https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/issue/feed
วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
2025-12-27T19:37:31+07:00
Wannapha Bubphasopha
journalsocialdevelopment@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม (Journal of Interdisciplinary Social Development)</p> <p>E-ISSN : ISSN : 2822-1060 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p>วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4990
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ ผ่านช่องทางการตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
2025-10-21T08:50:22+07:00
วิภาวรรณ พิสิฐเวช
wipisit99@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยเหล่านี้ต่อพฤติกรรมการซื้อ และ <br />3) พัฒนาแบบจำลองแนวทางการส่งเสริมการตัดสินใจซื้อผ่านตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริโภคจำนวน 400 คน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแนวคำถามสัมภาษณ์ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ ที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ กลยุทธ์การสื่อสารดิจิทัล (x̄ = 4.12) รองลงมาคือ ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ (x̄ = 4.07) และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ (x̄ = 4.04) โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้าน 4Ps ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ความสะดวก และประสิทธิผลของโปรโมชั่น 2) ผลกระทบของปัจจัยเหล่านี้ต่อพฤติกรรมการซื้อ พบว่าปัจจัยทางการตลาดดิจิทัลและการสื่อสารออนไลน์ช่วยกระตุ้นการรับรู้ สร้างความไว้วางใจ และเพิ่มความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์ เครื่องมือดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สื่อสังคมออนไลน์ และอีเมลมาร์เก็ตติ้ง มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์และคุณค่าให้กับผู้บริโภค 3) พัฒนาแบบจำลองแนวทางการส่งเสริมการตัดสินใจซื้อผ่านตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ได้รับการพัฒนาจากผลการวิเคราะห์เชิงลึก โดยเสนอให้ผสานกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การสื่อสารสร้างคุณค่า การสนับสนุนจากภาครัฐ และการออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์อย่างยั่งยืน ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ การบริหารการตลาดออนไลน์ และการกำหนดนโยบายภาครัฐ เพื่อยกระดับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4597
กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถของครู สอนภาษาบาลี
2025-09-28T13:14:04+07:00
พระมหาทรงชัย วิชยเภรี (ศิริ)
phramhathrngchaywichypheri@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถของครูสอนภาษาบาลี พบว่า การจัดการเรียนการสอนภาษาบาลีนั้นจะต้องสร้างเคล็ดลับวิชาต่าง ๆ เช่น ขบคิดทฤษฎีให้แตกแยกประเด็นให้ถูก จับสาระสำคัญของเนื้อหาพระบาลีให้ได้ ดำเนินการสอนไปตามลำดับไม่วนวนสับสน และมีความพร้อมในการปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงและพัฒนาวิธีการสอนของตนให้สอดคล้องกับอัธยาศัยของนักเรียนอยู่เสมอเนื่องจากครูผู้สอนบาลีจะต้องเป็นที่พึงและเป็นที่หวังของนักเรียนพระบาลีได้อย่างแท้จริง มีการประมวลความรู้ทุกสัปดาห์ด้วยการทำข้อสอบ หลักการอ่านภาษาบาลีโดยเริ่มทำความรู้จักกับสละและพยัญชนะในภาษาบาลีการใช้ตัวสะกดและสัญลักษณ์ต่างๆที่มีใช้ในหลักสูตรบาลีโดยครูผู้สอนต้องทำการบ้านเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเข้าสอนทุกครั้งโดยคิดหาวิธีที่จะอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ง่ายและจดจำได้นาน มีการนำ Q&A (ถาม-ตอบ) ในเนื้อหาที่เรียนทุกครั้งหรือผู้สอนถามนักเรียนเพื่อเช็คความเข้าใจ และมีการสอบวัดผลในแต่ละสัปดาห์ทั้งด้านการอ่านและเนื้อหา</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5179
RESEARCH ON THE INFLUENCE OF COLLEGE STUDENTS’ SELF-EFFICACY ON ACADEMIC ACHIEVEMENT IN ONLINE LEARNING ENVIRONMENT
2025-11-01T11:55:18+07:00
Yanru Lyu
Lyu.Yanru@northbkk.ac.th
<p>The objectives of this study are: 1) to describe the current status of college students’ online learning self-efficacy and academic achievement; 2) to examine differences across gender, grade, subject area, and online-learning experience; 3) to analyze correlations between self-efficacy and academic achievement; and 4) to estimate the predictive effect of self-efficacy on academic achievement and its dimensions. This research adopts a quantitative design supplemented by qualitative interviews. The population consists of undergraduates at a comprehensive university in Guangxi, China; the sample comprises 352 participants selected through stratified random sampling. Data were collected using an Online Learning Self-Efficacy Scale (20 items), an Online Learning Academic Achievement Scale (11 items), and semi-structured interviews with six students, and analyzed through descriptive statistics, independent-samples t-tests, one-way ANOVA, Pearson correlation, and linear regression in SPSS 27.0.</p> <p> The research results show that: 1) significant differences exist in self-efficacy and academic achievement by gender, grade, subject, and online-learning experience (with non-significant exceptions for “sense of environment” across grades and “sense of effort” across subjects); 2) self-efficacy dimensions are positively correlated with knowledge gains and ability gains (p < .01); 3) overall self-efficacy significantly predicts total academic achievement (R² = .653, β = .808, p < .001) and its subdimensions—knowledge gains (R² = .624, β = .790) and ability gains (R² = .604, β = .777); and 4) each self-efficacy dimension (competence, effort, environment, control) contributes positively to academic achievement in a multivariate model. The study concludes that strengthening students’ online learning self-efficacy is key to enhancing academic achievement. The recommended strategies include targeted skills training on platforms/tools, structured opportunities for online expression and feedback, emotion-focused supports for low-efficacy groups, learner-centered digital learning spaces, and cross-university–industry teams to develop high-quality online courses.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4588
วิธีประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ของชุมชนวัดชมภูเวก
2025-09-27T14:31:58+07:00
พระสมุห์สุทธิพงษ์ สิริวฑฺฒโน
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของชุมชนวัดชมภูเวก 2) แนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของชุมชนวัดชมภูเวก จังหวัดนนทบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาหลักธรรมพระพุทธศาสนาในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ได้แก่ (1) ราชสังคหวัตถุ 4 คือ สังคหวัตถุของพระมหากษัตริย์ ธรรมที่ผูกมัดจิตใจราษฎร ได้แก่ สัสสเมธะ คือ ผู้มีปัญญาในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ปุริสเมธะ คือ ผู้มีปัญญาในการเพาะปลูกข้าราชการ ส่งเสริมคนดีคนเก่ง สัมมาปาส คือ ผู้มีจิตใจสามัคคีส่งเสริมอาชีพ วาชเปยะ หรือ วาชเปยะ คือ มีวาจาไพเราะ สุภาพ อ่อนน้อม <br />(2) มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ 8 เป็นคำสอนปฏิบัติที่จะช่วยให้บรรลุจุดหมายตามกระบวนการธรรมที่รู้และเข้าใจแล้ว เป็นความสำเร็จในชีวิตจริง 2) แนวทางการอยู่ร่วมกันในสังคมของชุมชนวัดชมภูเวก (คือชุมชนท่าทราย) ตั้งอยู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างชุมชนบ้านบางตลาดกับชุมชนบางธรณีทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นชุมชนขนาดใหญ่มีประชากรรวมกันอยู่ 3 เชื้อชาติ คือ มอญ-ไทยเชื้อสายมอญ จีน และอิสลาม เป็นศูนย์รวมทางธุรกิจการค้า มีตลาดน้ำเป็นศูนย์กลางการค้าในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา การนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หลักสังคหวัตถุ 4 และผาสุกวิหารธรรม ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพื่อประโยชน์ชุมชนในพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/3769
การจัดการด้านความปลอดภัยตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
2025-08-03T21:23:47+07:00
กฤติคุณ พิทักษ์ภูเบศ
molemon2121@gmail.com
เกษฎา ผาทอง
molemon2121@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัยตามหลัก สัปปุริสธรรม 7 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเรื่องการจัดการด้านความปลอดภัยตามหลักสัปปุริสธรรม 7 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการจัดการด้านความปลอดภัยตามหลักสัปปุริสธรรม เป็นการวิจัยแบบผสม เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 367 คน สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยใช้การทดสอบค่าที การทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทำการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านงานอำนวยความสะดวกด้านการจราจร 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ประชาชนที่มีอายุ อาชีพ และรายได้ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการจัดการด้านความปลอดภัยตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยรวมแตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะ คือ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน จึงควรมีจำนวนเจ้าหน้าที่มาอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งให้คำแนะนำต่าง ๆ ให้ทั่วถึง</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4971
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของนักศึกษาบัญชี ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
2025-10-20T10:07:35+07:00
สมทรง พีรี
ardiw10@gmail.com
วรรณนิสา วงษา
ardiw10@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของนักศึกษาบัญชี และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของนักศึกษาบัญชีในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาสาขาบัญชี วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น จำนวน 169 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของนักศึกษาบัญชี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.19, S.D. = 0.79) โดยปัจจัยด้านการเรียนการสอนมีระดับความสำคัญสูงที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคม ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านประสบการณ์ปฏิบัติวิชาชีพ ปัจจัยด้านสถาบันการศึกษา และปัจจัยด้านบุคคลตามลำดับ ส่วนความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D. = 0.83) โดยให้ความสำคัญต่อทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกันผ่านดิจิทัลมากที่สุด รองลงมาคือทักษะการใช้ซอฟต์แวร์บัญชี การคิดวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ทัศนคติและความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยี และทักษะเทคโนโลยีพื้นฐาน</p> <ol start="2"> <li>การวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลของนักศึกษาสาขาบัญชีในยุคดิจิทัล การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยด้านประสบการณ์ปฏิบัติวิชาชีพ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความพร้อมด้านทักษะดิจิทัล ขณะที่ปัจจัยด้านบุคคล การเรียนการสอน สถาบันการศึกษา และสิ่งแวดล้อมทางสังคมไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4598
การพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาบาลีโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก
2025-09-28T13:16:23+07:00
พระมหาทรงวิทย์ วริทฺธิฐายี (ศิริ)
Phramhathrngwithywriththithayi@gmail.com
<p>บทความวิชาการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะด้านการอ่านโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก พบว่า กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึกที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และประเมินผู้เรียนร่วมกัน ซึ่งบทบาทของอาจารย์ผู้สอน คือ ให้ความสำคัญกับนักศึกษาภาษาบาลีเป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะด้านการอ่านกับเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างชัดเจนเพื่อเน้นกับการนำไปใช้ประโยชน์กับนักศึกษาภาษาบาลีในส่วนของเนื้อหา รวมถึงบทบาทนักศึกษาภาษาบาลี คือ การเตรียมตัวเกี่ยวกับภาษาไทยและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาบาลี อักษรบาลี สระ และพยัญชนะ รวมถึงการฝึกทำความเข้าใจต่อการเรียนภาษาบาลี ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) การทำความเข้าใจกับเนื้อหาไวยากรณ์บาลี <br />2) ศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอักษรบาลี สระบาลี และพยัญชนะบาลี 3) การเลือกวิธีการอ่านพยัญชนะ สระ นิคคหิต และอ่านจุดพินทุทึบใต้พยัญชนะ 4) ขั้นทบทวนวิธีการอ่าน และ 5) แปลความหมายของศัพท์</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5153
RESEARCH ON THE OPTIMIZATION OF THE TRAINING SYSTEM FOR LIVE E-COMMERCE OPERATION MANAGERS BASED ON THE COMPETENCY MODEL
2025-10-31T14:10:10+07:00
Kaiyuan Zhao
1852969421@qq.com
<p>The objectives of this study are: 1) to construct a competency model for live-stream e-commerce operation supervisors in Company A, 2) to evaluate the current competency level of the supervisor team using the fuzzy comprehensive evaluation method, 3) to identify the major competency gaps and performance weaknesses and 4) to propose a systematic training optimization framework to enhance operational effectiveness. This research adopts a mixed-method design combining expert interviews and quantitative evaluation. The population consists of live-stream e-commerce operation supervisors of Company A, and the sample comprises 20 supervisors selected through purposive sampling based on their managerial experience and job relevance. Data were collected using competency rating scales and expert assessment forms, and analyzed through fuzzy comprehensive evaluation, weighted scoring analysis, and descriptive statistics.</p> <p> The research results show that: 1) the team’s overall competency score is 67.31, falling within the “fairly poor” range, 2) core competencies such as real-time control and result optimization are significantly weak, 3) general competencies, including teamwork and communication, show moderate deficiencies, while time management is relatively strong; and 4) professional competencies—especially rule compliance, resource coordination, and data analysis—are the most critical bottlenecks affecting performance. The study concludes that the training system for e-commerce operation supervisors should be reconstructed around three competency dimensions: core ability, general ability, and professional ability. The recommended strategies include establishing real-scenario simulation training, closed-loop optimization drills, cross-department collaboration practice, and systematic rule and data analysis training, to enhance supervisory performance and ensure sustainable talent development in live-stream e-commerce operations.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5199
AN EXPERIMENTAL STUDY ON THE IMPROVEMENT OF FOOTBALL TEACHING EFFECTIVENESS IN GUANGXI YGY COLLEGE: APPLYING PBL TEACHING METHOD BASED ON CURRICULUM OPTIMIZATION THEORY
2025-11-03T14:08:26+07:00
Yihua Zhu
Zhu.Yihua@northbkk.ac.th
<p>The objectives of this study are: (1) To examine the effectiveness of applying the Problem-Based Learning (PBL) teaching method based on curriculum optimization theory in improving college students’ football skills; 2) To analyze the impact of the PBL approach on students’ physical fitness, especially endurance performance; 3) To evaluate changes in students’ learning interest and motivation toward physical education; and 4) To develop an optimized teaching plan for football courses in higher education. This research adopts a quasi-experimental design with a pretest–posttest control-group structure. The population consists of undergraduate students enrolled in public physical education courses at Guangxi YGY College, and the sample comprises 76 participants (38 in the experimental group and 38 in the control group) selected through cluster sampling. Data were collected using football skill tests (juggling, obstacle dribbling, 1-minute inside-foot passing, and shooting), physical fitness assessments (vital capacity, 50-meter sprint, standing long jump, sit-and-reach, 1000-meter/800-meter run, and pull-ups/sit-ups), and the College Student Physical Education Interest Evaluation Scale. The collected data were analyzed through descriptive statistics and paired and independent t-tests at the significance levels of p < 0.05 and p < 0.01.</p> <p> The research results show that: 1) The PBL teaching method significantly enhances students’ football skills compared with traditional instruction (p < 0.001); 2) The PBL approach leads to greater improvement in physical endurance and sprint performance (p < 0.001); 3) Students in the PBL group demonstrate higher levels of learning interest and motivation, with significant increases in positivity, skill learning, and extracurricular participation (p < 0.001); and 4) The traditional teaching method yields limited improvement in skill and motivation outcomes. The study concludes that the PBL teaching method based on curriculum optimization theory is more effective than traditional teaching in improving football performance, endurance, and learning engagement among college students. The recommended strategies include designing problem-chain learning tasks, promoting collaborative inquiry, integrating pre-class multimedia learning, extending extracurricular practice, and aligning formative assessments with course objectives.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4566
การพัฒนาการเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักเรียนในยุคปัจจุบัน
2025-09-26T12:02:46+07:00
บุญยานุช สุขร่าง
Bunyanuch199999@gmail.com
สงกรานต์ พิมพา
Bunyanuch199999@gmail.com
อัศฎา สุระมาตย์
Bunyanuch199999@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักเรียนในยุคปัจจุบัน พบว่า กระบวนการพัฒนาเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักเรียนโดยเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของผู้เรียน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสำรวจความรู้เดิม คือ การสำรวจตนเองและการสนทนาพูดคุยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ 2) ขั้นการลงมือทำกิจกรรม คือ การให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน 3) ขั้นสะท้อนและวิเคราะห์ คือ การสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียน 4) ขั้นนำไปใช้ คือ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้รับไปดำเนินการใช้ในชีวิต และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของผู้เรียนด้วยกันด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต้นแบบหรือแบบอย่างที่อยู่ในจิตใจ รู้จักคิดวิเคราะห์ การรู้จักแก้ไขปัญหารวมถึงการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงกระบวนการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4891
ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นความปลอดภัย และความเสี่ยงที่มีผลต่อการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บน Shopee
2025-10-16T21:39:59+07:00
บัวพรรณ คำเฉลา
buaphan.k1128@gmail.com
วีรพงษ์ สุทาวัน
buaphan.k1128@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเสี่ยงของผู้บริโภคที่ใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บนแพลตฟอร์ม Shopee2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความเชื่อมั่นความปลอดภัย และความเสี่ยงที่มีผลต่อการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บน Shopee 3) เพื่อเสนอแนวทางในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความปลอดภัย รวมถึงลดความเสี่ยงในการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บน Shopee เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) เก็บข้อมูลกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ตารางแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเชื่อมั่นเชื่อมั่น (Trust) และ ความปลอดภัย (Security) มีความสัมพันธ์และส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้บริการ SPayLater ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.57, S.D.= 0.69) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความเชื่อมั่น ( = 4.59, S.D.= 0.71) รองลงมาคือด้านความปลอดภัย ( = 4.58, S.D.= 0.70) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความเสี่ยง ( = 4.55, S.D.= 0.67) 2) ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นความปลอดภัย และความเสี่ยงที่มีผลต่อการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บน Shopee พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเสี่ยง โดยส่งผลในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่งผลต่อการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater ของแอปพลิเคชัน Shopee ในการซื้อสินค้าทางออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่งผลต่อกันในทางบวก โดยมีอำนาจการพยากรณ์ ร้อยละ 97.2 (R<sup>2</sup> adj= 0.972) และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ 7206.516 3) แนวทางในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความปลอดภัย รวมถึงลดความเสี่ยงในการใช้บริการสินเชื่อ SPayLater บน Shopee การส่งเสริม ความเชื่อมั่น และ ความปลอดภัย เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มการยอมรับและการใช้บริการ SPayLater อย่างยั่งยืน ขณะที่การบริหารจัดการและลด ความเสี่ยงที่รับรู้ จะช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้บริการอย่างมั่นใจและรับผิดชอบต่อภาระทางการเงินมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับ Shopee และผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์อื่น ๆ ในการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ให้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/3981
รูปแบบการบริหารสถานศึกษาพอเพียง: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ
2025-08-19T14:08:18+07:00
ต่อศักดิ์ บุญเสือ
rong.torsak2505@gmail.com
ฉัตรชัย ตั้งศรีทอง
rong.torsak2505@gmail.com
ศิริพันธ์ ขวัญอ่อน
rong.torsak2505@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาพอเพียง: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ 2) สร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาพอเพียง: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาพอเพียง: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชัยภูมิ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เก็บข้อมูลกับสถานศึกษา จำนวน 4 โรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูงานวิชาการ และกรรมการสถานศึกษา จำนวน 6 คน เลือกแบบเจาะจงโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เลือกแบบเจาะจง โดยวิธี Focus Group Discussion วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คนผู้บริหารจำนวน 4 คน ใช้วิธีสอบถามความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลวิจัยพบว่า 1) กรอบในการกำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาพอเพียงประกอบด้วย 10 ประเด็น ครอบคลุมการบริหารสถานศึกษาพอเพียงทั้ง 5 ด้าน เช่น ปัญหาด้านการปฏิบัติจริง การขาดนโยบายที่ชัดเจนและความเข้าใจของครู ขาดการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง 2) การสร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาพอเพียงใช้วิธีการพัฒนาและดำเนินการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาทั้ง 5 ด้านไปพร้อมกัน โดยไม่กำหนดลำดับเริ่มต้น ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา ความจำเป็น และบริบทของแต่ละสถานศึกษา และ3) การตรวจสอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาพอเพียง พบว่า ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4589
การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามหลักสันโดษ
2025-09-27T14:34:09+07:00
พระสมุห์สุทธิพงษ์ สิริวฑฺฒโน
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม
phrasmuhsuththiphngssiriwththt@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามหลักสันโดษ พบว่า สันโดษ คือ ความยินดี พอใจเท่าที่ตนมีอยู่ หรือเป็นอยู่ความพอใจปัจจัยสี่ตามที่มีตามที่ได้ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ รวมทั้งการผลิต การบริโภค และการกระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชนนั้น การประยุกต์ใช้สันโดษเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน พระพุทธเจ้าทรงมุ่งเน้นให้พระภิกษุขวนขวายในปัจจัย 4 อย่างพอดี มีขีดจำกัด พระพุทธองค์มิได้ปฏิเสธการแสวงหา แต่ให้แสวงหาอย่างเหมาะสม ไม่ดิ้นรนไปตามตัณหาและไม่ใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย ตรัสว่า ถ้าพระสาวกเป็นอยู่และใช้สอยปัจจัย 4 อย่างถูกต้องเหมาะสมย่อมทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จุดมุ่งหมายของสันโดษ คือเพื่อลดความกังวลในเรื่องปัจจัย 4 ให้เหลือน้อยที่สุด แล้วออมกำลังแรงงาน กำลังความคิด และเวลามาทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมหรือการสร้างสรรค์ความดีงามอื่น ๆ ดังนั้น คนที่สันโดษ จึงไม่ใช่คนเฉื่อยชาหรือไม่อยากได้ใคร่ดีอะไร หากแต่เป็นคนที่มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4966
การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานบัญชี ของผู้ประกอบการ SMEs
2025-11-02T17:08:40+07:00
วรรณนิสา วงษา
Wannisawongsa@gmail.com
สมทรง พีรี
Wannisawongsa@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์กับประสิทธิภาพงานบัญชีของผู้ประกอบการ SMEs 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์กับประสิทธิภาพงานบัญชีของผู้ประกอบการ SMEs เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการ SMEs ที่ดำเนินกิจการในจังหวัดตาก จำนวน 330 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ระดับความคิดเห็นการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์กับประสิทธิภาพงานบัญชีของผู้ประกอบการ SMEs พบว่า การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ของผู้ประกอบการ SMEs อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.40, SD = 0.717) สำคัญมากที่สุดกับ ความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน รองลงมาคือ ความถี่ในการใช้โปรแกรมบัญชี, ความรู้และทักษะของผู้ใช้ และความครอบคลุมของฟังก์ชันที่ใช้ ประสิทธิภาพงานบัญชีของผู้ประกอบการ SMEs อยู่ในระดับมาก ( = 4.11, SD = 0.841) สำคัญมากที่สุดกับ ความรวดเร็วในการจัดทำบัญชี รองลงมาคือ ความครบถ้วนและทันสมัยของรายงาน, ความถูกต้องของข้อมูลบัญชี, และความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจจากข้อมูลบัญชี</p> <p> 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์กับประสิทธิภาพงานบัญชีของผู้ประกอบการ SMEs พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (r = 0.650, p < 0.01) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ประกอบด้วยความถี่ในการใช้โปรแกรม, ความครอบคลุมของฟังก์ชัน, ความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน, และความรู้และทักษะของผู้ใช้โปรแกรม มีผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพงานบัญชี </p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4567
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง เพื่อส่งเสริมวินัยของนักเรียนในยุคปัจจุบัน
2025-09-26T12:04:56+07:00
อัศฎา สุระมาตย์
thepsiri9999@gmail.com
สงกรานต์ พิมพา
thepsiri9999@gmail.com
บุญยานุช สุขร่าง
thepsiri9999@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองเพื่อส่งเสริมวินัยของนักเรียนในยุคปัจจุบัน พบว่า การจัดการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองเพื่อส่งเสริมวินัยของนักเรียนในยุคปัจจุบันโดยสรุปนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ การฝึกค้นคว้าด้วยตนเอง และใฝ่รู้ใฝ่เรียนของผู้เรียนรวมถึงผู้เรียนจะต้องมีเป้าหมาย ความสนใจ รู้จักยอมรับความแตกต่างของตนเอง รู้จักการลงมือทดลอง การสืบเสาะหาองค์ความรู้เพิ่มเติม การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ดังนี้ 1. สร้างองค์ความรู้จากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2. สร้างปฏิสัมพันธ์จากการตั้งคำถาม 3. การฝึกปฏิบัติจากนำเสนอ 4. การจัดการองค์ความรู้ 5. การบูรณาการความรู้กับศาสตร์สมัยใหม่ เป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการวางโครงสร้างความรู้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่ 2 สังเคราะห์แยกแยะประเด็นสำคัญ และ ขั้นตอนที่ 3 สร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5208
ใช้คลื่นพลังบวก ดึงดูดพลังสุข
2025-11-05T13:12:27+07:00
ชญานุช เทพเสนา
chaophraya.jc@gmail.com
พระครูพิศาลสารบัณฑิต
chaophraya.jc@gmail.com
<p>หนังสือ ใช้คลื่นพลังบวกดึงดูดพลังสุข ของเว็กซ์ คิงส์ (แปลโดย กิษรา รัตนาภิรัต คุโด) เป็นวรรณกรรมว่าด้วยการพัฒนาชีวิตจาก “ภายในสู่ภายนอก” โดยนำเสนอความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ผ่านการแปรเปลี่ยนท่าทีต่อประสบการณ์ชีวิต มากกว่าการยึดติดกับผลลัพธ์เชิงวัตถุภายนอก งานเขียนเล่มนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง มีการแปลไปแล้วกว่า 30 ภาษา และติดอันดับหนึ่งหนังสือขายดีในอังกฤษ รวมถึงเป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับการอ่านอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย Vex King เป็นนักเขียนและนักสร้างแรงบันดาลใจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ที่เติบโตท่ามกลางสภาพสังคมหลากวัฒนธรรมและประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบาก ก่อนจะพัฒนาแนวคิด “การเปลี่ยนพลังลบให้เป็นพลังบวก” ขึ้นมาเป็นเครื่องมือแห่งการเติบโตส่วนบุคคล แนวคิดของเขาได้สะท้อนลักษณะเด่นของการพัฒนาตนตามแนวตะวันตก ที่เน้นศักยภาพแห่ง “ตัวตน” (self-empowerment) และการสร้างชีวิตที่ดีด้วยเจตจำนงส่วนบุคคล ขณะที่แนวทางตะวันออก โดยเฉพาะแนวพุทธ มุ่งเน้น “การรู้เท่าทันตน” (self-awareness) การละอัตตา และการเข้าถึงความสงบจากภายใน ความแตกต่างนี้ได้สะท้อนฐานรากทางวัฒนธรรม กล่าวคือ วัฒนธรรมตะวันตกมุ่งสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ วัฒนธรรมตะวันออกมุ่งดับเหตุแห่งทุกข์ ทั้งสองล้วนมุ่งสู่ความสมดุลแห่งจิตและการดำรงอยู่ด้วยปัญญา </p> <p> หนังสือเล่มนี้ มุ่งเน้นให้ผู้อ่านตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง การให้อภัย การเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมพลังบวก และการรักษาความสัมพันธ์อย่างมีสติ แนวคิดดังกล่าวแม้จะดูเป็นเรื่องของจิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) แต่แท้จริงแล้วมีมิติของ “จิตตภาวนา” แฝงอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาในหลายประการ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4397
THE RELATIONSHIP BETWEEN ORGANIZATIONAL CULTURE AND EMPLOYEE LOYALTY: A STUDY OF ABC COMPANY IN CHINA
2025-09-18T10:30:55+07:00
Zhang Congming
g672301002@northcm.ac.th
Pongsiri Kamkankaew
g672301002@northcm.ac.th
<p>This study investigated the relationship between organizational culture and employee loyalty at ABC Company, a tool-making enterprise in China. The research employed total population sampling, inviting all 129 employees to participate, and utilised a structured questionnaire as the primary instrument. The questionnaire assessed four types of organizational culture—power-oriented, role-oriented, achievement-oriented, and support-oriented—together with employee loyalty, measured on a 5-point Likert scale. Reliability testing confirmed internal consistency, with Cronbach’s alpha values exceeding 0.70 for all constructs. Data were analysed using multiple regression analysis. The findings revealed that organizational culture significantly influences employee loyalty. Support-oriented culture exerted the strongest positive effect on loyalty (ß = 0.2994, p = 0.005), while role-oriented culture demonstrated a modest positive effect (ß = 0.0622, p = 0.005). Conversely, power-oriented culture (ß = -0.1254, p = 0.030) and achievement-oriented culture (ß = -0.1825, p = 0.037) negatively affected loyalty. The regression model accounted for 45.6% of the variance in employee loyalty (R² = 0.456). These results suggest that supportive and structured organizational cultures enhance employee commitment, whereas an excessive emphasis on power and achievement may diminish loyalty. The study provides practical implications for managers in the machinery parts industry, underscoring the importance of fostering a positive organizational environment to strengthen employee loyalty and ensure sustainable organizational success.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5029
อิทธิพลภาพลักษณ์องค์กรที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด
2025-10-25T20:18:56+07:00
ณฐิตา เลิศทอง
g672301009@northcm.ac.th
พงศ์ศิริ คำขันแก้ว
g672301009@northcm.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของภาพลักษณ์องค์กรที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีการสำรวจแบบตัดขวาง (Cross-Sectional Survey) โดยเก็บข้อมูลจากสมาชิกสมาคมฯ จำนวน 395 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์มาตราส่วนประมาณค่าแบบลิกเคิร์ต 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) ระหว่าง 0.965–0.977 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์องค์กรประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงิน ผลิตภัณฑ์ บุคลากร การกำกับดูแลกิจการที่ดี และความรับผิดชอบต่อสังคม มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ต่อความเชื่อมั่นของสมาชิก โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความเชื่อมั่นได้ร้อยละ 78.5 (Adjusted R² = 0.785) โดยเฉพาะด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและบุคลากรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส บุคลากรที่มีคุณภาพ และความรับผิดชอบต่อสังคมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความไว้วางใจของสมาชิก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสมาคมควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรในทุกมิติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนในการดำเนินงานขององค์กร </p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4568
วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกา
2025-09-30T21:14:13+07:00
สงกรานต์ พิมพา
songkran19879@gmail.com
บุญยานุช สุขร่าง
songkran19879@gmail.com
อัศฎา สุระมาตย์
songkran19879@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ การนำเอาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ออกมาขยายให้กว้างขวางไปสู่ประชาชนโดยใช้สื่อต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย น้อมนำเอาหลักธรรมมาประพฤติปฏิบัติตามจนสามารถบรรลุประโยชน์สูงสุดที่พระสงฆ์ ตั้งใจศึกษาหลักธรรมคำสอน ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม รวมถึงหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ของแต่ละสภาพแวดล้อมทางกายภาพ รวมถึงมีวิธีการในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5019
ผลกระทบด้านความมั่นคงของประชาชนจากข้อพิพาทชายแดน ไทย–กัมพูชา: พื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว
2025-10-24T22:30:04+07:00
พระมหาธนภัทร อภิชาโน (วชระเมธากุล)
ibanazexc@gmail.com
แม่ชีนงลักษณ์ พันธุ์ธนะพฤฒ
ibanazexc@gmail.com
พระมหาประวิทย์ วุฑฺฒิญาโน (จำนิล)
ibanazexc@gmail.com
พระมหาจิรทิปต์ อาจิตฺตปุญโญ (สุขประเสริฐ)
ibanazexc@gmail.com
ธีรภัทร์ ทองเพ็ง
ibanazexc@gmail.com
<p> บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคงจากข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเน้นกรณี “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความซับซ้อนทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การเมือง และความมั่นคงทางสังคม การวิเคราะห์ใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (ทฤษฎีแห่งการเปลี่ยนแปลง) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุแห่งความขัดแย้ง กระบวนการเปลี่ยนผ่าน และผลลัพธ์ทางความมั่นคงต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน จากยุคค่ายอพยพเขมรแดงและสงครามอินโดจีน สู่ข้อพิพาทชายแดนร่วมสมัย ผลการวิเคราะห์พบว่า ความมั่นคงของประชาชนในบ้านหนองจานได้รับผลกระทบหลายระดับ ทั้งในมิติของความมั่นคงทางกายภาพ เศรษฐกิจ จิตวิทยา และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และการเปลี่ยนแปลงบทบาทของชายแดนจาก “เขตกันชนทางทหาร” ไปสู่ “พื้นที่เสี่ยงภัยของมนุษย์” ซึ่งต้องการแนวทางการพัฒนาความมั่นคงเชิงมนุษย์อย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ความมั่นคงในพื้นที่ได้รับผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การเข้าถึงทรัพยากรและพื้นที่ทำกิน การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย–กัมพูชา การประยุกต์ใช้กรอบ ToC ทำให้เห็นกระบวนการเชิงระบบที่ส่งผลจากปัจจัยระดับนโยบาย รัฐบาล และชุมชนสู่ความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงแบบยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย “ความเข้าใจในอดีต” ควบคู่กับ “การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่” เพื่อแปลงข้อพิพาทเดิมให้กลายเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาร่วมกันในอนาคต</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5330
การวิเคราะห์สุขภาวะเชิงองค์รวมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5
2025-11-12T13:08:59+07:00
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
wiralphat@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสุขภาวะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 2) ศึกษาสุขภาวะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาพร้อมครูผู้สอนรวม 338 ราย คัดเลือกตามหลักเกณฑ์ของเครจซี่และมอร์แกนด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยใช้แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน คือ t-test กับ F-test</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า</p> <p>1) ระดับสุขภาวะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของครูในพื้นที่ดังกล่าวมีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูง ( = 4.43)</p> <p>2) การวิเคราะห์ความแตกต่างของทัศนะเกี่ยวกับสุขภาวะในการทำงานเมื่อจำแนกตามคุณวุฒิทางการศึกษาและระยะเวลาในการรับราชการ แสดงผลว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในภาพรวมและรายมิติ (t = 1.14, p = .25)</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4396
THE EFFECT OF USER-GENERATED CONTENT ON PURCHASE INTENTION FOR FASHION PRODUCTS: AN EVIDENCE FROM JIANGSU, CHINA
2025-10-15T10:02:54+07:00
Yipinghui Wu
g672301003@northcm.ac.th
Pongsiri Kamkankaew
g672301003@northcm.ac.th
<p>This study investigates the relationship between user-generated content (UGC) on social media and the purchase intention of fashion products among consumers in Jiangsu province, China. The main objective is to understand how credibility, quality, attractiveness, usefulness, and risk influence buying decisions in the fast-growing fashion e-commerce market. The research applied a quantitative method with a sample size of 385 respondents, chosen through convenience sampling. Data were collected using a structured questionnaire with a five-point Likert scale, and validity and reliability were confirmed with Cronbach’s alpha values above 0.70. Statistical analysis included correlation and multiple regression.</p> <p> The results show that perceived credibility (β = 0.1400, p < 0.05), perceived quality (β = 0.1371, p < 0.05), perceived attractiveness (β = 0.1290, p < 0.05), and perceived usefulness (β = 0.1374, p < 0.05) all have significant positive effects on purchase intention, while perceived risk (β = –0.1440, p > 0.05) shows a negative but insignificant effect. The regression model explains 40.7% of the variance in purchase intention (R² = 0.407), and the Durbin–Watson value of 1.09 confirms no autocorrelation. These findings highlight the importance of building credibility, quality, attractiveness, and usefulness in UGC to influence consumers’ decisions, while perceived risk remains a limiting factor in online shopping behavior.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4826
CHALLENGES OF THE QUALIA THEORY IN THE DESIGN OF CHANGSHA KILN MASCOT
2025-10-14T16:11:13+07:00
Tang Shiyun
watanapun@gmail.com
Watanapun Krutasaen
watanapun@gmail.com
<p>This study explores the application of qualia theory in the design of Changsha Kiln mascots and analyzes the challenges encountered in the design process. The qualia theory emphasizes the important role of emotional resonance and multi-sensory experience in design, and provides a methodological path for the integration of visual design and cultural narrative. Changsha Kiln is an important cultural heritage of the Tang Dynasty. Its unique artistic style and historical background provide rich materials for mascot design. This study uses methods such as literature research, case studies, and expert interviews to explore how to integrate qualia theory with the cultural symbols of Changsha Kiln, focusing on how to modernize traditional symbols, how to express sensory experiences, and how to effectively convey emotions. In the case study, representative mascots of Chinese culture, such as Sanxingdui and Bingdundun, were analyzed and studied. An expert on underglaze color of Changsha kiln was interviewed and a field visit was conducted. The study found that although qualia theory provides a new perspective for mascot design, challenges still exist, including how to combine traditional elements with modern design, how to concretize sensory experiences, and how to accurately convey complex cultural meanings. This paper proposes some suggestions, including how to use technology to enhance interactivity and how to promote interdisciplinary collaboration.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5122
การให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประชาชน ของเทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2025-10-30T09:39:49+07:00
สวลี เหมมัน
savaleehem2518@gmail.com
สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา
savaleehem2518@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประชาชน ของเทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประชาชนของเทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองควนลัง จำนวน 400 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประชาชนของเทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านถนน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านระบบทางระบายน้ำ ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประชาชนของเทศบาลเมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่า เทศบาลควรเร่งดำเนินการสำรวจสภาพถนนในทุกชุมชน เพื่อซ่อมแซม และปรับปรุงถนนที่ชำรุดอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น จุดเปลี่ยว ซอยเล็กในชุมชน และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน ควรปรับปรุงเพิ่มเติมเส้นทางระบายน้ำเพิ่มขึ้น และขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพราะในช่วงฤดูฝนพื้นที่เมืองควนลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4959
อิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์
2025-10-19T10:27:45+07:00
ภัทรนันท์ กัญจนวิภาพร
Sikharinamn@gmail.com
สาวิตรี จันทร์วาน
Sikharinamn@gmail.com
กิตติภูมิ พานทอง
Sikharinamn@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ 2) ศึกษาระดับความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกอผ่านช่องทางออนไลน์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของธุรกิจค้าปลีกและผู้จัดการฝ่ายการตลาดของธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดตาก จำนวน 330 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปร</p> <p> </p> <p> ผลการวิจัยที่พบว่า</p> <p> 1) ระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.04, SD = 0.80) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญ คือ ด้านการใช้โซเชียลมีเดีย รองลงมาคือ ด้านการทำโฆษณาออนไลน์ ด้านการตลาดเนื้อหา และด้านการตลาดผ่านอีเมล ระดับความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.08, SD = 0.85) ความสำคัญสูงสุด คือ ความจงรักภักดีของลูกค้า รองลงมาคือความพึงพอใจของลูกค้า ยอดขายออนไลน์ และการเติบโตของธุรกิจ/ส่วนแบ่งการตลาด</p> <p> 2) การวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ ด้านการใช้โซเชียลมีเดีย ด้านการทำโฆษณาออนไลน์ และด้านการตลาดเนื้อหา มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะที่ด้านการตลาดผ่านอีเมล ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4689
บทบาทพระสงฆ์กับการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานล้านนา
2025-10-06T21:44:41+07:00
พระสมบัติ สนฺตจิตฺโต (เป็งวงศ์)
aoao59797@gmil.com
พรหมเรศ แก้วโมลา
aoao59797@gmil.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงบทบาทและความสำคัญของพระสงฆ์ในการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของภูมิภาคล้านนา คัมภีร์ใบลานไม่เพียงแต่เป็นแหล่งบันทึกคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิต และค่านิยมของคนในอดีต พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน จึงมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์คัมภีร์ พระสงฆ์ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เก็บรักษาและซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานที่ชำรุดแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และการรักษาไปสู่คนรุ่นใหม่ พระสงฆ์ยังได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูคัมภีร์ใบลาน ให้กลับมาเป็นที่รู้จักในสังคม อีกทั้งยังช่วยให้การศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ ได้รับการเผยแพร่ต่อไปในยุคปัจจุบัน และอนาคต การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน จึงไม่เพียงแต่เป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางจิตวิญญาณที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย</p> <p>บทความนี้เน้นวิเคราะห์เชิงลึกถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่พระสงฆ์ดำเนินการเพื่อรักษาคัมภีร์ <br />ใบลานไว้ เช่น การจัดอบรมช่างซ่อมใบลาน การจัดนิทรรศการคัมภีร์ การอนุรักษ์รูปแบบตัวอักษรล้านนา ตลอดจนการประสานงานกับองค์กรภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มมิติในการอนุรักษ์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ไม่เพียงทำหน้าที่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนวัฒนธรรมท้องถิ่น การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานจึงมิใช่เพียงภารกิจของวัด หากแต่เป็นความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์และชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา และความตระหนัก ในคุณค่าของรากเหง้าวัฒนธรรมที่ควรธำรงไว้ให้อยู่สืบไป</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5404
คุณลักษณะของทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ชุมชนบ้านเนินกลาง ตำบลบางสระเก้า จังหวัดจันทบุรี
2025-11-15T07:29:10+07:00
อัณณ์สุชา ทองลา
ansucha.t@rbru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจและจำแนกประเภทของทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2) ศึกษาคุณลักษณะทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และ 3) เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน บ้านเนินกลาง ตำบลบางสระเก้า จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ 1. นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลของนักท่องเที่ยวและวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. หน่วยงานภาครัฐ และตัวแทนคนในพื้นที่ รวม 10 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย ในการเก็บข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ และตัวแทนคนในพื้นที่ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บ้านเนินกลางสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ประเภทมรดกวัฒนธรรม ประเภทกลุ่มวิถีชีวิต และสินค้าที่ตอบสนองตามความต้องการที่แตกต่าง 2. คุณลักษณะของทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ของบ้านเนินกลางนั้นภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งคุณลักษณะของทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่มีค่าสูงสุด คือ 1. ด้านการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว 2. ด้านการสร้างทักษะและประสบการณ์ 3. ด้านการมีเอกลักษณ์และโดดเด่น 4. ด้านการมีความแท้จริงในวิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์จริง 5. ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น ตามลำดับและ 3. ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน บ้านเนินกลาง ตำบลบางสระเก้า จังหวัดจันทบุรี ได้แก่1. กิจกรรมการถ่ายภาพ และวาดภาพสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน 2. การเรียนรู้ทำขนมจากถั่วลิสง 3. ทำอาหารเมนูขาหมูต้มถั่วลิสง 4. เปิดศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 5. โปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5001
การเตรียมความพร้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณของข้าราชการทหารอากาศ ณ กรมยุทธการทหารอากาศ กรุงเทพมหานคร
2025-10-22T13:32:06+07:00
ปิยวัฒน์ เปลี่ยวจิตร์
Piyawat.plaw@northbkk.ac.th
สานิตย์ ศิริวิศิษฐ์กุล
Piyawat.plaw@northbkk.ac.th
พงษ์ศักดิ์ เพชรสถิตย์
Piyawat.plaw@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณของข้าราชการทหารอากาศ ณ กรมยุทธการทหารอากาศ และ (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความพร้อมจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการ 163 คน ได้จากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงิน ร่างกาย จิตใจ และการใช้เวลาว่าง มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test กับ ANOVA</p> <p><strong> </strong></p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการเตรียมความพร้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีหลังเกษียณของข้าราชการทหารอากาศโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ</li> <li>เมื่อพิจารณาตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ด้านอายุ ข้าราชการกลุ่มอายุ 30–40 ปี มีความพร้อมด้านสุขภาพร่างกายสูงกว่ากลุ่มอายุ 41–50 ปี ด้านระดับการศึกษา ข้าราชการที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยและด้านจิตใจต่ำกว่ากลุ่มที่มีระดับการศึกษาสูงกว่า ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยผู้ที่มีการศึกษาสูงมักมีการวางแผนชีวิตที่เป็นระบบ และสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรหรือข้อมูลที่ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมได้ดีกว่า ด้านสถานภาพสมรส ข้าราชการที่มีสถานภาพสมรส มีความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยสูงกว่ากลุ่มที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้าง สถานภาพสมรสมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เนื่องจากการมีคู่สมรสช่วยส่งเสริมความมั่นคงทั้งทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการสนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงวัยเกษียณ</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4828
RESEARCH ON INNOVATIVE DESIGN OF DAI PAPER-CUTTING PATTERN EXTRACTION BASED ON SHAPE GRAMMAR
2025-10-15T14:26:36+07:00
Lei Yixia
artopiaztudio@gmail.com
Thatree Muangkaew
artopiaztudio@gmail.com
<p>This paper focuses on the national intangible cultural heritage of "Dai paper-cutting". Based on the theory of shape grammar, it explores the extraction methods and innovative concepts of traditional patterns in Dai paper-cutting. Based on the problems faced by traditional patterns such as lack of innovation and single application scenarios, this paper analyzes its original artistic value, and according to the generative rules and derivative rules of shape grammar, geometrically deconstructs and derives specific patterns, and completes the feasibility of applying them to the innovative design practice of coasters. Combining the initial patterns, generation rules and cultural metaphors, this paper finally established the innovative model of "pattern extraction-rule reconstruction-carrier adaptation", and built a methodological system for the transformation of traditional patterns into modern designs, which provides a new reference for the modernization and innovation of intangible cultural heritage skills, and is in line with the goal of improving the innovation and transformation capabilities in the intangible cultural heritage protection plan during the "14th Five-Year Plan" period.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5015
รูปแบบการประยุกต์ใช้หลักกตัญญูกตเวทีตามแนวพุทธจริยศาสตร์ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล
2025-10-23T11:28:03+07:00
พระเอกพันธ์ กิตฺติโสภโณ (พ่อศรีชา)
kittipongc1@hotmail.com
กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์
kittipongc1@hotmail.com
สวัสดิ์ อโณทัย
kittipongc1@hotmail.com
กันยาวีร์ สัทธาพงษ์
kittipongc1@hotmail.com
พระปลัดเมธี หินใหม่
kittipongc1@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล 2) ศึกษาหลักกตัญญูกตเวทีตามแนวพุทธจริยศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิต 3) ประยุกต์ใช้หลักกตัญญูกตเวทีตามแนวพุทธจริยศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล 4) สร้างองค์ความรู้ใหม่และรูปแบบการประยุกต์ใช้หลักกตัญญูกตเวทีตามแนวพุทธจริยศาสตร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และวิจัยเชิงเอกสาร ด้วยการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน นำไปสู่องค์ความรู้ใหม่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้มีคุณธรรมจริยธรรมถือเป็นการสร้างบุคลากรให้เป็นคนดี มีความตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง มีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมดิจิทัล 2) พุทธจริยศาสตร์เป็นการใช้เหตุผลทางจริยธรรมเพื่อแสวงหาแนวทางความประพฤติตาม 3) ความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมที่สำคัญของคนดี เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามและเป็นคุณธรรมค้ำจุนโลก 4) องค์ความรู้จากการประยุกต์ใช้หลักเบญจศีลช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเยาวชนได้ โดยส่งผลต่อทั้งด้านกายภาพ จิตตภาพ และปัญญาภาพ ทำให้เยาวชนมีความรัก ความเมตตา มีสติ และเข้าใจในกฎแห่งกรรม ซึ่งก่อให้เกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาป อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการประพฤติดีและพัฒนาตนอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5202
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล
2025-11-04T11:13:11+07:00
ศาสตราวิทย์ จันทร์เขียว
suntaree@tsu.ac.th
สุนทรี วรรณไพเราะ
suntaree@tsu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร <strong> </strong>2) ศึกษาการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู ประชากร ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2,686 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเปรียบเทียบจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan (1970) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 338 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารบริหารสถานศึกษา จำนวน 32 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .964 ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครู จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .930 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับ การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .722**</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5030
อิทธิพลของการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์ ความไว้วางใจ การรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ซ้ำผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
2025-10-25T20:22:04+07:00
สุชาดา อินต๊ะขัติย์
g672301007@northcm.ac.th
พงศ์ศิริ คำขันแก้ว
g672301007@northcm.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์ ความไว้วางใจ และการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ซ้ำผ่านแอปพลิเคชัน TikTok ของผู้บริโภคในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน แอปพลิเคชัน TikTok จำนวน 384 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์ ความไว้วางใจ และการรับรู้ความเสี่ยง มีอิทธิพลทางบวกและอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรผันของความตั้งใจซื้อซ้ำได้ร้อยละ 80.2 (R² = 0.802) โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือการรับรู้ความเสี่ยง (β = 0.386) รองลงมาคือความไว้วางใจ (β = 0.324) และการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์ (β = 0.222) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในพื้นที่ต่างจังหวัดมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อสินค้าซ้ำผ่าน TikTok เมื่อรับรู้ถึงคุณค่า ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของการทำธุรกรรมออนไลน์ การวิจัยนี้จึงช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อซ้ำในบริบทของสื่อสังคมออนไลน์ และเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการในการสร้างความไว้วางใจและลดความรู้สึกเสี่ยงของผู้บริโภคเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจออนไลน์ในระดับท้องถิ่น </p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5374
การพัฒนาผลิตภัณฑ์สไบมอญโดยใช้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม และการคิดเชิงออกแบบเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของชุมชนไทย–รามัญ (มอญ) บางกระดี่ กรุงเทพมหานคร
2025-11-13T11:07:20+07:00
ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่
nuttharin.pa@up.ac.th
ชมพูนุช จิตติถาวร
nuttharin.pa@up.ac.th
ณัฐรินทร์ ปริวงศ์กุลธร
nuttharin.pa@up.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สไบมอญ <br />และ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์สไบมอญโดยใช้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรมและการคิดเชิงออกแบบ<br />เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชนไทย–รามัญ (มอญ) บางกระดี่ กรุงเทพมหานคร <br />โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับ<br />สไบมอญและการวิจัยเชิงปริมาณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สไบมอญ มีผู้ให้ข้อมูล รวมจำนวน <br />152 คน ประกอบด้วย ผู้อาวุโสและปราชญ์ชุมชน จำนวน 3 คน และประชาชนทั่วไปในชุมชน จำนวน 149 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูล<br />เชิงคุณภาพ และใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สไบมอญสะท้อนรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทย–รามัญ ผ่านองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ <br />ชนิดของผ้า ลวดลาย และสีสันบนผืนผ้า ซึ่งมีความหมายอันสะท้อนถึงความเชื่อและประเพณีของชาวไทย–รามัญ (มอญ) บางกระดี่ และ 2) ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์สไบมอญโดยใช้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรมและการคิดเชิงออกแบบทำให้ได้ผลิตภัณฑ์สไบมอญรูปแบบใหม่ที่ผสานระหว่างคุณค่าดั้งเดิมและความร่วมสมัย โดยผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านสีสันของผ้า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการ<br />ทุนทางวัฒนธรรมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบสามารถสร้างแนวทางเชิงนวัตกรรมในการ<br />ต่อยอดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม อีกทั้งก่อให้เกิดข้อเสนอเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5367
การศึกษาผลกระทบจากโรคระบาดติดต่อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ที่มีต่อการจัดระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช
2025-11-18T20:24:55+07:00
พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม)
sitthipong.sit@mbu.ac.th
สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา
sitthipong.sit@mbu.ac.th
พระปลัดประวิทย์ ธนปญฺโญ (ศิริวัฒน์)
sitthipong.sit@mbu.ac.th
จินตนา กะตากูล
sitthipong.sit@mbu.ac.th
พระมหาอดิศักดิ์ คเวสโก (ฉีดอิ่ม)
sitthipong.sit@mbu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบจากโรคระบาดต่อต่อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ที่มีต่อการจัดระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช (มมร.ศศ) 2) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ในบริบทสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ของนักศึกษา มมร.ศศ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา มมร.ศศ ปีการศึกษา 2563 จำนวน 380 รูป/คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลกระทบจากโรคระบาดติดต่อไวรัสโคโรน่าที่มีต่อการจัดระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของนักศึกษา มมร.ศศ โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( =3.72) เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านความรู้สึกต่อการเรียนออนไลน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.75 )รองลงมา ด้านความรู้สึกต่อหลักสูตร ( =3.72) ด้านความรู้สึกต่อผู้สอน ( =3.71) ด้านความรู้สึกต่อตัวนักศึกษาเองมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( =3.68)</li> <li>รูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ในบริบทสถานการณ์โรคไวรัสโคโรน่า <br />ของนักศึกษา มมร.ศศ 1) การจัดอบรมร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาให้เข้าใจสามารถใช้แพลทฟอร์มในการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งควรใช้เพียง google meet เพราะเป็นแพลทฟอร์มที่มหาวิทยาลัยซื้อลิขสิทธิ์ 2) อาจารย์มีระเบียบในการเรียนการสอน ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเปิดกล้องในการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อให้สามารถประเมินพฤติกรรมการเรียนได้ 3) วิทยาเขตและนักศึกษาควรวางแผนการเรียนการสอนให้ชัดเจน 4) อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาควรมีช่องทางออนไลน์สำหรับติดต่อนักศึกษาเพื่อสื่อสาร</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4968
การดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ตามหลักสัปปายะ 7
2025-10-20T10:04:51+07:00
พระครูสัทธาธรรมาภิรม ปสนฺโน (แซ่ตั้ง)
6941240217@mcu.ac.th
สมเดช นามเกตุ
6941240217@mcu.ac.th
พระครูพิศาลสารบัณฑิต
6941240217@mcu.ac.th
<p>การดูแลสุขภาวะพระสงฆ์เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา หลักสัปปายะ 7 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย อาหาร บุคคล ภูมิอากาศ ท่าทางการทำงาน สติสัมปชัญญะ และธรรมะสัปปายะ ถือเป็นกรอบแนวคิดเชิงพุทธที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของพระสงฆ์ได้อย่างมีระบบ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ตามหลักสัปปายะ 7 โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมเชิงพุทธและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่ออธิบายถึงแนวทางการสร้างสภาพแวดล้อมและปัจจัยเอื้อต่อการดำรงชีวิตสมณะ ตลอดจนการพัฒนาสุขภาวะที่ยั่งยืน</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้หลักสัปปายะ 7 สามารถช่วยสร้างดุลยภาพระหว่างความเป็นอยู่ทางกายและจิตใจของพระสงฆ์ ส่งผลต่อการปฏิบัติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ความเครียด และการขาดการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาวะพระสงฆ์จึงไม่เพียงเป็นการรักษาสมณวิถีเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการธำรงพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสงฆ์ในสังคมไทย ดังนั้น หลักสัปปายะ 7 อาจถือเป็นกรอบแนวคิดเชิงองค์รวมที่สามารถพัฒนาเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ในปัจจุบันและอนาคต อันจะนำไปสู่การสร้างชุมชนสงฆ์ที่มีสุขภาวะสมบูรณ์ทั้งกายและใจ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4596
การบริหารกิจการสาธารณะที่มีผลต่อประสิทธิผล ขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดลำพูน
2025-09-28T13:10:28+07:00
ดวงธิดา นำเวียง
anir.soms@nmc.ac.th
นิเทศ ตินณะกุล
anir.soms@nmc.ac.th
เบญยาศิริ งามสอาด
anir.soms@nmc.ac.th
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารกิจการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดลำพูน 2)วิเคราะห์ปัจจัยด้านการบริหารกิจการสาธารณะที่มีผลต่อประสิทธิผลขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดลำพูน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารกิจการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดลำพูน เป็นวิจัยแบบผสมวิธี ประชากรที่ใช้ คือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดลำพูน จำนวน 116,491 คน นำมาคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ ได้ จำนวน 400 คน สัมภาษณ์นายกและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รวม 18 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์นำข้อมูลคุณภาพมาวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิผลการบริหารกิจการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดลำพูน ปัจจัยด้านการบริหารในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านการบริหารและการบริหารกิจการสาธารณะ มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางในการพัฒนาการบริหารกิจการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตจังหวัดลำพูน ควรการเปิดเผยข้อมูลการพัฒนา การบริหารราชการอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4830
การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง
2025-10-16T11:19:48+07:00
เฉลิมขวัญ สุปิงคลัด
chalermkwan.su@kkumail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง (2) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง (3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง ของเคิร์กแพตทริค โดยการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนบ้านกันเตรียง จำนวน 22 คน ได้โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และวิเคราะห์ด้วยสถิตเชิงพรรณนา ได้แก่ค่าเฉลี่ย (𝑥̄) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) การติดตามและประเมินผลการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านกันเตรียงยังคงอยู่ในระดับที่สะท้อนถึงสภาพปัญหามาก</p> <p> 2) รูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โรงเรียนบ้านกันเตรียง มี 6 องค์ประกอบ</p> <p> 3) ผลการตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของรูปแบบนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE พบว่ามีความถูกต้องเหมาะสมในระดับสูงสุด</p> <p> 4) ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในด้วยกระบวนการ SPIIE โดยใช้เกณฑ์ของเคิร์กแพตทริกพบว่าครูมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อรูปแบบนี้ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5178
อิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้มารับบริการ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาลี้ จังหวัดลำพูน
2025-11-01T11:52:28+07:00
สุภัสสร หน่อแก้ว
g672301004@northcm.ac.th
พงศ์ศิริ คำขันแก้ว
g672301004@northcm.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้มารับบริการ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาลี้ จังหวัดลำพูน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนหรือผู้เสียภาษีจำนวน 382 คน ที่มารับบริการ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาลี้ จังหวัดลำพูน เครื่องมือในการวิจัยมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.830 ซึ่งอยู่ในระดับสูง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการมี 3 มิติที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้มารับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ มิติความเป็นรูปธรรม (β = 0.586) มิติความน่าเชื่อถือ (β = 0.224) และมิติการตอบสนอง (β = 0.202) โดยมีค่าการอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตาม (R²) เท่ากับ 0.885 หรือร้อยละ 88.50 แสดงว่าคุณภาพการบริการทั้งห้ามิติมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้มารับบริการในระดับสูง สรุปได้ว่าการพัฒนาคุณภาพการบริการด้านความน่าเชื่อถือ การตอบสนอง และความเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจและภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาลี้ จังหวัดลำพูน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5035
FLOWER DANCE HERITAGE: HISTORY, PRESERVATION, CONTINUITY AND CULTURAL TRANSMISSION
2025-10-25T20:29:19+07:00
Junyan Wang
409795248@qq.com
<p>This research article aims to: (1) investigate the inheritance and innovation mechanisms embodied in the music and dance movements of three series of works derived from the Fengyang Flower Drum tradition; (2) analyze how Xiao Qinghong integrates traditional elements of Fengyang Flower Drum into modern physical fitness practices through an interdisciplinary approach combining music and dance studies; (3) construct a theoretical framework for understanding the “dynamic inheritance” of intangible cultural heritage (ICH) in the context of modern fitness culture. The data were analyzed by employing a descriptive research design, using literature review, music and dance analysis, and in-depth interviews with the inheritor Xiao Qinghong.</p> <p><strong> </strong>The results of the research were: (1) Xiao Qinghong’s fitness exercises preserve the rhythmic and stylistic essence of traditional Fengyang Flower Drum while adapting its music, movement, and costume elements to suit modern fitness functions; (2) the study establishes a “trinity model” of inheritance integrating music preservation, movement communication, and prop coordination, embodying the logic of dynamic inheritance; (3) the transformation of Fengyang Flower Drum into a national fitness activity provides a replicable model for creative transmission of ICH, enhancing cultural continuity and public participation.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5121
การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยการจัดการเรียนรู้ แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2025-10-30T09:36:08+07:00
ภิชญาดา หอมจิตร
6604043202045@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning : PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning : PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียนรัตนปัญญาวิชชาลัย จำนวน 2 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียน 68 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าสถิติ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning : PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning : PBL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66, S.D.= 0.86)</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4996
พฤติกรรมการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะ นวมินทร์ภิรมย์แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
2025-10-21T08:58:25+07:00
อรรถยะ ชูขันธ์
aottaya.chu@northbkk.ac.th
พงษ์ศักดิ์ เพชรสถิตย์
aottaya.chu@northbkk.ac.th
สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล
aottaya.chu@northbkk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการใช้บริการสวนสาธารณะของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือประชาชนที่มาใช้บริการสวนสาธารณะของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 390 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และ F-Test</p> <p> </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ระดับพฤติกรรมการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยุ่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45</li> <li>ระดับพฤติกรรมการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่สวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และสถานภาพแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้บริการสวนสาธารณะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/3768
การประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สภากาชาดไทย อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
2025-08-03T21:26:14+07:00
ธนรา เพ็ชรแหวน
thanara042530@gmail.com
เกษฎา ผาทอง
thanara042530@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาประยุกต์ใช้หลักอิทฺธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย 2. เพื่อเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้หลักอิทฺธิบาท 4 ของเจ้าหน้าที่สภากาชาด 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 341 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลแบบสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.การประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านฉันทะ รองลงมาคือ ด้านวิริยะ และด้านจิตตะ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านวิมังสา ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบ พบว่า เจ้าหน้าที่ที่การศึกษาและประสบการณ์ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มี เพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นการประยุกต์ใช้อิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยไม่แตกต่างกัน <strong><br /></strong>3. ข้อเสนอแนะ คือ 1) ด้านฉันทะ พบว่า เจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยทุกหน่วยงานมีความรักใครเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน 2) ด้านวิริยะ พบว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย เตรียมความพร้อมเพื่อรอรับการให้บริการ ควรเตรียมความพร้อมก่อนครึ่งชั่วโมงในทุก ๆ <strong><br /></strong>3) ด้านจิตตะ พบว่า เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายงานพร้อมลงมือปฏิบัติทันที ลดงานตกค้าง <strong><br /></strong>4) ด้านวิมังสา พบว่า ตรวจสอบข้อบกพร่องและหาแนวทางการแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอจำนวน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4595
การจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา
2025-09-28T13:06:24+07:00
กมลพร สุดขำ
anantaschool@gmail.com
กานดา ผรณเกียรติ์
anantaschool@gmail.com
เบญยาศิริ งามสอาด
anantaschool@gmail.com
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา 2) วิเคราะห์การจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา เป็นวิจัยแบบผสมวิธี ประชากรที่ใช้ คือ ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จำนวนทั้งหมด 529,645 คน นำมาคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน่ ได้ จำนวน 400 คน สัมภาษณ์ผู้นำท้องถิ่น/ชุมชนจำนวน 20 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์นำข้อมูลคุณภาพมาวิเคราะห์เนื้อหาสถิติที่ใช้ ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา การจัดสวัสดิการสังคมในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการวิเคราะห์การจัดสวัสดิการสังคมและการพัฒนาผู้สูงอายุ พบว่า ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครราชสีมา ควรมีการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ได้เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทางการศึกษาของจังหวัดอย่างสะดวกผ่านระบบฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน มีรูปแบบการดำเนินงานที่ทันสมัย รวดเร็ว สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5405
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การโฆษณาและการส่งเสริม การขายโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
2025-11-15T07:32:33+07:00
นิภาวรรณ ทัตราคม
Nipawan.love3028@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การโฆษณาและการส่งเสริมการขายโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ <strong> </strong>มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การโฆษณาและการส่งเสริมการขายโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี ที่กำลังศึกษาอยู่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t (t<strong>-</strong>test Dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการหาประสิทธิภาพการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> (81.04/84.11) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80) 2) ผลการเปรียบเทียบเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คือ หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.23 คิดเป็นร้อยละ 84.11 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 19.90 คิดเป็นร้อยละ 81.04 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมุติ พบว่า โดยรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4679
การพัฒนาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ตามหลักพรหมวิหารธรรม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
2025-10-06T21:33:30+07:00
สมภพ ระงับทุกข์
sompopr1@hotmail.co.th
สุรพล สุยะพรหม
sompopr1@hotmail.co.th
กาญจนา ดำจุติ
sompopr1@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาการพัฒนากลุ่มผลประโยชน์ที่มีผลต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ตามหลักพรหมวิหารธรรมในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว กรุงเทพมหานครเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน ด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสะท้อนความต้องการของประชาชน และถ่ายทอดไปยังผู้สมัคร ให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย ร่วมตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการทุจริต รวมถึงส่งเสริมความรู้สร้างความตระหนัก การมีส่วนร่วมทางการเมือง ทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความโปร่งใสและมีคุณภาพ 2) การพัฒนากลุ่มผลประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยก่อนเลือกตั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่รอบด้านและสะท้อนข้อเท็จจริง หลังเลือกตั้งผลักดันนโยบายและติดตาม และ 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ตามหลักพรหมวิหารธรรมในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตคันนายาว โดยการใช้ <strong>เมตตา</strong> เปลี่ยนจากผู้เรียกร้องเฉพาะกลุ่มเป็นผู้ร่วมออกแบบนโยบายเพื่อส่วนรวม, <strong>กรุณา</strong> ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนและร่วมมือจัดกิจกรรม, <strong>มุทิตา</strong> ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น สนับสนุนกันอย่างจริงใจ, และ <strong>อุเบกขา</strong> รักษาความเที่ยงธรรม เคารพเจตจำนงประชาชน สร้างวัฒนธรรมการเมืองที่โปร่งใสสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนผ่านเครือข่าย กิจกรรมชุมชน และการประสานงานเข้าถึงปัญหาเชิงลึกในพื้นที่</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4973
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ ผลไม้ฟรีซดรายบนแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-10-20T10:12:12+07:00
ปพิชญาพร ผิวอ่อน
puilui009@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลไม้ฟรีซดรายบนแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อทดสอบสอดคล้องระหว่างโมเดลองค์ประกอบความตั้งใจซื้อผลไม้ฟรีซดรายบนแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อก ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสํารวจ และใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยันอันดับที่สองมีวิธีการวิจัย ได้แก่ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้แอปพลิเคชั่นติ๊กต็อกและพักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5,471,588 คน ผู้วิจัยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยโดยการทำการเก็บข้อมูลจากจำนวนประชากรทั้งหมด แบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) จากระบบของ Google from และทำการส่งลิงค์ (Link) ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภายใต้โมเดลสมการ ปัจจัยที่มีอิทธิล ต่อความตั้งใจซื้อผลไม้บนแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ คือ องค์ประกอบที่ 1 คุณภาพระบบ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ คุณภาพเว็บไซต์ คุณภาพข้อมูล และคุณภาพการบริการ องค์ประกอบที่ 2 การรับรู้ประโยชน์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ ทัศนคติต่อการใช้ พฤติกรรมความตั้งใจซื้อ และความเพลิดเพลินในการใช้งาน องค์ประกอบที่ 3 การรับรู้ความสะดวกในการใช้งาน ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ แอปพลิเคชั่นเข้าใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก ขั้นตอนการสั่งซื้อ และการจัดส่งที่รวดเร็ว องค์ประกอบที่ 4 ความไว้วางใจ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ ชื่อเสียงของแอปพลิเคชั่น ติ๊กต็อก ความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัว และความไว้วางใจในการสั่งสินค้าครั้งถัดไป ตัวบ่งชี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลไม้ฟรีซดรายบนแอปพลิเคชั่นติ๊กต็อกของผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถนำไปใช้วัดมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลไม้ฟรีซดรายบนแอป พลิเคชั่นติ๊กต็อก ได้อย่างมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4339
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
2025-09-16T11:31:42+07:00
พิมพกานต์ ม่วงนิยม
creampim001@gmail.com
เกษฎา ผาทอง
creampim001@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ของประชาชนในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน โดยการแจกแบบสอบถาม ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 5 ท่าน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามค่าเฉลี่ยดังนี้ ด้านการร่วมรับผลประโยชน์ ด้านการตัดสินใจ ด้านการติดตามประเมินผล และ ด้านการวางแผนปฏิบัติงาน 2) ผลการเปรียบเทียบ พบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชนที่มีเพศ และอายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาตามหลักอิทธิบาท 4 ดังนี้ (1) ด้านงานการตัดสินใจ ควรมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแผนงานเพื่อความโปร่งใสและรู้สึกมีส่วนร่วม (2) ด้านการวางแผนปฏิบัติงาน ควรเชิญตัวแทนชุมชนเข้าร่วมในการจัดทำแผนงานเพื่อความต้องการที่แท้จริงให้ข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนงาน ระยะเวลา และผลกระทบ (3) ด้านการร่วมรับผลประโยชน์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับรู้และใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงคุณภาพน้ำ (4) ด้านการติดตามประเมินผล ควรตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลร่วมกับภาคประชาชน มีช่องทางรับความคิดเห็นเพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5084
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
2025-10-28T12:44:34+07:00
ช่อเพชร เบ้าเงิน
Chorphet@gmail.com
ดิเรก พรสีมา
Chorphet@gmail.com
กัลยารัตน์ นิยมสินธุ์
Chorphet@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารงานบุคคลและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 320 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบสัดส่วนจำนวนครูจากโรงเรียนแต่ละโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .8750 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ที่นำมาวิเคราะห์จำนวน 8 ด้าน พบว่า มีจำนวน 3 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้ร้อยละ 74.60 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของพยากรณ์เท่ากับ 0.180 สามารถสร้างสมการในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการในรูปคะแนนดิบ</p> <p> <strong> </strong><strong>= </strong>3.155 + .590(X<sub>1</sub>) + .510(X<sub>7</sub>) + .490(X<sub>8</sub>)</p> <p> สมการในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> <strong> </strong> <strong>=</strong> .338Z<sub>X1</sub> + .315Z<sub>X7</sub> + .332Z<sub>X8</sub></p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5250
แนวทางพัฒนาพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2025-11-09T22:01:39+07:00
ผกากรอง ธนศรีสถิตย์
phakakrong289@gmail.com
สรสิริ วรวรรณ
phakakrong289@gmail.com
ประภาวรรณ ตระกูลเกษมสุข
phakakrong289@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) ดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนจำนวน 363 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติก โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>พฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียนอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ การคัดแยกขยะ การปฏิบัติตามระเบียบและนโยบายการจัดการขยะ จิตสำนึกในการรักษาความสะอาดในที่สาธารณะ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ การนำขยะกลับมาใช้ใหม่</li> <li>แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของนักเรียน มีทั้งหมด 5 แนวทางหลัก รวม 22 แนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย ด้านการคัดแยกขยะ 4 ข้อ ด้านจิตสำนึกในการรักษาความสะอาดในที่สาธารณะ 4 ข้อ ด้านการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ 6 ข้อ ด้านการปฏิบัติตามระเบียบและนโยบายการจัดการขยะ 4 ข้อ และด้านความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 ข้อ</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4631
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมองค์กรของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี
2025-10-03T21:11:54+07:00
วีระเมธร์ เพลิงสงเคราะห์
thanakrit@ptu.ac.th
ธนกฤต โพธิ์เงิน
thanakrit@ptu.ac.th
วิทยา สุจริตธนารักษ์
thanakrit@ptu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี 2) วิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาความสุขในการทำงานของบุคลากร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสม (Mixed Methods) โดยอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีของ Bass และ Avolio (1991), Schein (1992) และ Manion (2003) กลุ่มประชากรคือบุคลากรทั้งหมด 474 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 214 คน โดยใช้ตารางของเครจี่และมอร์แกน ส่วนการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ข้าราชการ 10 คน และพนักงานจ้าง 5 คน รวม 15 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสำเร็จในงาน รองลงมาคือ การเป็นที่ยอมรับ ความรักในงาน และการติดต่อสัมพันธ์ 2) ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ความสุขในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ระดับ .05) ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และวัฒนธรรมองค์กรแบบสนับสนุน ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 76.60 และ 3) แนวทางพัฒนา ได้แก่ การปรับวิธีสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะการสื่อสารวิสัยทัศน์ และส่งเสริมการฝึกอบรมและสัมมนาร่วมกัน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4688
การประยุกต์ใช้กาลามสูตรอย่างมีสติในสังคมยุคใหม่
2025-10-06T21:41:39+07:00
พระครูวินัยธรยุทธพงษ์ อาภากโร
yutthapongemget@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมาย บทบาท และการประยุกต์<br />ใช้หลักธรรมใน กาลามสูตร อันเป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งปรากฏใน <br />อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต โดยมุ่งเน้นที่หลักการใช้ปัญญาและเหตุผลกลั่นกรองก่อนเชื่อหรือยึดมั่นในสิ่งใด บริบทของการแสดงพระสูตรนี้คือ ความสับสนของชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม<br />ที่เผชิญกับคำสอนจากนักบวชนิกายต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดง<br />หลัก 10 ประการแห่ง “การไม่ควรเชื่อทันที” เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาความจริง โดยเน้นการใช้ โยนิโสมนสิการ หรือการพิจารณาโดยแยบคาย</p> <p>ในสังคมปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสังคมดิจิทัล <br />หลักกาลามสูตรจึงยังคงความร่วมสมัยและมีคุณค่าทางจริยธรรมและปัญญาอย่างเด่นชัด <br />เนื้อหาในบทความได้วิเคราะห์การประยุกต์ใช้กาลามสูตรในหลากหลายมิติ เช่น การเสพข่าวสารอย่างมีสติ การตัดสินใจทางสังคมอย่างมีเหตุผล การปลูกฝังเยาวชนให้คิดเป็น ถามเป็น และการพัฒนาตนเองด้วยการตั้งคำถามต่อความเชื่อที่ยึดถือ บทความชี้ให้เห็นว่า กาลามสูตรมิใช่เพียงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หากแต่เป็นเครื่องมือทางความคิดที่มีศักยภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาในสังคมโลกยุคใหม่ แนวคิดในพระสูตรนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความเคารพความแตกต่าง ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมสันติภาพภายในและภายนอก โดยมีปัญญาเป็นเครื่องนำทางในการดำรงชีวิตอย่างมีสติและไม่หลงเชื่อตามกระแสอย่างไร้เหตุผล</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4687
ประเพณีตักบาตรเทโว : เส้นทางสืบสานความเชื่อและวัฒนธรรม ในสังคมไทย
2025-10-06T21:38:07+07:00
พระครูวิชิตกิจจาภิรมย์ (นิคม สอนสน)
phargai12e@gmail.com
รวีโรจน์ ศรีคำภา
phargai12e@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐาน ความเชื่อ พิธีกรรม และบทบาททางวัฒนธรรมของประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ (หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “ตักบาตรเทโว”) ในฐานะประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชนไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ถัดจากวันออกพรรษา เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังการแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ประเพณีดังกล่าวในเชิงพิธีกรรม สัญลักษณ์ ความเชื่อเชิงศาสนา ตลอดจนบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมในบริบทร่วมสมัย</p> <p>บทความได้นำเสนอเนื้อหาในประเด็นหลัก ได้แก่ ความหมายและรากฐานทางพุทธประวัติของประเพณี พิธีกรรมที่ปฏิบัติกันในท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น การจัด “บันไดเทโว” และการถวาย “ข้าวต้มมัด” ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชน เยาวชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในการสืบสานประเพณี ทั้งยังสะท้อนบทบาทของตักบาตรเทโวในการธำรงค่านิยมทางศาสนา เช่น การให้ทาน ความศรัทธา และการร่วมแรงร่วมใจของชุมชน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ประเพณีตักบาตรเทโวมิใช่เพียงพิธีกรรมเพื่อการบูชาทางศาสนา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตร่วมสมัย เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นเวทีการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนความสามารถในการปรับตัวของประเพณีให้สอดรับกับสังคมสมัยใหม่ โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของศรัทธาและคุณค่าทางจิตวิญญาณ ทั้งนี้ การรักษาสมดุลระหว่างพิธีกรรม ความเชื่อ และมิติทางวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสืบสานประเพณีตักบาตรเทโวให้คงอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่าในสังคมไทย</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4653
การพัฒนาผู้เรียนเชิงองค์รวมเพื่ออนาคต
2025-10-04T22:02:38+07:00
กณกพชร เรืองกรี
kanokphatchara2506@gmail.com
<p>แนวคิดการพัฒนาผู้เรียนเชิงองค์รวมได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในวงการศึกษาไทย โดยเฉพาะในบริบทของการเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม งานศึกษาที่ผ่านมาโดยมากยังขาดกรอบวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงคุณค่ากลาง กลไกการขับเคลื่อน และเงื่อนไขเชิงระบบที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนไทย บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียนเชิงองค์รวมทั้งจากแหล่งข้อมูลในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการจัดการเรียนรู้ในระดับสถานศึกษา บทความนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมในช่วงปี ค.ศ. 1972–2024 ซึ่งครอบคลุมทั้งทฤษฎีพื้นฐานคลาสสิกและกรอบแนวคิดร่วมสมัย เพื่อให้ได้ภาพรวมเชิงลึกและรอบด้านของการพัฒนาผู้เรียนเชิงองค์รวมในบริบทศตวรรษที่ 21 โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกที่พิจารณาทั้งความเกี่ยวข้องและความทันสมัยของข้อมูล ผลการสังเคราะห์แบ่งออกเป็นสามประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) คุณค่ากลางของการพัฒนาผู้เรียนเชิงองค์รวมในบริบทไทยที่เน้นความสมดุลระหว่างความรู้ ทักษะชีวิต และคุณธรรม (2) กลไกขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับครู โรงเรียน ชุมชน และนโยบายสาธารณะ ซึ่งต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ พร้อมตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่เน้นพัฒนาการรอบด้านของผู้เรียน และ (3) เงื่อนไขของความสำเร็จและปัจจัยเสี่ยง เช่น ข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา และวัฒนธรรมองค์กร บทความยังเสนอข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในระดับครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา ครอบครัวและชุมชน ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายการศึกษา รวมถึงเสนอทิศทางการวิจัยในอนาคตที่เน้นการออกแบบและประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงองค์รวมอย่างเหมาะสมในยุคดิจิทัล ข้อเสนอของบทความมีนัยสำคัญเชิงนโยบายต่อการยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างรอบด้านและยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4773
แนวทางการจัดการตนเองตามหลักอิทธิบาท 4
2025-10-11T17:56:34+07:00
เอกไผท แก้วหอม
akepathai2@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
akepathai2@gmail.com
พระมหาสมบูรณ์ สุธมฺโม
akepathai2@gmail.com
<p>บทความเรื่อง “แนวทางการจัดการตนเองตามหลักอิทธิบาท 4” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและหลักการของอิทธิบาท 4 วิเคราะห์แนวทางการจัดการตนเองตามหลักธรรมดังกล่าว และเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยแนวคิดทางพระพุทธศาสนาผสมผสานกับแนวคิดทางจิตวิทยาสมัยใหม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นหลักธรรมสำคัญที่สามารถนำมาพัฒนาการจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉันทะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความรักและพอใจในสิ่งที่ทำ วิริยะช่วยส่งเสริมความเพียรและวินัยในการดำเนินชีวิต จิตตะช่วยสร้างสมาธิและความตั้งใจมั่น ส่วนวิมังสาเป็นกระบวนการใคร่ครวญและประเมินตนเองอย่างมีเหตุผล เมื่อบูรณาการทั้งสี่องค์ประกอบเข้าด้วยกัน จะช่วยให้บุคคลสามารถควบคุมตนเอง มีแรงจูงใจภายใน และพัฒนาความสมดุลระหว่างความสำเร็จทางโลกและความสงบทางใจได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน และชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางฝึกอบรมหรือหลักสูตรจิตพุทธเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองอย่างมีคุณธรรมและปัญญา</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4626
การวิเคราะห์หลักคุณธรรมพื้นฐานของผู้ประกอบการสังคมในชุมชนตลาดน้ำคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2025-10-12T07:43:38+07:00
อุทัย ชัยรัตน์
kittipongc1@hotmail.com
กิตติพงศ์ สุวรรณวงศ์
kittipongc1@hotmail.com
กันยาวีร์ สัทธาพงษ์
kittipongc1@hotmail.com
สวัสดิ์ อโณทัย
kittipongc1@hotmail.com
พระชนินสิทธ์ ภูเมศโปสยานนท์
kittipongc1@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับผู้ประกอบการสังคมในชุมชนตลาดน้ำคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาหลักคุณธรรมพื้นฐานของผู้ประกอบการสังคมในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 3) เพื่อวิเคราะห์หลักคุณธรรมพื้นฐานของผู้ประกอบการสังคมในชุมชนตลาดน้ำคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและการศึกษาภาคสนาม ภายใต้กระบวนการศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจที่มุ่งหวังผลประโยชน์ แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นผลประโยชน์ที่กลับคืนสู่สังคม ซึ่งอยู่ในรูปการจ้างงาน การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มโอกาส การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสังคมจะต้องผสมผสานระหว่างธุรกิจที่มุ่งหวังผลประโยชน์กับการช่วยเหลือสังคมโดยยึดผลประโยชน์ของสังคมเป็นพันธกิจหลักขององค์กรและนำไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการสังคมแบบยั่งยืน 2) คุณธรรมพื้นฐานของผู้ประกอบการสังคมที่สอดคล้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ความขยัน ความประหยัด ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความเสียสละ ความสามัคคี ความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม คือ หลักฆราวาสธรรม 4 หมายถึง หลักธรรมสำหรับผู้ปฏิบัติงานและเป็นเครื่องมือการดำเนินชีวิต ได้แก่ สัจจะ คือ ความรับผิดชอบ ทมะ คือ การฝึกฝนตนเอง และข่มใจตนเองทางด้านต่าง ๆ ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้น จาคะ คือ การสละแบ่งปันสิ่งของของตนให้คนอื่น 3) สำหรับผู้ประกอบการสังคม การมีคุณธรรมประจำใจเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คุณธรรมส่วนตนซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีวินัย คุณธรรมต่อลูกค้าและคู่ค้า จริงใจ สินค้ามีคุณภาพ คุณธรรมต่อสังคม เกื้อกูลส่วนรวม สร้างโอกาสให้ผู้อื่น คุณธรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ลดของเสีย ประหยัดทรัพยากร ปลอดมลพิษ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4750
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
2025-10-10T16:23:59+07:00
ปาลิดา รัศมี
palida.rats@northbkk.ac.th
สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล
palida.rats@northbkk.ac.th
อนันต์ ธรรมชาลัย
palida.rats@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และ 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทบุคลากร ระยะเวลาการทำงาน และรายได้ต่อเดือน กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรเทศบาลเมืองลาดสวาย จำนวน 221 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล กับแบบประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานใน 3 ด้าน (คุณภาพงาน ปริมาณงาน และเวลา) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) พร้อมการเปรียบเทียบรายคู่แบบ LSD</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li>ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองลาดสวายโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า บุคลากรที่มีเพศและระยะเวลาการทำงานต่างกัน มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลอื่น ๆ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทบุคลากร และรายได้ต่อเดือน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol> <p> จากผลการวิจัยจึงมีข้อเสนอแนะว่า เทศบาลควรส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จัดระบบ งานที่ชัดเจน และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5577
การบริหารกิจการฮัจย์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
2025-11-26T11:21:32+07:00
ปริญญา ประหยัดทรัพย์
Parinyakhawkad@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “การบริหารกิจการฮัจย์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย” มุ่งศึกษาพัฒนาการของการบริหารกิจการฮัจย์ของประเทศไทย ตั้งแต่ระบบที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและผู้นำกลุ่มไปสู่ระบบราชการที่มีกรอบกฎหมายรองรับ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 2532 และ 2559 รวมถึงศึกษานโยบาย บทบาท และหน้าที่ของกรมการปกครองในฐานะหน่วยงานหลักในการประสานงานและดูแลผู้แสวงบุญไทย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การระดมสมอง และการวิเคราะห์เอกสาร โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลรวม 45 คน ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ผู้นำกลุ่ม และผู้แสวงบุญ การวิเคราะห์ข้อมูลประยุกต์วิธีของ Colaizzi เพื่อสังเคราะห์ประเด็นอย่างเป็นระบบ ผลการวิจัยพบว่า การโอนภารกิจฮัจย์สู่กรมการปกครองช่วยให้เกิดประสิทธิภาพด้านโครงสร้างและเครือข่ายการบริการ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี รวมทั้งข้อกำหนดใหม่ของซาอุดีอาระเบียภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การยกระดับสถานะหน่วยงานฮัจย์ การกำหนดยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน การพัฒนาระบบเทคโนโลยี กองทุนฮัจย์ การเสริมทักษะบุคลากร และการกำกับมาตรฐานผู้ประกอบการให้โปร่งใสและเป็นธรรม</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5696
EXPERIENTIAL LEARNING-BASED CURRICULUM DESIGN FOR READING AND WRITING COMPETENCY DEVELOPMENT: A STAKEHOLDER PERSPECTIVE ANALYSIS
2025-12-03T08:19:48+07:00
Rassamee Bunsornchai
wantida.yo@ksu.ac.th
Wannatida Yonwilad
wantida.yo@ksu.ac.th
Anucha Pimsak
wantida.yo@ksu.ac.th
<p>This study analyzes and explores stakeholder perspectives on designing an experiential learning-based curriculum to enhance reading and writing competencies among Grade 1-3 students in a private school in Kalasin, Thailand. Employing a qualitative descriptive design using thematic analysis within McKenney & Reeves' (2012) needs and context analysis framework, the researchers collected data through individual semi-structured interviews with 75 participants from six stakeholder groups. Data were analyzed using thematic analysis with ATLAS.ti software. The findings are organized into three dimensions aligned with the framework: (1) problem analysis – challenges in current literacy instruction, including students' difficulties with reading fluency and spelling, as well as low writing accuracy and confidence; (2) context analysis – contextual factors affecting implementation, such as disparities in family support, teacher expertise, and access to learning resources; and (3) needs analysis – stakeholder-recommended curriculum elements, including more targeted literacy activities, regular progress tracking, and better school-home collaboration. The findings emphasize the importance of integrating experiential learning, modern educational tools, and community engagement to improve literacy outcomes.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5442
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนราภิรมย์ ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม
2025-11-18T20:34:53+07:00
อนุสรณ์ ไกรงาม
ajdrnatha@gmail.com
<p><strong><em> </em></strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ต่อเดือน ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ป่วย การมีโรคร่วม แรงจูงใจในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการสนับสนุน ทางสังคม กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 146 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><em> </em>ผลการวิจัยพบว่า ระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 75.34 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาชีพ และ ระดับการศึกษา (p-value < 0.05) อายุมีความสัมพันธ์ทางลบระดับน้อยและแรงจูงใจในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับน้อยกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 (r = -0.394 และ 0.366 ตามลำดับ, p < 0.05)</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5180
บทบาทศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญไทย
2025-11-23T15:46:25+07:00
อภิภัสร์ ปาสานะเก
apipat.pasanaga@gmail.com
สิริพัชร ลิ่มวงศ์
apipat.pasanaga@gmail.com
พรพรรษา คงประยูร
apipat.pasanaga@gmail.com
<p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญไทยในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เพื่อประเมินว่าการตีความและการบังคับใช้กฎหมายของศาล มีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลเพียงใด ขอบเขตของการศึกษาครอบคลุมการวินิจฉัยคดีสำคัญระหว่างปี พ.ศ. 2563–2564 ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในประเด็นเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผลการศึกษา พบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสร้างสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน แต่แนวทางการตีความยังคงระมัดระวังและเน้นความมั่นคงของรัฐมากกว่าการขยายขอบเขตสิทธิในเชิงรุก จึงมีข้อเสนอแนะให้ศาลรัฐธรรมนูญปรับแนวการตีความโดยยึดหลัก pro persona และ principle of proportionality เพื่อให้การจำกัดสิทธิเป็นไปตามมาตรฐานสากล ควรจัดตั้งกลไกเชื่อมโยงกับพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น ICCPR และส่งเสริมการอบรมตุลาการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศาลรัฐธรรมนูญไทยให้เป็นสถาบันพิทักษ์สิทธิที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5609
ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
2025-11-28T14:54:13+07:00
สกนธ์ ดำสาคร
sakont.du@rmu.ac.th
จุฑาทิพย์ พลเยี่ยม
sakont.du@rmu.ac.th
รองรัตน์ วิโรจนเพชร
sakont.du@rmu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะ 2) ความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคลกับการให้บริการสาธารณะ และ 3) ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถามในการวิจัย เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะ จำนวน 4 โครงการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) โดยรวมมีค่าความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับต่ำมาก เท่ากับ .057 และ 4) ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีบุคลากรทางการแพทย์มาประจำอยู่ที่สถานสงเคราะห์คนชรา เพื่อจะได้ดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย และควรจัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงาน เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้จริง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบควรมีองค์ความรู้และความชัดเจนในเรื่องระเบียบ เช่น อัตราการจัดเก็บภาษี การลดหย่อน การยกเว้น เป็นต้น</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5158
การใช้ดุลพินิจของศาลในการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกฎหมายไทย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
2025-10-31T14:14:23+07:00
สุเทพ กาวิละ
Kaewmishimo69@gmail.com
กาบแก้ว ปัญญาไทย
Kaewmishimo69@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักเกณฑ์และการใช้ดุลพินิจของศาลไทย ในการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา 2) เปรียบเทียบหลักการปล่อยชั่วคราวในระบบกฎหมายของญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา และ 3) เสนอแนวทางปรับปรุงมาตรา 108 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้การใช้ดุลพินิจของศาลไทยมีความโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) ประกอบด้วยการวิเคราะห์บทกฎหมายไทย ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงการศึกษาวรรณกรรมทางวิชาการ คำพิพากษาศาลฎีกา บทความทางวิชาการและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยชั่วคราวในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การใช้ดุลพินิจของศาลไทยในการปล่อยชั่วคราวยังคงอยู่บนพื้นฐานของหลักการทั่วไปที่ให้อำนาจศาลพิจารณาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากเหตุผล เช่น ความหนักเบาแห่งข้อหา ความน่าเชื่อถือของผู้ร้อง และความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตาม การขาดหลักเกณฑ์การประเมินเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนทำให้เกิดความแตกต่างของคำสั่งศาลในแต่ละกรณี และอาจส่งผลต่อความเสมอภาคทางกฎหมาย</li> <li>การเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาพบว่า ทั้งสองประเทศมีการวางกรอบการใช้ดุลพินิจของศาลไว้อย่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นมีกระบวนการ “<strong>Hoshaku</strong><strong>” </strong>ที่กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวไว้อย่างละเอียด และให้อัยการมีบทบาทตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของศาล ส่วนสหรัฐอเมริกามีหลักการตาม <strong>Bail Reform Act of 1984</strong> ที่ใช้กลไกการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) และบริการคุมประพฤติ (Pretrial Services) เพื่อประกอบการตัดสินใจปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งช่วยลดอคติส่วนบุคคลของผู้พิพากษาและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม</li> <li>แม้ระบบกฎหมายไทยจะให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาและจำเลยในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 108 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ในทางปฏิบัติ การใช้ดุลพินิจของศาลยังคงขาดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและไม่มีกลไกตรวจสอบที่เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในการพิจารณา งานวิจัยจึงเสนอให้มีการ <strong>จัดตั้งระบบการสืบเสาะพฤติการณ์และการประเมินความเสี่ยงก่อนการปล่อยชั่วคราว</strong> รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์กลางในการใช้ดุลพินิจของศาล เพื่อให้การปล่อยชั่วคราวมีมาตรฐาน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5513
สมาธิบำบัดในหลักสติปัฏฐาน 4 สำหรับเด็กวัยเรียน: การสังเคราะห์ แนวพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตและความสามารถ ในการกำกับตนเอง
2025-11-22T18:13:29+07:00
ชาญชัย ฤทธิร่วม
chanchai.rit@crru.ac.th
โกมินทร์ วังอ่อน
chanchai.rit@crru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอการสังเคราะห์สมาธิบำบัดตามหลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อพัฒนาสุขภาพจิตและความสามารถในการกำกับตนเองของเด็กวัยเรียน โดยผสานพุทธธรรม จิตวิทยาพัฒนาการ และงานวิจัยเชิงประจักษ์เข้าด้วยกัน จุดตั้งต้นของการวิเคราะห์ คือ การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติสมาธิของนักพรตก่อนพุทธกาลกับหลักมัชฌิมาปฏิปทา เพื่อชี้ให้เห็นความได้เปรียบของการฝึกสติ–สมาธิ–ปัญญาแบบพุทธ ซึ่งตั้งอยู่บนความพอดี ไม่สุดโต่ง และมุ่งพัฒนาจิตให้เข้าใจธรรมชาติของกาย–ใจ การวิเคราะห์เชิงทฤษฎีชี้ว่าปัญหาขาดสมาธิของเด็กสัมพันธ์กับความบกพร่องใน 4 มิติ ได้แก่ การทำงานของร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะ Executive Function ที่ถูกลดทอนจากการใช้สื่อดิจิทัลในวัยเริ่มต้น</p> <p>ข้อค้นพบหลักแบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่</p> <ol> <li>องค์ความรู้ทางพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งปฏิปทาของพระราหุล พระมหากัสส-ปะ พระมหาโมคคัลลานะ และพระอัญญาโกณฑัญญะ แสดงแบบอย่างการฝึกสติที่สอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก เช่น การใคร่ครวญ การเพียร และการรู้เท่าทันอารมณ์</li> <li>หลักการออกแบบสมาธิบำบัดที่เหมาะกับเด็กประถม ให้เน้นกิจกรรมระยะสั้นใช้หลายประสาทสัมผัส และเริ่มจากกายานุปัสสนาเพื่อสร้างสติอย่างเป็นธรรมชาติ</li> <li>รูปแบบการฝึกในอิริยาบถ 4 ได้แก่ การยืน เดิน นั่ง นอน เป็นกรอบบูรณาการสมาธิในชีวิตประจำวัน ใช้ได้ทั้งในโรงเรียนและครอบครัว</li> <li>หลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน คือ โปรแกรม MBIs และ MOM ช่วยลดปัญหาความสนใจ เพิ่ม EF ลดอาการวิตกกังวล และส่งเสริมสมดุลชีวภาพ</li> </ol> <p>บทความนี้สรุปว่า “สมาธิบำบัดในอิริยาบถ 4” เป็นทางเลือกเชิงวิชาการที่มีความสมบูรณ์ทั้งในเชิงหลักธรรม พัฒนาการ และผลลัพธ์จริง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนและครอบครัวเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมและทักษะกำกับตนเองของเด็กได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5355
ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชุมชนริมคลอง กับการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวริมคลองสมถวิล อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
2025-11-13T10:55:06+07:00
ชุษณะ ประสีระตา
warissa2023@gmail.com
วัชรินทร์ สุทธิศัย
warissa2023@gmail.com
สมเกียรติ เกียรติเจริญ
warissa2023@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัญหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชุมชนริมคลองสมถวิล 2) ระดับการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวริมคลองสมถวิล 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชุมชนริมคลองกับการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวริมคลองสมถวิล 4) ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่คลองสมถวิล เทศบาลเมืองมหาสารคาม โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วไปในพื้นที่คลองสมถวิล ที่ไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน จำนวน 200 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้น โดยวิธี Enter โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์ด้วยการจัดหมวดหมู่เนื้อหา ค่าแจกแจงความถี่และพรรณาความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัญหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชุมชนริมคลองสมถวิล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวริมคลองสมถวิล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ค่าอำนาจพยากรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงชุมชนริมคลองกับการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวริมคลองสมถวิล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง .640 (R =.640) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายการผันแปรของตัวแปรตามได้เท่ากับร้อยละ 40.90 ( R<sup>2</sup>.409) และมีค่า F = 22.268 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ข้อเสนอแนะควรฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น การบริหารจัดการระบบน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น การบำบัดน้ำเสีย การการจัดหาน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นมาช่วยระบายน้ำเสีย ติดตั้งบ่อดักไขมันจากครัวเรือน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4085
ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน
2025-09-18T10:49:16+07:00
ศักดิ์ดา เกิดการ
sakdapathum@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยใช้แบบสอบถามชนิดเลือกตอบ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.925 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 372 ราย พิจารณาจากตารางของ Krejcie & Morgan วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (69.58%) อายุ 20–30 ปี (49.74%) โสด (59.26%) จบมัธยมศึกษาตอนต้น (49.21%) มีประสบการณ์ทำงาน 1–5 ปี (50.53%) และรายได้ 10,000–15,000 บาท/เดือน (46.30%) 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.69, S.D. = .751) โดยด้านปริมาณงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.72, S.D.=.790), รองลงมาคือด้านเวลา ( =3.71, S.D.= .738) และต่ำสุดคือด้านค่าใช้จ่าย ( =3.65, S.D.= .751)</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4591
ศิลปะการจัดการความเสี่ยงภายใต้ระบบการค้าโลกในปัจจุบัน และอนาคต
2025-09-28T13:01:33+07:00
ประเวศน์ มหารัตน์สกุล
pravej@ptu.ac.th
อุทัย จันทรรัตนกานต์
pravej@ptu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาศิลปะการจัดการความเสี่ยงในบริบทของการค้าโลกใหม่ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาจากเอกสารที่เกี่ยวกับความเสี่ยง การจัดการและพลวัตการค้าโลกใหม่ พบว่า การค้าโลกกำลังเคลื่อนจากระบบการค้าเสรีสู่การค้าต่างตอบแทน แนวทางหนึ่งที่ประเทศจะส่งออกสินค้าไปขายยังตลาดต่างประเทศต้องอาศัยการจัดการความเสี่ยงผสานเข้ากับทุกขั้นตอนของการวางแผนกลยุทธ์ ที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ควรแยกส่วนกันทำ เนื่องจากโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แนวทางการจัดการความเสี่ยงดั้งเดิมเป็นการใช้กลยุทธ์การหลีกเลี่ยง ลด แบ่งปันหรือการยอมรับความเสี่ยงนั้นไม่เพียงพอและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีอีกต่อไป ที่สำคัญผู้นำองค์กรต้องมีศิลปะการจัดการความเสี่ยงโดยต้องมีความรู้ลึกด้านการจัดการความเสี่ยงร่วมกับทักษะการจัดการทุนมนุษย์ และการประสานความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร มีความเข้าใจเครือข่ายเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งต้องมีกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น ปรับตัวเร็วและล้ำหน้า เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไม่ถึงที่อาจอุบัติขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ความผันผวนตลาดโลก นโยบายต่างประเทศ นโยบายภาษีการค้าระหว่างประเทศ หรือภัยพิบัติรุนแรง ไม่เพียงองค์กรธุรกิจเอกชนที่ส่งออกสินค้าเท่านั้นที่ต้องจัดการความเสี่ยง ทุกองค์กรและรัฐบาลต้องวางแผนเชิงรุก เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการรับมือเศรษฐกิจโลกถดถอย โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติ และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ หน่วยงานราชการต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้กำกับดูแล" เป็น "ผู้สนับสนุน" เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล เน้นการให้คำแนะนำและสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ พร้อมกับสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าโลก</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4756
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับการเรียนรู้แบบนำตนเอง ที่มีต่อความสามารถในการเชื่อมโยงและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2025-10-10T16:26:15+07:00
ปัถยา หิรัญ
porpiapatthaya17@gmail.com
พีชาณิกา เพชรสังข์
porpiapatthaya17@gmail.com
ยุพิน ยืนยง
porpiapatthaya17@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับการเรียนรู้แบบนำตนเองระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับการเรียนรู้แบบนำตนเองระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวอคิตะร่วมกับการเรียนรู้แบบนำตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ในภาคเรียนที่่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ความสามารถในการเชื่อมโยงของนักเรียนที่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>2) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4618
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ สถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย
2025-09-30T11:26:35+07:00
พรเทพ สูติปัญญา
pornthep2761@gmail.com
ผกากรอง ชุติกุลวรนันท์
pornthep2761@gmail.com
เฉลิมพล นุชอุดม
pornthep2761@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ และ 2) ศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ กรณีศึกษาสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย กลุ่มตัวอย่าง คือข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย จำนวน 75 คน โดยการเก็บแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ซึ่งค่าความเชื่อมั่นเป็นค่า Cronbach’s Alpha ที่ .83 การวิเคราะห์ข้อมูลคำนวณหาค่าสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test, F-test ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธี Least Significant Difference</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย ในภาพรวม คือ ด้านโครงสร้าง รองลงมา คือ ด้านกลยุทธ์ ด้านแบบของการบริหาร ด้านระบบ ด้านบุคลากร ด้านความสามารถ </p> <p>2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย ในภาพรวม ได้แก่ ด้านปริมาณงาน รองลงมา คือ ด้านเวลา และด้านคุณภาพของงาน </p> <p>3) ปัจจัยด้านสถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>จากผลการวิจัยครั้งนี้ เป็นแนวทางปรับปรุงพัฒนาในการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจนครบาลจระเข้น้อยให้เกิดประสิทธิภาพ เพิ่มมากขึ้น</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5531
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
2025-11-24T15:16:12+07:00
ภานุพงษ์ สามล
phanupong.s@ptu.ac.th
อรุณยุพา บัวทรัพย์
phanupong.s@ptu.ac.th
วรวุฒิ เหล่าบ้านค้อ
phanupong.s@ptu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน 2) กฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำของต่างประเทศ และประเทศไทย 3) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ 4) เสนอแนะแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสมกับประเทศไทยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลเชิงเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ทฤษฎีการมีส่วนร่วมของประชาชนให้สิทธิประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐ 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำของต่างประเทศพบว่า ได้บัญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำในประเทศของตนชัดเจนกว่าประเทศไทย 3) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ <strong><em> </em></strong>ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พบว่า ในส่วนของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการลุ่มน้ำยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 4) เห็นควรให้มีการกำหนดให้มีสัดส่วนของประชาชนที่เลือกกันเองเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการลุ่มน้ำ อีกทั้งให้มีการกำหนดหลักกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในทรัพยากรน้ำที่มีสภาพเป็นการบังคับใช้ในลักษณะเป็นการใช้สิทธิของประชาชน เพื่อให้สัดส่วนการได้ใช้ประโยชน์ในทรัพยากรน้ำของประชาชนกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำมีความสมดุลและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5672
การพัฒนาการจัดการสวัสดิการด้านอาชีวอนามัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ยังทำงานของผู้สูงอายุในจังหวัดตาก
2025-12-01T17:26:06+07:00
กัญญามน กาญจนาทวีกูล
kanyamon06@gmail.com
อิสรา วันดี
kanyamon06@gmail.com
ศิริญญา ศิริญานันท์
kanyamon06@gmail.com
กิรญาวดีร์ กาญจนาทวี
kanyamon06@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการประกอบอาชีพและปัญหาด้านอาชีวอนามัยของผู้สูงอายุที่ยังทำงานในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพและความต้องการด้านสวัสดิการอาชีวอนามัย และ 3) พัฒนาแนวทางการจัดสวัสดิการด้านอาชีวอนามัยที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุที่ยังประกอบอาชีพ จำนวน 400 คน จาก 5 อำเภอชายแดน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา One-way ANOVA t-test และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม (Thematic Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 60–69 ปี รายได้ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อเดือน และประกอบอาชีพด้านการเกษตร แรงงานรับจ้าง และค้าขาย โดยพบว่ารายได้ ระดับการศึกษา และประเภทอาชีพ มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความต้องการสวัสดิการอาชีวอนามัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>ความพึงพอใจต่อระบบสวัสดิการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (r = .351, p < .001) และความสามารถของชุมชนในการมีส่วนร่วมช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ (R² = .308, p < .001)</li> <li>ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนถึงปัญหาการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่สม่ำเสมอ และความต้องการสนับสนุนด้านเครื่องมือ องค์ความรู้ ความปลอดภัย และรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาระบบสวัสดิการอาชีวอนามัยแบบมีส่วนร่วมให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น</li> </ol> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การจัดตั้งทีมอาชีวอนามัยระดับชุมชน การบูรณาการข้อมูลและบริการด้านสุขภาพเชิงรุก และการพัฒนารูปแบบสวัสดิการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความยั่งยืนในการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5412
รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ ของความเป็นพลเมืองดี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-11-17T21:03:41+07:00
พระมหากิตติพัฒน์ ศรีชัย
kittipatsrichai@gmail.com
พระมงคลสุตกิจ (บุญถิ่น เดชบวรบุญ)
kittipatsrichai@gmail.com
ชาญณรงค์ วิเศษสัตย์
kittipatsrichai@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อการเปรียบเทียบแบบวัดผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมายของการวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล ได้แก่ 1) แบบการประเมินคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองดี และ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ การหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ ค่าความเชื่อมั่น และการทดสอบสถิติค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความเสียสละ ( = 4.58, S.D.= 0.71) ด้านความสามัคคี ( = 4.61, S.D.= 0.75) ด้านความอุตสาหะ ( = 4.61, S.D.= 0.79) และด้านความกตัญญูกตเวที ( = 4.63, S.D.= 0.74) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61, S.D.= 0.75)</li> <li>นักเรียนมีแบบประเมินวัดผลสัมฤทธิ์ระหว่างการเรียน หลังเรียนที่ระดับสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังจากเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา</li> </ol>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5727
ปัญหาข้อจำกัดทางด้านกฎหมายของการจัดสรรผลประโยชน์ มาจากการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาวิจัยและนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2025-12-10T21:14:46+07:00
กมลวรรณ อยู่วัฒนะ
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ไพบูลย์ ชูวัฒนกิจ
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ภาวิตา ค้าขาย
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
พิศณุ พูนเพชรพันธ์
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ทัตตนันท์ คงลำธาร
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ชื่นชีวิน ยิ้มเฟือง
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ชากร ขอนทอง
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
วรรณรัตน์ ทองคันทา
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
ณธสร เอื้อการณ์
chuencheewin.yi@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายพร้อมเสนอแนะแนวทางในการจัดสรรผลประโยชน์มาจากการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นการเชิงวิจัยคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) โดยใช้แนวคิดทฤษฎีเปรียบเทียบกับเนื้อหาประกอบกับบริบทการจัดสรรผลประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีศักยภาพในการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา (Intelligence Property) วิจัยและนวัตกรรม (Research and Innovation) อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การจะนำทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และจัดสรรผลประโยชน์กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายที่ซับซ้อน และกฎหมายที่ใช้ในการกำกับ ดูแลนั้น มีหลากลายฉบับที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา จึงตีความได้หลากหลาย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและไม่ชัดแจ้งในการปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดการขาดความชัดเจนในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของมหาวิทยาลัย นักวิจัย และผู้ร่วมทุนในการจัดสรรผลประโยชน์ จึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงกฎระเบียบภายในที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา วิจัยและนวัตกรรม ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมายภายใต้บริบทของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำทรัพย์สินทางปัญญา วิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีสัญญาที่เป็นธรรมและชัดเจน ควรค่าแก่การที่มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพย์สินทางปัญญา วิจัยและนวัตกรรม ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5436
การพัฒนารูปแบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ ของแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล
2025-12-12T10:08:19+07:00
ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา
puripat.k@rbru.ac.th
ดนัย โชติแสง
puripat.k@rbru.ac.th
หลู หยิน
puripat.k@rbru.ac.th
ศิริญญา ศิริญานันท์
puripat.k@rbru.ac.th
กัญญามน กาญจนาทวีกูล
puripat.k@rbru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การจัดการความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล และ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ใน 4 ภูมิภาคของประเทศจีน ได้แก่ ภาคตะวันออก (มณฑลซานตง) ภาคเหนือ (มณฑลเหลียวหนิง) ภาคตะวันตก (มณฑลเสฉวน) และภาคใต้ (มณฑลกว่างตง) จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ระดับการรับรู้ และความคิดเห็นต่อกลยุทธ์การจัดการความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศบนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่มกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้บริหาร และผู้พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลที่มีบทบาทในการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผ่านกระบวนการถอดเทปการสัมภาษณ์ การกำหนดรหัส การจัดหมวดหมู่ข้อมูล และการสังเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญ</p> <p>ผลการวิจัย</p> <ul> <li>ผลการวิจัย พบว่า แพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลมีกลยุทธ์การจัดการความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) กลยุทธ์การกำหนดระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ (2) กลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ (3) กลยุทธ์การกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัย (4) กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ (5) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้ใช้แพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล</li> <li>ผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า รูปแบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศของแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลได้มาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และนำมาพัฒนาเป็น CIA Triad Model ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ การรักษาความลับของข้อมูลสารสนเทศโดยการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลให้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาต การรักษาความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลสารสนเทศเพื่อป้องกันการแก้ไขหรือบิดเบือนข้อมูลโดยมิชอบ และ การสร้างความพร้อมใช้งานของระบบสารสนเทศอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย</li> </ul>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4931
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการใช้ระบบ ISO 9001:2015 ภายในกองกษาปณ์
2025-10-17T20:18:43+07:00
จำนงค์ พรหมจรรย์
jnorthh2025@gmail.com
สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล
jnorthh2025@gmail.com
อนันต์ ธรรมชาลัย
jnorthh2025@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวัดประสิทธิผลของการนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 มาใช้ภายในกองกษาปณ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการนำระบบคุณภาพ ISO 9001:2015 มาใช้ภายในกองกษาปณ์ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณจำนวน ตัวอย่าง 248 ตัวอย่างจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 650 ตัวอย่างเพื่อให้ได้ระดับความเชื่อมั่นที่95% ผู้วิจัยจึงได้มีการใช้แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ค่า IOC จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละข้อคำถามอยู่ระหว่าง 0.67 -1 และค่า IOC ของแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ที่ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสถิติเชิงพรรณนา t-test และ ANOVA <strong> </strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมการใช้ระบบคุณภาพดังกล่าวตามผลวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ตัวแปรทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่มากหรือดี อยู่ในช่วง 3.50 - 4.50 2) เพศชายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดด้านการประเมินเท่ากับ 4.1344 และมี่ค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดในด้านการสนับสนุนเท่ากับ 3.8491 เพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดด้านเดียวกับเพศชายคือในด้านการประเมินเท่ากับ 4.0158 และมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดในด้านการวางแผนมีค่าเท่ากับ 3.7817 3) ลักษณะตำแหน่งงาน ระยะเวลาในการทำงาน และระดับการศึกษา พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ Sig. < 0.05 </p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5184
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
2025-11-01T11:58:57+07:00
อภิสิทธิ์ พนัส
2662300983@stou.ac.th
จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์
2662300983@stou.ac.th
มนพันธ์ ชาญศิลป์
2662300983@stou.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์การสมรรถนะสูง ของสถานศึกษา และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1</p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ประชากร ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,787 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 317 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง เครจซีและมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามเกี่ยวกับความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .99 และ .98 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษาในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .90 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นองค์การสมรรถนะสูงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 81.60</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5706
หลักทั่วไปในการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐและความรับผิด ของคณะกรรมการตรวจการจ้าง
2025-12-08T11:58:12+07:00
บัณฑิต ขวาโยธา
bandkh@kku.ac.th
สุรนนท์ ขัติยนนท์
bandkh@kku.ac.th
<p>กระบวนการจัดหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ประเภทสิ่งก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนของการบริหารสัญญาอยู่หลายฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานของรัฐในฐานะผู้ว่าจ้าง คู่สัญญาในฐานะผู้รับจ้าง คณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้ควบคุมงานหรือผู้ให้บริการควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขข้อตกลงตามสัญญาจ้าง โดยคณะกรรมการตรวจการจ้างจะเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการบริหารสัญญา เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดหาของหน่วยงาน</p> <p>ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ในการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้างตลอดจนความรับผิดในฐานะของคณะกรรมการตรวจการจ้าง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการบริหารสัญญาเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5221
การพัฒนาทักษะการใช้จำนวนและทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2025-11-16T07:33:17+07:00
อยุวรรณ ฉายห้อง
Ayuvan@prachuabwit.ac.th
ยุพิน ยืนยง
Ayuvan@prachuabwit.ac.th
พีชาณิกา เพชรสังข์
Ayuvan@prachuabwit.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการใช้จำนวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์ 2) เปรียบเทียบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์ 3) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน <strong><em><br /></em></strong>และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ<strong><em><br /></em></strong>สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์ รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อนสอบหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน<strong><br /></strong>ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 1 ห้องเรียน ในภาคเรียนที่่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัด<strong><br /></strong>การเรียนรู้ แบบวัดทักษะการใช้จำนวน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 มีค่า<strong><br /></strong>ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 แบบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล มีค่าดัชนี<strong><br /></strong>ความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบค่าที (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ทักษะการใช้จำนวนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) นักเรียนมีทักษะการใช้จำนวนและทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลที่เพิ่มขึ้นผ่านพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน</p> <p>4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5697
STAKEHOLDER PERSPECTIVES ON DESIGNING ONLINE MATHEMATICS LEARNING FOR SMALL RURAL SCHOOLS
2025-12-16T21:20:49+07:00
Tontrakarn Tinnorot
wantida.yo@ksu.ac.th
Wannatida Yonwilad
wantida.yo@ksu.ac.th
Unyaparn Sinlapaninman
wantida.yo@ksu.ac.th
<p>This qualitative descriptive study explored stakeholder perspectives on designing online mathematics learning for small rural schools in Surin Province, Thailand. Through focus group discussions with 10 participants (1 administrator, 1 teacher, 4 parents, and 4 students), the research utilized the McKenney and Reeves (2012) framework examining problem-related, context-related, and needs-related dimensions. Findings revealed three key themes: (1) Problems—limited technology infrastructure, budget constraints, and insufficient teacher digital competencies; (2) Context—rural location with economic limitations but strong community collaboration; and (3) Needs—continuous support for technology access, teacher professional development, and accessible learning resources. Results indicate that leveraging strengths and opportunities while systematically addressing weaknesses and mitigating threats is essential for developing effective online learning environments that promote educational equity in small rural schools.</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5196
ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
2025-11-03T14:06:37+07:00
จิตติมา เส้งย่อง
dawsangyong1106@gmail.com
จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์
dawsangyong1106@gmail.com
โสภนา สุดสมบูรณ์
dawsangyong1106@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา และ 4) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา</p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ประชากร ได้แก่ ครูในสถานศึกษา <strong><em> </em></strong>ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2,238 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 327 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซีและมอร์แกน จากนั้นสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษาแล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาและความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.99 และ 0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษาอยู่ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.92 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเป็นองค์กรดิจิทัลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 83.70</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5532
ข้อพิพาทไทย–กัมพูชา: สถานการณ์ พ.ศ. 2568 ในแง่มุมของหลักภูมิรัฐศาสตร์ด้านพื้นที่ทับซ้อน
2025-11-24T15:20:05+07:00
สุทธินันท์ สุวรรณวิจิตร
raungdech122@gmail.com
วัชราภรณ์ พรมพลเมือง
raungdech122@gmail.com
<p>บทความวิชาการเรื่อง “ข้อพิพาทไทย–กัมพูชา: สถานการณ์ปัจจุบัน พ.ศ. 2568 ในแง่มุมของหลักภูมิรัฐศาสตร์ด้านพื้นที่ทับซ้อน” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2560–2568 โดยมุ่งวิเคราะห์ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สัมพันธ์กับอำนาจรัฐและทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน ทั้งทางบกบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนพื้นที่ทางทะเลในอ่าวไทยที่มีศักยภาพด้านพลังงาน และเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนของทั้งสองประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แม้คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อปี พ.ศ. 2556 จะกำหนดแนวทางการตีความขอบเขตบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่ในเชิงปฏิบัติยังคงมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเส้นเขตแดนการบริหารพื้นที่และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยทั้งสองประเทศต่างใช้กลยุทธ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ</p> <p>นอกจากนี้ บทความชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจ ล้วนส่งผลต่อท่าทีทางการทูตของทั้งสองประเทศ การแก้ไขข้อพิพาทจึงควรมุ่งเน้นการทูตเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Diplomacy) การบริหารจัดการทรัพยากรข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกกลางเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทับซ้อนให้เป็น “พื้นที่แห่งความร่วมมือ” มากกว่าความขัดแย้ง</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5159
ปัญหาทางกฎหมายอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมของบุคคลธรรมดา ของประเทศไทย
2025-10-31T14:17:17+07:00
จันทร์สม จันทร์อินทร์
saman.kabmala@gmail.com
วิชาญ จันทร์อินทร์
saman.kabmala@gmail.com
สมาน กาบมาลา
saman.kabmala@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักความรับผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับอาชญากรรมของบุคคลธรรมดาในประเทศไทย 2. วิเคราะห์สภาพปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำความผิดทางอาญาของบุคคลธรรมดา 3. เสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการทางอาญาให้เหมาะสมกับบริบทอาชญากรรมร่วมสมัยของประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร ศึกษาจากตำรา หนังสือ บทความทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ วารสาร แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการเปรียบเทียบกฎหมาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>กฎหมายอาญาไทยยังมีข้อจำกัดในการรองรับรูปแบบอาชญากรรมของบุคคลธรรมดาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี</li> <li>การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี</li> <li>มาตรการฟื้นฟูและป้องกันผู้กระทำผิดยังไม่ตอบสนองต่อพฤติกรรมอาชญากรรมยุคใหม่อย่างเพียงพอ</li> </ol> <p><strong> </strong>บทความจึงเสนอให้มีการปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายอาญาและกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการใช้มาตรการทางสังคมและมาตรการทางเลือก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของบุคคลธรรมดาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม