถในการอยู่รอดขององค์กร ได้แก่ ความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคาม การวางแผนรับมือ การดำเนินการตามแผน การรักษาผลการดำเนินงาน การรักษาประสิทธิภาพ กลยุทธ์การอยู่รอดขององค์กรธุรกิจ ได้แก่ กลยุทธ์ที่ไม่เน้นการเติบโต กลยุทธ์การแก้ไข และกลยุทธ์การเน้นความเสี่ยงในกรณีฉุกเฉิน กลยุทธ์เพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรธุรกิจ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการ 2) กลยุทธ์การสร้างความร่วมมือ 3) กลยุทธ์การปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้ทันสมัยและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรม 4) กลยุทธ์การยกระดับความสามารถของคนในท้องถิ่น 5) กลยุทธ์การลดต้นทุน 6) กลยุทธ์การเพิ่มการขาย และ 7) กลยุทธ์การมุ่งที่ตลาดต่างประเทศ</p>
สันติ กระแจะจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
997
1018
-
แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7771
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาปัญหา อุปสรรคในการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และ2) หาแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ รูปแบบการวิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัญหา อุปสรรคในการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีดังนี้ 1.1) ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากร และระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงาน 1.2) ปัญหากระบวนการวางแผนยังคงเป็นแบบบนลงล่าง 1.3) ปัญหาการดำเนินงานยังขาดความต่อเนื่องและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและชุมชนอย่างเป็นระบบ 1.4) ปัญหากระบวนการประเมินผลยังดำเนินการในลักษณะรวมศูนย์ โดยหน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการหลัก</p> <p>2) แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีดังนี้ 2.1) แนวทางการมีส่วนร่วมด้านการสนับสนุน ควรมีการสนับสนุนด้านทรัพยากร โดยผู้นำชุมชนร่วมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัย 2.2) แนวทางการมีส่วนร่วมด้านการวางแผน ควรมีการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน โดยจัดเวทีประชาคมเพื่อสะท้อนปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ 2.3) แนวทางการมีส่วนร่วมด้านการดำเนินการ ควรมีการจัดกิจกรรมเฝ้าระวังชุมชน โดยจัดเวรยามหรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 2.4) แนวทางการมีส่วนร่วมด้านการติดตามประเมินผล ควรมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมติดตามผลเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส</p>
รัตนพงษ์ สุวรรณรมณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1019
1035
-
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตพระศรีเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7930
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตพระศรีเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 132 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 13 คน และครูผู้สอน 119 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan (1970) โดยใช้การเลือกแบบเจาะจงและการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 50 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .490-.766 และค่าความเชื่อมั่น .96 ส่วนสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .441-.836 และค่าความเชื่อมั่น .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.43, S.D. = .70) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.67, S.D. = .42) และ 2) ข้อเสนอการพัฒนา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต สุขภาวะทางอารมณ์ และทักษะดิจิทัล โดยใช้ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศนักเรียนในการติดตามและวางแผนช่วยเหลือรายบุคคล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียนที่สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการสื่อสารและติดตามข้อมูล เพื่อเสริมสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
สิทธิชาติ สุระพล
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1036
1053
-
ผลของโปรแกรมฝึกพลัยโอเมตริกที่มีต่อความสามารถ ในการเลี้ยงลูกฟุตซอลและความคล่องแคล่วของนักกีฬาฟุตซอลชาย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5841
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฝึกพลัยโอเมตริกที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลและความคล่องแคล่วของนักกีฬาฟุตซอลชาย 2) เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตซอลชาย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง และจัดกลุ่มด้วยวิธีจับคู่จากผลการทดสอบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมฝึกพลัยโอเมตริก แบบทดสอบการเลี้ยงลูกฟุตซอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และแบบทดสอบความคล่องแคล่วของอิลินอยส์ โปรแกรมฝึกใช้เวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยก่อนการฝึก 14.06 วินาที หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 เท่ากับ 13.80 วินาที และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 เท่ากับ 12.43 วินาที ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 14.09, 14.05 และ 13.91 วินาที 2) ความคล่องแคล่วของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย 15.69, 15.58 และ 14.75 วินาที ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 15.96, 15.92 และ 15.92 วินาที และ 3) ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตซอลและความคล่องแคล่วของกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สหรัฐ ยิ้มกล่ำ
ชิติพัทธ์ วรรณทอง
ต่วนซากีรีน ลอจิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1054
1071
-
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7924
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง 3) ระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง และ 5) ข้อเสนอแนะสิ่งที่จะเพิ่มสมรรถนะ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานให้กับพนักงานจ้างเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับได้เท่ากับ .959 ประชากร ได้แก่ บุคลากรเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ และคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ จำนวน 103 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน แบบ Bivariate Correlations และ Partial Correlations โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และข้อมูลเชิงคุณภาพจับประเด็น จัดหมวดหมู่และพรรณาความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง โดยรวมอยู่ระดับมาก 4) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงานจ้าง โดยรวม มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ข้อเสนอแนะสิ่งที่จะเพิ่มสมรรถนะ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานให้กับพนักงานจ้างเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ควรมีการอบรมความรู้ในตำแหน่ง หน้าที่ กฎระเบียบอยู่เสมอ ทัศนคติเชิงบวกที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของเทศบาล การทำงานอย่างทุ่มเท การจัดลำดับความสำคัญของงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย การทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจน</p>
วิภานี จรรยากรณ์
รังสรรค์ อินทน์จันทน์
รัชนิดา ไสยรส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1072
1085
-
ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการศึกษาภายใต้ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษา หนองสะโนโนนค้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7931
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการศึกษาภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาทักษะดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาหนองสะโนโนนค้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 45 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบันเท่ากับ .97 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการศึกษาภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.51, σ = .690) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.62, σ = .340) และ 2) ข้อเสนอการพัฒนา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลและกระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ พัฒนาทักษะการสื่อสารดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน ขณะที่ครูผู้สอนควรพัฒนาทักษะดิจิทัลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างยั่งยืน</p>
สุภาวรรณ อุตพันธ์
สุรางคนา มัณยานนท์
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1086
1102
-
การพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการยอมรับนวัตกรรมการเลี้ยงโค ในพื้นที่ชนบท
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7101
<p>บทความวิชาการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนการยอมรับนวัตกรรมการเลี้ยงโคในพื้นที่ชนบท อันเนื่องมาจากความสำคัญของอุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนมต่อเศรษฐกิจชนบทไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในยุคเกษตรดิจิทัล ปัญหาหลักที่ศึกษาคือการยอมรับนวัตกรรมล่าช้า (Delayed Adoption) ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในชนบท โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรมของ Rogers (2003) เป็นกรอบแนวคิดหลักในการวิเคราะห์ วิธีดำเนินการศึกษาเน้นการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึกและการสังเคราะห์วรรณกรรมจากงานวิจัยเชิงประจักษ์และเอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้การยอมรับนวัตกรรมของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับข้อมูลผ่านหลายช่องทางร่วมกัน ซึ่งมีอัตราการยอมรับนวัตกรรมสูงกว่ากลุ่มทั่วไปประมาณร้อยละ 25-40 นอกจากนี้ การยอมรับนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีอาหารสัตว์และพันธุ์โคปรับปรุง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15-30 และต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 10-20 ขณะที่รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20-35 เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิม บทสรุปของการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องเปลี่ยนจากการส่งสารทางเดียวไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าใจพลวัตทางจิตวิทยาสังคมของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาควิชาการ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน</p>
รัศมี สีตลวรางค์
วิทยาธร ท่อแก้ว
กานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1103
1115
-
MONETARY MOTIVATION, NON-MONETARY RECOGNITION, AND PERCEIVED PERFORMANCE APPRAISAL FAIRNESS AS ANTECEDENTS OF JOB SATISFACTION AMONG ADMINISTRATIVE STAFF IN PRIVATE UNIVERSITIES IN QINGDAO, CHINA
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7651
<p>This study examined the effects of monetary incentives, non-monetary recognition, and the sense of fairness in performance evaluation on the job satisfaction of administrative staff in private universities in Qingdao. A quantitative cross-sectional survey was conducted using purposive sampling to ensure that the respondents were all administrative staff with sufficient practical experience in institutional assessment. After qualification screening and quality check of responses, 333 valid questionnaires were retained. The data were analyzed using descriptive statistics, reliability analysis, Pearson correlation, one-way ANOVA, and hierarchical multiple regression. The results showed that all three predictors were positively correlated with job satisfaction. In the final regression model, the standardized effect of non-monetary recognition was the strongest (β = 0.34, p < 0.001), followed by the sense of fairness in performance evaluation (β = 0.29, p < 0.001) and monetary incentives (β = 0.18, p < 0.001). After adding the three main predictor variables to the demographic control model, the explained variance increased by 52 percentage points, and the complete model explained 59% of the variance in job satisfaction (R² = 0.59; adjusted R² = 0.58; ΔR² = 0.52, p < 0.001). The results of variance analysis further indicated that years of service was the most significant demographic factor associated with job satisfaction. This study contributes to the field of higher education human resource management by demonstrating that the satisfaction of administrative staff is not only dependent on economic incentives but also on recognition and a fair evaluation system. It suggests implementing comprehensive rewards, recognition, and evaluation reforms to enhance the retention rate, morale, and service quality of private university employees.</p>
Tiantian Li
Ao Chen
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1116
1133
-
สมรรถนะความเป็นนวัตกรทางการศึกษาที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ ของครูโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 (ภูหล่น-ผาหลวง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7875
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะความเป็นนวัตกรทางการศึกษาที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของครู และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะดังกล่าว ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 (ภูหล่น–ผาหลวง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 120 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 13 คน และครูผู้สอน 107 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 40 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .439–.838 และ .440–.836 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 และ .97 ตามลำดับ ได้รับแบบสอบถามคืนครบ 120 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะความเป็นนวัตกรทางการศึกษาที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.51, σ = .693) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.60, σ = .491) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาครูให้ใช้ข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์และปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) หรือระบบพี่เลี้ยง เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์และการสร้างนวัตกรรม ตลอดจนการสนับสนุนเครือข่ายวิชาชีพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน อันจะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อุทัย สารารัฐ
สุรางคนา มัณยานนท์
สมหมาย สร้อยนาคพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1134
1149
-
การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น เพื่อการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาคุณภาพ โรงเรียนประถมศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7695
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น เพื่อการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ 1) ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 183 คน 2) ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 396 คน และ 3) ครู (หัวหน้าวิชาการ) โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 396 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันเท่ากับ 95 % มีค่าความเชื่อมั่นสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 95 % มีค่าความเชื่อมั่นความต้องการจำเป็น เท่ากับ 95 % สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p> <p> ผลการวิจัย </p> <p> 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการสร้างพันธกรณีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในขณะที่ด้านความไว้วางใจมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ด้านการตัดสินใจร่วมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ในขณะที่ด้านการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> <p> 2) ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการจัดการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นเพื่อการพัฒนา เรียงตามลำดับค่าดัชนี ดังนี้ ด้านการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนมีค่าสูงสุด ซึ่งแปลความหมายได้ว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนาการจากสภาพปัจจุบันไปยังสภาพที่พึงประสงค์ รองลงมา ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ ด้านการปฏิบัติกิจกรรมร่วม ด้านการสร้างความตระหนักร่วม ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม ด้านการตัดสินใจร่วม และด้านการสร้างพันธกรณี โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนาการจากสภาพปัจจุบันไปยังสภาพที่พึงประสงค์ตามลำดับ</p>
วิสิทธิ์ศักดิ์ กาญจนสุวรรณ
พายุพงศ์ พายุหะ
ชัยยุทธ ศิริสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1150
1165
-
การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7685
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 2,095 คน จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่ม แบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง มีความแตกต่างกัน ยกเว้นระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าควรเน้นการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มสารสนเทศมาใช้ในการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและการคัดกรอง เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน</p>
เทวินทร์ ลาภประเสริฐ
สุพล จอกทอง
ทวีศักดิ์ เเก้วอาษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1166
1180
-
การศึกษาออกแบบบันไดเก็บสะสมพลังงานไฟฟ้าจากการเดินขึ้นลงบันไดโดยใช้กลไกทางกลร่วมกับแผ่นเพียโซอิเล็กทริก
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6910
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการทำงานของระบบการผลิตไฟฟ้าจากการเดินขึ้นลงบันไดแบบกลไลทางกลร่วมกับการติดตั้งอุปกรณ์แผ่นวัสดุเพียโซอิเล็กทริก 2) ศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนของอุปกรณ์ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการเดินขึ้นลงบันไดแบบกลไกทางกลร่วมกับการติดตั้งอุปกรณ์แผ่นวัสดุเพียโซอิเล็กทริก โดยมีเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนดน้ำหนักคน 50, 60, 70 kg และมีความเร็วในการก้าว 30, 60, 120 ครั้ง/นาที พบว่าการใช้กลไกแบบข้อเหวี่ยงสามารถทำงานร่วมกับแผ่นเพียโซอิเล็กทริกได้ดี โดยที่น้ำหนักของคนมีผลต่อแรงดันไฟฟ้าเมื่อน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วยโดยที่คนน้ำหนัก 70 kg จะทำให้บันไดผลิตแรงดันไฟฟ้าได้มากที่สุด 7.2 V มีการตอบสนองต่อความเร็วในการก้าวได้ดีทั้งช่วงความเร็วต่ำและความเร็วสูงให้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 2.2 w ต่อขั้นบันได และถ้ามีการติดตั้งใช้งานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงต่อวันจะผลิตไฟฟ้าได้ 403.2 kw.h คิดเป็นเงิน 1,612.8 บาท/เดือน คืนทุนใน 2 ปี 9 เดือน การเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยบันไดเหมาะกับนำไปติดตั้งในพื้นที่ที่คนใช้งานหนาแน่น</p>
ภักดี สิทธิฤทธิ์กวิน
บรรยงค์ จงไทยรุ่งเรือง
เฉลิมชาติ เมืองทอง
สมชาย แสงนวล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1181
1197
-
ความคาดหวังของครูผู้สอนต่อระบบการนิเทศภายใน สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7562
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบระดับความคาดหวังของครูผู้สอนต่อระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมความคาดหวังของครูผู้สอนต่อระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 รวมจำนวน 2,362 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่ม แบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ความคาดหวังของครูผู้สอนต่อระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมพบว่ามีความไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาความคาดหวังของครูผู้สอนต่อระบบการนิเทศภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย 5 ด้านได้แก่ ด้านการวางแผนการนิเทศ ด้านการเตรียมการนิเทศ ด้านการปฏิบัติการนิเทศ ด้านการสร้างขวัญกำลังใจ และด้านการประเมินผลการนิเทศ</p>
ทัชชา ชัยสมภา
ชีวิน บุญถม
วิมาน วรรณคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1198
1214
-
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับการจัดหาทนายความโดยรัฐให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในกระบวนการดำเนินคดีอาญา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7290
<p>การศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดหาทนายความโดยรัฐให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นการศึกษาบนพื้นฐานแนวคิดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกอบกับเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวคิด ทฤษฎี หลักกฎหมาย ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางของต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดหาทนายความโดยรัฐให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา รวมถึงเสนอแนะแนวทางที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางนิติศาสตร์แบบเอกสารเป็นหลัก</p> <p>โดยผลการศึกษาพบว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้บัญญัติสิทธิในการได้รับทนายความโดยรัฐไว้โดยตรงในลักษณะเฉพาะเจาะจงเหมือนรัฐธรรมนูญบางฉบับก่อนหน้า ซึ่งหากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะพบว่ามีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้ได้รับความเท่าเทียมและได้รับเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ดังนั้นรัฐจึงควรตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยรัฐควรจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญาอย่างเท่าเทียม เพื่อเป็นการรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ไปจนถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาล ทั้งยังเป็นหลักประกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะได้รับเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม จึงควรมีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเกี่ยวกับการจัดหาทนายความไว้ในรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่รองรับกับหลักการดังกล่าวอันจะทำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ</p>
กฤษฎา โลหิตดี
บัณฑิต ขวาโยธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1215
1237
-
การวางแผนและปฏิบัติการสื่อสารเพื่อการหาเสียง ด้วยการเดินเคาะประตูบ้าน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7948
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การวางแผนการสื่อสารเพื่อการหาเสียงด้วยการเดินเคาะประตูบ้าน และ 2) การปฏิบัติการสื่อสารเพื่อการหาเสียงด้วยการเดินเคาะประตูบ้านในเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา การวิจัยเชิงคุณภาพมุ่งศึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการสื่อสารในการหาเสียงด้วยการเดินเคาะประตูบ้าน จำนวน 27 คน จาก 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. สงขลา 2) ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร 3) หัวคะแนนที่ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ 4) ตัวแทนประชาชนในเขตเลือกตั้งในฐานะผู้รับสาร และ 5) นักวิชาการสื่อสารการเมือง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาสรุปเชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การวางแผนการสื่อสารเพื่อการหาเสียงด้วยการเดินเคาะประตูบ้าน ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทพื้นที่และประชาชนอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปกำหนดกลยุทธ์ กลุ่มเป้าหมาย และช่วงเวลาอย่างเหมาะสม พร้อมออกแบบสารและบทสนทนาให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของชุมชน รวมถึงจัดลำดับกระบวนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การแนะนำตัวจนถึงการสรุปบทสนทนา การบริหารทีม เช่น การแบ่งบทบาทและการซักซ้อม มีความสำคัญ และต้องใช้ตัวชี้วัดเพื่อติดตามผลและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง และ 2) การปฏิบัติการหาเสียงด้วยการเดินเคาะประตูบ้าน ต้องอาศัยทั้งระบบจัดการและทักษะทีมควบคู่กัน มีระบบควบคุมคุณภาพการสื่อสาร การรายงาน และการส่งต่อข้อมูล พร้อมใช้เครื่องมือสนับสนุน เช่น แผนที่และแบบบันทึก ทีมต้องมีทักษะการสื่อสารเฉพาะหน้า เช่น การรับฟังและการตอบคำถามอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความไว้วางใจแม้ในสถานการณ์กดดัน รวมถึงใช้สื่อดิจิทัลช่วยติดตามและขยายผล สุดท้ายทำให้เกิดความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นระยะยาว และเพิ่มความสำเร็จในการหาเสียงระดับพื้นที่</p>
ประสิทธิ์ ช่วยชูสกุล
วิทยาธร ท่อแก้ว
กานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1238
1254
-
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6598
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านศรีมงคล อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มด้วยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.25/82.83 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถนำไปใช้เป็นสื่อสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในยุคดิจิทัล</p>
อภิสิทธิ์ โปธา
อนล สวนประดิษฐ์
บรรพต วงศ์ทองเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1255
1269
-
ผลกระทบของสินค้าจีนและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7624
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบของสินค้าจีนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 3) การตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และ 4) ข้อเสนอแนะการลดผลกระทบสินค้าจีนและอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 คน โดยได้จากการคำนวณจากสูตรของ Yamane ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์เพียร์สัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลกระทบของสินค้าจีนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) การตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4) ผลกระทบของสินค้าจีนและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนกับระดับตัดสินใจซื้อสินค้าจีน มีค่าความสัมพันธ์ในระดับสูงมาก เท่ากับ .924 ซึ่งแสดงว่าตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อสินค้าจีนของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) ข้อเสนอแนะแนวทางการลดผลกระทบสินค้าจีนและอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าจีน ดังนี้ การผลิตสินค้าจีนต้องมีมาตรฐานสากล มีศูนย์บริการลูกค้าของผลิตภัณฑ์จีนในพื้นที่ มีการบริการหลังการขาย มีการประชาสัมพันธ์สินค้าจากจีนมากขึ้นและมีการติดตามการใช้สินค้าจากผู้ใช้</p>
จาง เจียหง
สมเกียรติ เกียรติเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1270
1283
-
การจัดการการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพขององค์การบริหาร ส่วนตำบลยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7976
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบายและพันธกิจการจัดการการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ 2) กระบวนการจัดการการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการจัดการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 32 คน จาก 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้กำหนดนโยบาย 2) ผู้ปฏิบัติงานการจัดการการสื่อสาร 3) ผู้ปฏิบัติงานในเครือข่ายสาธารณสุข 4) ผู้นำชุมชน 5) ตัวแทนประชาชน และ 6) นักวิชาการและนักวิชาชีพด้านการสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์รายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นโยบายและพันธกิจด้านการสื่อสารสุขภาพมีการกำหนดอย่างเป็นระบบ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เริ่มจากการสำรวจข้อมูลจริงในพื้นที่เพื่อนำไปกำหนดเป้าหมายและแผนงานที่เหมาะสม มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องผ่านสื่อหลากหลาย พร้อมพัฒนาการสื่อสารสองทางและศักยภาพชุมชนอย่างต่อเนื่อง 2) กระบวนการสื่อสารใช้ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิทัล เช่น วิทยุชุมชน เสียงตามสาย สื่อสังคมออนไลน์ และการสื่อสารผ่านผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังพบอุปสรรคด้านภาษา ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การเข้าถึงเทคโนโลยี และข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ และ <strong><br /></strong>3) แนวทางการพัฒนา ควรเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบูรณาการนโยบายด้านสุขภาพกับแผนพัฒนาท้องถิ่น การส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารสุขภาพในชุมชน</p>
หามะกอเซ็ง เจะมะ
วิทยาธร ท่อแก้ว
กานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1284
1297
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ในประเทศไทย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7634
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ในประเทศไทย (2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ในประเทศไทย และ (3) เพื่อพัฒนาโมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 1,986,802 ราย โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฏแห่งความชัดเจนของแฮร์และคณะ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง จำนวนทั้งสิ้น 400 คน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จํานวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยโปรแกรม ลิสเรล</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ในประเทศไทย ได้แก่ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย การรับรู้ต่อการจัดการความปลอดภัย การตัดสินใจท่องเที่ยว และความภักดีของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง (2) ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย การรัรู้ต่อการจัดการความปลอดภัย การตัดสินใจท่องเที่ยว ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งการทดสอบความสอดคล้องกลมกลืนภายในโมเดลมีความสอดคล้องดี การทดสอบไคว์-สแควร์ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยดัชนีทุกตัวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ (GFI = 0.983, AGFI = 0.955, NFI = .992, CFI = 0.999, RMR = 0.005, RMSEA = .018) และ (3) ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรง กับการรับรู้ต่อการจัดการความปลอดภัย (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง = 0.91) และอิทธิพลรวมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว(ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง = 0.58) และยังมีอิทธิพลรวม ที่ส่งผลต่อความภักดีของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง มากที่สุด (ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง = 0.54) และ (4) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความภักดีด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง มี 4 แนวทาง ได้แก่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย การรับรู้การจัดการความปลอดภัย การตัดสินใจท่องเที่ยว และความภักดีของนักท่องเที่ยวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง</p>
เสี่ยว เสียง เฉิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1298
1320
-
ความต้องการจำเป็นในการจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ความเป็นผู้ประกอบการนักเรียน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7630
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ ของการจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาศึกษาสภาพปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบบขั้นตอนเชิงสำรวจ (Exploratory Sequential Design) แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 สังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและสร้างแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า นำไปทดลองใช้กับผู้บริหารและครูที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน เพื่อตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 และค่าอำนาจจำแนกทั้งฉบับเท่ากับ 0.867 ขั้นตอนที่ 2 เก็บข้อมูลสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่าง 525 คน ใน 5 เขตตรวจราชการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie & Morgan</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการนักเรียน มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) นโยบายการจัดการเรียนรู้ (2) หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการ (3) ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ (4) วิถีการเรียนรู้ (5) เครือข่ายความร่วมมือ สภาพปัจจุบันของการจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับระดับปานกลาง ( = 3.11) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 4.55) เมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็นพบว่ามีระดับความต้องการจำเป็นมากที่สุด 2 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ และด้านเครือข่ายความร่วมมือ (PNI<sub>Modified</sub> = 0.47)</p>
รัฐศาสตร์ นพรัตน์วงศกุล
เสาวนี สิริสุขศิลป์
วัลลภา อารีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1321
1333
-
การปฏิบัติงานและคุณภาพชีวิตที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยาน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7856
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยาน และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านการปฏิบัติงานและคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยาน จำนวน 329 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan และจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรของแต่ละท่าอากาศยาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยด้านการปฏิบัติงานและคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรับผิดชอบในงาน ความก้าวหน้าและความมั่นคงในงาน และความผูกพันต่อองค์กร โดยตัวแปรอิสระในแบบจำลองสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 70.5</p>
ภาคภูมิ วัฒนศิริ
สุพัตรา อินทร์ถมยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1334
1350
-
ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7784
<p>การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มุ่งเน้นการศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่ และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ปภาวดี กึบขุนทด
พจน์ เจริญสันเทียะ
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1351
1364
-
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ตำบลโป่งแดง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7798
<p>การวิจัยเรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ตำบลโป่งแดง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม ตามหลักสังคหวัตถุ 4 เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 และเพื่อหาแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมตามหลักสังคหวัตถุ 4 ตำบลโป่งแดง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 คน และการใช้แบบสอบถามจากประชาชนในพื้นที่ จำนวน 371 คน โดยใช้วิธีการ Taro yamana วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยด้วยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตำบลโป่งแดงอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับรู้ปัญหา การวางแผน การตัดสินใจ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติ โดยการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ช่วยเสริมสร้างความสามัคคี ความรับผิดชอบร่วมกัน และความเข้มแข็งของชุมชน ส่งผลให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ทั้งนี้ แนวทางที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว </p>
พระนำโชค ชยธมฺโม
หงส์รัตน์ บุญลาภ
ชัยบรรค์ แก้วบัง
ณัฐณิชา พุกวงษ์
อัษฎาวุฒิ สนใจแท้
ธรรมนูญ มหาวัน
กานต์มณี เสนาซิว
สิทธิศักดิ์ วงศ์นาม
วรุฒม์ ยาใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1365
1377
-
ไตรสิกขา: กระบวนทัศน์ใหม่ของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7881
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับไตรสิกขา กระบวนทัศน์ใหม่<br />ของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยศึกษาการประยุกต์ใช้หลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ <br />และปัญญา ให้เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในบริบทการศึกษาร่วมสมัย <br />อันเนื่องมาจากกระบวนทัศน์การศึกษาที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเป็นสำคัญ ส่งผลให้การพัฒนาด้านพฤติกรรม คุณธรรม จิตใจ และการรู้เท่าทันตนเองถูกแยกออกจากกระบวนการเรียนรู้หลัก การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเอกสารและสังเคราะห์องค์ความรู้จากหลักพุทธธรรมและแนวคิดด้านการออกแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่ออธิบายศักยภาพของไตรสิกขาในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม</p> <p>บทความนี้ชี้ให้เห็น (1) ไตรสิกขาไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเนื้อหาคุณธรรมที่นำมาสอดแทรกในการเรียนการสอน แต่สามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้ (2) ศีล สมาธิ และปัญญา สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันภายในกิจกรรมเดียวผ่านการออกแบบกติกา กระบวนการมีส่วนร่วม การฝึกสติ และการคิดใคร่ครวญอย่างเป็นระบบ (3) บทบาทของครูควรเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาของผู้เรียน และ (4) ไตรสิกขาสามารถพัฒนาเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการพัฒนาด้านความรู้ คุณธรรม และคุณภาพจิตใจเข้าด้วยกันอย่างสมดุล บทความนี้จึงเสนอแนวทางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา โดยใช้กระบวนการ “ทำ หยุด เชื่อมโยง” และการสะท้อนคิดเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึก อันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรู้ ความรับผิดชอบ มีสติ และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน</p>
พระอธิการจำเป็น อองราช
รวีโรจน์ ศรีคำภา
เกรียงศักดิ์ ฟองคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1378
1394
-
การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7985
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรคในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 2)พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 3) ประเมินแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และความเป็นประโยชน์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย แบบผสมผสาน ดำเนินการเป็น 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 358 คน คำนวณขนาดด้วยสูตรของยามาเน่ และได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาด ของโรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 25 คน ประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจง 13 คน และการสนทนากลุ่มแบบเอกพันธ์ 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม (ค่าดัชนี IOC ตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไปทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95) แบบสัมภาษณ์ เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง และแบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการ พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครู และผู้บริหาร รองลงมา คือ ด้านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ในสถานศึกษา ส่วนด้านการพัฒนา หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ และด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน มีค่าเฉลี่ย เท่ากัน ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ครูที่มีความเข้าใจแนวคิด ESD หลักสูตร ที่ยืดหยุ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่วนปัญหาและอุปสรรค ได้แก่ ข้อจำกัดด้านบุคลากร หลักสูตรที่ขาด ความยืดหยุ่น ทรัพยากรไม่เพียงพอ และบริบทเฉพาะของพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศาสนา 2) แนวทางการจัดการศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการบริบททางสังคมและ วัฒนธรรม การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครู และผู้บริหาร การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ การสร้าง ความร่วมมือกับชุมชน และกลยุทธ์การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย 3) ผลการประเมินโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 ท่าน พบว่า แนวทางมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และความเป็นประโยชน์ครบทุกประเด็น คิดเป็น ร้อยละ 100 ในทุกตัวชี้วัด</p>
อิฟฟาณีย์ ดุลดิษยา
สมเกียรติ สายธนู
ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี
ชวนพิศ ชุมคง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1395
1412
-
การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7727
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลงานดีเด่น จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่งต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน และมีประสบการณ์ทำงานต่างกัน ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ 1) ด้านความพร้อมรับผิด 2) ด้านความโปร่งใส 3) ด้านการมีส่วนร่วม 4) ด้านนิติธรรม 5) ด้านความเสมอภาค 6) ด้านคุณธรรม และ 7) ด้านมุ่งเน้นฉันทามติ</li> </ol>
สมเดช สาวันดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1413
1436
-
แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามระเบียบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2567 โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มภูธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7738
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามระเบียบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2567 โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มภูธานี 2) เพื่อศึกษาแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามระเบียบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2567 โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มภูธานี 3) เพื่อประเมินแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามระเบียบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2567 โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มภูธานี การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา และครูศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ทุกข้อ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.89 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการดำเนินงานจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการดำเนินงาน โดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีค่าความต้องการจำเป็นระหว่าง 0.028<strong> - </strong>0.668 ด้านที่มีค่าความต้องการจำเป็นมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และแผนปฏิบัติการประจำปี รองลงมา การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และแผนปฏิบัติการประจำปี และการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ตามลำดับ</p> <p>2) แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายใน โดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง ประกอบด้วย 8 ด้าน 29 แนวทาง</p> <p>3) ผลการประเมินแนวทางด้าน ความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ณัฐกฤต ศรีดวง
พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์
พงษ์นิมิตร พงษ์ภิญโญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1437
1453
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริม วัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก: กรณีศึกษาโรงเรียนวัดเก็ตโฮ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7984
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก 2) ศึกษาเงื่อนไขและบริบทที่เอื้อต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก และ 3) ศึกษาแนวปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกของโรงเรียนวัดเก็ตโฮ่ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 16 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานบุคคล หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป หัวหน้าฝ่ายบริหารงบประมาณ ครูผู้สอน จำนวน 7 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ตัวแทนชุมชน และตัวแทนผู้ปกครองของโรงเรียนวัดเก็ตโฮ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิเคราะห์แบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ด้านแนวคิดและบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก พบว่า ผู้บริหารเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี การยึดมั่นในความโปร่งใส ซื่อสัตย์ การสื่อสารวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมอย่างชัดเจน รวมทั้งการชื่นชมและเห็นคุณค่าของบุคลากร ซึ่งช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจภายในและความผูกพันต่อองค์กร</p> <p>2) ด้านเงื่อนไขและบริบทที่เอื้อต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก พบว่า ความร่วมมือจากชุมชนและเครือข่ายภายนอก ประกอบกับการบริหารภายในที่โปร่งใส มีการกระจายอำนาจ ส่งเสริมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก</p> <p>3) ด้านแนวปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก พบว่า การใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน และการนิเทศแบบกัลยาณมิตร เป็นแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิผล ขณะที่ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การลดภาระงานเอกสาร การพัฒนาระบบเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก</p>
พิมพ์ลดา เนาว์นาน
อัจฉราพรรณ พุ่มผกา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1454
1465
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม กรณีศึกษา: สำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งมีนบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7615
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม ประจำศาลแพ่งมีนบุรี และ 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม ประจำศาลแพ่งมีนบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมประจำศาลแพ่งมีนบุรี ประกอบไปด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 91 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ ANOVA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมกรณีศึกษา: สำนักอำนวยการประจำศาลแพ่งมีนบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมประจำศาลแพ่งมีนบุรีที่มีอายุสถานภาพ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมประจำศาลแพ่งมีนบุรีที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน</p>
อาทิตย์ เรืองวิเศษทรัพย์
เกวลิน ศีลพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1466
1480
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษามัธยมศึกษา จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7782
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สอบถามความคิดเห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาพอเพียง และ 2) ศึกษาแนวทางในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาพอเพียง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2566 กำหนดขนาดตัวอย่างโดยการเปิดตารางแสดงจำนวนประชากรและจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่สุ่ม จำนวน 181 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสารแนวทางการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาพอเพียงมัธยมศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>แนวทางในการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษาพอเพียง ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานทั่วไป และด้านการบริหารงานกิจการนักเรียน</li> </ol>
ประยงค์ แก่นลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1481
1495
-
การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเล่าเรื่อง โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7926
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถด้านการเขียนเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับแบบฝึกทักษะ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับแบบฝึกทักษะ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 13 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะ 2) แบบฝึกทักษะการเขียนเล่าเรื่อง 3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนเล่าเรื่อง แบบอัตนัย และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ ระยะเวลาทดลอง 5 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที t-test (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถด้านการเขียนเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับแบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 29.54 และหลังเรียนเท่ากับ 53.23 และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.70, S.D. = 0.47) </p>
อาทิตย์ สีตะมา
ณัฐกฤตา นามมนตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
4 4
1496
1515
-
การบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7078
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา 2) วิเคราะห์การบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา และ 3) เสนอแนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา ยังคงดำเนินการตามโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น ตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาส โดยยึดหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์เป็นกรอบในการบริหารงาน คณะสงฆ์ได้เริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสื่อสาร การประสานงาน และการติดตามงาน เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลของพระสงฆ์บางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์สูงอายุหรือวัดที่ขาดบุคลากรด้านเทคโนโลยี</p> <p>2) การวิเคราะห์การบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา พบว่า การบริหารยังคงมีลักษณะเป็นระบบรวมศูนย์ตามโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการสื่อสาร การประสานงาน และการติดตามผลการดำเนินงาน การบริหารจึงมีลักษณะเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบคู่ขนาน” ระหว่างระบบการบริหารแบบดั้งเดิมกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังไม่พัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็ม</p> <p>3) แนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลของพระสังฆาธิการ จังหวัดสงขลา ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลของพระสงฆ์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางของคณะสงฆ์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการบริหารจัดการวัดอย่างเหมาะสมตามหลักพระธรรมวินัย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน เพื่อพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พระรัฐธรรมนูญ สุมนุญฺโญ (ณ วรรโณ) (ณ วรรโณ)
พระมหาชินกร สุจิตฺโต (ทองดี)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1516
1541
-
สติปัฎฐาน 4 กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุในปัจจุบัน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7914
<p>บทความนี้ มุ่งศึกษาสติปัฎฐาน 4 กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุในปัจจุบันเพราะปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกโดดเดี่ยว และภาวะเปราะบางทางจิตใจ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดสติปัฏฐาน 4 ในพระพุทธศาสนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสติปัฏฐาน 4 กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจของผู้สูงอายุ และสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้สติปัฏฐาน 4 เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบัน</p> <p>สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาสติและปัญญาที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด และยอมรับความเสื่อมถอยตามวัยได้อย่างเหมาะสม ผลการศึกษาพบว่าสติปัฏฐาน 4 มีความสอดคล้องกับแนวคิดความเข้มแข็งทางใจ แนวคิดการสูงวัยอย่างมีพลัง และแนวคิดการพัฒนาสติในศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งล้วนส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ องค์ความรู้ที่สังเคราะห์ได้คือ “ภูมิคุ้มกันทางจิตใจเชิงพุทธ” อันประกอบด้วยความตระหนักรู้ในตนเอง ความมั่นคงทางอารมณ์ ความสามารถในการปรับตัว และการดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ช่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน</p>
ธัญชนก ปราบพาล
พรหมเรศ แก้วโมลา
พระอนุสรณ์ กิตฺติวณฺโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1542
1557
-
ความสัมพันธ์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/8029
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วม<br />ของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 302 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ด้าน และอยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน 2) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 1 ด้าน และด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 พบว่า โดยรวมมีความสัมพันธ์กันและเป็นความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมาก มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ 0.893 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
ชลลดา นิลละออ
อัจฉราพรรณ พุ่มผกา
หิรัญ ประสารการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1558
1573
-
แนวทางการส่งเสริมพลังใจในการมาเรียนของผู้เรียนอาชีวศึกษาตามหลักธรรมพละ 5: กรณีศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีอุดมศึกษาพณิชยการ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7993
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพลังใจในการมาเรียนและหลักธรรมพละ 5 ของผู้เรียนอาชีวศึกษา 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมพลังใจในการมาเรียนของผู้เรียน การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีอุดมศึกษาพณิชยการ จำนวน 1,942 คน กลุ่มตัวอย่างใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ จำนวน 332 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เรียน 30 คน เพื่อร่างแนวทางการส่งเสริมพลังใจในการมาเรียน และขั้นตอนที่ 2 สนทนากลุ่มกับผู้บริหาร ครูแนะแนว และคณะกรรมการสถานศึกษา 10 คน เพื่อยืนยันแนวทาง แนวทางส่งเสริมพลังใจ โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ผู้เรียนอาชีวศึกษามีพลังใจในการมาเรียนและหลักธรรมพละ 5 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.20 S.D. = 0.64) และ ( = 4.22, S.D. = 0.55) ตามลำดับ 2) แนวทางส่งเสริมพลังใจที่ได้ประกอบด้วย ศรัทธาพละ จัดกิจกรรมโฮมรูมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมาย วิริยะพละ พัฒนาระบบติดตามความก้าวหน้า สติพละ จัดระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมไปยังผู้เรียนและผู้ปกครอง สมาธิพละ จัดห้องเรียนที่เอื้อต่อสมาธิ ปัญญาพละ ประชุมผู้ปกครองออนไลน์ทุกเดือน และส่งเสริมการวิเคราะห์ตนเองผ่านแบบฟอร์มเฉพาะ นำไปประยุกต์ใช้ได้ในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนและส่งเสริมการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอ อันจะช่วยพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา </p>
สมภพ จันทราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1574
1595
-
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ การปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7740
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย และ 3) เพื่อพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำนวนทั้งสิ้น 28,894 กิจการ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฎแห่งความชัดเจนของแฮร์และคณะ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 400 คน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จํานวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยโปรแกรมลิสเรล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถเชิงนวัตกรรม กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาด และความสำเร็จของธุรกิจ 2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถเชิงนวัตกรรม กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาด ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดลจําลองสมการเชิงโครงสร้างมีความเหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า c<sup>2</sup>= 96.75, df = 82, c<sup>2</sup>/df = 1.78, P-value = 0.13, RMAEA =0.01, NFI = 1.00 CFI = 1.00, GFI = 0.99, AGFI = 0.98, SRMR = 0.01 และ 3) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการปรับปรุงและตกแต่งทาวน์โฮมมือสอง ในประเทศไทย มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถเชิงนวัตกรรม กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาด และความสำเร็จของธุรกิจ</p>
ธาตรี นุชสวาท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1596
1622
-
ANALYSIS OF THE SUSTAINABLE DEVELOPMENT OF QINZHOU NIXING POTTERY WASTE CLAY UNDER CIRCULAR ECONOMY “3R” PRINCIPLE
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7754
<p>This article analyzes the current situation of waste clay management in the Qinzhou Nixing Pottery industry and proposes a sustainable development framework grounded in Circular Economy principles. As a representative of traditional Chinese pottery, Qinzhou Nixing Pottery faces increasing environmental pressure due to inefficient material use during production. Field investigations indicate that approximately 40% of clay is discarded during the shaping process, resulting in significant resource waste and potential environmental risks.Drawing on the “3R” (Reduce, Reuse, Recycle) strategy, this study examines technical pathways for regenerating unfired waste clay and explores policy-driven mechanisms to support a resource closed-loop system. The research is based on field surveys, case studies, literature analysis, and expert interviews conducted between 2017 and the present. By integrating national and local policy frameworks related to low-carbon development and China’s “Double Carbon” targets of carbon peaking and carbon neutrality, the study proposes a closed-loop production model that enables waste clay to be reprocessed into usable raw materials.The analysis demonstrates that, through appropriate technical interventions, unfired waste clay can be efficiently reintegrated into the production cycle, significantly reducing dependence on primary clay resources. Under theoretical conditions, this closed-loop model could substantially extend resource availability while lowering material loss and carbon emissions. In addition, policy incentives and regulatory guidance are shown to play a critical role in encouraging enterprises to adopt recycling technologies and improve waste management practices.The study concludes that the sustainable transformation of the Qinzhou Nixing Pottery industry requires coordinated efforts between enterprise-level technological innovation and government policy support. Such synergy is essential for establishing a competitive, green-certified manufacturing value chain and promoting the long-term sustainability of traditional pottery industries within a circular economy framework.</p>
XIE XIE
Arnuphap Chantharamporn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1623
1634
-
รูปแบบการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7647
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรประเภทปฏิบัติการวิชาชีพและบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย จำนวน 306 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมมีค่าดัชนี PNImodified เท่ากับ 0.183 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล รองลงมา คือ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลทางอินเทอร์เน็ต ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต และด้านศูนย์ข้อมูลทรัพยากรบุคคล ตามลำดับ 2) ผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า รูปแบบประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน และการประเมินผล โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลกับหลักอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผู้บริหารและบุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมาก และสามารถนำไปใช้ในการบริหารงานบุคคลได้อย่างเหมาะสม และ 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า รูปแบบมีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พระมหาดุริยะ กิตฺติสาโร (สังโยฆะ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1635
1654
-
ความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เขตภาคกลาง ในยุคดิจิทัล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7723
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เขตภาคกลาง ในยุคดิจิทัล 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง คือผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดสรรหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่มีผลการคัดสรรระดับ 3 - 5 ดาว ของภาคกลาง จำนวน 400 คน โดยจำแนกตามประเภทผลิตภัณฑ์ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ผ้าเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ประกอบการเห็นว่านโยบายการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) โดยภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก โดยให้ความสำคัญกับด้านผลิตภัณฑ์และความเข้มแข็งของชุมชนมากที่สุด รองลงมาคือด้านการตลาด ความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ และการพึ่งตนเองและการคิดอย่างสร้างสรรค์ 2) ผู้ประกอบการที่มีประเภทผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาในการเข้าร่วมเป็นผู้ประกอบการ OTOP ระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ OTOP เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
รุ้งทอง ประทุมรัตน์
เกวลิน ศีลพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1655
1672
-
การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมในการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7815
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมในการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมในการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส ประธานที่พักสงฆ์ พระภิกษุทั่วไป เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้าราชการหรือพนักงานหน่วยงานราชการ ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม ไวยาวัจกร และอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การบริหารจัดการตั้งอยู่บนการบูรณาการหลักพระธรรมวินัย กฎหมายคณะสงฆ์ และระเบียบมหาเถรสมาคม โดยมุ่งเน้นการลดข้อจำกัดของการรวมศูนย์อำนาจ มีการกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการระดับท้องถิ่น (อำเภอ ตำบล และวัด) ตลอดจนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและตอบสนองต่อบริบทพื้นที่ ในขณะที่งานเชิงนโยบายและงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยังคงสงวนไว้ที่ระดับจังหวัด การดำเนินงานดังกล่าวพิจารณาจากความพร้อมของบุคลากร ศักยภาพพื้นที่ และจังหวะเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการประเมินผลอย่างเป็นระบบ</p> <p>2) การวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรมในการกระจายอำนาจ แม้โครงสร้างการปกครองปัจจุบันจะเน้นการบริหารเชิงลำดับชั้นเพื่อความเป็นเอกภาพ แต่การกระจายอำนาจสู่ระดับพื้นที่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จของการถ่ายโอนอำนาจขึ้นอยู่กับความพร้อมและศักยภาพของบุคลากรผู้รับมอบอำนาจ นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ฆราวาสและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจบางประการ จำเป็นต้องอาศัยหลักสัปปุริสธรรมเป็นกรอบในการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาความไม่โปร่งใสและสร้างความมั่นใจในการบริหารกิจการพระศาสนา</p> <p>3) แนวทางการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ ในการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพตามหลักสัปปุริสธรรม ทำได้โดยการแยกงานนโยบายไว้ที่ส่วนกลางและส่งมอบงานปฏิบัติการสู่พื้นที่เพื่อความคุ้มค่า (รู้จักเหตุผล) ผู้บริหารต้องตระหนักในหน้าที่ตนและเลือกผู้รับมอบอำนาจที่มีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์ (รู้จักตนและบุคคล) มีการกำหนดภาระงานให้สมดุลกับศักยภาพ (รู้จักประมาณ) ตลอดจนประเมินจังหวะเวลาและความพร้อมของระบบก่อนถ่ายโอนอำนาจ (รู้จักกาล) และต้องเข้าใจบริบทชุมชนพร้อมเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืนในการบริหารงาน (รู้จักชุมชน)</p>
พระมหาสิทธิโรจน์ จิรโรจโน (คำไพ)
พระมหาชินกร สุจิตฺโต (ทองดี)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1673
1696
-
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 STEPS วิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7952
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS ในรายวิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS วิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS วิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 37 จำนวน 1,050 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 37 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และค่าประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพรวมของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS ในรายวิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 85.19/90.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาทหารต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS วิชาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
วศิน บุญกลิ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1697
1709
-
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7945
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1,352 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 297 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.97 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.21, S.D. = 0.17) 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 4.16, p = .017) 3) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งพัฒนาความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล และควรส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการอบรม การจัดระบบพี่เลี้ยง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน</p>
อารีรัตน์ บุญนาดี
ทวีศักดิ์ แก้วอาษา
พรหมินทร์ ศรีหมื่นไวย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1710
1729
-
ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อนวัตกรรมการโค้ชผู้ปกครอง ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อฝึกทักษะการสื่อสารสำหรับเด็กปฐมวัย ที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/8042
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อนวัตกรรมการโค้ชผู้ปกครองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับฝึกทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัย<br />ที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยบูรณาการร่วมกับกระบวนการ ADDIE Model เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมมีความเป็นระบบโดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะสำคัญ<br />คือการวิเคราะห์ พัฒนา และตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรมและการทดลองใช้และปรับปรุงนวัตกรรมฉบับสมบูรณ์ กลุ่มเป้าหมายคือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลักของเด็กปฐมวัย<br />ที่มีภาวะออทิสซึมสเปกตรัม อายุ 3–6 ปี จำนวน 5 ครอบครัว ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากศูนย์การศึกษาพิเศษ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมิน<br />ความยากง่ายในการใช้งาน (System Usability Scale: SUS) และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้ปกครองหลังการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ<br />เชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความยากง่ายในการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ 82.00 คะแนน (SD = 5.52) ระดับยอดเยี่ยม และอยู่ในระดับยอมรับได้ ผู้ปกครองร้อยละ 80 รายงานความพึงพอใจในระดับ 4–5 คะแนนจากมาตรวัด 5 ระดับ โดยปัจจัยที่ผู้ปกครองพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ ความง่ายในการใช้งานแพลตฟอร์ม LINE Official Account ที่คุ้นเคยการได้รับคำแนะนำรายบุคคลที่เฉพาะเจาะจงและรวดเร็ว และการลดลงของความรู้สึกโดดเดี่ยวในการดูแลเด็ก ข้อเสนอแนะจากผู้ปกครอง ได้แก่ การเพิ่มสื่อวิดีโอสาธิต ระบบแจ้งเตือนที่ยืดหยุ่น และฟีเจอร์สรุปพัฒนาการรายสัปดาห์ ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของการนำแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้คุ้นเคยมาประยุกต์ใช้ในการโค้ชผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษในบริบทไทย และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม</p>
สรารี คำวิชิต
ภัทรพร แจ่มใส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1730
1744
-
แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7811
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 2) เปรียบเทียบการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 310 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มแบบเป็นระบบ และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง .67–1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วย LSD และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรับรู้มุมมองร่วมกันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม 2) ครูที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา ควรส่งเสริมการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม การมีส่วนร่วมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล</p>
กนกวรรณ มีสัตย์
ชมแข พงษ์เจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1745
1762
-
แนวทางพัฒนาการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ - แม่กาษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7991
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล 2) หาแนวทางพัฒนาการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล 3) ประเมินแนวทางพัฒนาการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ของกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ - แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสม กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในกลุ่มโรงเรียนแม่ปะ-แม่กาษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 149 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และผู้ประเมิน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์หาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงจากสูงไปต่ำคือ ด้านการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมประชาธิปไตย สูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ด้านการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย และด้านหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ปัญหา คือ การวิเคราะห์สภาพบริบทและความพร้อมของสถานศึกษาเพื่อการวางแผนบูรณาการเนื้อหาและกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมประชาธิปไตยในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ครอบคลุมและเป็นระบบ 2) แนวทางพัฒนา ควรพัฒนาระบบประเมินและติดตามผลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนสื่อและนวัตกรรมที่เหมาะสม แต่งตั้งผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้อย่างเหมาะสม 3) ผลการประเมินแนวทางพัฒนาการบริหารงานส่งเสริมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล โดยรวมมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก</p>
ณัฐนิช แดงเถิน
สุภาภรณ์ กิตติรัชฎานนท์
สุรพงษ์ แสงสีมุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1763
1779
-
บทบาทพระสงฆ์กับการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7588
<p>บทความนี้มุ่งอธิบายบทบาทพระสงฆ์กับการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมวิถีชีวิต ค่านิยม และระเบียบแบบแผนของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในอดีตวัดและพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งในด้านการอบรมศีลธรรม จริยธรรม และการพัฒนาจิตใจ ควบคู่กับการสงเคราะห์ประชาชนและการดูแลทรัพยากรของชุมชน ภายใต้บริบทของสังคมที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก เมื่อสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น พระสงฆ์ได้ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านความคิด จิตใจ และการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม อันนำไปสู่การพัฒนาที่มีลักษณะบูรณาการและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ บทบาทของพระสงฆ์ในสังคมร่วมสมัยจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการเผยแผ่หลักธรรม หากยังขยายไปสู่การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ไปจนถึงสังคมโดยรวม โดยมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือ การปลูกฝังคุณค่าและจิตสำนึกสาธารณะ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ พร้อมทั้งเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งอันเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนให้เกิดความสมดุล มั่นคงและนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว</p>
พระสมชัย สุทฺธจิตฺโต (มงคลมุทิตา)
สมพงษ์ แซ่ท้อ
สุดใจ วงละคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1780
1802
-
เข้าใจพุทธศาสนาด้วยเหตุผล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7748
<p>หนังสือ “เข้าใจพุทธศาสนาด้วยเหตุผล” โดย เสริมสิน สมะลาภา เป็นงานเขียนที่นำเสนอแนวทางการทำความเข้าใจพระพุทธศาสนาผ่านกรอบคิดเชิงเหตุผลและการใคร่ครวญอย่างมีระบบ ผู้เขียนมุ่งอธิบายหลักธรรมสำคัญโดยเชื่อมโยงกับตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล และประสบการณ์จริงของมนุษย์ มากกว่าการยึดถือศาสนาในเชิงความเชื่อหรือพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว เนื้อหาของหนังสือช่วยให้ผู้อ่านเห็นความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมกับกฎธรรมชาติ โดยเฉพาะหลักอริยสัจ ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาท ซึ่งสามารถอธิบายได้อย่างสอดคล้องกับเหตุผลสากล ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ หากแต่สนับสนุนการตั้งคำถาม การพิสูจน์ และการตรวจสอบด้วยตนเอง หนังสือเล่มนี้จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้อ่านเข้าถึงพุทธธรรมอย่างมีวิจารณญาณ ลดความงมงาย และเสริมสร้างความเข้าใจศาสนาในฐานะระบบแห่งปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนาชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน</p> <p>สำหรับหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งที่ 10 รูปเล่มหนังสือมีขนาด 140 x 210 x 10 มม. น้ำหนัก 200 กรัม ชนิดกระดาษเป็นสีขาวถนอมสายตา จัดทำโดย เสริมสิน สมะลาภา พิมพ์ที่ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2568 พิมพ์จำนวน 4,000 เล่ม เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ มีจำนวนทั้งหมด 10 หัวข้อ จำนวน 110 หน้า ลักษณะรูปเล่ม ใช้โทนปกหน้าสีขาว เขียนชื่อหนังสือว่า “เข้าใจพุทธศาสนาด้วยเหตุผล” ล่างสุดเป็นชื่อของผู้เขียนคือ เสริมสิน สมะลาภา ส่วนปกด้านหลังเป็นพื้นสีขาวมีตัวหนังสือเขียนว่า คำอนุโมทนา จาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เมื่อผู้เขียนได้เขียนต้นฉบับหนังสือ เข้าใจพุทธศาสนาด้วยเหตุผล แล้วเสร็จผู้เขียนได้มีโอกาสส่งต้นฉบับให้ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตโต) ดูเนื้อหาในภาพรวม ท่านได้ส่งจดหมายตอบกลับ พร้อมคำอนุโมทนา ดังนี้ ขออนุโมทนาว่า โดยสาระสำคัญ เป็นการจับที่เนื้อตัวแท้ ๆ ของพระพุทธศาสนา อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองเมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ ว่า ตรัสรู้อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ หรือว่าทรงรู้ “สเหตุรมม์” คือ ธรรมพร้อมทั้งเหตุ และ “ขยํ ปจจยานํ อเวทิ” ได้ทรงทราบความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลายพร้อมทั้งได้ทรงดำเนินการปฏิบัติให้กระบวนการดับปัจจัยทั้งหมดสำเร็จด้วยการเกิดมีวิชชา เรื่องไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็อยู่ในนี้ ครอบคลุมสภาวะทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรม และนามธรรม อริยสัจ 4 ก็อยู่ที่นี่จึงเป็นความตรงเรื่องที่จะเข้าใจ และได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนา มีข้อสำคัญอย่างหนึ่งอยู่ในการศึกษาหลักธรรมนี้ ซึ่งเกี่ยวกับ free will ด้วย คือ will จะเอาอะไร จะมุ่งไปทางไหน จะเป็นไปอย่างไร <br />ย่อมขึ้นต่อลักษณะอาการ แง่มุม แนว ระดับของอวิชชา แล้วด้วยปัญญาที่พัฒนารู้ทั่วตลอดชัดขึ้น ๆ ในที่สุด วิชชาก็จะทำให้ free from will โดยที่คนก็จะเป็น “ปญญาชีวี” (อยู่ด้วยปัญญา) ผู้มีการกระทำที่เป็นกิริยา โดยไม่เป็นกรรม อาตมาคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญในปัจจยาการ อาตมาขอพูดเกี่ยวกับเรื่องที่มาถึงปัจจุบันเพียงเท่านี้ก่อน และขอะขออนุโมทนา คุณเสริมสิน สมะลาภา อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้เพียรพยายามจริงจังในการส่งเสริมชักพาประชาชนให้ศึกษาตรงจุดที่เนื้อตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ขอเจริญพรและอนุโมทนา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) 25 สิงหาคม 2567 สำหรับข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ คือ เสริมสิน สมะลาภา, เข้าใจพุทธศาสนาด้วยเหตุผล, พิมพ์ครั้งที่ 10, (กรุงเทพมหานคร: บรษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)), 2568. ISBN : 978-616-616-565-4</p>
พระมหาประเวศ ปญฺญาทีโป (ยังเหล็ก)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1803
1818
-
MODERN MANAGEMENT SCIENCE PRACTICES IN THE AGE OF AI
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/2089
<p><em>"Modern Management Science Practices in the Age of AI"</em> is a thorough reference book that offers a multidisciplinary perspective on the transformative influence of artificial intelligence (AI) across various sectors. Edited by Kittisak Jermsittiparsert, Nattharawee Phongkraphan, and Nuchnapha Lekhavichit, this volume consists of thirteen chapters, each authored by leading experts in their respective fields. The book is thematically structured to explore AI's applications and implications within modern management science practices, addressing both the opportunities and challenges it presents in diverse industrial and organizational contexts.</p> <p>The book opens with a preface that provides an introduction and overview of its scope, underscoring its significance as a versatile textbook and an essential guide for researchers and practitioners navigating the AI landscape. The editors emphasize the book's interdisciplinary nature, which spans topics including accounting, behavioral economics, information systems, healthcare management, and sustainability.</p> <p>Subsequently, the thirteen chapters are organized thematically to provide a comprehensive perspective. Each chapter delves into a specific area, offering real-world examples and in-depth analysis. The book culminates in a summary and future outlook section that presents insights and recommendations for future research.</p> <p>Chapter 1, titled <em>"AI and Smart Manufacturing: Building Industry 4.0,"</em> authored by Kamaljeet Motia, Raj Kumar, and Shalom Akhai from Chandigarh University and Maharishi Markandeshwar Engineering College in India, rigorously examines the transformative effects of Industry 4.0 on manufacturing processes and supply chain optimization. The authors elucidate the pivotal role of artificial intelligence (AI) in enhancing production efficacy, elevating product quality, and driving innovation through the integration of advanced technologies such as the Internet of Things (IoT), blockchain, and machine learning. The discourse is supported by empirical case studies of enterprises that have successfully adopted innovative manufacturing technologies, thereby affirming their assertions.</p> <p> </p>
Kittisak Wongmahesak
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1819
1827
-
A STUDY ON THE IMPACT MECHANISM OF SOCIAL MEDIA MARKETING ON BRAND LOYALTY: DUAL MEDIATING EFFECTS BASED ON BRAND TRUST AND EMOTIONAL CONNECTION—EVIDENCE FROM MIXUE
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7820
<p>This research article aims to: 1) examine the direct effect of social media marketing on brand loyalty among consumers of affordable mass-market tea beverage brands; 2) investigate the mediating roles of brand trust and emotional connection in the relationship between social media marketing and brand loyalty; and 3) compare the relative contributions of brand trust and emotional connection as dual psychological pathways through which social media marketing fosters brand loyalty. This study conducted a quantitative research study collecting data from 466 people using multistage stratified sampling from MIXUE consumers across lower-tier, first- and second-tier cities in China; analyzed the data using descriptive statistics, reliability and validity tests, correlation analysis, hierarchical regression, and Bootstrap mediation tests (5,000 samples, 95% CI) via SPSS.</p> <p>The research results found that: 1) Social media marketing has a significant positive direct effect on brand loyalty (β = 0.648, p < 0.001), confirming that MIXUE’s three-dimensional social media approach synergistically drives both attitudinal and behavioral loyalty; 2) both brand trust and emotional connection serve as significant partial mediators, with brand trust accounting for 31.37% and emotional connection for 28.54% of the total effect, yielding a combined dual mediating effect of 59.94%; and 3) brand trust operates as a rational cognitive-affective pathway while emotional connection operates as an affective-identity pathway, and the two mechanisms function synergistically rather than exclusively, together dominating the social media marketing–brand loyalty relationship.</p>
Jinhao Cao
Junshan Ma
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1828
1842
-
ความย้อนแย้งของการควบคุม: การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของนโยบายควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศและผลกระทบต่อการเข้าถึง ทรามาดอลทางคลินิก
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7277
<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างของนโยบายควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาทรามาดอลทางคลินิก โดยใช้การศึกษาค้นคว้าเอกสารและการวิเคราะห์เชิงกฎหมายจากอนุสัญญาระหว่างประเทศ กฎหมายภายในประเทศ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง <strong><em> </em></strong>ผลการศึกษา พบว่า แม้องค์การอนามัยโลกจะจัดให้ทรามาดอลเป็นยาจำเป็นสำหรับการรักษาอาการปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง แต่การกำกับดูแลที่เน้นการควบคุมเชิงปริมาณและการป้องกันการใช้ในทางที่ผิดกลับส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงยาได้ยาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการจำกัดการจ่ายยาและเพิ่มภาระทางเอกสารแก่บุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดแนวปฏิบัติเชิงป้องกันตนเองของเภสัชกร และกระทบต่อคุณภาพการบริบาลทางเภสัชกรรม นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า หลายประเทศ เช่น เยอรมนีและสหราชอาณาจักร ใช้แนวทางกำกับดูแลเชิงความเสี่ยงร่วมกับระบบติดตามการสั่งจ่ายยาแบบดิจิทัล ทำให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเข้าถึงการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้เสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการควบคุมเชิงอาชญากรรมไปสู่การกำกับดูแลเชิงการแพทย์ โดยใช้แนวคิด smart regulation, professional autonomy และ harm reduction เพื่อคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงยาที่จำเป็น ควบคู่กับการป้องกันการใช้ยาในทางที่ผิดอย่างยั่งยืน</p>
วิภาวรรณ ศิริกุลพาณิชย์
ธัญธิมากร ชูเขาวัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
4 4
1843
1855