https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/issue/feed
วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
2026-06-17T22:39:44+07:00
Wannapha Bubphasopha
journalsocialdevelopment@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม (Journal of Interdisciplinary Social Development)</p> <p>E-ISSN : ISSN : 2822-1060 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p>วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6228
แนวทางส่งเสริมการบริหารงานห้องเรียนพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-02-03T21:32:36+07:00
ศิริวัฒน์ ชูแสงนิล
suntaree@tsu.ac.th
สุนทรี วรรณไพเราะ
suntaree@tsu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานห้องเรียนพิเศษ 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการบริหารงานห้องเรียนพิเศษในสังกัดเดียวกัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้ดำเนินงานห้องเรียนพิเศษและครูผู้สอนนักเรียนห้องเรียนพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2,336 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 331 คน ได้จากตารางของ Krejcie and Morgan (1970) และทำการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 46 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .941 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี PNI <sub>modified</sub></p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ในภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษของโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การบริหารงานด้านวิชาการ</p> <p>3) แนวทางการส่งเสริมการบริหารงานห้องเรียนพิเศษ พบว่า ควรมุ่งพัฒนาหลักสูตรเฉพาะของห้องเรียนพิเศษ และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง และชุมชนในการสนับสนุนทรัพยากร ตลอดจนพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงการจัดหาสื่อและเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของห้องเรียนพิเศษ และควรกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของเกรดเฉลี่ยรวมหรือรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ควรมีการสอบสัมภาษณ์ และประเมินแฟ้มสะสมผลงานของผู้เรียน</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6330
การวิเคราะห์สถิติการตรวจพบสิ่งของผิดกฎหมายในพัสดุไปรษณีย์ และความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในการคัดกรองสิ่งของ ผิดกฎหมาย
2026-02-11T07:50:48+07:00
จุฑาทิพย์ สินวิโรจน์
faaspca@ku.ac.th
วีรมลล์ ไวลิขิต
faaspca@ku.ac.th
ศิรประภา เปรมเจริญ
faaspca@ku.ac.th
พิเชษฐ อนุรักษ์อุดม
faaspca@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์สถิติและแนวโน้มการตรวจพบสิ่งของผิดกฎหมายในพัสดุไปรษณีย์ในประเทศไทย 2) เพื่อสำรวจระดับความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เกี่ยวกับการคัดกรองสิ่งของผิดกฎหมาย และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดกรองสิ่งของผิดกฎหมายในพัสดุไปรษณีย์ของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ 4) เพื่อศึกษาข้อจำกัดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดกรองสิ่งของผิดกฎหมายในพัสดุไปรษณีย์ของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เพื่อศึกษาปัจจัยและข้อจำกัดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) เพื่อวิเคราะห์สถิติการตรวจพบสิ่งของผิดกฎหมายในศูนย์ไปรษณีย์ 19 แห่งทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 19 เดือน (มกราคม 2567 - กรกฎาคม 2568) โดยมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลครอบคลุมทั้งในเชิงสถิติและเชิงลึก ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวน 360 คน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 3,800 คน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมตามสูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ และประมวลผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (SPSS) เพื่อหาค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการอธิบายลักษณะสิ่งของผิดกฎหมายรวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญพร้อมบันทึกเสียง แล้วจึงนำมาถอดเนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการจับประเด็นสำคัญและจัดหมวดหมู่ข้อมูล ก่อนจะนำผลมาสังเคราะห์และตีความร่วมกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่สมบูรณ์และมีความน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สถิติและแนวโน้ม พบสิ่งของผิดกฎหมายในพัสดุไปรษณีย์รวมทั้งสิ้น 20,311 ชิ้น และมีแนวโน้มการตรวจพบเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา โดยเฉพาะประเภทยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า</p> <p> 2) ระดับความรู้ความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดกรองสิ่งของผิดกฎหมายในภาพรวมอยู่ในระดับมาก อย่างไรก็ตาม ยังพบประเด็นที่ควรพัฒนาคือความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิและข้อกฎหมายในการเปิดตรวจสอบพัสดุซึ่งยังอยู่ในระดับน้อย</p> <p> 3) ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดกรองมี 3 ด้าน คือ องค์ความรู้ของบุคลากรภายใต้ระเบียบปฏิบัติ การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบสมัยใหม่เพื่อยกระดับความแม่นยำ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลการสกัดกั้น เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย</p> <p> 4) ข้อจำกัดที่สำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดทางด้านกฎหมายในการเปิดตรวจสอบพัสดุจนเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการเปิดตรวจสอบพัสดุที่มีปริมาณหนาแน่น ตลอดจนการขาดงบประมาณสนับสนุนเทคโนโลยีคัดกรองขั้นสูง ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่เท่าทันต่อสถานการณ์การลักลอบในปัจจุบัน</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7628
การจัดการภาวะวิกฤตของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
2026-05-10T11:07:07+07:00
ผดุง เพชรสุข
Spt.office63@gmail.com
สุทธิพงศ์ เสมสูงเนิน
Spt.office63@gmail.com
ไชยถนอม หาระสาย
Spt.office63@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาภาวะวิกฤตของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 2) ศึกษาการจัดการภาวะวิกฤตของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวิจัย เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้บริหารสำนักงานอำนวยการ (ส่วนกลาง) 3 รูป ผู้บริหารสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 3 รูป ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม 3 รูป และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา 3 รูปหรือคน รวมทั้งสิ้น 12 รูปหรือคน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ชนิดมีโครงสร้าง <br />และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพปัญหาภาวะวิกฤตของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประกอบด้วย ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ ให้ความสำคัญในเรื่องความคล่องตัวของโครงสร้างการบริหารในปัจจุบัน ปัญหางบประมาณที่ไม่เพียงพอ และผลกระทบจากความซ้ำซ้อนของกฎหมายต่อสวัสดิการครู ด้านหลักสูตรและการพัฒนาผู้เรียน คือ ปัญหาการบูรณาการวิชาธรรมกับวิชาสามัญ การปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีโดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์พุทธบุตร และสาเหตุที่จำนวนสามเณรลดลง และสุดท้ายด้านโอกาสและความท้าทายในอนาคต คือ การจัดลำดับความสำคัญของวิกฤตที่ต้องแก้ด่วนที่สุด และการคาดการณ์อนาคตหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง</p> <p> 2) การจัดการภาวะวิกฤตของโรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสำนักงานการศึกษา<br />พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประกอบด้วย ด้านการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต คือ การประเมินระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการพัฒนาทักษะเฉพาะด้านของบุคลากรเพื่อรับมือวิกฤต ส่วนด้านการตอบโต้และการจัดการในภาวะวิกฤต คือ ให้ความสำคัญในเรื่องความคล่องตัวในการตัดสินใจของผู้บริหาร และกลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อรักษาภาพลักษณ์ และสุดท้ายด้านการฟื้นฟูและการเรียนรู้หลังวิกฤต ซึ่งมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ แนวทางการเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ และการนำบทเรียนจากวิกฤตมาทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6949
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-03-31T08:30:39+07:00
ณัฐรินญา นุกูลกิจ
aoy.nattarinya@outlook.com
ประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกูล
aoy.nattarinya@outlook.com
สุพล จอกทอง
aoy.nattarinya@outlook.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริม แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 438 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลจากการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษาภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสบการณ์การทำงานภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางในการส่งเสริม แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ปัจจัยภายในได้แก่ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ด้านการบังคับบัญชา ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน ด้านเงินเดือนและความมั่นคงในงาน และด้านนโยบายและการบริหารขององค์กร</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6976
การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ เรื่องชุดฝึกทักษะกลองชุด สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง
2026-04-02T11:43:10+07:00
พีรพงศ์ จีระเจริญพงษ์
Priraphong2689@gmail.com
กิตติชัย รัตนพันธุ์
Priraphong2689@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ชุดฝึกทักษะกลองชุด สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง รวมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้สื่อ และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนสาขาวิชาดุริยางค์สากล เอกกลองชุด จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของสื่อ แบบทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการเปรียบเทียบคะแนนก่อน–หลังเรียน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สื่อวีดิทัศน์มีประสิทธิภาพ 85.83/88.06 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 88.06 สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งเท่ากับ 57.78 แสดงว่าสื่อสามารถพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการปฏิบัติกลองชุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ทั้งด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความเข้าใจการอ่านโน้ต และการบรรเลงกลองชุดอย่างถูกต้องตามหลักดนตรีสากล โดยผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อและการจัดการเรียนรู้ดนตรีที่เน้นทักษะปฏิบัติในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7259
มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2026-04-21T20:11:08+07:00
กฤดิทัช แสงธนโยธิน
Kritdithat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎี และสภาพของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบลักษณะรูปแบบ มาตรการทางกฎหมายของไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ <br />4) เสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวิเคราะห์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการรวบรวมกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการ และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหา จากเอกสารงานเขียนและงานวิจัยทางวิชาการ รายงานการประชุม บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และฐานข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์แบบเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประเทศไทยจะมีความพยายามในการปรับปรุงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่การดำเนินงานในระดับพื้นที่ยังมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรม การมีส่วนร่วมของโรงงานอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจใน “ความยั่งยืน” อย่างแท้จริง หากแต่เป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมายที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่น มาบตาพุด เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานและทวีความรุนแรงขึ้น แม้กรมควบคุมมลพิษจะมีบทบาทในการตรวจสอบและจัดทำรายงาน EIA แต่ข้อมูลกลับไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างเพียงพอ จึงเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 3 ประการ ได้แก่ 1. การประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฯ เพื่อให้สามารถจัดการมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ 2. การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมมีความชัดเจน เข้าถึงง่าย และลดภาระของประชาชน 3. การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษดำเนินการแทนหน่วยงานที่เพิกเฉย หากดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7212
การบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
2026-04-17T16:19:55+07:00
ปิ่นปินัทธ์ พื้นสวรรค์
Pinpinnatpuensawan@gmail.com
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
Pinpinnatpuensawan@gmail.com
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
Pinpinnatpuensawan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา และสถานะ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการทดสอบรายคู่เชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามสถานะ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 ประกอบด้วย ด้านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านการจัดการภัยพิบัติในโรงเรียน และด้านการจัดการเรียนการสอนเรื่องภัยพิบัติ</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7258
ประสิทธิผลของการดำเนินการตามนโยบายด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายใต้หลักการกระจายอำนาจ จังหวัดนครปฐม
2026-04-21T20:02:50+07:00
อนุศิษฎ์ สุขเกษม
littlelittleme1212@gmail.com
อรนันท์ กลันปุระ
littlelittleme1212@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการดำเนินการตามนโยบายด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายใต้หลักการกระจายอำนาจ จังหวัดนครปฐม เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของการดำเนินการตามนโยบายด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายใต้หลักการกระจายอำนาจ จังหวัดนครปฐม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ประชาชนที่รับบริการจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจำนวน 36 แห่ง ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา สถิที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One – Way Anova) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การรับบริการสาธารณสุขจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีผลต่อประสิทธิผลของของการดำเนินการตามนโยบายด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายใต้หลักการกระจายอำนาจ จังหวัดนครปฐม ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ตัวแปร เพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ได้รับประสิทธิผลของของการดำเนินการตามนโยบายด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายใต้หลักการกระจายอำนาจ จังหวัดนครปฐม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7211
การบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
2026-04-17T16:17:41+07:00
จุฑาวดี ชมราศี
piaryjuthawadee@gmail.com
พจน์ เจริญสันเทียะ
piaryjuthawadee@gmail.com
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
piaryjuthawadee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 333 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.93 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการบริหารการเรียนรู้เชิงวิชาชีพสู่การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 ประกอบด้วย ด้านวิสัยทัศน์ร่วมและภาวะผู้นำ ด้านมุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพในบรรยากาศเป็นมิตร ด้านพัฒนาการสอนร่วมสู่แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด และด้านสะท้อนผลงานและแลกเปลี่ยนผลการปฏิบัติงาน</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6528
THE IMPACT OF SOCIAL MEDIA MARKETING ON GREEN PURCHASE INTENTION: THE MEDIATING ROLE OF SUBJECTIVE NORM
2026-03-01T16:24:41+07:00
Yuqi He
chanchai.bunchapatanasakda@stamford.edu
Chanchai Bunchapattanasakda
chanchai.bunchapatanasakda@stamford.edu
Boonyaporn Boonmek
chanchai.bunchapatanasakda@stamford.edu
<p>This research article aims to: 1) examine the direct effect of social media marketing on green purchase intention; 2) test the influence of social media marketing on subjective norm and the effect of subjective norm on green purchase intention; and 3) verify the mediating role of subjective norm in the relationship between social media marketing and green purchase intention. A quantitative survey was conducted among residents in Yunnan Province, China, collecting data from 454 valid respondents, which were analyzed using structural equation modeling.</p> <p>The research results found that:</p> <p>1) Social media marketing has a significant positive effect on green purchase intention.</p> <p>2) Social media marketing significantly influences subjective norm, and subjective norm significantly influences green purchase intention.</p> <p>3) Subjective norm partially mediates the relationship between social media marketing and green purchase intention.</p> <p>As global environmental concerns such as climate change and resource scarcity escalate, understanding the psychological drivers of sustainable consumption has become imperative. This study investigates the influence of social media marketing (SMM) on green purchase intention (GPI) among residents in Yunnan Province, China, specifically examining the mediating mechanism of subjective norm (SN). Grounded in the Stimulus-Organism-Response (S-O-R) framework, the research conceptualizes SMM as an external stimulus that shapes the internal organismic state (SN), which subsequently drives the behavioral response (GPI). Data were collected via an online survey from 454 valid respondents and analyzed using Structural Equation Modeling (SEM). The empirical results demonstrate that SMM exerts a significant positive impact on both SN and GPI. Furthermore, mediation analysis reveals that SN significantly influences GPI and serves as a partial mediator in the relationship between SMM and GPI. These findings suggest that social media fosters green consumption not only through direct information dissemination but also by reinforcing social expectations and perceived peer pressure. Theoretically, this study refines the S-O-R model and the Theory of Planned Behavior within a regional, collectivist context. Practically, the results suggest that marketers and policymakers should leverage influencer endorsements and community-centric content to normalize sustainable behaviors and cultivate pro-environmental social norms.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7469
การบูรณาการความเชื่อเจ้าแม่สองนางตามหลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมจริยธรรมของชุมชนอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
2026-05-01T19:48:51+07:00
พระมหาบุญกอง กนฺตวีโร (โคตรชมภู)
6402105009@mcu.ac.th
พระภาวนาวัชรมุนี
6402105009@mcu.ac.th
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
6402105009@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักศรัทธา 4 ในพระพุทธศาสนา <br />2) เพื่อศึกษาสภาพความเชื่อเจ้าแม่สองนางในปัจจุบันของอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย 3) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อเจ้าแม่สองนางตามหลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อส่งเสริมจริยธรรมของชุมชนอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 34 รูป/คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยในลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การศึกษาหลักศรัทธา 4 ในพระพุทธศาสนา พบว่าเป็นหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในกฎแห่งกรรม ประกอบด้วย กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา และตถาคตโพธิสัทธา ซึ่งช่วยส่งเสริมให้บุคคลตระหนักถึงผลของการกระทำ มีความรับผิดชอบ และดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรม ส่งผลต่อการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมโดยรวม</p> <p>2) การศึกษาสภาพความเชื่อเจ้าแม่สองนางในอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พบว่ายังคงมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งด้านศาสนา พิธีกรรม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยความเชื่อดังกล่าวช่วยเสริมสร้างคุณธรรม ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่</p> <p>3) การวิเคราะห์ความเชื่อเจ้าแม่สองนางตามหลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา พบว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อท้องถิ่นกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมจริยธรรมของประชาชน ทั้งด้านศาสนา พิธีกรรม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6902
การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ
2026-05-08T16:54:33+07:00
รัศมี บุญหมั่น
kungboonmun@gmail.com
ประยงค์ แก่นลา
kungboonmun@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
kungboonmun@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 214 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนการบริหารแหล่งเรียนรู้ 2) ด้านการดำเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ 3) ด้านการตรวจสอบ ติดตาม การใช้แหล่งเรียนรู้ และ 4) ด้านการสรุปผล ปรับปรุง แก้ไขการนำแหล่งเรียนรู้ไปใช้</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6704
อิทธิพลของการจัดการประสบการณ์ลูกค้าต่อคุณค่าที่รับรู้ ของนักท่องเที่ยวในธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม
2026-04-19T14:16:29+07:00
สุทธิมา จินดา
suttimar.jin@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการประสบการณ์ลูกค้าในธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม 2) ศึกษาระดับคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวในธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวในธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน เครื่องมือสำหรับงานวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ระดับการจัดการประสบการณ์ลูกค้าของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม อยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D. = 0.854)</p> <p>2) ระดับคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยว (Perceived Value) ที่มาใช้บริการธุรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม อยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D. = 0.847)</p> <p>3) ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวในธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม พบว่า ด้านการรับรู้และการเรียนรู้ ด้านการมีส่วนร่วมและการปฏิบัติ และด้านความสัมพันธ์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านประสาทสัมผัสและด้านอารมณ์ความรู้สึก ไม่พบอิทธิพลต่อคุณค่าที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6948
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
2026-03-31T08:27:40+07:00
ปรเมษฐ์ จังอินทร์
Paramet36@gmail.com
วศิน สอนโพธิ์
Paramet36@gmail.com
พจน์ เจริญสันเทียะ
Paramet36@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสัมภาษณ์ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจ 2) ด้านการจัดการหลักสูตรและการสอน 3) ด้านการนิเทศการสอน 4) ด้านการกำกับ ติดตาม ความก้าวหน้าของนักเรียน และ 5) ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนการสอน</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7339
CROSS-CULTURAL DIFFERENCES IN CRUISE PASSENGER MOTIVATION AND BEHAVIORAL INTENTION: INTEGRATING HOFSTEDE’S CULTURAL DIMENSIONS
2026-04-22T19:22:01+07:00
Chenjun Huang
3184764140@qq.com
Wirun Phichaiwongphakdee
3184764140@qq.com
<p>This quantitative cross-sectional research aimed to examine cross-cultural differences in cruise passenger motivation and behavioral intention by integrating Hofstede’s cultural dimensions with push-pull motivation theory. The objectives were to assess the overall levels of cultural dimensions, travel motivation, and behavioral intention; compare travel motivation between Eastern and Western passengers; test the effect of cultural dimensions on travel motivation and the effect of travel motivation on behavioral intention; and examine the mediating role of travel motivation and the moderating role of cultural background. Data were collected from 400 cruise passengers who had completed at least one cruise trip within the previous two years, with quota sampling used to obtain 200 Eastern and 200 Western respondents. The research instrument was a structured multilingual questionnaire measuring demographic information, cultural dimensions, push-pull travel motivation, and behavioral intention on a five-point Likert scale. Data were analyzed using descriptive statistics, reliability analysis, independent-samples t-test, Pearson correlation, regression analysis, Sobel mediation testing, and moderation analysis. The results showed that behavioral intention had the highest mean score (M = 3.783), followed by travel motivation (M = 3.549) and cultural dimensions (M = 3.503). All major scales demonstrated acceptable reliability (Cronbach’s alpha = 0.778–0.857). Travel motivation differed significantly across cultural groups (t = 6.370, p < 0.001). Cultural dimensions significantly predicted travel motivation (B = 0.433, p < 0.001), and travel motivation significantly predicted behavioral intention (B = 0.507, p < 0.001). Travel motivation partially mediated the relationship between cultural dimensions and behavioral intention (indirect effect = 0.207, Sobel z = 4.917, p < 0.001), while cultural background significantly moderated the motivation-behavior relationship (β = 0.186, p < 0.01). These findings indicate that culturally informed motivation is an important mechanism for explaining cruise passengers’ revisit and recommendation intentions.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6536
FACTORS AFFECTING ACCOUNTING EFFICIENCY IN SMALL AND MEDIUM SIZED TRADING BUSINESSES IN NAKHON RATCHASIMA PROVINCE
2026-04-17T15:53:31+07:00
Nunticha Pudjaiyo
tok2029@gmail.com
Jeeranan Teerapaporn
tok2029@gmail.com
Kajornatthapol Pongwiritthon
tok2029@gmail.com
<p>This study addresses the limited empirical evidence on accounting efficiency among provincial small and medium-sized enterprises (SMEs) in Thailand, where inconsistent accounting practices and resource constraints often hinder effective financial management. The research aims to: (1) assess the level of accounting efficiency, (2) examine the relationships between key managerial and organizational factors, and (3) determine the predictive influence of these factors on accounting efficiency.</p> <p>A quantitative cross-sectional survey design was employed, and data were collected from 410 respondents using stratified sampling to ensure representation across trading SMEs in Nakhon Ratchasima Province. The data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analysis.</p> <p>The results indicate that: (1) accounting efficiency is at a high level (M = 3.92, SD = 0.51); (2) accounting knowledge, work experience, internal control systems, and technology utilization are positively and significantly correlated with accounting efficiency (p < .01); and (3) the regression model is statistically significant (R² = .36, p < .001), with internal control systems emerging as the strongest predictor (β = .29), followed by accounting knowledge (β = .24), technology utilization (β = .20), and work experience (β = .18).</p> <p>The findings suggest that SME owners should prioritize the implementation of structured internal control procedures, invest in continuous accounting training, and adopt digital accounting systems to enhance financial accuracy and reporting efficiency. These practical actions can strengthen financial management capacity and improve the long-term sustainability of SMEs in provincial economic contexts. </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6889
ปัญหาการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
2026-03-27T08:09:43+07:00
สังเวียน เทพผา
Sungwian.T@ptu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดเขตพื้นที่เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสังหาริมทรัพย์ และการได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ ของผู้ประกอบกิจการในเขตเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารแนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง กฎหมายทั้งของต่างประเทศ และของประเทศไทย แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์เพื่อหามาตรทางกฎหมายในการป้องกันปัญหาการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การกำหนดเขตพื้นที่เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่จำกัดเฉพาะ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง และจันทบุรี เท่านั้นแต่อาจมีการขยายไปในเขตพื้นที่อื่นๆ อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ประชาชนผู้อยู่อาศัยอยู่ก่อน การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสังหาริมทรัพย์ ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเป็นบุคคลต่างด้าวสามารถมีกรรมสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอื่น อาจทำให้บุคคลต่างด้าวเข้ามายึดครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เกิดผลเสียทางด้านความมั่นคงของประเทศ และการได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ ของผู้ประกอบกิจการและสมาชิกในครอบครัวในเขตเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทำให้รัฐได้รับความเสียหายในด้านการจัดเก็บภาษีเงินได้</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7209
การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2026-04-17T16:13:14+07:00
ศิษฐ์ฐิกรณ์ ลูกสีดา
Sitthikorn2324@gmail.com
ภัทรฤทัย ลุนสำโรง
Sitthikorn2324@gmail.com
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
Sitthikorn2324@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 326 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.94 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักนิติธรรม 2) ด้านหลักคุณธรรม 3) ด้านหลักความโปร่งใส 4) ด้านหลักการมีส่วนร่วม 5) ด้านหลักความรับผิดชอบ 6) ด้านหลักความคุ้มค่า</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7371
นวัตกรรมการจัดการในธุรกิจอาหารท้องถิ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เชิงประสบการณ์
2026-04-24T08:33:05+07:00
ปัณฑรีย์ หอมสกุล
pantaree.hom@rmutr.ac.th
กาญจนา พันธุ์เอี่ยม
pantaree.hom@rmutr.ac.th
สุนันทา เสถียรมาศ
pantaree.hom@rmutr.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดนวัตกรรมการจัดการในธุรกิจอาหารท้องถิ่น เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ในบริบทเศรษฐกิจร่วมสมัยที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงประสบการณ์มากกว่าการบริโภคสินค้าและบริการในลักษณะดั้งเดิม การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดนวัตกรรมการจัดการ แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่ออธิบายกลไกการแปลงทรัพยากรอาหารท้องถิ่นไปสู่คุณค่าเชิงประสบการณ์อย่างเป็นระบบ ผลการวิเคราะห์พบว่า ธุรกิจอาหารท้องถิ่นมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ยังขาดการจัดการที่สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรอาหารกับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบกรอบแนวคิดเชิงระบบของนวัตกรรมการจัดการ ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมประสบการณ์ นวัตกรรมกระบวนการบริการ และนวัตกรรมเครือข่ายและการตลาด โดยองค์ประกอบทั้งสี่ทำหน้าที่เป็นกลไกในการแปลงคุณค่าท้องถิ่นไปสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและน่าจดจำ นอกจากนี้ กรอบแนวคิดดังกล่าวยังอธิบายความสัมพันธ์เชิงพลวัตขององค์ประกอบในลักษณะของระบบการสร้างคุณค่าแบบบูรณาการ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปของความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และความยั่งยืนของชุมชน ในเชิงการประยุกต์ใช้ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาธุรกิจอาหารท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ รวมทั้งสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6942
DIGITAL VISUAL TRANSFORMATION OF MONGOLIAN OX-HORN BOW CRAFTSMANSHIP BASED ON UNITY GAME DESIGN
2026-03-29T21:24:52+07:00
Yang Yang
yangyang.1995abc@gmail.com
Khajornsak Nakpan
yangyang.1995abc@gmail.com
Watanapun Krutasaen
yangyang.1995abc@gmail.com
<p>Mongolian ox-horn bow craftsmanship embodies the material wisdom, mechanical knowledge, and cultural memory of nomadic society. However, modernization and the decline of traditional transmission have weakened its inheritance. This study aims to interpret the cultural origins, structural features, and production process of the Mongolian ox-horn bow and to transform its core visual elements into a digital design language suitable for Unity-based game development. A mixed-methods approach was adopted, combining literature review, field investigation, interviews with inheritors, expert evaluation, and questionnaire analysis of 196 valid responses using SPSS. Based on these findings, a Unity-based design practice was conducted, including 3D modeling, scene construction, interactive programming, and iterative optimization. The study established a digital visual transformation framework integrating cultural analysis, craft reconstruction, digital modeling, interactive design, and user verification. The Unity game system reconstructed the bow’s structure, production process, and cultural context through immersive scenes and physics-based archery simulation. User evaluation showed an overall satisfaction rate of 89.3% and a craft cognition improvement rate of 76%, indicating that game-based design can effectively support the digital preservation and dissemination of traditional ethnic craftsmanship.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7210
ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
2026-04-17T16:15:40+07:00
สุริยา บัญญัติ
2537simple@gmail.com
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
2537simple@gmail.com
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
2537simple@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง อายุ และขนาดสถานศึกษา 3)ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 339 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวม และในรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแหนกตามอายุ และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ประกอบด้วยการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การบริหารจัดการทรัพยากรและการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ การควบคุม ประเมินผล และการเรียนรู้เชิงกลยุทธ์</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6268
ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ภาพลักษณ์ตราผลิตภัณฑ์ และการรับรู้คุณค่าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงาน ในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-02-07T16:18:20+07:00
เพ็ญผกา เพชรชู
penpaka.ppk@gmail.com
สิริพันธ์ วงศ์อินทวัง
penpaka.ppk@gmail.com
<p>การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของตราผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร และ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้คุณค่าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษาในครั้งนี้ใช้รูปแบบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยด้านแรงจูงใจ มีอิทธิพลในเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของตราผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลในเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. ปัจจัยด้านการรับรู้คุณค่า มีอิทธิพลในเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผงมัทฉะเกรดพรีเมียม (คุณภาพสูง) ของผู้บริโภควัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญ<strong><br /></strong>ทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6674
แนวโน้มการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: การวิเคราะห์บทบาทของ AI และ Digital Education ต่ออนาคตการศึกษา
2026-03-14T07:50:54+07:00
สมคิด นาคขวัญ
Somkid.n@pkru.ac.th
<p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; tab-stops: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเรียนรู้ในอนาคต โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงแนวคิด (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Conceptual Analysis) <span lang="TH">ร่วมกับการวิเคราะห์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (</span>Futures Analysis) <span lang="TH">เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลต่อระบบการศึกษาในช่วง </span>10 <span lang="TH">ปีข้างหน้า การศึกษาดำเนินการโดยการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และจัดกรอบการวิเคราะห์ตามแนวคิดการศึกษาภาพอนาคต (</span>Foresight) <span lang="TH">ผ่าน </span>4 <span lang="TH">มิติหลัก ได้แก่ สัญญาณอ่อน (</span>Weak Signals) <span lang="TH">แนวโน้ม (</span>Trends) <span lang="TH">แรงขับเคลื่อน (</span>Drivers) <span lang="TH">และเหตุการณ์พลิกผัน (</span>Wild Cards) <span lang="TH">เพื่ออธิบายพลวัตของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล</span></span></p> <p style="margin: 0in; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in; tab-stops: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิเคราะห์ พบว่า แนวโน้มสำคัญของการเรียนรู้ในอนาคต ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้ช่วยสอนส่วนบุคคล การพัฒนาห้องเรียนเสมือนจริง การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Hybrid Learning) <span lang="TH">การประเมินผลผ่านแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล และการใช้ข้อมูลการเรียนรู้ (</span>Learning Analytics) <span lang="TH">เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงอนาคตยังนำไปสู่การสร้างภาพฉากทัศน์ (</span>Scenarios) <span lang="TH">ของระบบการศึกษาใน </span>3 <span lang="TH">รูปแบบ ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">การเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (</span>2) <span lang="TH">ระบบนิเวศการรับรองทักษะที่ลดบทบาทของปริญญา และ (</span>3) <span lang="TH">สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบผสมผสาน ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวเชิงโครงสร้างและเชิงกระบวนการ โดยเน้นความยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ </span>21 <span lang="TH">และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกการทำงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</span></span></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7213
การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
2026-04-17T16:30:48+07:00
นพณัฐ มุ่งพูนกลาง
noppanut2535@gmail.com
วศิน สอนโพธิ์
noppanut2535@gmail.com
พจน์ เจริญสันเทียะ
noppanut2535@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตาม ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่ง 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้าง จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.88 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ประกอบด้วย ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ด้านการวางแผนการใช้หลักสูตร ด้านการจัดทำหลักสูตร ด้านการนำหลักสูตรไปใช้ และด้านการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตร</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6804
CREATIVE LEADERSHIP, SOCIAL MEDIA, AND CULTURAL CHANGE IN GREEN DESTINATION DEVELOPMENT: A TOURIST PERSPECTIVE STUDY IN RURAL LOWER NORTHERN THAILAND
2026-03-21T22:38:19+07:00
Siriamorn kaweera
siriamorn@northern.ac.th
Sirinee Wongwilairat
siriamorn@northern.ac.th
Phantima Wannasut
siriamorn@northern.ac.th
<p>This study aims to examine the effects of creative leadership and social media utilization on green destination development, with cultural change acting as a mediating variable, from the tourist perspective in rural communities of Lower Northern Thailand. The research adopts a convergent parallel mixed-methods design, integrating quantitative and qualitative data to provide a comprehensive understanding of sustainable tourism dynamics. The quantitative component employed a structured questionnaire administered to 400 tourists, selected using stratified random sampling across four provinces in Lower Northern Thailand. Data were analyzed using structural equation modeling (SEM) to test the hypothesized relationships. The qualitative component involved in-depth interviews with 40 key informants, including community leaders and tourism practitioners, with data analyzed through thematic analysis.</p> <p> The findings reveal that cultural change exerts the strongest direct effect on green destination development (β = 0.35), followed by creative leadership (β = 0.31) and social media utilization (β = 0.27). In addition, cultural change partially mediates the relationships between creative leadership, social media utilization, and sustainable tourism outcomes. The model demonstrates strong explanatory power (R² = 0.62), indicating that green destination development is driven by the synergistic interaction of leadership, digital engagement, and cultural transformation. Qualitative findings further highlight that creative leadership fosters community participation and innovation, social media enhances destination identity through digital storytelling, and cultural change embeds sustainability into everyday practices. This study contributes to the literature by shifting the analytical focus from internal stakeholder management to a tourist-centered perspective, and by positioning cultural change as a key behavioral mechanism in sustainable tourism development. The findings provide practical implications for policymakers and practitioners in promoting culturally grounded and environmentally sustainable tourism in rural contexts.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6851
DETERMINANTS OF FINTECH ACCEPTANCE AND USAGE AMONG POPULATIONS IN THE LOWER NORTHERN REGION OF THAILAND: AN APPLICATION OF UTAUT MODEL
2026-03-26T15:55:19+07:00
Veerapong Suthawan
tok2029@gmail.com
Kajornatthapol Pongwiritthon
tok2029@gmail.com
<p>This research article aims to (1) To examine the effect of performance expectancy on behavioral intention to use FinTech services. (2) To analyze the influence of effort expectancy on users’ behavioral intention toward FinTech adoption. (3) To investigate the impact of social influence on behavioral intention to use FinTech and (4)To evaluate the effect of facilitating conditions on the actual usage of FinTech services.. The study employs a quantitative research design, collecting data from 412 respondents residing in the lower northern region of Thailand, a socio-economically diverse area characterized by a mix of agricultural and semi-urban communities with varying levels of digital infrastructure and financial accessibility. Data were collected using a structured questionnaire with five-point Likert-scale measures and analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM) with SmartPLS 4 to evaluate both measurement and structural models.</p> <p>The research results found that: (1) performance expectancy is the strongest predictor of behavioral intention, followed by effort expectancy and social influence, all of which have statistically significant positive effects; (2) behavioral intention and facilitating conditions significantly influence actual FinTech usage, with behavioral intention demonstrating the strongest effect; and (3) the model exhibits substantial explanatory power, with R² values of 0.68 for behavioral intention and 0.61 for usage behavior, confirming the robustness of the UTAUT framework in this regional context.</p> <p>These findings underscore the critical role of perceived usefulness, ease of use, social dynamics, and infrastructural support in shaping FinTech adoption. Practically, the study highlights the importance of community-based promotion strategies, alongside user-centered system design and targeted digital literacy initiatives, to enhance financial inclusion in semi-urban and rural contexts. The study contributes to the literature by providing region-specific empirical evidence from Thailand and suggests future research directions incorporating trust, perceived risk, and longitudinal approaches. </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7214
การบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
2026-04-17T16:34:03+07:00
อัญพัชร์ นิติระวีพงศ์
aunyapat@nongki.ac.th
ประยงค์ แก่นลา
aunyapat@nongki.ac.th
สมัคร ไวยขุนทด
aunyapat@nongki.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตาม ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดโรงเรียน 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 339 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.90 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษา โดยภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุด้วยระบบสารสนเทศของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ประกอบด้วย 1) ด้านกระบวนการของระบบสารสนเทศ 2) ด้านการควบคุม ติดตาม และการประเมินผลระบบสารสนเทศ 3) ด้านการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล 4) ด้านการกระจายอำนาจตามโครงสร้างสถานศึกษา 5) ด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดการระบบสารสนเทศ 6) ด้านการศึกษาแหล่งข้อมูลสารสนเทศ</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/4936
การประยุกต์ใช้หลักการของลีนเพื่อลดสิ่งสูญเปล่าในการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-10-17T20:27:56+07:00
ศักดิ์ดา เกิดการ
sakdapathum@gmail.com
เตชะธร สุขชัยศรี
sakdapathum@gmail.com
วันเฉลิม เครือสาร
sakdapathum@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักการของลีน ในการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่ปฏิบัติงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ จำนวน 326 ราย ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีของ Krejcie & Morgan เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้หลักการของลีนมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ <strong> </strong>การผลิตมากที่สุด รองลงมาคือการรับ การจัดเก็บ และการหยิบสินค้า 2) ประสิทธิภาพ การผลิตมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพธุรกิจได้ร้อยละ 53.6</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7041
RECONSTRUCTING LIVING HERITAGE THROUGH DIGITAL MEDIA: AN EMPIRICAL STUDY OF LUOSHAN SHADOW PUPPETRY
2026-04-07T14:25:19+07:00
Huizi Ma
mhzqcsj@sina.com
Arnuphap Chantaramporn
mhzqcsj@sina.com
<p>Luoshan shadow puppetry, a national intangible cultural heritage with over 450 years of history, currently faces significant survival challenges due to modernization, digital transformation, and a declining audience base. To address these issues, this study explores how digital media can reconstruct the living nature of heritage by integrating living heritage theory, cultural meme theory, and communication theory into a revitalization model that links cultural element extraction, digital interaction design, and embodied participation. Using a mixed-method design with stratified sampling combined with voluntary participation (n = 330), the study implemented and evaluated a digital exhibition platform, an H5 interactive system, and offline experiential activities. Questionnaire responses, behavioral indicators, and interview evidence consistently suggested improvements in cultural understanding, interaction depth, and willingness to participate. Overall, the findings indicate that digital media can support the living-state reconstruction of heritage when online dissemination is connected to offline practice through a feedback-based circulation mechanism.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7128
COST MANAGEMENT AND SUSTAINABLE PROFIT PLANNING IN THAI SPECIALTY COFFEE ENTERPRISES
2026-04-11T11:46:14+07:00
Wipawee Srika
wipawee@g.cmru.ac.th
Kajornatthapol Pongwiritthon
wipawee@g.cmru.ac.th
<p>This study investigates the production cost structures and profit-planning strategies of smallholder specialty coffee farmers in Mae on District, Chiang Mai, Thailand, to enhance enterprise sustainability. Employing a mixed methods approach, primary data were collected through quantitative cost analyses and qualitative semi-structured interviews with 30 farmers engaged in premium Arabica cultivation.</p> <p>The empirical findings reveal that the average production cost of specialty-grade fresh coffee cherries is 78 THB per kilogram, with variable expenses such as organic fertilizers and harvesting labor accounting for much of the cost. By implementing an estimated cost accounting system alongside a strategic markup pricing model, farmers can achieve an optimal 35 percent net profit margin at an average market price of 120 THB per kilogram. Scenario simulations further demonstrate the financial viability of maintaining target profit margins at 25, 50, and 75 percent. Ultimately, integrating these financial management tools with Thailand’s BCG economy framework and Sufficiency Economy Philosophy establishes robust development guidelines. This alignment fosters long-term resilience within the specialty coffee value chain. </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6682
THE HEGEMON TRAP: UNITED STATES FOREIGN POLICY REQUIREMENT FOR A NEW NIXONIAN PIVOT AND RETURN TO REALISM
2026-03-14T07:55:13+07:00
William J. Jones
william.jon@mahidol.ac.th
<p>This paper presents a comparative analysis of American foreign policy during the Nixon and Trump presidential eras. It argues that both periods are defined by the necessity to recalibrate strategic commitments in response to the exhaustion caused by protracted military interventions. By examining the Nixon framework of détente and triangular diplomacy, the research demonstrates how pragmatic engagement with the Soviet Union and the People’s Republic of China maximized American leverage during the Cold War. In contrast, the contemporary abandonment of the international arms control architecture and the pivot toward a doctrine of strategic flexibility have created a destabilized multipolar environment. The author argues that the current strategy of confrontation with both Russia and China risks strategic overextension. Drawing on historical lessons from the 1970s, the paper advances an argument for transition away from the orthodoxy of universal containment. It suggests that a measured rapprochement with Russia is essential to address the primary geopolitical challenge of the twenty-first century: the rise of China.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7215
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
2026-04-17T16:36:44+07:00
อุชุพร เลงไธสง
Uchuporn.len@gmail.com
คัมภีร์ สุดแท้
Uchuporn.len@gmail.com
ประยงค์ แก่นลา
Uchuporn.len@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.89 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ประกอบด้วย ด้านการสร้างความไว้วางใจ ด้านการตัดสินใจ ด้านการเอื้ออำนาจในการตัดสินใจ และด้านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7135
ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-04-11T11:53:27+07:00
ชวนากร ปรีเอี่ยม
warissa2023@gmail.com
สิทธิพรร์ สุนทร
warissa2023@gmail.com
ธัณฏิกานต์ คำวิเศษธนธรณ์
warissa2023@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ 2) ระดับความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ 3) ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ และ 4) ข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมความสำเร็จในชีวิตคนพิการ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาคนพิการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากสูตรของ Yamane ได้จำนวน 111 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง โดยวิธี Enter ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .899 (R=.899) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายการผันแปรของตัวแปรตามได้เท่ากับ ร้อยละ 80.9 (R<sup>2</sup> = .809) และมีค่า F = 53.861 4) ข้อเสนอแนะสิ่งที่ส่งเสริมสนับสนุนความสำเร็จในการศึกษาของคนพิการ คือ ควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเข้าถึงจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียน ควรมีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6817
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2
2026-03-21T22:50:24+07:00
กฤติเดช ปิ่นหอม
6714470032@rumail.ru.ac.th
รัตนา กาญจนพันธ์
6714470032@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารและการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติการสอนปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมั่น .994 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมพันธ์โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ<strong> </strong>เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารใน สพป<strong>.</strong>นนทบุรี 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาใน สพป.นนทบุรี 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษาใน สพป.นนทบุรี 2 โดยภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7216
บทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
2026-04-17T16:41:44+07:00
สุรชัย จันทขาล
Chantakan03@gmail.com
วศิน สอนโพธิ์
Chantakan03@gmail.com
พจน์ เจริญสันเทียะ
Chantakan03@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครู ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อบทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.85 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทาง จำแนกตาม ตำแหน่ง โดยภาพรวมแตกต่างกัน เมื่อจำแนกตาม ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารในการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสถานศึกษา ประกอบด้วย ด้านบทบาทกำกับ ด้านบทบาทสนับสนุน ด้านบทบาทมีส่วนร่วม และด้านบทบาทมุ่งเน้นความสำเร็จ</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7382
DESIGNING AND VALIDATING A MULTI-LEVEL STRATEGY SYSTEM FOR DEVELOPING DIGITAL COMPETENCIES AMONG UNIVERSITY STUDENTS IN GUANGDONG PROVINCE
2026-04-26T08:47:16+07:00
Xiaochun Li
lxc9602@gmail.com
Teerawat Montaisong
lxc9602@gmail.com
Wacharapatr Techawattanasiridumrong
lxc9602@gmail.com
<p>This study developed and validated a DigComp 2.2-aligned, multi-level strategy system for improving undergraduates' digital competencies in three private universities in Guangdong Province, China. An explanatory sequential mixed-methods design was employed. Survey data from 1,092 students were first analyzed to identify competence profiles and key gaps. Findings revealed a moderate overall digital competence level; information and data literacy scored relatively highest, while problem solving scored lowest. To explain these results, structured interviews were conducted with nine key informants, including experts, administrators, and teachers. Thematic analysis identified three core categories and 15 themes, indicating students managed routine digital tasks but lacked higher-order abilities. Major constraints included uneven teacher capacity, weak platform integration, limited incentives, and insufficient student agency. Integrating these findings, 12 strategies were developed across student, teacher, university, and government levels. A nine-member expert panel evaluated the system using a 5-point Likert scale. Overall feasibility was rated at the highest level ( = 4.72, SD = 0.08), with teacher-level strategies receiving the top score ( = 4.89, SD = 0.17). The findings suggest that strengthening digital pedagogy, reducing teachers' implementation burden, and integrating learning platforms are key to developing higher-order digital competencies in this context.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7042
RESEARCH ON THE SPATIAL STRUCTURE CHARACTERISTICS AND CULTURAL LOGIC OF THE BUILDINGS IN GAOTAI RESIDENTIAL AREA
2026-04-07T14:27:24+07:00
Xiaofei Ji
xiaofeishuolesuan@gmail.com
Nawat Lersawaengkit
xiaofeishuolesuan@gmail.com
<p>As a representative traditional residential settlement in Kashgar, Xinjiang, the Gaotai Residential Area embodies the long-term interaction of terrain, climate, social life, and local building knowledge. Based on field observation, image documentation, and literature review, this study examines the settlement from three closely related aspects: macro site-selection and settlement pattern, spatial organization including vertical stratification and public-private transition, and the cultural logic and ecological adaptability embedded in its architectural space.</p> <p> The results correspond directly to these objectives. First, the macro pattern of the settlement is shaped by the loess-cliff landform and the urban edge condition, forming a stepped and compact texture that follows contour lines and controls access. Second, its spatial organization combines vertical layering, dense neighborhood units, and graded transitions from alleys to porches and courtyards, thereby improving land-use efficiency while supporting everyday interaction and privacy. Third, the architectural space expresses Uyghur family life and religious practice while responding effectively to the arid climate through thick earthen walls, narrow shaded alleys, natural ventilation, and locally adapted construction techniques. The study shows that Gaotai is both a culturally meaningful and ecologically responsive dwelling system, and it provides a useful reference for heritage conservation and regional architectural design.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6928
การฟ้องคดีแพ่งกับการใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหาย ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบทางเลือก ข้อดี และข้อจำกัดของกระบวนการเยียวยาความเสียหาย
2026-04-07T14:41:18+07:00
พรทิพย์ พิมพ์สุรโสภณ
Aj.thipjenny@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนและการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยมุ่งศึกษาความแตกต่างของกลไกทางกฎหมาย ข้อดี ข้อจำกัด และปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาความเสียหายของผู้เสียหาย การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงนิติศาสตร์ (Doctrinal Legal Research) โดยวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 43 และมาตรา 44/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบกับหลักการเกี่ยวกับการห้ามฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และการห้ามฟ้องซ้ำตามมาตรา 148</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า แม้บทบัญญัติมาตรา 44/1 จะมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา และช่วยลดภาระในการดำเนินคดีแพ่งแยกต่างหาก แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวประกอบกับมาตรา 43 และหลักการเกี่ยวกับการฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำ อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดต่อการใช้สิทธิของผู้เสียหายในบางกรณี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมไทย ดังนั้นเสนอให้มีการตีความหรือพัฒนากลไกทางกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองผู้เสียหายและหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การเยียวยาความเสียหายของผู้เสียหายเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7790
ศีล 5 กับการสร้างพลเมืองดีตามแนววิถีพุทธ
2026-05-23T21:47:06+07:00
ปรีชา ศรีสอนใจ
subinwannanta123@gmail.com
สุบิน วันนันตา
subinwannanta123@gmail.com
วุฒิภัทร มูลศรี
subinwannanta123@gmail.com
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างศีล 5 กับกระบวนการสร้างพลเมืองดีตามแนวพระพุทธศาสนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เอกสารวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ศีล 5 ทำหน้าที่เป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมแบบองค์รวม ครอบคลุมสามระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคลในการควบคุมกาย วาจา และใจ ระดับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการเคารพสิทธิของผู้อื่นทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว และการสื่อสาร และระดับโครงสร้างทางสังคมและรัฐในการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดสัญญาประชาคมที่มนุษย์ยินยอมร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม พลเมืองดีวิถีพุทธจึงเกิดจากการปฏิบัติศีล 5 อย่างต่อเนื่องจนเป็นอุปนิสัย นำไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีทั้งคุณธรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกที่เหมาะสมต่อสังคมและรัฐ โดยไม่ต้องอาศัยการบังคับจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าศีล 5 สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาพลเมืองในสังคมร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6849
บรรยากาศองค์การของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ–ยโสธร: การวิเคราะห์ระดับและองค์ประกอบ
2026-04-10T10:41:11+07:00
ชุติมา มุสิกานนท์
chutimamug1950@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบรรยากาศองค์การของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ–ยโสธร 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีต่อบรรยากาศองค์การ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาบรรยากาศองค์การ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากร ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ–ยโสธร จำนวน 2,178 คน และกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 339 คน โดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.30–0.80 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บรรยากาศองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.62, S.D. = 0.38) โดยมิติเป็นแบบอย่างมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X̄ = 4.25) และมิติขาดความสามัคคีมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (X̄ = 2.39) 2) ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < .05) เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) แนวทางการพัฒนาบรรยากาศองค์การ ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือภายในองค์การ การลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7217
การบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษา ร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
2026-04-17T16:43:48+07:00
วิทยา หล่าสูงเนิน
L.vithaya@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
L.vithaya@gmail.com
สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม
L.vithaya@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่ง 3) ศึกษาแนวทางการบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา และผู้ประกอบการที่มีความร่วมมือกับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 299 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </li> <li>แนวทางในการส่งเสริมการบริหารการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการดำเนินงานและนิเทศติดตาม และด้านการประเมินผลและรายงานผล</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7063
TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AND CORPORATE ENTREPRENEURSHIP AMONG HIGH-POTENTIAL GENERATION Z EMPLOYEES IN THAILAND’S RETAIL INDUSTRY
2026-04-08T12:44:40+07:00
Walailak Panturee
tok2029@gmail.com
Kajornatthapol Pongwiritthon
tok2029@gmail.com
<p>This study examines the relationship between transformational leadership and corporate entrepreneurship among high-potential Generation Z employees in Thailand’s retail industry. Specifically, it explores how transformational leadership shapes entrepreneurial behaviors, including innovativeness, proactiveness, and risk-taking, through employee-centered psychological and organizational mechanisms. As the retail sector faces increasing digital disruption and market uncertainty, fostering innovation-oriented employee behavior has become increasingly important for organizational sustainability and competitiveness.</p> <p>A qualitative phenomenological research design was employed to explore participants’ lived experiences and perceptions. Data were collected through in-depth semi-structured interviews with high-potential Generation Z employees working in retail organizations in northern Thailand. Participants were selected using purposive sampling based on their demonstrated performance, leadership potential, and innovative capacity. The interview data were analyzed using thematic analysis to identify recurring patterns related to leadership practices and entrepreneurial behaviors.</p> <p>The findings suggest that transformational leadership plays an important role in fostering corporate entrepreneurship by strengthening psychological safety, intrinsic motivation, and employee empowerment. Leadership practices characterized by inspirational motivation, intellectual stimulation, and individualized consideration were perceived as key drivers of employee innovation, initiative, and calculated risk-taking. Participants also emphasized the importance of autonomy, constructive feedback, and continuous professional development in supporting entrepreneurial engagement.</p> <p>This study contributes to the literature by extending the application of transformational leadership and corporate entrepreneurship theories to the context of high-potential Generation Z employees in an emerging economy. The findings offer practical implications for organizations seeking to strengthen innovation capability through leadership development and employee-centered management practices.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6258
การประเมินโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางด้านกีฬาโรงเรียนบ้านเกาะวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-03-03T21:17:06+07:00
กฤษฎา บุญสุภา
6755701050@nstru.ac.th
พณกฤษ บุญพบ
6755701050@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
6755701050@nstru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบทโครงการ 2) ประเมินปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินกระบวนการดำเนินงาน และ 4) ประเมินผลผลิตของโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางด้านกีฬา โรงเรียนบ้านเกาะวิทยา ตามกรอบการประเมิน CIPP Model กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา และนักเรียน รวมจำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การประเมินโครงการในทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยโครงการมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษา บุคลากรมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับการดำเนินงาน และมีการจัดสรรให้สอดคล้องกับกิจกรรมด้านกีฬา กระบวนการดำเนินงานมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ พร้อมการนิเทศ กำกับ และติดตามอย่างต่อเนื่อง ด้านผลผลิตพบว่านักเรียนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเพิ่มขึ้น ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนด้านกีฬาอย่างเหมาะสม และมีผลงานได้รับรางวัลจากการแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมากที่สุดโดยสรุป โครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางด้านกีฬาของโรงเรียนบ้านเกาะวิทยามีการดำเนินงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของนักเรียนได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการด้านกีฬาในสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7250
การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
2026-04-17T21:47:28+07:00
กนกภา ศรีมุงคุล
Kanok.cap@gmail.com
กฤษฏา วัฒนศักดิ์
Kanok.cap@gmail.com
วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม
Kanok.cap@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำแนกตามระดับการศึกษา และ ตำแหน่ง พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่าง จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมแตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ประกอบด้วย ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านทรัพยากรเงินหรืองบประมาณ ด้านทรัพยากรวัสดุและสื่อการสอน และด้านทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6677
การศึกษาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของ โรงเรียนทุ่งโพธิ์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง
2026-03-14T07:53:20+07:00
วิริยาภรณ์ โกยสกุล
s6686011221@pkru.ac.th
อัจฉราพรรณ พุ่มผกา
s6686011221@pkru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพบริบทปัจจุบันและแนวคิดที่สะท้อนผ่านการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และ 2) ศึกษาแนวปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของโรงเรียนทุ่งโพธิ์วิทยา ดำเนินการโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวมรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน <br />รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูประจำชั้น และตัวแทนเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิเคราะห์แบบสามเส้า (Triangulation)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า โรงเรียนมีการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยอย่างเป็นระบบ สภาพบริบทสะท้อนถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ และเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในด้านภัยจากความรุนแรง มีมาตรการป้องกันการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ มีการตรวจสอบอาคารสถานที่และจัดทำแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการละเมิดสิทธิ มีการส่งเสริมความเสมอภาคและกลไกรับเรื่องร้องเรียน และด้านสุขภาวะทางกายและจิต มีการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และดูแลสุขภาพรอบด้าน สำหรับแนวปฏิบัติเน้นการดำเนินงานเชิงป้องกันและการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ ควรพัฒนามาตรการป้องกันและจัดการอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้ปลอดภัย การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักด้านความปลอดภัยให้แก่ครูและนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7459
แนวทางการสร้างเครือข่ายผู้สนับสนุนการสื่อสารในการรณรงค์ ลดความรุนแรงในครอบครัวของประชาชนของเทศบาลเมืองม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
2026-04-29T20:25:57+07:00
ประสาน เหล๊าะเหม
prasan2370@gmail.com
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์
prasan2370@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
prasan2370@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวทางการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุนการสื่อสารในการรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัว และ 2) แนวทางการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจกลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุนการสื่อสารของเทศบาลเมืองม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงานรณรงค์ในพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 27 คน จาก 7 กลุ่ม ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารองค์กรที่เกี่ยวข้อง นักสื่อสารองค์กร นักการศึกษา ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ผู้นำชุมชน และนักวิชาการด้านการสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์รายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและสรุปประเด็นสำคัญ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความชอบธรรมเชิงนโยบายและประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจน (2) กำหนดนโยบายและโครงสร้างบริหารที่ตรวจสอบได้ (3) จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ (4) กำหนดบทบาทหน้าที่โดยยึดผู้ประสบเหตุเป็นศูนย์กลาง (5) คัดเลือกเครือข่ายตามสมรรถนะและจริยธรรม และ (6) พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องพร้อมระบบพี่เลี้ยง และ 2) แนวทางการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจ มีการออกแบบอย่างเป็นระบบ 3 ระดับ ได้แก่ (1) การสร้างคุณค่า (2) การให้ข้อเท็จจริง และ (3) การชักชวนลงมือทำ ควบคู่กับการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของชุมชนและใช้ผู้นำทางความคิดเป็นตัวเร่ง โดยยึดหลักความปลอดภัย ความลับ และการไม่ตีตราเป็นแกนกลาง ซึ่งจะช่วยให้การรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัวเกิดผลอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6963
การพัฒนารูปแบบการจัดการระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านแต ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
2026-03-31T08:38:09+07:00
อภิชัย คุณีพงษ์
apichai.iesa@gmail.com
มาโนชญ์ ชายครอง
apichai.iesa@gmail.com
รุ่งทิวาห์ สุขารมย์
apichai.iesa@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ (2) พัฒนารูปแบบการจัดการระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ (3) ประเมินผลการใช้รูปแบบในพื้นที่บ้านแต ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ทำการศึกษาในผู้สูงอายุ ผู้ดูแล อาสาสมัครสาธารณสุข และผู้นำชุมชน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพจำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณจำนวน 60 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ และการทดลองใช้และประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (Paired t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพจากโรคเรื้อรัง ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ และขาดความต่อเนื่องในการดูแล รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การบริหารจัดการระบบ กระบวนการดูแลสุขภาพ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสนับสนุนทรัพยากร ผลการประเมินพบว่า หลังการใช้รูปแบบ ผู้สูงอายุมีการเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 3.12 (S.D. = 0.54) เป็น 4.21 (S.D. = 0.48) (t = 12.45, p < .001) และมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 3.25 (S.D. = 0.50) เป็น 4.30 (S.D. = 0.45) (t = 13.02, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.35, S.D. = 0.42) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิผลและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชุมชน </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6833
ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับการปรับตัวเพื่อการประกอบอาชีพของผู้ค้าอาหารแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-03-22T22:19:11+07:00
ปรารถนา แสงทอง
prattana.sae@stu.nida.ac.th
รติพร ถึงฝั่ง
prattana.sae@stu.nida.ac.th
<p>บทความวิจัยชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการปรับตัวเพื่อการประกอบอาชีพของผู้ค้าอาหารแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 1) ปัจจัยสถานภาพส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา จำนวนสมาชิกในครอบครัว <br />2) กรอบความคิด (Mindset) 3) ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) ดำเนินการวิจัยโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จากตัวอย่างทั้งหมด 208 คน ในพื้นที่จุดผ่อนผันทั้ง 6 เขต ของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตบางซื่อ เขตบางนา เขตพระนคร เขตคลองสาน เขตบางขุนเทียน เขตประเวศ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุ ผลการศึกษาพบว่า 1) จำนวนสมาชิกในครอบครัว 3-5 คนขึ้นไป 2) กรอบความคิด (Mindset) และ 3) ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีผลต่อความสามารถในการปรับตัวเพื่อการประกอบอาชีพของผู้ค้าอาหารแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งตัวแปรทั้ง 3 ตัว ร่วมกันทำนายการปรับตัวประกอบอาชีพของผู้ค้าอาหารแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 58 โดยพบว่าตัวแปรทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อความสามารถในการปรับตัวเพื่อการประกอบอาชีพของผู้ค้าอาหารแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร มีขนาดอิทธิพลสูงที่สุด <strong> </strong>(β =0.659) รองลงมาคือตัวแปรกรอบความคิด (Mindset) (β =.131) และตัวแปรจำนวนสมาชิกในครอบครัว 3 – 5 คนขึ้นไป (β = 0.123) ดังนั้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ค้าอาหารแผงลอย รัฐควรสนับสนุนให้มีการอบรมเพิ่มทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีสารเทศรวมทั้งสร้างกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ซึ่งช่วยในการปรับทัศนคติในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้ค้าอาหารแผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครที่อยู่ในครอบครัวขนาดเล็ก ซึ่งมีเครือข่ายทางสังคมในระดับครอบครัวที่น้อยกว่า</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7221
ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษา เฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2026-04-17T16:55:33+07:00
ศิริลักษณ์ ดาวไสย์
pamsirilak2425@gmail.com
สมเดช สาวันดี
pamsirilak2425@gmail.com
สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา
pamsirilak2425@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของบุคลากรในโรงเรียนเฉพาะความพิการ 2) เปรียบเทียบทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 จำนวน 205 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยการใช้สุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที <br />(t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบทักษะการบริหารจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านทักษะทางเทคนิค ทักษะทางมนุษย์ ทักษะทางความคิดรวบยอด และทักษะทางการศึกษาและการสอน ส่วนทักษะทางความรู้ความคิดไม่แตกต่างกัน</li> <li>การเปรียบเทียบตามระดับการศึกษา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านทักษะทางเทคนิค ทักษะทางความคิดรวบยอด และทักษะทางความรู้ความคิด ขณะที่ทักษะทางมนุษย์และทักษะทางการศึกษาและการสอนไม่แตกต่างกัน</li> <li>การเปรียบเทียบตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านทักษะทางเทคนิค ทักษะทางความคิดรวบยอด และทักษะทางความรู้ความคิด ส่วนทักษะทางมนุษย์และทักษะทางการศึกษาและการสอนไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารประกอบด้วยทักษะทางด้านความรู้ความคิด ทักษะทางด้านเทคนิค ทักษะทางด้านการศึกษาและการสอน ทักษะทางด้านมนุษย์และทักษะทางด้านความคิดรวบยอด</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7456
AN INTERDISCIPLINARY STUDY OF NAXI FOLK MUSIC: TRADITIONAL WISDOM IN TRANSITION
2026-04-29T20:20:03+07:00
Ting Chen
66012051009.msu@gmail.com
Sarawut Choatchamrat
66012051009.msu@gmail.com
<p>This research article aims to investigate the development of Naxi folk music through an interdisciplinary perspective of traditional wisdom in transition in Lijiang, Yunnan, China. The research study collects data from ten purposively selected people, including provincial-level heritage inheritors, music educators, and community elders; analyzes the data using thematic coding based on a qualitative research design and ethnographic fieldwork.</p> <p>The research results found that:</p> <p> 1) Naxi folk music has evolved through five distinct socio-historical stages, beginning with the Foundational Era where music served as a sacred medium for Dongba rituals and ancestral lore.</p> <p>2) The Era of Intercultural Exchange along the Ancient Tea Horse Road transformed the music into an oral museum by absorbing new instruments, linguistic elements, and melodic scales from neighboring cultures.</p> <p>3) During the Ming and Qing Dynasties, the integration of Han literary traditions introduced sophisticated poetic structures and Mandarin lyrics, reflecting a scholarly transition in Naxi traditional wisdom.</p> <p>4) The 20th century introduced radical socio-political shifts that forced traditional songs into the private sphere for survival, demonstrating the resilience of hidden transmission during times of crisis.</p> <p>5) In the modern era, the transmission of Naxi music has transitioned toward institutionalized safeguarding through specialized ethnic schools, which serve as contemporary sites for passing down traditional wisdom.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7140
THE IMPACT OF CORPORATE SOCIAL RESPONSIBILITY ON ORGANIZATIONAL PERFORMANCE OF PRIVATE MANUFACTURING ENTERPRISES IN YUNNAN PROVINCE, CHINA: THE MEDIATING ROLE OF INNOVATION INVESTMENT
2026-04-11T11:55:28+07:00
Chen Min
707026082@qq.com
Adilla Pongyila
707026082@qq.com
Pornthip Tantivisethsak
707026082@qq.com
<p> This study examines the structural relationships among corporate social responsibility (CSR), innovation investment (INI), and organizational performance (OP) in private manufacturing enterprises in Yunnan Province, China. A quantitative research design was employed, and data were collected from employees and managers, yielding 620 valid responses. Structural Equation Modeling (SEM) was used to test the proposed relationships and mediating mechanism.</p> <p>The results indicate that CSR has a significant positive direct effect on organizational performance and also positively influences innovation investment. In addition, innovation investment significantly enhances organizational performance. Furthermore, innovation investment plays a partial mediating role in the relationship between CSR and organizational performance, indicating that CSR can indirectly improve performance through promoting innovation activities. These findings provide empirical evidence for understanding the internal mechanism linking CSR and performance in underdeveloped regions and offer practical implications for enhancing sustainable development strategies in private manufacturing enterprises.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7491
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ไมโครเลิร์นนิง เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2026-05-01T19:59:28+07:00
บิณฒ์ชฎาทิพย์ หนูเศษ
pamsirilak2425@gmail.com
ชวนพิศ ชุมคง
pamsirilak2425@gmail.com
พัศรเบศวณ์ เวชวิริยะสกุล
pamsirilak2425@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้ไมโครเลิร์นนิง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้ไมโครเลิร์นนิง 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้ ไมโครเลิร์นนิง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ จังหวัดสงขลา จำนวน 17 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดทักษะการฟัง 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย (x̄ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ t - test สำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน (Dependent Samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนมีทักษะการฟังหลังเรียน (x̄ = 19.52, S.D. = 1.06) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 13.05, S.D. = 6.38) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีนหลังเรียน (x̄ = 17.29, S.D. = 3.27) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 8.58, S.D. = 6.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้ไมโครเลิร์นนิงอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.84, S.D. = 0.37)</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7235
การบริหารส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดบุรีรัมย์
2026-04-17T16:58:34+07:00
ทชภณ มัยรัตน์
Tonmoke9099@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
Tonmoke9099@gmail.com
สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม
Tonmoke9099@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและบุคลากรตามความคิดเห็นของบุคลากรในศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดบุรีรัมย์ 2) เปรียบเทียบการบริหารส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและบุคลากรตามความคิดเห็น ของบุคลากรในศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดบุรีรัมย์ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 108 คนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 -1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .80 และการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นครูผู้สอน มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีประสบการณ์ทำงานต่ำกว่า 10 ปี</li> <li>การบริหารส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและบุคลากร จำแนกตามตำแหน่งและประสบการณ์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับการศึกษาพบความแตกต่างในด้านการประเมินและปรับปรุงที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะทางจิตใจ พร้อมระบบสนับสนุนและกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6920
ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลต่อการบริหาร องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา
2026-03-28T23:04:53+07:00
นำ ปลอดกระโทก
m.ngamsaad@gmail.com
ภมร ขันธหัตถ์
m.ngamsaad@gmail.com
เบญยาศิริ งามสะอาด
m.ngamsaad@gmail.com
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลต่อการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา 2) วิเคราะห์ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลต่อการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิผลขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมาเป็นการการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน อบต. จังหวัดนครราชสีมา 1,502,700 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง 400 คน โดยสูตรยามาเน่ เชิงคุณภาพสัมภาษณ์ประชาชน 10 คน และผู้นำท้องถิ่น 10 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามระดับ 5 และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับประสิทธิผลต่อการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบว่าทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านกระบวนการต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านโครงสร้าง ด้านกลยุทธ์ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านเทคโนโลยี และด้านวัฒนธรรม</p> <p>2) ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลต่อการบริหารองค์การ พบว่า ตัวแปรจำนวน 5 ตัวร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลต่อการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 43.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) แนวทางพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา ควรมุ่งยกระดับการบริหารแบบบูรณาการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ส่งเสริมอาชีพและเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาสาธารณสุขเชิงรุก นำเทคโนโลยีมาใช้ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นผลสัมฤทธิ์ เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6214
แบบจำลองการขับเคลื่อนสองปัจจัย “แรงจูงใจ-ค้ำจุน” ของการมีส่วนร่วมของนักศึกษา: การสร้างทฤษฎี การอธิบายกลไก และการทดสอบเชิงประจักษ์
2026-02-03T21:20:05+07:00
Richeng Huang
66877010203@g.lpru.ac.th
ธนกร สิริสุคันธา
66877010203@g.lpru.ac.th
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อสร้างแบบจำลองการขับเคลื่อนสองปัจจัยแบบ “แรงจูงใจ-ค้ำจุน” ของการมีส่วนร่วมของนักศึกษา 2) เพื่อทดสอบผลการขับเคลื่อนของปัจจัยทั้งสองโดยใช้ข้อมูลพาเนล และ 3) เพื่อให้ฐานทางทฤษฎีและแนวปฏิบัติสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในการปรับปรุงระบบนิเวศการมีส่วนร่วม งานวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลพาเนลจากแหล่งข้อมูลทางราชการและการวิเคราะห์เชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลการมีส่วนร่วมของนักศึกษาจากรายงานคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเขตปกครองตนเองกว่างซี ระหว่างปี ค.ศ. 2019–2023 ซึ่งครอบคลุมนักศึกษาสะสมประมาณ 2.8896 ล้านคน-ครั้ง จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา 49 แห่ง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การปรับแนวโน้ม และการวิเคราะห์ผลการขับเคลื่อนของปัจจัยสองปัจจัย <br />ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนมีความสัมพันธ์ในลักษณะความก้าวหน้าและการประสานส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยปัจจัยค้ำจุนเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้ปัจจัยจูงใจเกิดประสิทธิผล ปัจจัยทั้งสองร่วมกันเร่งวงจรการเสริมพลังตนเอง “การมีส่วนร่วม → การเพิ่มขึ้นของความสามารถในการรับรู้ตนเองและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง → การมีส่วนร่วมเชิงลึก” และสามารถสร้างแบบจำลองการขับเคลื่อนสองปัจจัยได้สำเร็จ 2) ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพาเนลของวิทยาลัยอาชีวศึกษาในกว่างซีแสดงให้เห็นว่าปัจจัยค้ำจุนให้การสนับสนุนพื้นฐานแก่การมีส่วนร่วม ส่วนปัจจัยจูงใจผลักดันให้การมีส่วนร่วมมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และพบผลการทำงานร่วมกันของปัจจัยทั้งสองอย่างชัดเจน 3) สถาบันอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างพื้นฐานด้านปัจจัยค้ำจุนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงเพิ่มพลังภายในด้านปัจจัยจูงใจ เพื่อเปลี่ยนผ่านการมีส่วนร่วมของนักศึกษาจากแรงผลักดันภายนอกสู่การพัฒนาที่เกิดจากภายใน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7554
การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา
2026-05-08T16:28:16+07:00
มานพ ทองดี
manop232538@gmail.com
สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา
manop232538@gmail.com
องอาจ เทียมกลาง
manop232538@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3) เพื่อหาแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครูผู้สอนและผู้ปกครอง สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาปีการศึกษา 2568 จำนวน 191 คน แบ่งเป็น ครูผู้สอน จำนวน 15 คน และผู้ปกครอง จำนวน 176 คน แบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (ผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย)</p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสื่อสารกับโรงเรียน รองลงมาคือ ด้านการเป็นอาสาสมัคร ด้านการอบรมดูแลเด็กที่บ้าน ด้านการเรียนรู้ที่บ้าน และด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตามลำดับ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการร่วมมือกับชุมชน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา จำแนกตาม ตำแหน่ง โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการอบรมดูแลเด็กที่บ้าน และด้านการสื่อสารกับโรงเรียนไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตาม ระดับการศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการเป็นอาสาสมัคร การเรียนรู้ที่บ้าน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการร่วมมือกับชุมชน ไม่แตกต่างกัน และเมื่อจำแนกตาม ขนาดของสถานศึกษาโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการเป็นอาสาสมัครด้านการเรียนรู้ที่บ้าน ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการร่วมมือกับชุมชน ไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครูผู้สอนในการบริหารการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมา ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) ด้านการอบรมดูแลเด็กที่บ้าน 2) ด้านการสื่อสารกับโรงเรียน 3) ด้านการเป็นอาสาสมัคร 4) ด้านการเรียนรู้ที่บ้าน 5) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 6) ด้านการร่วมมือกับชุมชน</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6503
MARGINAL BENEFIT INCIDENCE OF SOCIAL SPENDING IN THAILAND: PANEL EVIDENCE FROM PROVINCIAL EDUCATION, HEALTH, AND WELFARE BUDGETS
2026-02-25T19:52:00+07:00
Rachata Juthaphiw
rachata.j@rmutsb.ac.th
Thawatchai Singsoopa
rachata.j@rmutsb.ac.th
Rachan Prueksa
rachata.j@rmutsb.ac.th
Rumrada Kongchang
rachata.j@rmutsb.ac.th
<p>This research article aims to: 1) estimate how the utilization of public services across income quintiles responds to changes in provincial social spending; 2) derive the marginal benefit incidence (MBI) of additional public expenditure on education, health, and welfare; 3) draw policy implications for restructuring Thailand’s social sector budget under fiscal constraints to enhance its redistributive impact. The researchers conduct a quantitative panel data research study collecting data from household socio-economic surveys and fiscal records across 30 Thai provinces (from 2007 to 2023); analyze the data using fixed-effects panel regression models to estimate quintile-specific elasticities and Concentration Index (CI) measurements. The research results found that:</p> <p>1) Additional spending on education and welfare is clearly pro-poor at the margin, with the poorest quintile receiving marginal benefits 36% higher than the average incidence</p> <p>2) The marginal incidence of health spending is neutrally distributed, indicating that despite universal coverage, lower-income households still face substantial non-financial barriers to access.</p> <p>3) Policy simulations reveal that a geographic reallocation of budgets from high-income to low-income provinces generates an 83% progressivity gain, proving significantly more effective at reducing inequality than a uniform expansion of resources.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7495
การดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2
2026-05-01T20:04:14+07:00
ศุภรัตน์ หัวหิน
vae00005@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนตามการรับรู้ของครู จำแนกตามตัวแปร เพศ วุฒิทางการศึกษา วิทยฐานะ ประสบการณ์การทำงาน ขนาดโรงเรียน เพศผู้บริหาร และประสบการณ์การบริหารของผู้บริหาร และ 3) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 จำนวน 306 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอนตามขนาดโรงเรียนและจำนวนครูแต่ละโรงเรียน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .949 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบพหุคูณด้วยการทดสอบค่า LSD</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนตามการรับรู้ของครูโดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ผลการเปรียบเทียบตามตัวแปรวิทยฐานะ ขนาดโรงเรียน และเพศผู้บริหาร ไม่แตกต่างกัน ตามตัวแปรเพศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามตัวแปรวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และประสบการณ์การบริหารของผู้บริหาร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 3) ปัญหาที่พบคือ ครูขาดการปฏิบัติและติดตามผล ภาระงานมาก ขาดวิทยากรเชี่ยวชาญ และแรงจูงใจไม่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริง ข้อเสนอแนะคือ พัฒนาระบบอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง จัดระบบพี่เลี้ยงและเครือข่ายการเรียนรู้ ผู้บริหารและศึกษานิเทศก์สนับสนุนการกำกับติดตาม ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และสร้างแรงจูงใจเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7087
ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
2026-04-08T22:06:46+07:00
เกวลิน ชินรัมย์
Mintchinram@gmail.com
เนรัญ วชิระอังกูร
Mintchinram@gmail.com
ธนภรณ์ แซ่ลิ่ม
Mintchinram@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานและ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่าโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบริหารงานเชิงกลยุทธ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและด้านความคิดสร้างสรรค์</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6987
แนวทางการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
2026-04-04T09:59:09+07:00
ชนาธินาถ ยอดอินทร์
thanachanok.pru@srru.ac.th
ศุภธนกฤษ ยอดสละ
thanachanok.pru@srru.ac.th
ธัญเทพ สิทธิเสือ
thanachanok.pru@srru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพจริงที่เป็นอยู่ สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา 2) พัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวน 71 โรงเรียน จากประชากรทั้งหมด 85 โรงเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งสิ้น 231 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และใช้การประชุมอภิปรายแบบพหุลักษณะเพื่อหาฉันทามติ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพจริงที่เป็นอยู่ของการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านผลงานและนวัตกรรมทางวิชาการ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ 11 ด้าน รวม 17 แนวทาง โดยองค์ประกอบที่ 1 การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา <br />มี 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล <br />การพัฒนาสื่อและนวัตกรรม การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาวิชาชีพครู องค์ประกอบที่ 2 ความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา มี 5 ด้าน ได้แก่ คุณภาพของผู้เรียน คุณภาพการจัดกระบวนการเรียนรู้ สมรรถนะและคุณภาพของครู ระบบบริหารงานวิชาการ และผลงานและนวัตกรรมทางวิชาการ 3) ผลการประเมินแนวทางพบว่า<br />มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<strong> <br /><br /></strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5873
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียวด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-01-03T21:49:10+07:00
คมเพชร บุญยะวันตัง
kompetch.1997@gmail.com
ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์
kompetch.1997@gmail.com
สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
kompetch.1997@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และ 4) ศึกษาเจตคติทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองโดยสุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งมะพร้าววิทยา จำนวน 43 คน ซึ่งได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 20 ข้อ แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 2 ข้อ และแบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ 15 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 84.49/80.81 และประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีค่า E.I. = 0.75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) เจตคติทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 อยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7280
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุข ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-04-21T21:04:14+07:00
วินัสนันท์ หนูบุญ
Anotai_pra@nstru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา 3) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 313 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ รองลงมา คือ ด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม ด้านการกระตุ้นการใช้ความรู้และปัญญา ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการมีอุดมการณ์</li> <li>การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความสมานฉันท์ในองค์กร รองลงมา คือ ด้านคนทำงานมีความสุข และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านที่ทำงานน่าอยู่</li> <li>ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม และด้านการกระตุ้นการใช้ความรู้และปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ควรมุ่งเน้น 1) ด้านการมีอุดมการณ์ ผู้บริหารต้องประพฤติตนเป็นต้นแบบแห่งความสุขทั้งกายและใจ การบริหารงานที่มีความยุติธรรม 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมให้บุคลากรทำงานตามความถนัด สนับสนุนงบประมาณและโอกาสในการพัฒนาตนเอง 3) ด้านการกระตุ้นการใช้ความรู้และปัญญา โดยการนิเทศแบบเป็นกัลยาณมิตร มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการเรียนการสอน 4) ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล ผู้บริหารคอยรับฟังปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ให้อิสระในการตัดสินใจ และ 5) ด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน โดยผู้บริหารต้องคอยอำนวยความสะดวกและติดตามงานอยู่เสมอ</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6988
ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสุรินทร์
2026-04-07T10:18:15+07:00
ธนัชชา บุญร่วม
Thanatcha.b@pwk.ac.th
ศุภธนกฤษ ยอดสละ
Thanatcha.b@pwk.ac.th
พนา จินดาศรี
Thanatcha.b@pwk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) ระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์กับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 4) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวน 341 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .973 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์มีความสัมพันธ์กับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = 0.857 4) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ร้อยละ 73.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6954
ทักษะความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2026-03-31T08:33:48+07:00
เบญจลักษณ์ รายะนาคร
m6751038@rtu.ac.th
เมธาวี โชติชัยพงศ์
m6751038@rtu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทักษะความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2. ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 172 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน และครูผู้สอน จำนวน 164 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง .57-.80 และความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา มีข้อเสนอการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรมีทักษะในการนำระบบ HR Analytics วิเคราะห์ข้อมูลบุคลากร เพื่อวางแผนอัตรากำลังล่วงหน้า 3-5 ปี ได้อย่างแม่นยำ แทนการวางแผนแบบตั้งรับ (2) ผู้บริหารควรเป็นผู้นำในการนำร่องการใช้เครื่องมือวางแผนอัตรากำลังดิจิทัลในกลุ่มผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างต้นแบบความสำเร็จ (3) ผู้บริหารควรใช้ AI หรือระบบคะแนนอัตโนมัติ ช่วยประเมินผู้สมัครอย่างเป็นธรรมและอิงข้อมูลจริง และ (4) ผู้บริหารควรมุ่งพัฒนาบุคลากร และส่งเสริมความก้าวหน้าของบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ โดยให้มีบุคลากรที่เป็นแกนนำหลัก</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6974
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารวิชาการในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
2026-04-02T11:47:25+07:00
ธนชนก พฤฒิพันธ์พิศุทธ์
thanachanok.pru@srru.ac.th
ศุภธนกฤษ ยอดสละ
thanachanok.pru@srru.ac.th
พนา จินดาศรี
thanachanok.pru@srru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาระดับของการบริหารวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการบริหารวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ เก็บข้อมูลกับผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จำนวน 350 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับซึ่งมีค่าความเชื่อมันของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การบริหารวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์กับการบริหารวิชาการในสถานศึกษาในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = 0.86</p> <p>4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ส่งผลต่อการบริหารวิชาการในสถานศึกษาได้ร้อยละ 74.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเขียนในรูปสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p><em> </em>= 0.811 + 0.273 (X<sub>1</sub>) + 0.202 (X<sub>3</sub>) + 0.186 (X<sub>2</sub>) + 0.159 (X<sub>4</sub>)</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> = 0.346 ( ) + 0.263 ( ) + 0.236 ( ) + 0.184 ( )</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6571
THE DUAL-PATH EFFECT OF POSITIVE AND NEGATIVE LEADERSHIP ON LEADERSHIP PERFORMANCE: A STUDY OF CHINESE EMPLOYEES
2026-03-05T15:17:43+07:00
Ruizhu Yang
jenniferchen_huaMin@utcc.ac.th
Jennifer Min Chen-Hua
jenniferchen_huaMin@utcc.ac.th
I-Chun Chen
jenniferchen_huaMin@utcc.ac.th
<p>This study aimed to investigate the dual-path mechanisms through which authentic and abusive leadership styles influence leadership performance. A quantitative research design was employed, utilizing survey data collected from 714 employees working in various enterprises across China. The study measured authentic leadership, abusive leadership, employee task performance, affective commitment, and leadership performance using validated scales. Structural equation modeling (SEM) was conducted to test the proposed mediation model.</p> <p>The findings revealed that authentic leadership enhances leadership performance both directly and indirectly by significantly boosting employees' task performance and affective commitment. Conversely, abusive leadership diminishes leadership performance by eroding these same employee-level factors. The results confirm that task performance and affective commitment serve as critical mediating mechanisms, explaining the "how" and "why" behind a leader's effectiveness. This study concludes that a leader's success is intrinsically built upon the productivity and loyalty of their team. Grounded in Social Exchange Theory, these findings underscore the importance for organizations to develop authentic leaders and implement policies to prevent abusive behaviors, as leadership performance is ultimately a reflection of the climate a leader cultivates.</p> <p>This article is part of the doctoral dissertation of RUIZHU YANG,a doctoral student at the Thai-Chinese International School of Maragement, University of the Thai Chamber of Commerce.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7077
THE INFLUENCE OF MARKETING FACTORS ON ONLINE PURCHASE DECISION BEHAVIOR IN THE UPPER NORTHERN REGION OF THAILAND
2026-04-08T12:46:55+07:00
Walailak Panturee
tok2029@gmail.com
Kajornatthapol Pongwiritthon
tok2029@gmail.com
<p>This study examines the influence of marketing factors on online purchase decision behavior in the upper northern region of Thailand by integrating traditional marketing constructs with digital-era variables. A quantitative research design was employed, and data were collected from 450 respondents with prior online purchasing experience using a convenience sampling technique. Structural Equation Modeling (SEM) was applied to test the hypothesized relationships among marketing factors (7Ps), user-generated content (UGC), customer trust, social commerce, and perceived convenience.</p> <p>The results indicate that marketing factors have a significant positive effect on purchase decision behavior (β = 0.41, p < 0.001), with process and place emerging as particularly influential dimensions. UGC significantly influences customer trust (β = 0.52, p < 0.001), which in turn affects purchase decisions (β = 0.36, p < 0.001), confirming its mediating role. Additionally, social commerce (β = 0.29, p < 0.01) and perceived convenience (β = 0.33, p < 0.001) were found to significantly impact purchase behavior. The structural model demonstrated a good fit with the empirical data (CFI = 0.93, TLI = 0.92, RMSEA = 0.057), confirming its robustness and validity.</p> <p>The findings contribute to the literature by integrating traditional marketing theory with digital consumer behavior frameworks, providing a comprehensive model for understanding online purchasing behavior in emerging markets. From a practical perspective, the study highlights the importance of enhancing service processes, platform accessibility, and digital engagement strategies. At the policy level, the results emphasize the need for digital infrastructure development, consumer protection, and digital literacy to support sustainable growth in Thailand’s e-commerce sector. </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6789
มโนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2026-03-19T20:43:12+07:00
กฤษกร โชติเธียรชัย
kritsakornchorttienchai@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาและเสนอตัวอย่างมโนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีวิธีการดำเนินการดังนี้ 1) กำหนดมโนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ โดยวิเคราะห์จากตัวชี้วัด สาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) กำหนดคำอธิบายมโนทัศน์และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ความถี่ และการวิเคราะห์เนื้อหา 3) กำหนดตัวอย่างจากมโนทัศน์เศรษฐศาสตร์ และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ความถี่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจในมโนทัศน์วิชาเศรษฐศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและตรงตามเป้าหมายการเรียนรู้</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้มโนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ จำนวน 27 มโนทัศน์ ได้คำอธิบายมโนทัศน์รวมทั้งหมด 59 คำอธิบาย และได้ตัวอย่างมโนทัศน์รวมทั้งสิ้น 92 ตัวอย่าง 2) ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่า มโนทัศน์และคำอธิบายมโนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ มีความเหมาะสม โดยมี 9 คำอธิบายมโนทัศน์ ที่ทุกคนเห็นตรงกัน ว่า มีความเหมาะสม และมี 3 คำอธิบายมโนทัศน์ ที่มีความเห็นใกล้เคียงกันระหว่าง เหมาะสม กับ ไม่เหมาะสม 3) ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ตัวอย่างที่กำหนด มีความเหมาะสม โดยมี 69 ตัวอย่าง ที่ทุกคน ให้ความเห็นตรงกันว่า มีความเหมาะสม</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7507
การสื่อสารเพื่อการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการบริหารงาน ของเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-05-01T20:07:21+07:00
สมฤดี หวังวณิชชากร
koysomradee@gmail.com
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์
koysomradee@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
koysomradee@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษากระบวนการสื่อสาร 2) ศึกษาวิธีการสื่อสาร 3) เปรียบเทียบการสื่อสารตามลักษณะประชากร และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อการสื่อสารในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการบริหารงานของเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับประชาชนในเขตเทศบาล จำนวน 394 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การสื่อสารในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งในด้านกระบวนการและวิธีการสื่อสาร</p> <p> 2) การสื่อสารแบบสองทางมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าการสื่อสารทางเดียว</p> <p> 3) ประชาชนที่มีเพศ อายุ และสถานภาพสมรสแตกต่างกัน มีระดับการสื่อสารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยด้านระยะเวลาอาศัย เพศ และระดับการศึกษา สามารถร่วมกันทำนายการสื่อสารได้ร้อยละ 13.3</p> <p> 4) ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการสื่อสารในระดับมาก</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6938
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร ของพนักงานเทศบาล ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว
2026-03-29T21:21:53+07:00
ทิฆัมพร ภูกาบขาว
t.pookabkaow@gmail.com
วลัยลักษณ์ พันธุรี
t.pookabkaow@gmail.com
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ และ 3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นพนักงานที่ปฏิบัติงานในเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณปกติ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1. ระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในระหว่างตัวแปรอิสระ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 7 ค่า ตัวแปรที่มีค่าสูงสุด คือ ความก้าวหน้า (X10) กับสภาพการทำงาน (X5) (r = .40) เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อองค์กรกับตัวแปรอื่น ๆ พบว่า ตัวแปรอิสระ จำนวน 2 ตัวแปร มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ (X1) (r = .44) และความก้าวหน้า (X10) (r = .24) และ3. ตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานเทศบาลตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 3 ตัว คือ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา (X2 ความก้าวหน้า (X10) และค่าตอบแทนและสวัสดิการ (X1) ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับดังนี้</p> <p>Y = 2.310 + 0.227X<sub>2</sub> + 0.214X<sub>10</sub> + 0.148X<sub>1</sub></p> <p>Z<sub>Y </sub> = 0.251Z<sub>2</sub> + 0.344Z<sub>10 </sub> + 0.278Z<sub>1</sub></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7346
ความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้วยเทคนิคการสอน Six Writing Steps ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-04-22T19:31:59+07:00
วริษฐา มิตรคุณ
Praerywarit@gmail.com
ชวนพิศ ชุมคง
Praerywarit@gmail.com
นพเก้า ณ พัทลุง
Praerywarit@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการเรียนด้วยเทคนิคการสอน Six Writing Steps 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิคการสอน Six Writing Steps และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน Six Writing Steps เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนดาวนายร้อย จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอน Six Writing Steps จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษแบบอัตนัย จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ เครื่องมือทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน Six Writing Steps มีความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษหลังเรียน (𝑥̅ = 15.11) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅ = 7.73) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษโดยรวมหลังเรียน (𝑥̅ = 3.05) สูงกว่าก่อนเรียน (𝑥̅ = 1.56) จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกด้าน 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน Six Writing Steps โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.84) แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการสอน Six Writing Steps สามารถพัฒนาความสามารถในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนภาษาอังกฤษได้เป็น อย่างดี</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7470
การพัฒนาชุดกิจกรรมการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐานรายวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดหนองคาย
2026-05-01T19:51:54+07:00
พระมหาศิริพงค์ ปญฺญาวชิรเมธี
ballesd43@gmail.com
พระมหาอภิสิทธิ์ ภูริปญฺโญ
ballesd43@gmail.com
ปาณจิตร สุกุมาลย์
ballesd43@gmail.com
สมชัย ศรีนอก
ballesd43@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน 2) พัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ให้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดหนองคาย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพ รวมทั้งสิ้น 144 รูป กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครชชี่แอนมอร์แกรน และสุ่มอย่างง่าย กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนที่ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 36 รูป โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาวัดศรีษะเกษ จังหวัดหนองคาย ใช้การสุ่มตัวอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ 1)แบบสอบถามสภาพการจัดการเรียนรู้ 2)แผนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ไทย 3) แบบวัดการคิดวิเคราะห์ทางการเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้การพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.04, S.D. = 0.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ประสิทธิภาพของของแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 81.62/86.87 ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ <br />3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยด้วยแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.35, S.D. = 0.36)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7626
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชนในยุคดิจิทัล
2026-06-06T14:30:52+07:00
สุชาติ ปรักทยานนท์
SuchartPrakthayanon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชนในยุคดิจิทัล (2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของข้อมูลเชิงประจักษ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชน (3) เพื่อตรวจสอบความกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างการตัดสินใจเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชน ในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ ลูกค้าของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชน จำนวน 381,495 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฏแห่งความชัดเจนของ (Hair, et al, 2010 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 460 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างชนิดปลายเปิด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จํานวน 8 ท่าน ได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญ ด้านธุรกิจนายหน้าประกันภัยเอกชนในยุคดิจิทัล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์แบบถามตอบ โดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชนในยุคดิจิทัล ได้แก่ ภาพลักษณ์บริษัท การรับรู้คุณภาพบริการ ความไว้วางใจ ความพึงพอใจของลูกค้า และการตัดสินใจเลือกใช้บริการ อยู่ในระดับมาก (2) องค์ประกอบเชิงยืนยันข้อมูลเชิงประจักษ์ของปัจจัยด้านภาพลักษณ์บริษัท ด้านการรับรู้คุณภาพบริการด้านความไว้วางใจ และด้านความพึงพอใจของลูกค้า ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดลจําลองสมการเชิงโครงสร้างมีความเหมาะสม</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7359
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล (CIPPA MODEL) ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติเชิงกลของสาร รายวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2026-04-24T08:30:25+07:00
ประภัสสร มาคำผุย
prapussorn.2301@gmail.com
ระพิน ชูชื่น
prapussorn.2301@gmail.com
ปิยานี สมบูรณ์ทรัพย์
prapussorn.2301@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดลร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 40 คน เลือกโดยใช้วิธีแบบการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน มีค่าความเหมาะสม เฉลี่ย 4.66 อยู่ในระดับมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.88 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t-test) แบบ Dependent Sampling</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติเชิงกลของสาร รายวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 81.53/82.69 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปาโมเดล ร่วมกับผังความคิดแบบใยแมงมุม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.62)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7887
อำนาจและความชอบธรรมในการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุของเทศบาลนครสมุทรปราการ : การวิเคราะห์การเมืองเชิงนโยบายในสังคมสูงวัยในเขตเมืองอุตสาหกรรม
2026-06-08T21:33:19+07:00
ราเชนทร์ นพณัฐวงศกร
Rachenn@sau.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอำนาจ บทบาท และกลไกการดำเนินงานของเทศบาลนครสมุทรปราการ ในการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์กระบวนการต่อรองเชิงนโยบายและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในบริบทสังคมสูงวัยเขตเมืองอุตสาหกรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์เอกสาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารเทศบาลนครสมุทรปราการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 28 คน ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) เทศบาลนครสมุทรปราการมีบทบาทสำคัญในการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในฐานะหน่วยปฏิบัติการเชิงพื้นที่ โดยดำเนินงานร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพ เครือข่ายชุมชน และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านกลไก Care Manager (CM) และ Care Giver (CG) อย่างไรก็ตามเทศบาลนครสมุทรปราการ ยังประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และอำนาจในการกำหนดนโยบาย ซึ่งยังอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐส่วนกลาง</p> <p>2) การจัดบริการดูแลระยะยาวสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการต่อรองเชิงนโยบายและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ หน่วยบริการสุขภาพ และเครือข่ายชุมชน โดยการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุถูกใช้เป็นกลไกในการสร้างความชอบธรรมและความไว้วางใจทางการเมืองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุควรมุ่งเน้นการกระจายอำนาจด้านงบประมาณและการตัดสินใจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุให้มีความเชื่อมโยงและทั่วถึง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6917
การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 1 - 4 อำเภอตระการพืชผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
2026-03-28T23:03:05+07:00
สุดารัตน์ โสสอน
sudarat.soson67tucktick@gmail.com
เมธาวี โชติชัยพงศ์
sudarat.soson67tucktick@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน และ 2. ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 163 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 156 คน คิดเป็น 95.71% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง .45-.86 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน มีข้อเสนอที่สำคัญ ดังนี้ (1) ผู้บริหารควรร่วมกันกับครูสร้างหลักสูตรที่ฝึกให้นักเรียนได้ใช้ทักษะการคิดขั้นสูงคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการแก้ปัญหาเป็น โดยบูรณาการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน (2) ผู้บริหารควรปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (3) ผู้บริหารควรใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และสื่อดิจิทัลในการนิเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกและเข้าถึงข้อมูลการเรียนการสอนได้ง่ายขึ้น (4) ผู้บริหารควรจัดให้มีการอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสำหรับทั้งครูและนักเรียน และ (5) ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าสถานศึกษาจะใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารรอบด้าน </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7537
ทุนสีเทาในเงามืด: การศึกษาพลวัตอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ ของกลุ่มทุนจีนสีเทาในบริบทสังคมไทย
2026-05-04T15:52:46+07:00
จักรพงษ์ ใจดี
6681003824@student.chula.ac.th
สุมนทิพย์ จิตสว่าง
6681003824@student.chula.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพลวัตและรูปแบบในการประกอบอาชญากรรมของกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทย 2) ศึกษาสาเหตุในการประกอบอาชญากรรมของกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทย และ 3) เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชญากรรมของกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 16 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ล่ามและนักแปลเอกสารนิติกรรมสัญญา และร้านค้าชาวจีนในพื้นที่ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทยมีลักษณะเป็นเครือข่ายอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติที่ซับซ้อนและปรับตัวได้สูง โดยใช้ธุรกิจถูกกฎหมาย ผู้ถือหุ้นแทน บัญชีม้า ระบบการเงินดิจิทัล และพื้นที่ชายแดนเป็นกลไกในการอำพราง เคลื่อนย้าย และฟอกเงิน 2) สาเหตุสำคัญเกิดจากช่องว่างของกฎหมาย การกำกับดูแลทุนต่างชาติที่ยังไม่รัดกุม การทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในระดับพื้นที่ และ 3) แนวทางแก้ไขปัญหาควรใช้มาตรการเชิงระบบ โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลรัฐ ตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง กำกับธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล คัดกรองความเสี่ยงด้านการเข้าเมือง และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7572
การออกแบบและพัฒนาพอดแคสต์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ชาติไทย สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
2026-05-05T20:41:35+07:00
อรวรรณ นิ่มดวง
orawan3560@gmail.com
นฤมล ศิระวงษ์
orawan3560@gmail.com
รัฐพล ประดับเวทย์
orawan3560@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบพอดแคสต์ 2) พัฒนาพอดแคสต์ และ 3) ศึกษาผลการใช้พอดแคสต์ที่ส่งเสริมเจตคติต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยสำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การออกแบบและพัฒนาพอดแคสต์ แหล่งข้อมูล ได้แก่ เอกสาร หลักสูตรรายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย แนวคิดการออกแบบพอดแคสต์ การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ ได้แก่ ต้นแบบพอดแคสต์ แบบประเมินต้นแบบพอดแคสต์ พอดแคสต์ฉบับสมบูรณ์ และแบบประเมินคุณภาพพอดแคสต์ ซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการนำเสนอและรูปแบบ ด้านคุณภาพการผลิต และด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เครื่องมือมีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 ต้นแบบพอดแคสต์มีคุณภาพระดับมากที่สุด และพอดแคสต์ฉบับสมบูรณ์มีคุณภาพระดับมากที่สุด ระยะที่ 2 การศึกษาผลการใช้พอดแคสต์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ปวช. ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคตรัง จำนวน 62 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 29 คน เครื่องมือ คือ แบบวัดเจตคติต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า พอดแคสต์ที่เหมาะสมคือพอดแคสต์แบบเล่าเรื่องจากผู้เชี่ยวชาญ มีจำนวน 4 ตอน ความยาวตอนละ 10–15 นาที นักเรียนกลุ่มทดลองมีเจตคติหลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6937
การวิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ
2026-03-29T21:17:43+07:00
นาง บัวคำ
nanmoair@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติทั้งสิ้น 35 เล่ม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และใช้แบบบันทึกการวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) เนื้อหาทางภาษาพื้นฐาน ครอบคลุมพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การสะกดคำ และโครงสร้างประโยคพื้นฐาน โดยบางเล่มใช้สัทอักษรช่วยพัฒนาการออกเสียง</p> <p>2) คำศัพท์และสำนวนในบริบทชีวิตจริง มุ่งเน้นการใช้ภาษาในสถานการณ์ประจำวันผ่านบริบททางสังคมไทย</p> <p>3) โครงสร้างไวยากรณ์และประโยค ซึ่งพัฒนาจากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่ซับซ้อน โดยบูรณาการกับบทสนทนาและบทอ่าน</p> <p>4) ทักษะการสื่อสาร ที่เน้นการพัฒนาทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างบูรณาการ ผ่านกิจกรรมที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และ</p> <p>5) เนื้อหาทางวัฒนธรรมและบริบทสังคมไทย ซึ่งสอดแทรกผ่านบทเรียนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ทั้งนี้ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าแบบเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติมีการออกแบบเนื้อหาอย่างหลากหลายและสอดคล้องกับแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยสำหรับผู้เรียนชาวต่างชาติในอนาคต</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7460
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านห้องเรียนเสมือนจริงร่วมกับการใช้ AI สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
2026-04-29T20:33:27+07:00
กนกอร ทองศรี
nanmoair@gmail.com
ประยงค์ หัตถพรหม
nanmoair@gmail.com
เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ
nanmoair@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านห้องเรียนเสมือนจริงร่วมกับการใช้ AI สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู (2) เพื่อศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยทำการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประชากร คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2568 จำนวน 154 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษา จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย และกลุ่มผู้ประเมินรูปแบบคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก AIVA-PBL Model แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 5 ด้าน การเก็บรวบรวมโดยทำเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วน 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (Paired-samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) รูปแบบ AIVA-PBL Model ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 5 ด้านที่บูรณาการ กันอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72, S.D. = 0.38) โดยด้านการประเมินผลเชิงรุกด้วย AI ได้รับการประเมินสูงสุด (x̄ = 4.85) และด้านการโต้ตอบในห้องเรียนเสมือนจริงมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดแต่ยังอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.60) (2) สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของนักศึกษา (n = 30) หลังการใช้รูปแบบ AIVA-PBL สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 16.83, df = 29, p < .001) โดยค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 3.22 เป็น 4.50 ดังรายละเอียดใน (3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านห้องเรียนเสมือนจริง ร่วมกับ AI โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.59, S.D. = 0.46) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพ (x̄ = 4.74)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6778
การประเมินกระบวนการและผลการดำเนินงานของโครงการ โรงเรียนอีโคสคูล กรณีศึกษา โรงเรียน อบจ. บ้านนาบอน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
2026-04-02T11:34:07+07:00
สุรีวัลย์ สิขิวัฒน์
gingnathegiven@gmail.com
ชิรวัฒน์ นิจเนตร
gingnathegiven@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินการบริหารจัดการการดำเนินงานโรงเรียนอีโคสคูล ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืน และการถ่ายทอดส่งต่อ ของโรงเรียน อบจ. บ้านนาบอน 2) ระบุจุดแข็งและข้อบกพร่องของแนวทางปัจจุบันในการดำเนินงาน และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และนักเรียน จำนวน 249 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) การบริหารจัดการโครงการโดยรวมอยู่ในระดับดีมากทุกด้านตามกรอบ CIPPIEST Model สะท้อนถึงความสอดคล้องของนโยบายกับบริบทโรงเรียนและชุมชน การได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรและเครือข่ายอย่างเหมาะสม และการบูรณาการกิจกรรมสิ่งแวดล้อมสู่การเรียนรู้และการบริหารอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมที่เหมาะสม ตลอดจนเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม</p> <p> 2) จุดแข็งของการดำเนินงาน ได้แก่ การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้บริหาร การมีส่วนร่วมของครู นักเรียน และภาคีเครือข่าย และการมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ส่วนข้อบกพร่อง ได้แก่ ระบบติดตามและประเมินผลระยะยาว การจัดเก็บองค์ความรู้ และกลไกสนับสนุนความยั่งยืน</p> <p> 3) แนวทางการพัฒนา ควรมุ่งพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลให้เป็นรูปธรรม จัดทำคลังแนวปฏิบัติที่ดี ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการดำเนินงานให้มีความยั่งยืนและสามารถถ่ายทอดเป็นแบบอย่างสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างแพร่หลาย</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7031
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผล ต่อความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
2026-04-05T08:54:04+07:00
รวิสรา รุ่งเรือง
67054010115@srru.ac.th
ศุภธนกฤษ ยอดสละ
67054010115@srru.ac.th
พนา จินดาศรี
67054010115@srru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 288 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซี่และมอร์แกน สุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และแบบสอบถามความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.964 และ 0.911 ตามลำดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกเข้า</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.844 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์ความเป็นนวัตกรการศึกษาของครู ได้ร้อยละ 71.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ <em> </em>= -0.464 + 0.249(X<sub>1</sub>) + 0.232(X<sub>2</sub>) + 0.211(X<sub>3</sub>) + 0.184(X<sub>4</sub>) + 0.227(X<sub>5</sub>) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ = 0.297( ) + 0.282( ) + 0.272( ) + 0.239( ) + 0.270( )</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7355
การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์และความคงทนในการจำคำศัพท์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ Game Base Learning ร่วมกับเทคนิคการสอนด้วยภาพแบบ Linking words ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5
2026-04-22T19:55:06+07:00
พรชิตา โพธิ์สาลี
6719970117@tsu.ac.th
ชวนพิศ ชุมคง
6719970117@tsu.ac.th
วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน
6719970117@tsu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ 2) ศึกษาความคงทนในการจำ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบ Game Based Learning (GBL) ร่วมกับเทคนิคภาพ Linking Words กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหวังดี จังหวัดสงขลา จำนวน 26 คน การวิจัยนี้ใช้รูปแบบ การวิจัยเชิงทดลอง ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ (12 ชั่วโมง) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 12 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถและความคงทนในการจำคำศัพท์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบค่า IOC จากผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้คำศัพท์หลังเรียนทันทีของชุดที่ 1 และ 2 เท่ากับร้อยละ 73.80 และ 73.50 ตามลำดับ และเมื่อวัดความคงทนในการจำหลังผ่านไป 2 สัปดาห์ คะแนนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75.80 และ 75.40 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านความพึงพอใจ นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.65 หรือร้อยละ 93) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 สรุปได้ว่ารูปแบบการเรียนรู้นี้มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเรียนรู้และความคงทนในการจำคำศัพท์ รวมถึงสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7118
สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ: โอกาสและความท้าทายของเทคโนโลยี สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
2026-04-11T11:43:16+07:00
ณฐาภพ วิชรศรณ์
ohhoohdee@gmail.com
<p>บทความฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ในการ-จัดการสิ่งแวดล้อม และเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในบริบทสังคมไทย โดยวิเคราะห์จากนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่ใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเขตเมือง แม้ปัจจุบันสังคมไทยจะมีการปรับตัวและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงเป็นการปฏิรูปประเทศให้ก้าวทันโลกโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่สำคัญต้องเป็นการพัฒนาบนความยั่งยืน การสร้างเมืองอัจฉริยะในบริบทของไทยเป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การกินดีอยู่ดีของสังคม และการรักษาระบบนิเวศ โดยเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการเปลี่ยนจากการตรวจสอบแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบตรวจสอบสภาพแวดล้อมอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี IoT และ Machine Learning เข้าด้วยกัน เพื่อเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ น้ำ และภัยพิบัติต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ภาครัฐและประชาชนสามารถตัดสินใจรับมือกับปัญหาได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะที่ยั่งยืนนั้นต้องยึด "ความ-ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม" เป็นแกนหลัก โดยรัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการ กลายเป็นผู้สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง ทลายกำแพงระบบราชการที่ซับซ้อน เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่ยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นต่อไปได้ การมองเมืองอัจฉริยะผ่านวิธีเชิงระบบ พบข้อสรุปสำคัญว่าเมืองอัจฉริยะไม่ใช่ "ผลลัพธ์" (Output) ที่เสร็จสิ้นในครั้งเดียว แต่เป็น "กระบวนการ" (Process) ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วย ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงขับเคลื่อนร่วมกันจากสองทาง ทั้งการส่งต่อนโยบายจากภาครัฐสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้คนในสังคมเกิดความตระหนักและร่วมกันสร้างสังคมอัจฉริยะที่เพียบพร้อมทั้งนวัตกรรมและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เนื่องจากสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะในไทยยังเผชิญกับกำแพงสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขในเชิงนโยบาย ทั้งเรื่องของการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ความเป็นธรรมทางดิจิทัล ธรรมาภิบาลข้อมูล และความท้าทายของความยั่งยืนเชิงสถาบัน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6921
ภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะและบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดชลบุรี
2026-03-28T23:06:41+07:00
ผดุง รักวงศ์อาชีพ
m.ngamsaad@gmail.com
ภมร ขันธหัตถ์
m.ngamsaad@gmail.com
เบญยาศิริ งามสะอาด
m.ngamsaad@gmail.com
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดชลบุรี 2) วิเคราะห์ภาวะผู้นำเชิงคุณลักษณะและบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดชลบุรี และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีประชากรที่ศึกษาได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป และอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,509,125 คน นำมาคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน ได้ จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 คน และประชาชน จำนวน 17 คน รวม 20 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามทและแบบสัมภาษณ์ นำข้อมูลคุณภาพมาวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยโดดเด่นด้านกิจการสาธารณะประโยชน์ รองลงมาคือการประกาศข้อราชการ การเกี่ยวกับคดีอาญา การใช้อำนาจปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และการรายงานต่อราชการและบริการ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลได้แก่ การประสานงาน คุณลักษณะงาน สติปัญญา ลักษณะทางกาย การพัฒนาอาชีพ และการปกครอง ทั้ง 6 ด้านร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลได้ร้อยละ 70.90 3) แนวทางพัฒนาคือเสริมบทบาทผู้ประสานรัฐ-ประชาชน เพิ่มสติปัญญาและความรอบรู้ด้านกฎหมาย ส่งเสริมผู้นำเข้าถึงง่าย และปรับปรุงระบบรายงานและบริการให้รวดเร็ว เป็นธรรม พร้อมใช้เทคโนโลยีสนับสนุน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6899
การยอมรับความหลากหลายทางเพศในองค์กรกับประสิทธิภาพ การทำงาน: บทบาทของความปลอดภัยทางจิตวิทยาในมิติของจิตวิทยาองค์การ
2026-03-28T14:36:54+07:00
ชนัญญา สร้อยทอง
Worayasro@gmail.com
<p>บทความนี้ มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับความหลากหลายทางเพศในองค์กร กับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน โดยเสนอให้ความปลอดภัยทางจิตวิทยาเป็นกลไกเชิงแนวคิดที่เชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมองค์กรกับผลลัพธ์ด้านการทำงาน ภายใต้กรอบจิตวิทยาองค์การ การศึกษานี้อาศัยการสังเคราะห์วรรณกรรมจากงานวิจัยระดับนานาชาติ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ และข้อมูลเชิงบริบทของประเทศไทย ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กร ทั้งในมิติของนโยบาย บรรยากาศองค์กร และความสัมพันธ์เชิงสนับสนุน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเจตคติในการทำงาน และเชิงลบกับความตึงเครียดทางจิตใจและการรับรู้การเลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกัน หลักฐานในบริบทไทยสะท้อนว่าบุคลากรที่มีความหลากหลายทางเพศ ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน บทความเสนอว่า ความปลอดภัยทางจิตวิทยาเป็นกลไกสำคัญที่อธิบายผลของการยอมรับความหลากหลายทางเพศต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างปลอดภัยสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมและศักยภาพของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาองค์กรควรมุ่งเน้นการบูรณาการนโยบายความเท่าเทียมควบคู่กับการเสริมสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรที่มีความเท่าเทียมและศักยภาพการแข่งขันในบริบทสังคมร่วมสมัยอย่างยั่งยืนในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6775
การประเมินโครงการบางพระปลอดภัย ป้องกันภัยจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ โรงเรียนบ้านบางพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2
2026-03-19T20:38:00+07:00
ธันย์เทพ ทองเยาว์
6755701045@nstru.ac.th
พณกฤษ บุญพบ
6755701045@nstru.ac.th
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
6755701045@nstru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านปฏิกิริยาตอบสนอง 2) ประเมินด้านผลการเรียนรู้ 3) ประเมินด้านพฤติกรรม และ 4) ประเมินด้านผลลัพธ์ ของผู้เข้าร่วมฝึกอบรมโครงการบางพระปลอดภัย ป้องกันภัยจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรงเรียนบ้านบางพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ประชากร คือ นักเรียนโรงเรียนบ้านบางพระ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 <strong><em> </em></strong>ปีการศึกษา 2568 จำนวน 91 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านปฏิกิริยาตอบสนอง พบว่า ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินด้านปฏิกิริยาตอบสนอง อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ เนื้อหาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การจัดตารางเวลาการอบรมมีความเหมาะสม 2) ด้านการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยของการเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังเข้าร่วมฝึกอบรมของนักเรียนจำนวน 91 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมการฝึกอบรมโดยรวมอยู่ที่ 9.86 คะแนน</p> <p>คิดเป็นร้อยละ 49.29 และคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมฝึกอบรมอยู่ที่ 18.04 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.22 คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมฝึกอบรมสูงกว่าคะแนนก่อนเข้าร่วมฝึกอบรม 3) ด้านพฤติกรรม พบว่า ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของการประเมินด้านพฤติกรรม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ แสดงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งอย่างเหมาะสมเมื่อมีการชักชวนให้ลอง และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ แสดงแนวคิดหรือแนวทางการป้องกันตนเองและผู้อื่นจากสิ่งเสพติดเหล่านี้ 4) ด้านผลลัพธ์ พบว่า ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินด้านการประเมินผลลัพธ์ อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ครูสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพฤติกรรมนักเรียนหลังการอบรม และโครงการส่งผลให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในชั้นเรียน ผลจากการสัมภาษณ์เพื่อประเมินผลลัพธ์เชิงคุณภาพ พบว่า โครงการประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ระดับหน่วยงานและชุมชน โครงการนี้ได้สร้างประโยชน์โดยนักเรียนเป็นกระบอกเสียงเตือนสติครอบครัวและคนในหมู่บ้าน ส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างบ้าน โรงเรียนและชุมชน ลดภาระการดูแลของสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว และนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากสิ่งเสพติดอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7133
การพัฒนาการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด จังหวัดระนอง
2026-04-11T11:48:31+07:00
ภูวนาถ บางพาน
phuban9@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัญหาการพัฒนาการบริหารงานบุคคล และ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กรอบแนวคิดใช้แนวคิดและทฤษฎีของอัจฉรา สังข์สุวรรณ ประชากรเป้าหมายที่ใช้ ได้แก่ พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด จังหวัดระนอง จำนวน 48 คน ใช้จำนวนประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ศึกษาระดับปัญหาการพัฒนาการบริหารงานบุคคล โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านบำรุงรักษาบุคลากร รองลงไป คือ ด้านการให้พ้นจากงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากร 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด จังหวัดระนอง จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน พบว่า บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืดที่มีระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีการพัฒนาการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด จังหวัดระนอง ไม่แตกต่างกัน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7463
การศึกษาบริบท ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกตของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขนาดเล็ก
2026-04-29T20:36:13+07:00
นิภาพร วรรณทอง
wisarut.pa@ksu.ac.th
ชุลิดา เหมตะศิลป์
wisarut.pa@ksu.ac.th
วิศรุต พยุงเกียรติคุณ
wisarut.pa@ksu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบท ปัญหา และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการสังเกตของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ มุมมอง และความต้องการของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ในขั้นทำความเข้าใจปัญหา (Empathize) และ 3) เพื่อสังเคราะห์ประเด็นข้อกำหนดเชิงออกแบบ (Design Requirements) สำหรับการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกตของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ในขั้นการทำความเข้าใจปัญหา (Empathize) เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 86 คน ผู้ปกครอง จำนวน 15 คน ครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 15 คน และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน จากโรงเรียนขนาดเล็กในเครือข่ายกลุ่มลำพะยังนารายณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเครื่องมือสำหรับการทำความเข้าใจผู้ใช้ตามแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) จำนวน 6 เครื่องมือ เช่น แบบทบทวนนิยาม แบบระบุผู้ที่เกี่ยวข้อง แบบระบุระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แบบลงรายละเอียดของสิ่งที่ได้สังเกตมา แบบกำหนดแนวทางการสัมภาษณ์ และแบบสัมภาษณ์ความต้องการจำเป็นและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์ประเด็นเชิงออกแบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) โรงเรียนขนาดเล็กมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและภาระงานครู ทำให้การเรียนรู้เน้นการบรรยายมากกว่าการปฏิบัติส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะการสังเกตและการคิดทางวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก</p> <p>2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่า การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาควรเน้นการลงมือปฏิบัติและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกตและการคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยครูต้องการสื่อที่ใช้ได้จริง นักเรียนสนใจกิจกรรมท้าทาย ผู้ปกครองต้องการเชื่อมโยงชุมชน และผู้บริหารสนับสนุนกิจกรรมที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็ก</p> <p>3) การพัฒนาชุดกิจกรรมสะเต็มศึกษาควรเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ เชื่อมโยงกับบริบทชุมชน และใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เพื่อให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง และแก้ปัญหาผ่านภารกิจที่ท้าทาย เพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกตและกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7607
การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรมอาญา: กรณีศึกษาเปรียบเทียบไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น
2026-05-08T13:16:07+07:00
ณัชพล รุ่งโรจน์
microboy1189@hotmail.co.th
<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งวิเคราะห์การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรมอาญา โดยใช้กรอบคิดเชิงเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบกฎหมาย วิธีการแสวงหาความจริง การจัดเก็บพยานหลักฐานชีวภาพ ฐานข้อมูลดีเอ็นเอ และการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาล สาระสำคัญของบทความเสนอว่า ดีเอ็นเอเป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่มีพลังในการระบุตัวบุคคลสูง สามารถเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับสถานที่เกิดเหตุ วัตถุพยาน หรือผู้เสียหาย และในขณะเดียวกันสามารถใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาได้ อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของผลตรวจมิได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เพียงลำพัง แต่ขึ้นอยู่กับความชอบด้วยกฎหมายของการได้มา มาตรฐานการเก็บรักษา การป้องกันการปนเปื้อน การตีความผลตรวจ และกลไกคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูลพันธุกรรมด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น พบว่าประเทศเหล่านี้มีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจในการจัดเก็บ ระยะเวลาการเก็บรักษา การลบข้อมูล และบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านกฎหมายฐานข้อมูลดีเอ็นเอและการถ่วงดุลอำนาจในชั้นสอบสวน บทความจึงเสนอให้ประเทศไทยพัฒนากฎหมายเฉพาะว่าด้วยฐานข้อมูลดีเอ็นเอ กำหนดมาตรฐานห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐาน ยกระดับบทบาทอัยการและผู้เชี่ยวชาญ และสร้างระบบกำกับดูแลที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6922
บทบาทของสตรีและการมีส่วนร่วมของสตรีที่ส่งผลต่อประสิทธิผล ในการจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชลบุรี
2026-03-28T23:09:09+07:00
วราภรณ์ ตระกูลมารีย์
m.ngamsaad@gmail.com
นิเทศ ตินณะกุล
m.ngamsaad@gmail.com
เบญยาศิริ งามสะอาด
m.ngamsaad@gmail.com
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลในการจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชลบุรี 2) วิเคราะห์บทบาทของสตรีและการมีส่วนร่วมของสตรีที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชลบุรี และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิผลในการจัดการขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขต อบต. จังหวัดชลบุรี จำนวน 383,931 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรทาโร ยามาเน ได้ 400 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้บริหารท้องถิ่น 3 คน และประชาชน 17 คน เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถาม 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนสถิติใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิผลในการจัดการขององค์การอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้ง 6 ด้าน โดยด้านเศรษฐกิจสูงสุด รองลงมาคือด้านการประกอบอาชีพ ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณูปโภคชุมชน และด้านการบริการสาธารณสุขชุมชน 2) การวิเคราะห์บทบาทและการมีส่วนร่วมของสตรี พบว่า ตัวแปร 5 ตัว ได้แก่ ความร่วมมือ การเสริมอำนาจแก่ประชาชน ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การรับฟังความคิดเห็น และด้านครอบครัวและชุมชน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางพัฒนาประสิทธิผลควรเน้นเสริมบทบาทของสตรีในนโยบายและการตัดสินใจ เปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมในกิจกรรมท้องถิ่น สร้างกลไกรับฟังความต้องการตั้งแต่ครอบครัวและชุมชน นำไปพัฒนาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับการบริการสาธารณสุขและสาธารณูปโภคชุมชน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7090
การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนสดไทยในตลาดจีนโดยใช้ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบและแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่
2026-04-08T22:11:14+07:00
ศิริศักดิ์ พูลสวัสดิ์
sirisak.p@hotmail.com
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนสดไทยในตลาดจีน โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล International Trade Center (ITC) ระหว่างปี พ.ศ. 2563<strong><em>–</em></strong>2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏแบบปกติ (NRCA) และแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) เพื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของประเทศไทยกับทุกประเทศที่มีการส่งออกทุเรียนสดไปยังประเทศจีน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) แม้ประเทศไทยยังคงมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด แต่ในด้านปริมาณการส่งออกพบว่าเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญได้แซงหน้าประเทศไทยแล้วในปี พ.ศ. 2568 (2) ค่าดัชนี NRCA ของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (3) ผลจากแบบจำลอง CMS ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในภาวะถดถอย โดยการเติบโตของการส่งออกมีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของอุปสงค์ในตลาดจีน (Commodity effect) มากกว่าความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของประเทศไทยเอง และ (4) ความได้เปรียบด้านมูลค่าการส่งออกของไทยมีสาเหตุมาจากราคาทุเรียนที่สูงกว่าคู่แข่ง มิได้สะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง โดยเวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนโลจิสติกส์จากการมีพรมแดนติดกับจีนซึ่งเป็นปัจจัยคุกคามสำคัญต่อส่วนแบ่งตลาดของไทยในอนาคต</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7340
ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูง ที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-04-22T19:27:25+07:00
กิตติทัต แก้วมณี
em4nia123@gmail.com
ชวนพิศ ชุมคง
em4nia123@gmail.com
อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว
em4nia123@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูงที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) เพื่อศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูง และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูงส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนศรีสว่างวงศ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูง จำนวน 5 แผน รวมเวลา 10 ชั่วโมง แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ (ปรนัย 30 ข้อ และปรนัยแบบตอบสั้น 10 ข้อ) และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเป็นมาตรวัดแบบประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (paired-sample t-test) ขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) และคะแนนพัฒนาสัมพัทธ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ได้แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูง จํานวน 5 แผน รวม 10 ชั่วโมง ซึ่งมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ =4.35,S.D.=1.29) (2) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียน (𝑥̅ = 28.62, SD = 4.68) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (𝑥̅ = 13.48, SD = 4.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 18.24, df = 28, p < .001, Cohen’s d = 3.39) โดยมีคะแนนพัฒนาสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 58.38 ซึ่งอยู่ในระดับสูง (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามระดับสูง ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.81, SD = 0.40)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6986
รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-04-02T17:47:23+07:00
พัฒนา พรหมณี
anattap1@hotmail.com
อาภา สาระกูล
anattap1@hotmail.com
สุดคนึง สุนทรวรคุณ
anattap1@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและ 2) ประเมินผลการดำเนินงานตามรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน การวิจัยนี้ใช้หมู่บ้านเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เจาะจงเลือกบ้านคานหาม หมู่ 1 เป็นพื้นที่วิจัย เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) ประเด็นการสนทนากลุ่มสำหรับการศึกษาการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 2) ประเด็นการสนทนากลุ่มสำหรับสร้างและพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน และ 3) ประเด็นการสนทนากลุ่มสำหรับการประเมินผลลัพธ์การดำเนินงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วย ค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนตำบลคานหาม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การตั้งคณะทำงาน และการสำรวจข้อมูล 2) การกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ วัตถุประสงค์ กิจกรรม (ให้ความรู้ ออกกำลังกาย ส่งเสริมสุขภาพจิต และเยี่ยมบ้าน) และวางแผนการดำเนินงาน 3) ดำเนินการตามแผน และ 4) การประเมินและสรุปผลการดำเนินงาน</p> <p>2) ผลการดำเนินงานตามรูปแบบนี้ส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งมีศักยภาพ และ เป็นกลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนในชุมชนออกกำลังกายทุกวัน คณะทำงานมีการออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุทุกเดือน และ มีการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทุก 2 เดือน เกิดผลลัพธ์ คือ ผู้สูงอายุทุกคนในหมู่บ้านได้รับการสร้างเสริมสุขภาพ มีการบริโภคอาหารที่เหมาะสม มีความสุขในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น และผู้สูงอายุพึงพอใจมากในการดำเนินงานตามแนวทางนี้ อยากให้ดำเนินการให้ต่อเนื่องตลอดไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7151
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
2026-04-17T16:07:43+07:00
สิริ ฉายางาม
krubow10320@gmail.com
<p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ 2) วิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากร และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาบุคลากรเป็นการ โดยวิจัยด้วยวิธีแบบผสาน ประชากร ได้แก่ บุคลากรสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 3,277 คน ส่วนเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 15 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับการพัฒนาบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ แสดงถึงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งภายในหน่วยงาน</p> <p>2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำคัญสุดได้แก่ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานราชการ</p> <p>3) แนวทางการพัฒนาบุคลากรควรมุ่งเน้นการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ การปรับระบบแรงจูงใจ และการประเมินผลเพื่อการพัฒนา เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6710
แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้ประกาศทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคการสื่อสารดิจิทัล
2026-03-16T08:12:38+07:00
อัญชลี บุบผามาลา
krubow10320@gmail.com
ธนสาร เสริมสุข
krubow10320@gmail.com
สุภวุฒิ ภูมิรัตน
krubow10320@gmail.com
นีรนุช กมลยะบุตร
krubow10320@gmail.com
ภัทรธีรา แพครบุรี
krubow10320@gmail.com
ชญากัญจน์ ทิมแท้
krubow10320@gmail.com
วาริตา ตาปนานนท์
krubow10320@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สภาพปัจจุบันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดนครราชสีมา 2. คุณลักษณะของผู้ประกาศทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคการสื่อสารดิจิทัล และ 3. แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้ประกาศทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคการสื่อสารดิจิทัล โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญทางการวิจัย ประกอบด้วย 1. นักวิชาการด้านวิทยุกระจายเสียง 2. นักวิชาชีพหรือผู้ประกอบกิจการด้านวิทยุกระจายเสียง และ 3. องค์กรวิชาชีพด้านวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 21 คน ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ประกอบด้วย 1.1 สถานีวิทยุกระจายเสียงประเภทกิจการบริการสาธารณะ มีจำนวน 5 สถานี เป็นของหน่วยงานรัฐ สมาคม มูลนิธิ และสถาบันการศึกษา มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารหรือประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าร้อยละ 70 ของรายการทั้งหมด 1.2 สถานีวิทยุกระจายเสียงประเภทกิจการบริการชุมชน มีจำนวน 2 สถานี เป็นสมาคม มูลนิธิ นิติบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐและกลุ่มบุคคลที่มีการดำเนินงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง และนำเสนอข่าวสารต่อชุมชน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับชุมชน ท้องถิ่นหรือสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และ 1.3 สถานีวิทยุกระจายเสียงประเภทกิจการบริการธุรกิจ มีจำนวน 9 สถานี เป็นนิติบุคคลและรัฐวิสาหกิจที่มีการนำเสนอข่าวสารสาระที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือท้องถิ่นในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 2. คุณลักษณะของผู้ประกาศทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคการสื่อสารดิจิทัล ประกอบด้วย 2.1 คุณลักษณะทางวิชาชีพ 2.2 คุณลักษณะทางจริยธรรม จรรยาบรรณหรือกฎหมาย และ 2.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ร่วมสมัย และ 3. แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้ประกาศทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคการสื่อสารดิจิทัล มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 องค์ประกอบ คือ 3.1 ผู้ประกาศ 3.2 สถาบันการศึกษา 3.3 องค์กรสื่อหรือสถานีวิทยุกระจายเสียง 3.4 องค์กรวิชาชีพด้านสื่อ และ 3.5 เครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรสาธารณะประโยชน์</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7557
การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
2026-05-05T20:26:40+07:00
ปิยพันธ์ สถาน
krutop2538@gmail.com
ชีวิน บุญถม
krutop2538@gmail.com
วิมาน วรรณคำ
krutop2538@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบ การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 โดยจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางส่งเสริมการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 325 คน กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลโดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยด้านหลักนิติธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุดและด้านหลักความโปร่งใสมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. บุคลากรที่มีตำแหน่งและขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นและระดับการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้บริหารและสถานศึกษาขนาดใหญ่มีระดับการปฏิบัติสูงกว่า ส่วนบุคลากรที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางส่งเสริมที่สำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม สถานศึกษาควรบริหารงบประมาณและการพัสดุด้วยความโปร่งใสผ่านระบบสารสนเทศเพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บุคลากรและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญเพื่อสร้างฉันทามติและความร่วมมือในการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม