https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/issue/feedวารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม2026-04-17T21:40:00+07:00Wannapha Bubphasophajournalsocialdevelopment@gmail.comOpen Journal Systems<p>วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม (Journal of Interdisciplinary Social Development)</p> <p>E-ISSN : ISSN : 2822-1060 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p>วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p>https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6596การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อเสริมสร้างความเพียร และคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนในศตวรรษที่ 212026-03-08T10:30:24+07:00บุญยานุช สุขร่างKrubota.4849@gmail.comพระภาวนามังคลาจารย์Krubota.4849@gmail.comพระอุดมวชิรโมลี (อนันต์ กุสลาลงฺกาโร)Krubota.4849@gmail.comสมชัย ศรีนอกKrubota.4849@gmail.comพระชยพล อุทโย (บุญถาวร)Krubota.4849@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกและเสนอแนวทางเชิงประยุกต์เกี่ยวกับการนำหลัก อิทธิบาท 4 มาใช้ในการเสริมสร้างความเพียรและคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนในบริบทการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 อันเป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ การศึกษาจึงจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารทางพระพุทธศาสนาควบคู่กับการสังเคราะห์แนวคิดทางการศึกษาสมัยใหม่ โดยเฉพาะทฤษฎีแรงจูงใจภายในและแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อค้นหาความสอดคล้องเชิงหลักการและเชิงปฏิบัติ ผลการวิเคราะห์พบว่า อิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นหลักธรรมที่มุ่งพัฒนาพลังภายในของบุคคลอย่างเป็นระบบ ฉันทะช่วยกระตุ้นความพอใจและความรักในสิ่งที่เรียนรู้ อันเป็นรากฐานของแรงจูงใจภายใน วิริยะส่งเสริมความเพียรพยายามและความอดทนต่ออุปสรรค จิตตะช่วยให้เกิดสมาธิและความเอาใจใส่ต่อภารกิจการเรียนรู้ ส่วนวิมังสาเป็นกระบวนการไตร่ตรองตรวจสอบและปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง เมื่อบูรณาการหลักธรรมดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะช่วยพัฒนานักเรียนให้มีความรับผิดชอบ มีความมุ่งมั่น และสามารถเรียนรู้อย่างมีความหมาย นอกจากนี้ ยังเอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองในศตวรรษที่ 21 อันจะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต</p>2026-03-23T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6466ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดเชื่อมโยง เรื่องการสืบพันธุ์พืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 52026-02-23T11:56:00+07:00มนัสวี อนันติโยsophon@tsu.ac.thพัศรเบศวณ์ เวชวิริยะสกุลsophon@tsu.ac.thกิตติธัช คงชะวันsophon@tsu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชื่อมโยง ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ซึ่งเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 39 คน ที่ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยา 3 2) แบบวัดความสามารถในการคิดเชื่อมโยง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบวัดความพึงพอใจในกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความสามารถในการคิดเชื่อมโยงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเพิ่มขึ้นในแต่ละวงจรปฏิบัติ</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก แต่ละด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6567ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนในสังกัดพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่ม 62026-03-03T21:24:01+07:00บุตรียา รัตนมณีbuttreeya@gmail.comธารินทร์ รสานนท์buttreeya@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพม.กท.1 กลุ่ม 6 2) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสพม.กท.1 กลุ่ม 6 และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสพม.กท.1 กลุ่ม 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในสังกัด สพม.กท.1 กลุ่ม 6 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 246 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้น (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในสังกัดสพม.กท.1 กลุ่ม 6 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่ ด้านบรรยากาศในการทำงานและวัฒนธรรมของโรงเรียน ด้านนโยบายของต้นสังกัด และด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของครู โดยปัจจัยทั้งสามด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ร้อยละ 72.60 (R² = .726) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6619ปัจจัยและคุณภาพชีวิตสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย2026-03-10T19:22:31+07:00อรุณวดี ลิ้มอังกูรnongnisit1@gmail.comสิทธิพรร์ สุนทรnongnisit1@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญnongnisit1@gmail.com<p> บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยและระดับคุณภาพชีวิตสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประชากรและกลุ่มกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย โดยมีขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 364 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการแจกแจง ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับปัจจัยในคุณภาพชีวิตสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <strong>=</strong> 3.28) และระดับคุณภาพชีวิตสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.52, S.D. 0.88) </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6644การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดปทุมธานี2026-03-19T21:02:43+07:00ปรียาภรณ์ ปุริสายPradit.Ch@anmc.ac.thประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกุลPradit.Ch@anmc.ac.thวิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมPradit.Ch@anmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบการศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และอายุ 3) เพื่อศึกษาแนวการในการส่งเสริมการศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 348 คน โดยได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี โดยรวมและรายด้าน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา อยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน</li> <li>ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และอายุ พบว่า</li> </ol> <p> 2.1 การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม เพศ โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และรายด้านแตกต่างกันในด้านการศึกษาวินัยและจริยธรรมโดยหน่วยงานภายนอก และด้านการศึกษาวินัยและจริยธรรมด้วยตนเอง นอกนั้นไม่ต่างกัน</p> <p> 2.2 การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม ตำแหน่ง โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 2.3 การศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม อายุ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน </p> <ol start="3"> <li>ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับ แนวทางการศึกษาวินัยและจริยธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดปทุมธานี ที่ควรดำเนินการ คือ สำนักงานอาชีวศึกษามีมาตรการควบคุมวิชาชีพอย่างเป็นระบบทำให้บุคลากรต้องศึกษาวินัยและจริยธรรมผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาความดีความชอบโดยยึดหลักคุณธรรม บุคลากรควรฝึกฝนตนเองให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ไม่พึงพอใจ</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6620การบริหารจัดการความเป็นเลิศและกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ สมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย2026-03-10T19:24:19+07:00กิตติพงษ์ หาดทวายกาญจน์nongnisit1@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยnongnisit1@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญnongnisit1@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการความเป็นเลิศระดับโลกของกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแนวทางการบริหารจัดการความเป็นเลิศระดับโลกของกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย 2) ระดับกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประชากร คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ สมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย จำนวน 58 คน โดยใช้เป็นประชากรทั้งหมด สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับแนวทางการบริหารจัดการความเป็นเลิศระดับโลกของกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย อยู่ในระดับมาก 2) ระดับกีฬาวีลแชร์ฟันดาบสมาคมกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนพิการไทย อยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6331EFFECTIVE TEACHER LEADERSHIP MODEL OF SPECIAL EDUCATION SCHOOLS IN ZHEJIANG PROVINCE2026-02-11T07:53:12+07:00Tongyao Jins65584951038@ssru.ac.thThada Siththadas65584951038@ssru.ac.thSuttipong Boonphadungs65584951038@ssru.ac.th<p>This study aims to: 1) To construct a leadership model for special education teachers in special education schools within the jurisdiction of the Zhejiang Provincial Government, China. 2) To propose an effective leadership model for teachers in special education schools within the jurisdiction of the Zhejiang Provincial Government, China. 3) To investigate the current status of teacher leadership levels in special education schools within the jurisdiction of the Zhejiang Provincial Government, China. The qualitative component utilizes literature analysis and in-depth interviews with five key individuals to construct the model and conduct pilot testing. The quantitative component involves a survey of 600 teachers from 90 special education schools in Zhejiang Province, with 550 teachers effectively represented, to assess the leadership levels of special education teachers using a self-designed questionnaire that includes seven latent variables. Statistical analysis includes confirmatory factor analysis (CFA), reliability testing, and descriptive statistics.</p> <p> </p> <p> </p> <p>The research results indicate the following: 1. A leadership model for teachers in special education schools in Zhejiang Province was constructed through a comprehensive literature review and data collected from five teachers in these schools. 2. The proposed model demonstrated strong psychometric properties: all seven factors showed high internal consistency (Cronbach's α ranging from 0.82 to 0.91), adequate convergent validity (AVE: 0.607-0.735), and composite reliability (CR: 0.854-0.931). The CFA results confirmed good model fit (χ²/df = 3.45, CFI = .91, TLI = .90, RMSEA = .061, SRMR = .052). This model incorporates seven key factors: 1. Ethical Leadership; 2. Instructional Leadership; 3. Collaborative Leadership; 4. Classroom Management; 5. Research Competence; 6. Assessment Practice; and 7. Participatory Decision-making. 3. Teacher leadership levels were rated as high across all seven dimensions (overall M = 4.15, SD = 0.52). Instructional leadership achieved the highest score (M = 4.38, SD = 0.48), followed by collaborative leadership (M = 4.26, SD = 0.51) and assessment practice (M = 4.22, SD = 0.49). Participatory decision-making recorded the lowest score (M = 3.68, SD = 0.63), significantly lower than other dimensions (p < 0.001). Finally, recommendations for schools, policymakers, and future research were made based on the findings of this study.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6513การลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก กรณีศึกษา : สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์2026-02-25T20:04:37+07:00มณทิพย์ จันทร์แก้วmontip@vru.ac.thทักษิณา วิไลลักษณ์montip@vru.ac.thประพรรธน์ พละชีวmontip@vru.ac.thทิพาตินันท์ สุดแจ้งmontip@vru.ac.th<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการคัดแยกขยะรีไซเคิลของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ และ <br />2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการคัดแยกขยะแต่ละประเภทตามเกณฑ์โครงการ Low Emission Support Scheme (LESS) ขององค์การการจัดการก๊าซเรือนกระจก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research โดยบุคลากรของหน่วยงานจำนวน 30 คน และมีผู้ใช้บริการ เฉลี่ยวันละ 80–120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการคัดแยกขยะ แบบฟอร์มการจำแนกประเภทขยะตามเกณฑ์โครงการ LESS และตารางค่า Emission Factor จากฐานข้อมูลบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ Intergovernmental Panel on Climate Change การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการชั่งน้ำหนักขยะและบันทึกประเภทของขยะรายเดือนตลอดปี พ.ศ. 2567 จากจุดคัดแยกขยะภายในหน่วยงาน จำนวน 2 จุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปริมาณขยะรวมทั้งปีเท่ากับ 1,662.10 kg/year โดยขยะทั่วไปมีสัดส่วนสูงที่สุด (43.10%) รองลงมาคือขยะอินทรีย์ (32.10%) และขยะรีไซเคิล (25.30%) การนำขยะรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์จำนวน 353.80 kg/year สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 739.84 kgCO2eq/year โดยวัสดุที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ขวดพลาสติก กระดาษ และกระป๋องอะลูมิเนียม และ 2) ผลวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการคัดแยกขยะแต่ละประเภทตามเกณฑ์โครงการ LESS พบว่าปริมาณขยะแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) และปริมาณขยะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนผู้ใช้บริการ(r=0.88) ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการคัดแยกขยะต้นทางสามารถเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในองค์กร </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6645การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี2026-03-12T09:15:56+07:00วีระวุฒิ พีระพันธุ์Pradit.Ch@anmc.ac.thประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกุลPradit.Ch@anmc.ac.thวิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมPradit.Ch@anmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี จำแนกตามระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ และประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย บุคลากรสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี จำนวน 140 คน โดยได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>การบริหารตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การบริหารตามหลักธรรมมาภิบาล อยู่ในระดับ มาก ทุกด้าน</li> <li>ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี ทั้งโดยภาพรวมรายด้านและ รายข้อ จำแนกตาม ระดับการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่ โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการบริหารตามหลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักความคุ้มค่า</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6387THE RELATIONSHIP BETWEEN CREATIVE MIND AND ANIMATION ABILITY OF STUDENTS AT GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE2026-02-16T20:00:16+07:00Pang Xiaofengpangxiaofeng66@gmail.comWichian Intarasompunpangxiaofeng66@gmail.comNuttamon Punchatreepangxiaofeng66@gmail.com<p>The objectives of this research were: 1) to study creative mind of students at Guangxi Talent International College, 2) to study animation ability of students at Guangxi Talent International College, and 3) to study the relationship between creative mind and animation ability of students at Guangxi Talent International College. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between creative mind and animation ability of students. The accidental random sampling was 375 students at Guangxi Talent International College, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p><strong> </strong>The research results were:</p> <ol> <li>Creative mind of students at Guangxi Talent International College in 5 aspects was at a high level ( =3.91, S.D.=0.84). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was “Sensitivity” ( =3.95, S.D.=0.83), indicates a high level, followed by “Elaboration” ( =3.92, S.D.=0.81), whereas “Fluency” was the lowest rank ( =3.88, S.D.=0.88).</li> <li>Animation ability of students at Guangxi Talent International College in 5 aspects was at a high level ( =3.93, S.D.=0.85). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was “Modeling/Character Design Ability” ( =3.95, S.D.=0.84), indicates a high level, followed by “Integrated Creative Ability” ( =3.94, S.D.=0.83), whereas “Digital Tool Proficiency” was the lowest rank ( =3.90, S.D.=0.87).</li> <li>It is shown that the overall relationship between creative mind and animation ability has a positive correlation at the high level with statistical significance at the .01 level (r=0.84).</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6621ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาการศึกษาและการศึกษาคนพิการ ในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา2026-03-10T19:27:12+07:00ยงยุทธ แสงพรหมy.sangprom@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญy.sangprom@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยy.sangprom@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการพัฒนาการศึกษาคนพิการ 2) ระดับการศึกษาคนพิการ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาการศึกษากับการศึกษาคนพิการในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประชากรคือคนพิการทุกประเภทในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา คำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างได้จำนวน 336 คน คำนวณจากสูตรทาโร ยามาเน่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ระดับการศึกษาคนพิการในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาการศึกษากับการศึกษาคนพิการในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยรวมมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำมาก เท่ากับ .248 หากพิจารณารายด้าน พบว่า เครื่องมือ อยู่ระดับต่ำ .343 สูงที่สุด ส่วนที่มีสัมพันธ์มีค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันน้อยสุด คือ นักเรียนนักศึกษา อยู่ระดับต่ำมาก .045 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6535THAI ACCOUNTANTS’ UNDERSTANDING OF THAI FINANCIAL REPORTING STANDARDS FOR SMALL AND MEDIUM-SIZED ENTERPRISES IN NORTHEASTERN THAILAND2026-03-09T20:46:10+07:00Nunticha Pudjaiyotok2029@gmail.comJeeranan Teerapaporntok2029@gmail.comKajornatthapol Pongwiritthontok2029@gmail.com<p>This research investigates Thai accountants’ level of understanding of the Thai Financial Reporting Standards for Small and Medium-Sized Enterprises (TFRS for SMEs) in Northeastern Thailand and examines whether individual characteristics influence variations in knowledge levels. A quantitative approach was employed using a cross-sectional survey design. Data were collected from professional accountants working in SMEs across the region through structured questionnaires. Descriptive statistics were applied to evaluate the overall level of understanding, while multiple regression analysis was used to examine the influence of personal factors including gender, age, educational attainment, work experience, and job position. The results indicate that accountants in Northeastern Thailand generally demonstrate a relatively high level of understanding of TFRS for SMEs. Regression analysis shows that educational attainment and work experience are significant predictors of knowledge levels, whereas gender does not appear to have a statistically significant effect. These findings are broadly consistent with human capital theory, suggesting that professional competence in financial reporting is closely associated with education and accumulated work experience. The study contributes region-specific empirical evidence regarding the implementation of TFRS for SMEs and provides practical implications for professional bodies, policymakers, and educational institutions aiming to strengthen accounting competencies and improve financial reporting quality among SMEs in Thailand. </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6802PROBLEM-BASED LEARNING AND EARLY MATHEMATICAL PROBLEM-SOLVING: EVIDENCE FROM A QUASI-EXPERIMENTAL STUDY IN CHINA2026-03-20T21:57:16+07:00Wanyun Li13777894205@163.comRatchanee Nokthet13777894205@163.comThatsanaphan Phaisannan13777894205@163.com<p>This quasi-experimental study examined the effectiveness of Problem-Based Learning (PBL) in enhancing mathematical problem-solving ability among second-grade students in an urban Chinese primary school. Addressing a critical gap in grade-specific PBL research, this study provides empirical evidence from early elementary education in East Asia. A total of 90 students from two intact classes were assigned to either a PBL group (n = 45) or a traditional instruction group (n = 45) for a 16-week intervention. A researcher-developed 20-item Mathematical Problem-Solving Test (Cronbach's α = 0.81) was administered as pre-test and post-test, supplemented by classroom observations and a post-intervention student questionnaire. Quantitative analyses included t-tests, ANOVA, and effect sizes with 95% confidence intervals.</p> <p> Results showed that the PBL group significantly outperformed the control group in post-test scores, with a large and precise effect size (17.07 vs. 14.29, t(88) = 6.42, p < .001, Cohen's d = 1.35, 95% CI [1.02, 1.68]). Critically, low-achieving students in the PBL group demonstrated the greatest gains (M = 6.33), suggesting a potent equity-oriented effect. Student feedback was overwhelmingly positive, with 100% preferring group work and 95.6% reporting deeper conceptual understanding. These findings contribute methodologically, contextually, and equity-focused evidence to the literature, demonstrating that PBL, when implemented with authentic tasks and structured collaboration, significantly enhances early elementary mathematical problem-solving and engagement.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6691THE CURRENT STATUS AND TRANSMISSION DYNAMICS OF BEIJING QU OPERA IN CHINA2026-03-14T07:57:38+07:00Xue Zhaosarawut.ch@msu.ac.thSarawut Choatchamratsarawut.ch@msu.ac.th<p>Beijing Qu Opera is a vital cultural emblem of the Chinese capital and the city’s only indigenous operatic genre. The purpose of this study is to investigate the contemporary survival mechanisms and transmission strategies of Beijing Qu Opera and to provide a strategic roadmap for its sustainable development as a dynamic urban cultural emblem. To address this, the study employs qualitative research, including document analysis and in-depth interviews with five informants. The findings reveal that the genre operates in a complex environment, balancing the preservation of Intangible Cultural Heritage (ICH) with commercial viability. This is evidenced by spatial innovations that expand performances from traditional theaters into historical guild halls and urban cultural landmarks, alongside a successful joint training model with the National Academy of Chinese Theatre Arts. Such dynamics mitigate the generational talent gap, maintaining an employment rate of over 95% among new performers. The study concludes that synergy between national policy support, spatial innovation, and talent cultivation is essential for sustainable development. By evolving from singing stories to performing stories, Beijing Qu Opera continues to reflect the capital's authentic spirit and contemporary urban identity.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6519วิเคราะห์การพัฒนากระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะด้วยหลักวิปัสสนากรรมฐานของชุมชนในอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย2026-03-01T16:16:44+07:00พระปลัดกิตติศักดิ์ ธีรปญโญ (พิมพันธ์)y.sangprom@gmail.comพระครูพิศาลสารบัณฑิตy.sangprom@gmail.comพระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโมy.sangprom@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างสุขภาวะของชุมชนในอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย 2) เพื่อพัฒนากระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะของชุมชนด้วยหลักวิปัสสนากรรมฐานในอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย และ 3) เพื่อวิเคราะห์การเสริมสร้างสุขภาวะด้วยวิปัสสนากรรมฐานของชุมชน ในอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยประเภทเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 50 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยถูกถอดรหัสและจัดหมวดหมู่ด้วยวิธี วิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ชุมชนในอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย มีทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และความร่วมมือในระดับท้องถิ่นเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาวะ 4 ด้าน ได้แก่ กาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ด้านกายมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพร่วมกับวัดและหน่วยงานรัฐ แม้มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้านจิตใจ วัดและพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเยียวยาและสร้างสมดุลทางอารมณ์ ด้านปัญญาใช้หลักธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาทักษะชีวิต ส่วนด้านสังคมเกิดจากความสัมพันธ์และเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยการบูรณาการบทบาทของวัด ชุมชน และภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืน</p> <p>2) การพัฒนากระบวนการเสริมสร้างสุขภาวะด้วยหลักวิปัสสนากรรมฐาน สามารถยกระดับสุขภาวะทางกาย จิตใจ และปัญญาได้อย่างเป็นรูปธรรม ชุมชนมีความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพ ลดความเครียด และปรับพฤติกรรมเหมาะสม การฝึกสติช่วยลดความวิตกกังวล เสริมความสงบ และสร้างเครือข่ายสนับสนุน ขณะเดียวกันยังพัฒนาการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ แม้มีข้อจำกัดด้านเวลาและความต่อเนื่อง แต่ได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์และชุมชนอย่างเข้มแข็ง</p> <p>3) วิปัสสนากรรมฐานมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะองค์รวม ช่วยเพิ่มการรู้เท่าทันกายและใจ ลดความเครียด ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เกิดความเข้าใจและสันติสุข ความยั่งยืนของกระบวนการขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐ รูปแบบกิจกรรมที่ยืดหยุ่น และการบูรณาการกับโครงการสุขภาพในพื้นที่ </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6634ความสำเร็จของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์2026-03-10T19:35:36+07:00ไมตรี คงเรืองwarissa2023@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยwarissa2023@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญwarissa2023@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผล 2) ระดับความสำเร็จของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย สมาชิกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งคำนวณหาขนาดตัวอย่างได้จำนวน 386 คน จากสูตรของ Yamane ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ระดับปัจจัยที่ส่งผลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และระดับความสำเร็จของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6718ความสัมพันธ์ระหว่างมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแซนโฎนตา กับการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีแซนโฎนตาบ้านจำนรรจ์ ตำบลตาอุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ2026-03-16T20:47:34+07:00เกวลี ดวงมณีtooktung@hotmail.comสิทธิพรร์ สุนทรtooktung@hotmail.comรัชนิดา ไสยรสtooktung@hotmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแซนโฎนตาบ้านจำนรรจ์ ตำบลตาอุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแซนโฎนตากับการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีแซนโฎนตาบ้านจำนรรจ์ ตำบลตาอุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ตัวแทนครัวเรือนในหมู่บ้านจำนรรจ์ จำนวน 144 คน โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลทั้งหมด ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าแจกแจงความถี่และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแซนโฎนตากับการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีแซนโฎนตาบ้านจำนรรจ์ ตำบลตาอุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยรวมอยู่ในระดับสูง มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง เท่ากับ .882</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7097แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำใฝ่บริการของอาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา2026-04-10T10:31:55+07:00วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมwiralphat@nmc.ac.thสมเดช สาวันดีwiralphat@nmc.ac.thทวีศักดิ์ แก้วอาษาwiralphat@nmc.ac.thสุพล จอกทองwiralphat@nmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของอาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา</p> <p>และ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำใฝ่บริการของอาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา เป็นการวิจัยผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 186 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของอาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำใฝ่บริการของอาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการให้บริการและเอาใจใส่ผู้อื่น ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านการสร้างความสัมพันธ์และชุมชนทางวิชาการ และด้านการเสริมพลังและการมีส่วนร่วม</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6635ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ2026-03-10T19:32:44+07:00ธราธรณ์ สังข์ทองwarissa2023@gmail.comรังสรรค์ อินทน์จันทน์warissa2023@gmail.comสิทธิพรร์ สุนทรwarissa2023@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง ปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประชากรและกลุ่มกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 184 คน โดยได้จากการคำนวณจากสูตรของ Yamane และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการแจกแจง ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยพบว่า ระดับปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6537THE EFFECTIVENESS OF MANAGEMENT ACCOUNTING INFORMATION ON COMPETITIVE ADVANTAGE AND BUSINESS PROFITABILITY AMONG SMES IN NAKHON RATCHASIMA PROVINCE, THAILAND2026-03-01T16:47:17+07:00Nunticha Pudjaiyotok2029@gmail.comJeeranan Teerapaporntok2029@gmail.comKajornatthapol Pongwiritthontok2029@gmail.com<p>This study investigates the effectiveness of management accounting information (MAI) and its effects on competitive advantage and business profitability among small and medium-sized enterprises (SMEs) in Nakhon Ratchasima Province, Thailand. Specifically, the research examines (1) the level of MAI effectiveness, (2) the influence of MAI effectiveness on competitive advantage, (3) the effect of MAI effectiveness on business profitability, and (4) the mediating role of competitive advantage in the relationship between MAI effectiveness and profitability. A quantitative research design was employed using a cross-sectional survey. Data were collected from 420 SME owners and managers, and structural equation modeling (SEM) was applied to test the proposed relationships. The descriptive results indicate that participating firms report a high level of MAI effectiveness. The structural model results reveal that MAI effectiveness has a significant positive effect on competitive advantage (β = .53, p < .001) and directly influences business profitability (β = .24, p < .01). Competitive advantage also exerts a strong positive effect on business profitability (β = .48, p < .001). Furthermore, mediation analysis indicates that competitive advantage partially mediates the relationship between MAI effectiveness and business profitability. These findings suggest that the effective utilization of management accounting information strengthens SMEs’ strategic positioning and enhances financial performance. The study contributes empirical evidence from Thailand’s regional economy and provides practical implications for SME managers and policymakers seeking to improve accounting systems and promote long-term business sustainability.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6566THE RELATIONSHIP BETWEEN TEACHER TEACHING STYLE AND STUDENTS' DEEP LEARNING OF GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE AFFILIATED HIGH SCHOOL2026-03-03T21:19:12+07:00Yan Rongwichian.in@bsru.ac.thWichian Intarasompunwichian.in@bsru.ac.thNuttamon Punchatreewichian.in@bsru.ac.th<p>The objectives of this research were: 1) to examine the overall level of teacher teaching style of Guangxi Talent International College Affiliated High School, 2) to investigate the current level of students' deep learning of Guangxi Talent International College Affiliated High School and 3) to analyze the relationship between teacher teaching style and students' deep learning of Guangxi Talent International College Affiliated High School. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between teacher teaching style and students' deep learning of Guangxi Talent International College Affiliated High School. The sample consisted of 316 students selected according to the Krejcie and Morgan (1970) table using convenience sampling. A self-designed questionnaire was employed for data collection. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product–moment correlation.</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong> </strong>The research results were:</p> <ol> <li> <strong> </strong> Teacher teaching style at Guangxi Talent International College Affiliated High School. 10 aspects were at a high level ( =3.84, S.D. = 0.94). Considering the results of these 10 research aspects were as follows: the highest rank was “Hybrid Style” ( =4.07, S.D. = 0.87), indicating a high level, followed by “Inquiry-Based Style” ( =3.92, S.D.=0.91) and “Differentiated Instruction” ( = 3.88, S.D. = 0.95). In contrast, “Delegator Style” was ranked the lowest among the ten aspects ( =3.63, S.D. = 0.95).</li> <li>Students' deep learning at Guangxi Talent International College Affiliated High School in 7 aspects were at a high level ( =3.91, S.D. = 0.95). Considering the results of these 7 research aspects were as follows: the highest rank was “Critical Thinking” ( =4.09, S.D. = 0.92), indicating a high level, followed by “Technology Integration” ( =4.03, S.D. = 0.93), whereas “Reflection” was the lowest rank ( =3.80, S.D. = 0.98).</li> <li>It was found that the overall relationship between teacher teaching style and students’ deep learning has a weak negative correlation with no statistical significance (r = -0.007).</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6800DEVELOPING A CASE-BASED LEARNING APPROACH IN A MENTAL HEALTH COURSE TO ENHANCE COMMUNICATION SKILLS AMONG FIRST-YEAR VOCATIONAL COLLEGE STUDENTS2026-03-20T21:52:12+07:00Yuqi Kang1191820447@qq.comRatchanee Nokthet1191820447@qq.com<p>This study aimed to develop and evaluate a Case-Based Learning (CBL) instructional approach integrated into a Mental Health course to enhance communication skills among first-year vocational college students, and to examine students’ communication self-efficacy and learning satisfaction. <br />The participants were 40 first-year Accounting students from Shandong University of Foreign Affairs, China, selected through cluster random sampling. The study employed a one-group pretest–posttest pre-experimental design. The intervention lasted eight weeks (16 instructional hours) and focused on seven supportive communication skills: active listening, empathic responding, open-ended questioning, assertive communication, summarizing and planning, boundary setting, and support and referral. Data were collected using a Mini-OSCE communication skills assessment, a communication self-efficacy questionnaire, and a course satisfaction survey. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics and paired-sample t-tests.</p> <p> The results showed a significant improvement in students’ communication skills after the intervention (pretest M = 13.90, posttest M = 29.20, p < .001). Communication self-efficacy reached a high level (M = 58.90 out of 70), and students reported high satisfaction with the course (M = 4.60 out of 5.00).</p> <p> The findings indicate that the CBL approach is an effective instructional strategy for enhancing communication competence in vocational mental health education.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6320ADMINISTRATIVE FACTORS AFFECTING THE EFFECTIVE ENTREPRENEURSHIP EDUCATION FOR UNIVERSITIES IN JIANGSU PROVINCE2026-02-09T19:43:36+07:00Jiajia Yang779214374@qq.comThada Siththada779214374@qq.comSuttipong Boonphadung779214374@qq.com<p>The objectives of this research were to: 1) study the level of factors affecting entrepreneurship education in universities of Jiangsu Province; 2) study the level of entrepreneurship education outcomes in universities of Jiangsu Province; 3) study the relationship between factors and entrepreneurship education in universities of Jiangsu Province; 4) study the factors affecting entrepreneurship education in universities of Jiangsu Province; and 5) propose the guideline for developing an effective entrepreneurship education in universities of Jiangsu Province. The research employed a mixed-methods approach, with an emphasis on quantitative analysis. Quantitative data were collected from a sample of 500 undergraduate students who had completed at least one entrepreneurship course during the 2023–2024 academic year, using a structured questionnaire. The quantitative data were analyzed using percentages, means, standard deviations, Pearson product–moment correlation, and stepwise multiple regression to examine the levels, relationships, and predictive power of influencing factors. In addition, qualitative data were obtained through in-depth interviews with nine experts in educational administration, guided by a semi-structured interview protocol. The qualitative data were analyzed using content analysis to explore institutional perspectives and validate the quantitative findings.</p> <p>The findings revealed that all eight influencing factors were rated at a high level, with Teacher Quality and Government Policy Support receiving the highest ratings. Entrepreneurship education outcomes were also rated at a high level overall, although Entrepreneurial Intentions scored the lowest among the three outcome dimensions. Strong positive correlations were found between all eight factors and overall outcomes, with the strongest associations observed for Cultural and Societal Factors and Government Policy Support. Stepwise multiple regression indicated outcome-specific predictors: Cultural and Societal Factors significantly predicted Educational Outcomes; Entrepreneurial Competencies were primarily influenced by Cultural and Societal Factors and Student Background; and Entrepreneurial Intentions were mainly driven by Student Background. These results highlight the importance of an ecosystem-based approach in strengthening entrepreneurship education, emphasizing the roles of cultural legitimacy, effective policy implementation, student readiness, and experiential learning opportunities. The eight key factors identified as influencing the effectiveness of entrepreneurship education in this study are: (1) Curriculum Design, (2) Teaching Methods, (3) Teacher Quality, (4) Student Background, (5) Industry Collaboration, (6) Digital Technology Integration, (7) Cultural and Societal Factors, and (8) Government Policy Support. These factors operate in an interconnected manner, shaping learning outcomes, competencies, and intentions, and collectively reinforcing the need for a holistic, system-level reform strategy in entrepreneurship education.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6826MARKETING STRATEGIES FOR IMPROVING THE COMPETITIVENESS OF HOME RENOVATION SERVICES IN SHAANXI PROVINCE, CHINA2026-03-22T22:11:22+07:00Hao Jiannanwichian.in@bsru.ac.thChaiyawi Muangmeewichian.in@bsru.ac.thNusanee Meekaewkunchornwichian.in@bsru.ac.thTatchapong Sattabutwichian.in@bsru.ac.th<p>This study aims to (1) examine the influence of marketing mix factors product, price, place, and promotion on the competitiveness of home renovation services in Shaanxi Province, China, and (2) propose practical marketing strategies to enhance competitive performance within the industry. The research focuses on entrepreneurs and marketing personnel engaged in the home renovation services sector in Shaanxi Province. The sample size was determined using the Yamane formula, and purposive sampling was applied to ensure that respondents were directly involved in marketing and business decision-making processes. Data were collected through a structured questionnaire and analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analysis.</p> <p>The results indicate that all four elements of the marketing mix have a positive and significant relationship with competitiveness. Among these factors, place (service accessibility and distribution channels) and promotion (communication and marketing activities) exert the strongest influence on competitive performance. The findings suggest that home renovation service providers can strengthen their market position by improving service accessibility, enhancing promotional effectiveness, delivering customer value, and maintaining appropriate pricing strategies.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6636การพัฒนาการให้บริการและการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี2026-03-10T19:29:43+07:00หนึ่ง ยิ่งยืนwarissa2023@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยwarissa2023@gmail.comธัณฏิกานต์ คำวิเศษธนภรณ์warissa2023@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง ปัจจัยการพัฒนาการให้บริการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยการพัฒนาการให้บริการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และ 2) ศึกษาระดับการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คนพิการตามทะเบียนผู้รับเบี้ยยังชีพผู้พิการในเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 213 คน โดยได้จากการคำนวณจากสูตรของ Yamane ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระดับปัจจัยการพัฒนาการให้บริการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับการใช้ชีวิตคนพิการเขตตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6797THE INFLUENCE OF DIGITAL MARKETING, BRAND AWARENESS, AND BRAND LOYALTY ON THE REPURCHASE INTENTION OF TRAVEL ACCIDENT INSURANCE THROUGH ONLINE PURCHASING CHANNELS AMONG CONSUMERS IN THAILAND2026-03-20T21:46:15+07:00Pongsiri KamkankaewKpongsiri85@gmail.comChatcharawan MeesubthongKpongsiri85@gmail.com<p>This research aims to explore the influence of digital marketing, brand awareness, and brand loyalty on the repurchase intention of travel accident insurance through online purchasing channels among consumers in Thailand<strong>. </strong>This study used a quantitative research method. The 400 respondents of this study consisted of consumers in Thailand who had purchased travel accident insurance through online purchasing channels for both domestic and international travel at least one time. The research instrument used in this study was an online questionnaire. The data analysis in this study used Structural Equation Modeling with the Partial Least Squares approach (PLS-SEM) for testing the hypothesis. The research found that all direct effects are positive and significant at the 0.05 level, such as digital marketing to brand awareness (β = 0.8599, t = 20.6189, p < 0.001) and brand loyalty to repurchase Intention (β = 0.3945, t = 3.6300, p = 0.0003). Digital marketing also has strong indirect effects on repurchase intention (β = 0.8105, t = 23.1586, p < 0.001) and brand loyalty (β = 0.2549, t = 2.3140, p = 0.0209). These results confirm that brand awareness and brand loyalty act as important mediators that transmit the effect of digital marketing to repurchase intention.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6649อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงโตทอง นิยมพานิช อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่2026-03-12T09:18:16+07:00เวโรจน์ โกฎฉกรรจ์g672301016@northcm.ac.thพงศ์ศิริ คำขันแก้วg672301016@northcm.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงโตทอง นิยมพานิช อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาครั้งนี้เป็นเป็นการวิจัยเชิงปริมาณประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ใช้บริการที่เป็นลูกค้าแบบขายเชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงโตทอง นิยมพานิช อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 52 ราย มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ราคาส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) = 0.151 บุคลากรส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) = 0.475 การส่งเสริมการตลาดส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) = 0.121 กระบวนการ ส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) = = 0.471 และมีค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) เท่ากับ 0.785 แสดงให้เห็นว่าตัวแปรส่วนประสมทางการตลาดบริการทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงโตทอง นิยมพานิช ได้ร้อยละ 78.50 รวมทั้งงานวิจัยนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงโตทอง นิยมพานิช อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่เพื่อสร้างขีความสามารถในการแข่งขัน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6326การออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษา ตามการเรียนรู้ผ่านการเล่น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมวัย สําหรับนักเรียนระดับปฐมวัย2026-02-09T19:48:07+07:00มลฤดี สังฆธาตุmonruedee2225@gmail.comอัญญปารย์ ศิลปะนิลมาลย์monruedee2225@gmail.comวรรณธิดา ยลวิลาศmonruedee2225@gmail.com<p>การวิจัยเรื่องการออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษา ตามการเรียนรู้ผ่านการเล่น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมวัย สำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาจินตทัศน์และสภาพปัญหาในการส่งเสริมพัฒนาการสมวัยของนักเรียนระดับปฐมวัย 2) เพื่อออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกมการศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น และ 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมวัยด้านสติปัญญา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการออกแบบทางการศึกษา (Educational Design Research: EDR) ซึ่งดำเนินการผ่านวัฏจักรการวิเคราะห์ การออกแบบ และการประเมินผล กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 16 คน และกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม บอร์ดเกมการศึกษา และแบบบันทึกพัฒนาการสมวัยด้านสติปัญญาในมิติภาษาและการรู้หนังสือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า ในด้านจินตทัศน์และสภาพปัญหา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสะท้อนว่าพัฒนาการด้านภาษาเป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งส่งเสริม แต่ยังประสบปัญหาขาดแคลนสื่อการเรียนรู้ที่กระตุ้นความสนใจและสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น สำหรับการออกแบบและพัฒนาต้นแบบ ผู้วิจัยได้สร้างบอร์ดเกมการศึกษาที่บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่นและคอนสตรัคติวิสต์ ซึ่งผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62 และในด้านการประเมินประสิทธิภาพ พบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมการศึกษา นักเรียนระดับปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยด้านสติปัญญาในส่วนของความสามารถทางภาษาและการรู้หนังสือสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบอร์ดเกมที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานจริงเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในบริบททางการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6523การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะในจังหวัดชลบุรี2026-03-01T16:21:18+07:00อมตะ ใคร่ครวญparty6532@gmail.comวิทยา สุจริตธนารักษ์party6532@gmail.comธนกฤต โพธิ์เงินparty6532@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะของนักการเมืองท้องถิ่น 2) วิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการให้บริการสาธารณะในจังหวัดชลบุรี และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะในจังหวัดชลบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยอาศัยกรอบแนวคิดและทฤษฎีของ Millet (1945) หลักธรรมาภิบาลของสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2542) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มประชากรคือประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและอาศัยอยู่ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,613,119 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน โดยใช้ตารางของเครจีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกนักการเมืองท้องถิ่นจำนวน 5 คน ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 2 คน และประชาชนทั่วไปจำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 15 คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการให้บริการที่มีความก้าวหน้ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการให้บริการอย่างเท่าเทียมกัน และด้านการให้บริการอย่างรวดเร็วทันเวลา ขณะที่ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอและด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่องมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นจำนวน 7 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะในจังหวัดชลบุรีได้ร้อยละ 54.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญคือการส่งเสริมและบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการให้บริการ โดยกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6714แนวทางการพัฒนาและคุณลักษณะที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์สิรินธรจังหวัดกาฬสินธุ์2026-03-24T15:38:24+07:00พรนภา เขจรดวงsomparp5@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยsomparp5@gmail.comรังสรรค์ อินทน์จันทน์somparp5@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะที่ดีของแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์สิรินธร <strong> </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับแนวทางการพัฒนาและระดับคุณลักษณะที่ดีของแหล่งท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธรจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการพิพิธภัณฑ์สิรินธร จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการคำนวณด้วยสูตรของ Yamane สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์สิรินธร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 2) ระดับคุณลักษณะแหล่งท่องเที่ยวที่ดีตามมาตรฐาน กรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์สิรินธร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7089การประเมินการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 25652026-04-17T21:40:00+07:00วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมwiralphat@nmc.ac.thสุทธิศักดิ์ แก้วจินดาwiralphat@nmc.ac.thอภิสิทธิ์ บุญยาwiralphat@nmc.ac.thชีวิน บุญถมwiralphat@nmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 เป็นการวิจัยผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา จำนวนทั้งสิ้น 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้ 2) ด้านทักษะ 3) ด้านจริยธรรม และ 4) ด้านลักษณะบุคคล</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6633การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโลก เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย2026-03-10T19:38:59+07:00พีรภัทร ฉัตรพิบูลย์ภูเวียง ห้าวเหิมphat.ch@outlook.co.thปาณจิตร สุกุมาลย์phat.ch@outlook.co.thวิทยา ทองดีphat.ch@outlook.co.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป ปัญหา และความต้องการของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนรายวิชาอารยธรรมโลก และความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีซีมิวเลเตอร์ 2) เพื่อพัฒนาและออกแบบต้นแบบรูปแบบเทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีวีมิวเลเตอร์ให้มีประสิทธิภาพตาม 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย และ 4) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบเทคนิคการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 48 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยแบ่งกลุ่มทดลอง (เรียนด้วยรูปแบบที่พัฒนาขึ้น) จำนวน 23 คน และกลุ่มควบคุม (เรียนด้วยวิธีการปกติ) จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ “GBHL-PBL-Sim” 2) แอปพลิเคชันเกมซีมิวเลเตอร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจและประสบการณ์ผู้ใช้ (SUS) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบที (Independent Samples t-test), การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (Two-way ANOVA) และการวิเคราะห์กลุ่มผู้เรียน (Cluster Analysis) ร่วมกับเทคนิคเหมืองข้อมูล (Data Mining)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบบรรยายก่อให้เกิดช่องว่างด้านบริบทและอารมณ์ ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้ จึงมีความต้องการสูงต่อการเรียนรู้เชิงรุกผ่านเทคโนโลยีจำลองสถานการณ์ โดยเฉพาะการใช้ “ฐานถิ่นเดิม” เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบ “GBHL-PBL-Sim” ที่มีความเหมาะสมและมีความเที่ยงตรงสูง ผลการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และมีพัฒนาการเรียนรู้ที่รวดเร็วกว่า อีกทั้งผู้เรียนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายแต่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ รูปแบบมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ใช้งานได้ดีมาก และผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าสามารถยกระดับการเรียนรู้จากการท่องจำสู่การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6351การประกอบสร้างแมวเซเลบริตีบนสื่อสังคมออนไลน์2026-02-12T09:33:45+07:00แคทธลีน โรส จินดาพลcatherinerose2003@gmail.comกาญจนา เหล่าโชคชัยกุลcatherinerose2003@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการประกอบสร้างแมวเซเลบริตีบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการนำเสนอเนื้อหา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความสัญญะจากบัญชีติ๊กต็อกของแมวเซเลบริตี 8 ช่อง โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า “ภูมิหลังดั้งเดิมของแมว” เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอัตลักษณ์และกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างแบรนด์บุคคล กลุ่มแมวจรจัดถูกประกอบสร้างผ่าน “วาทกรรมความไม่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งเน้นพฤติกรรมตามธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ ความตลกขบขัน และความใกล้ชิดเสมือนสมาชิกในครอบครัว เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ชม ในขณะที่กลุ่มแมวพันธุ์ถูกประกอบสร้างผ่าน “วาทกรรมความสมบูรณ์แบบ” ที่เน้นความสวยงามตามสุนทรียภาพ ความหรูหรา และความสงบ โดยใช้เทคนิคการถ่ายทำที่เน้นรายละเอียดของเส้นขนและดวงตา เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการบำบัดจิตใจและแสดงรสนิยมทางสังคม การศึกษานี้สะท้อนว่าแมวเซเลบริตีเป็นผลผลิตของการจัดการความหมายเชิงกลยุทธ์ที่เจ้าของเพจทำหน้าที่ “ผู้ใส่รหัส” ในการคัดสรร ตัดต่อ และประกอบสร้างบุคลิกภาพของสัตว์เลี้ยงผ่านเทคนิคการสื่อสารต่างๆ เช่น การเลือกมุมกล้อง การใช้เสียงประกอบ และการสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อตอบสนองต่อวัฒนธรรม Pet Humanization ในสังคมดิจิทัล ซึ่งยืนยันว่าสัตว์เลี้ยงได้รับการยกระดับจากทรัพย์สินมาเป็นสมาชิกในครอบครัวและทุนทางวัฒนธรรม สะท้อนพลวัตของสังคมไทยร่วมสมัย</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6717การใช้ประโยชน์วีลแชร์กับคุณภาพการให้บริการ ของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี2026-03-16T20:45:35+07:00ทนงศักดิ์ ไทยใหญ่nongnisit1@gmail.comรังสรรค์ อินทน์จันทน์nongnisit1@gmail.comธัณฏิกานต์ คำวิเศษธนธรณ์nongnisit1@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ประโยชน์วีลแชร์กับคุณภาพการให้บริการของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์ในเพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้ประโยชน์วีลแชร์ของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 2) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประชากรและกลุ่มกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้วีลแชร์ของมูลนิธิคนพิการไทยในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 241 คนโดยได้จากการคำนวณจากสูตรของ Yamane และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการแจกแจง ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระดับการใช้ประโยชน์วีลแชร์ของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และระดับคุณภาพการให้บริการของมูลนิธิคนพิการไทย ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6395DIGITAL EDUCATIONAL TECHNOLOGY USAGE BEHAVIOR MODEL OF HIGHER VOCATIONAL COLLEGE TEACHERS IN SHAANXI PROVINCE2026-02-16T20:03:13+07:00Chengjun ShiS65584951033@ssru.ac.th<p>This research article aims to: 1) To study the level of digital educational technology usage behavior of higher vocational college teachers in SHAANXI Province. 2) To study the confirmatory factors of digital educational technology usage behavior of higher vocational college teachers in SHAANXI Province. 3) To study the digital educational technology usage behavior model of higher vocational college teachers in SHAANXI Province. Collecting data from 550 teachers and administrators from higher vocational colleges in SHAANXI Province; analyze the data using statistical software and thematic analysis of expert interviews.</p> <p>The research results found that: 1) Descriptive statistical analysis indicates that vocational college faculty demonstrate high levels of endorsement and engagement with digital educational technologies across all observed variables. 2) Confirmatory factor analysis validated the structural integrity of seven latent constructs—each comprising four sub-dimensions with strong internal consistency and construct validity. 3) By integrating quantitative findings with qualitative conclusions from expert interviews, a teacher digital technology usage behavior model tailored to Shaanxi's higher vocational education system was successfully constructed.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6564DEVELOPMENT GUIDELINES FOR LEARNER AUTONOMY AMONG PRESCHOOL EDUCATION STUDENTS AT GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE2026-03-06T15:47:11+07:00Zhong Xiangminnuttamon.pu@bsru.ac.thNuttamon Punchatreenuttamon.pu@bsru.ac.thWichian Intarasompunnuttamon.pu@bsru.ac.thWaroonrat Khonsuenuttamon.pu@bsru.ac.th<p>The objectives of this research were: 1) to study the level of learner autonomy, and 2) to suggest the development guidelines of learner autonomy for students' program in preschool education at Guangxi Talent International College. The sample group were 250 students who enrolled in the faculty of preschool education students in Guangxi Talent International College. Research instruments included: 1) 5-point rating scale questionnaire<strong>,</strong> and 2) structured interview. Data analysis by using percentage, mean, standard deviation and content analysis. </p> <p>The results were found that: 1) The learner autonomy for students' program in preschool education in five aspects was at a high level. Considering the results from the highest to the lowest mean were as follows: the highest mean was Learning resources, followed by Learning strategies, and Learning environment, respectively, and learning motivation was the lowest mean. And 2) The guidelines for the development of learner autonomy for students' program in preschool education at Guangxi Talent International College, China, are a multiple approach. The researcher has analyzed the content as follows: 1) Teachers should establish a learning motivation monitoring mechanism, conduct regular student surveys, integrate post-scenario teaching, and strengthen students' professional cognition and learning motivation. 2) Construct a training system combining stratified teaching and personalized guidance, teach practical learning methods, and guide students to formulate personalized study plans. 3) Develop an implementation plan for cultivating integrated professional knowledge, sort out the course knowledge framework, and guide students to integrate cross-course knowledge. 4) Coordinate college resources to upgrade the professional training center, establish a resource quality evaluation mechanism, integrate and share high-quality learning resources, and compile study manuals. 5) Formulate educational APP application guidelines, screen suitable software, carry out practical demonstrations and special training, and help students master core functions. 6) Optimize the campus teaching environment to create immersive scenarios, establish an environmental quality monitoring system, and adopt interactive and immersive methods to optimize the classroom atmosphere. 7) Expand the scale of off-campus internship bases, establish a practical opportunity guarantee mechanism, increase practical training hours, and strive for more internship and observation opportunities for students. 8) Construct a diversified assessment system, establish a learning effect tracking mechanism, strengthen practical teaching and knowledge application, and improve students' professional practical abilities.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6761ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการทำงานเป็นทีม ของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค2026-03-19T20:24:30+07:00เตชวัฒน์ แช่มช้อยs67563833009@ssru.ac.thวิลาสินี จินตลิขิตดีs67563833009@ssru.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากร<strong><br /></strong>การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2) การทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 187 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ลำดับแรก คือ ความมีอิทธิพลต่อกลุ่มสมาชิกภายในองค์การ และด้านที่บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด คือ การให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกชน (2) บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการทำงานเป็นทีมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ลำดับแรก คือ การประสานงาน และด้านที่บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการทำงานเป็นทีมน้อยที่สุด คือ การสื่อสาร (3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์กับการทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง โดยเป็นความสัมพันธ์กันในทิศทางบวก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6363TOURIST SATISFACTION IN BEIHAI SHELL CARVING EXPERIENTIAL TOURISM2026-02-16T19:47:33+07:00Meng LiKittipit.ki@up.ac.thKittipit KittipornpaiboonKittipit.ki@up.ac.th<p>Under the experience economy paradigm, experiential tourism has become a key strategy for enhancing tourist satisfaction, particularly in traditional craft-based destinations. This study aims to: (1) examine the four experiential dimensions education, entertainment, esthetics, and escape—in Beihai Shell Carving experiential tourism; (2) measure tourists’ overall satisfaction and behavioral intentions; and (3) propose strategies to enhance experiential tourism development in traditional handicraft contexts.</p> <p>A quantitative research design was employed. Data were collected through structured questionnaires from tourists who participated in Beihai Shell Carving activities, and descriptive statistical analysis was conducted using SPSS.</p> <p>The findings reveal that tourists reported high evaluations across all four experiential dimensions, with educational and esthetic experiences receiving the highest ratings. Overall tourist satisfaction was high and positively associated with strong revisit and recommendation intentions. The results indicate that experiential value rather than purely functional service attributes plays a decisive role in shaping satisfaction in craft-based tourism.</p> <p>The study provides empirical evidence supporting the applicability of the experience economy framework in traditional cultural tourism settings and offers practical implications for optimizing experiential design to promote sustainable development in heritage-based tourism.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6603ประสิทธิผลการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการของชุมชนเมืองเก่าพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร2026-03-09T21:14:46+07:00พระครูวิโชติสิกขกิจ (ณรงค์ เด่นประเสริฐ)noppwan08@gmail.comวิชิต ไชยชนะnoppwan08@gmail.comพระครูพิทูรนคราภิรักษ์ (อนุชาติ อยู่ยิ่ง)noppwan08@gmail.comพระครูโพธิวรคุณnoppwan08@gmail.comนพวรรณ์ ไชยชนะnoppwan08@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมของชุมชนเมืองเก่าพิจิตร 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการของชุมชนเมืองเก่าพิจิตร 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการของชุมชนเมืองเก่าพิจิตร เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับประชากรชุมชนเมืองเก่าพิจิตร จำนวน 5,824 คน กลุ่มตัวอย่าง 365 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเลือกแบบเจาะจง 11 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมของชุมชนเมืองเก่าพิจิตร จากการสำรวจพบว่า สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วยชุมชนโบราณ เมืองโบราณ และอุทยานประวัติศาสตร์ 2 แห่ง พิพิธภัณฑ์และพระราชวัง 5 แห่ง ย่านชุมชนเก่า 5 แห่ง วัด วัดร้าง ศาสนสถาน 28 แห่ง แหล่งโบราณคดีและเตาเผาโบราณ 1 แห่ง สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ บทลครเรื่อง ไกรทอง ภาพรวมความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดการอยู่ในระดับมาก ( <em>=</em>3.81, S<em>.</em>D<em>. = </em>0.86) รายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือประเด็นปัญหาและอุปสรรค ( =3.59, S<em>.</em>D. = 0.86) สะท้อนว่าการรับรู้ปัญหาอยู่ในระดับไม่สูงมาก 2. กระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการ พบว่าประชาชนมีความเข้าใจแนวคิดการประยุกต์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการจัดการ เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน และเสนอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน 3.การประเมินประสิทธิผล พบว่าเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( =3.81, S<em>.</em>D<em>. = </em>0.86) รายการสูงสุดคือการจัดการส่งผลดีต่อชุมชน ( = 4.17, S<em>.</em>D<em>. = </em>0.83) และต่ำสุดคือประสิทธิผลเชิงพุทธบูรณาการ ( =3.59, S<em>.</em>D<em>. = </em>0.86) เชิงคุณภาพสะท้อนการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ความพึงพอใจของประชาชน และข้อเสนอให้กำหนดตัวชี้วัดที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7144ปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา2026-04-17T16:04:42+07:00วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมwiralphat@nmc.ac.thประดิษฐ์ ฉัตรจรัสกูลwiralphat@nmc.ac.thองอาจ เทียมกลางwiralphat@nmc.ac.thคัมภีร์ สุดแท้wiralphat@nmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา 2) เสนอแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา จำนวนทั้งสิ้น 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ระดับปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>2. แนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งเสริมการบริหารหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ 2) ด้านบุคลากรและศักยภาพของอาจารย์ 3) ด้านทรัพยากรและสิ่งสนับสนุนทางการศึกษา และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6329ตัวแบบเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความยั่งยืนทางการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันตก2026-02-09T19:57:01+07:00ปิยรัฐ จันซางเพ็ญkik.kik.widya01@gmail.comนพพร จันทรนำชูkik.kik.widya01@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวแบบเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความยั่งยืนทางการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันตก โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวแบบนวัตกรรมองค์กรเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทางการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันตก 5 ด้าน คือ 1) การจัดการความรู้ 2) ความผูกพันในงาน 3) เครือข่ายทางการศึกษา 4) นวัตกรรมองค์กร และ 5) ความยั่งยืนทางการศึกษา ตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันตก ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นเป็นจังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม จำนวน 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้าง แบบ CB-SEM</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. การจัดการความรู้ (β=.224) และเครือข่ายทางการศึกษา (β=.610) มีอิทธิพลต่อนวัตกรรมองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความผูกพันในงาน (β=.109) มีอิทธิพลต่อนวัตกรรมองค์กรอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup>=.762) 2. นวัตกรรมองค์กร (β=.305) การจัดการความรู้ (β=.209) ความผูกพันในงาน (β=.157) เครือข่ายทางการศึกษา (β=.315) มีอิทธิพลต่อความยั่งยืนทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup>=.805) งานวิจัยนี้มีข้อเสนอว่า โรงเรียนควรส่งเสริมการจัดการความรู้ การสร้างความผูกพันในงาน การสร้างเครือข่ายทางการศึกษา และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมองค์กรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการศึกษาของโรงเรียน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6370THE RELATIONSHIP BETWEEN FAMILY CARE AND PSYCHOLOGICAL PROBLEMS OF STUDENTS IN YIMIN MIDDLE SCHOOL2026-02-16T19:52:43+07:00Li Qianwichian.in@bsru.ac.thWichian Intarasompunwichian.in@bsru.ac.thNuttamon Punchatreewichian.in@bsru.ac.th<p>The research title is The Relationship between Family Cares and Psychological Problems of Students in Yimin Middle School. The research objectives are: 1) to study the family care of students in Yimin Middle School, 2) to study the psychological problems of students in Yimin Middle School, 3) to study the relationship between the family care and psychological problems of students in Yimin Middle School. To obtain the research results more accurately, the sample group used in this study includes 285 students in Yimin Middle School. The research instrument is questionnaires. The statistics are used for data analyzing by finding frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation. The conclusions, discussion, and suggestions are as follows:</p> <ol> <li>The family care of students in Yimin Middle School in 5 aspects was at a high level Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was “Emotional Regulation” indicates a high level. whereas “Social Connections” was the lowest rank.</li> <li>The psychological problems of students in Yimin Middle School in 4 aspects was at a moderate level Considering the results of these 4 research aspects were as follows: the highest rank was “Somatic Symptoms” indicates a moderate level. Whereas “Emotional Disturbances” was the lowest rank.</li> <li>It was found that the overall relationship between family care and psychological problems has a negative correlation at a very low level with no statistical significance level (r=-0.050)</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6703PROTECTION STATUS AND CONTEMPORARY FUNCTIONS OF LINGNAN GARDENS IN GUANGDONG, CHINA: A CASE STUDY OF YUYIN GARDEN2026-03-16T08:09:01+07:00Caiyun LiCaiyunli0314@outlook.comHawa WongphongkhamCaiyunli0314@outlook.comSurakarn RuaisungnoenCaiyunli0314@outlook.comKeran WangCaiyunli0314@outlook.com<p>Lingnan gardens, an important component of the classical Chinese garden system, are currently facing increasing pressure from urbanization, tourism development, and the preservation of living heritage. This study takes Yuyin Garden in Guangdong Province as an example, exploring the current state of preservation and contemporary functions of Lingnan gardens through a qualitative case study. The research focuses on two dimensions: the current state of preservation and the garden's contemporary uses and functions. Data collection methods include literature review, field visits, photographic documentation, and interviews with garden managers, staff, and users, and qualitative interpretation methods are used for analysis. The results show that Yuyin Garden has been effectively protected within a multi-layered heritage protection framework, and its material structure, spatial structure, and core landscape features have been largely preserved. Simultaneously, the garden has successfully transformed from a traditional private garden into a public cultural space integrating tourism, cultural display, education, and leisure activities. However, the study also found that the garden still faces many challenges, including tourism pressure, the coordination between preservation and utilization, and how to better protect intangible cultural values and spatial atmosphere. Overall, the case of Yuyin Garden demonstrates that the sustainable development of Lingnan gardens depends on maintaining the authenticity of the heritage while considering contemporary adaptive use. This study provides practical reference for the protection and management of similar historical gardens in Guangdong and other regions.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6631PRESERVING THE VALUE OF THE THAI LANGUAGE AMONG THAI YOUTH IN THE 21ST CENTURY2026-03-10T19:43:20+07:00กมลพรรณ ศรีแก้วkamonphansrikaew9@gmail.comพระมหาจารุวัฒน์ สุพิบาลkamonphansrikaew9@gmail.comพระมหาประวิทย์ ภูปุยkamonphansrikaew9@gmail.com<p>ภาษาไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงอยู่ของสังคม ทั้งในด้านการสื่อสารและการศึกษา ทว่าในบริบทของสังคมศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้รูปแบบการใช้ภาษาของผู้คนโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนไทยปรับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น การใช้คำย่อ ภาษาที่ไม่เป็นทางการ และการผสมผสานภาษาต่างประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานและความงดงามของภาษาไทยในระยะยาวหากขาดการปลูกฝังที่เหมาะสม บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ภาษาของเยาวชน และนำเสนอแนวทางการธำรงคุณค่าภาษาไทยให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยดำเนินการศึกษาผ่านกระบวนการวิจัยเอกสารจากการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การธำรงคุณค่าภาษาไทยในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะการอ่าน การพูด และการเขียนอย่างบูรณาการควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยมีแนวทางขับเคลื่อนสำคัญผ่านความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ สถาบันครอบครัวในการเป็นแบบอย่างและปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน สถานศึกษาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง และสื่อดิจิทัลรวมถึงสังคมในการร่วมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องและรณรงค์การใช้ภาษาไทยอย่างเหมาะสม เพื่อให้เยาวชนตระหนักในคุณค่าและร่วมสืบสานภาษาไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนสืบไป</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6770มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการพนันออนไลน์2026-03-19T20:29:08+07:00กันต์สินี ศิลป์มะใบkansinee.si@gmail.comสุรทิน ชัยทองคำkansinee.si@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการพนันออนไลน์ของประเทศไทย (2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากบทความทางวิชาการ หนังสือ วารสาร วิทยานิพนธ์ คำพิพากษา และกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบของราชอาณาจักรสวีเดน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการทางกฎหมายในบริบทของสังคมดิจิทัล</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เช่น พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่ยังไม่สามารถรองรับลักษณะของการพนันออนไลน์ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) ปัญหาสำคัญในการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ การใช้บัญชีม้า การปกปิดเส้นทางการเงิน การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ความยากในการระบุตัวผู้กระทำผิด ความไม่ครอบคลุมของพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ความซ้ำซ้อนของกฎหมายหลายฉบับ และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลการใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และ (3) จากการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบพบว่า ประเทศตัวอย่างมีการกำหนดกฎหมายแม่บท ระบบใบอนุญาต และหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะ ทำให้สามารถควบคุมการพนันออนไลน์ได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ประเทศไทยควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการพนันออนไลน์อย่างชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย และพัฒนามาตรการทางกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการพนันออนไลน์อย่างยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6716ความคาดหวังและคุณภาพชีวิตของนักกีฬาทีมชาติคนพิการ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี2026-03-16T20:42:59+07:00พชร จิระสินวณิชsomparp5@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญsomparp5@gmail.comวัชรินทร์ สุทธิศัยsomparp5@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง คุณภาพชีวิตของนักกีฬาทีมชาติ<br />คนพิการ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคาดหวังของนักกีฬาทีมชาติคนพิการ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี และระดับคุณภาพชีวิตของนักกีฬาทีมชาติคนพิการ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย<br />ผู้วิจัยใช้ประชากรทั้งหมดในการศึกษา ได้แก่ สมาชิกนักกีฬาทีมชาติ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี และตัวแทนครอบครัวนักกีฬา จำนวน 60 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระดับความคาดหวังของนักกีฬาคนพิการทีมชาติ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับคุณภาพชีวิตของนักกีฬาคนพิการทีมชาติ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6577การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐานและการสืบเสาะหาความรู้ เพื่อส่งเสริมจิตคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา2026-03-06T15:33:04+07:00รักษิต สุทธิพงษ์wannakorn.ph@up.ac.thวรรณากร พรประเสริฐwannakorn.ph@up.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานและการสืบเสาะหาความรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบจิตคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา ระหว่างก่อนและหลังแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานและการสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 มีเพียงจำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 28 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 3) แบบประเมินจิตคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที่ไม่อิสระ (Dependent sample t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานและการสืบเสาะหาความรู้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (M=4.60) ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นและเชื่อมโยง ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นพบ ขั้นที่ 3 ขั้นวิเคราะห์และแก้ปัญหา ขั้นที่ 4 ขั้นสรุปและสะท้อนคิด 2) จิตคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานและการสืบเสาะหาความรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/7085สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา2026-04-08T22:04:32+07:00วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษมwiralphat@nmc.ac.thสุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรมwiralphat@nmc.ac.thวศิน สอนโพธิ์wiralphat@nmc.ac.thประยงค์ แก่นลาwiralphat@nmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 186 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และการสุ่มอย่างง่าย</p> <p>เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา โดยภาพรวอยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยนครราชสีมา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ 3) ด้านสื่อและเทคโนโลยี และ 4) ด้านการวัดและประเมินผล</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6563DEVELOPMENT GUIDELINES FOR DIGITAL LITERACY SKILLS OF NURSING STUDENTS AT SHANDONG COLLEGE OF TRADITIONAL CHINESE MEDICINE2026-03-06T15:44:51+07:00Xiaolin Zhunuttamon.pu@bsru.ac.thNuttamon Punchatreenuttamon.pu@bsru.ac.thWichian Intarasompunnuttamon.pu@bsru.ac.thSavitri Chitbanchongnuttamon.pu@bsru.ac.th<p>The objectives of this research were: 1) To study the current situation of digital literacy skills for students’ programs in Nursing Science at Shandong College of Traditional Chinese Medicine, and 2) To suggest the development guidelines of digital literacy skills for students’ programs in Nursing Science at Shandong College of Traditional Chinese Medicine. The sample was 302 Nursing Science students enrolled in the 2025 academic year at Shandong College of Traditional Chinese Medicine. The research employed a mixed-methods research design, combining questionnaire surveys with structured interviews. The statistics to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, and content analysis.</p> <p> The results showed that: 1) The current situation of digital literacy skills for students’ programs in nursing in five aspects was at a high level. 2) The development of guidelines for digital literacy skills for students’ programs in Nursing Science at Shandong College of Traditional Chinese Medicine. There are multiple approaches as follows: 1) From the first semester onwards, the graduation competency indicators and core curriculum framework will incorporate information literacy, 2) Increase or decrease case-based teaching, concept maps and structured debates, 3) Introduce elective courses in digital media production, establish standardized copyright and accessibility protocols, and organize university-wide digital works competitions to showcase achievements, 4) Developing a digital skills platform integrating databases and learning systems, and 5) Establish a compulsory cybersecurity module, implement a data breach response mechanism, and integrate digital risk assessment into course assessments.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6801ENHANCING PAINTING SKILLS AND CREATIVITY AMONG VOCATIONAL STUDENTS THROUGH DESIGN-BASED LEARNING (DBL)2026-03-20T21:54:32+07:00Huang Rengu2396059419@qq.comRatchanee Nokthet2396059419@qq.com<p>This quasi-experimental study examined the effects of a 12-week Design-Based Learning (DBL) art program on first-year preschool education major vocational students at Guangxi Vocational College of the Performing Arts. Twenty students participated in weekly sessions focused on line control, form proportion, light-shadow texture, color expression, composition perspective, and thematic creative practice. A painting skill assessment rubric (line control, proportion and perspective, composition, light-shadow value, color use, texture rendering, craftsmanship) and the Consensual Assessment Technique (CAT) for artistic creativity (novelty, appropriateness) reviewed by experts were used. Data were collected with a pre-test/post-test design and analyzed using paired-samples t tests; changes in score dispersion and stepwise skill mastery were also considered.</p> <p> Results showed substantial gains in painting skills (42.60→77.20) and artistic creativity (40.30→75.10), together with reduced variability across students and a progressive upward trend in phased skill assessment, indicating more consistent and step-by-step performance after the intervention. The findings support DBL as an effective student-centered, iterative, and context-oriented approach that fosters the integrated development of technical skills and creative expression in vocational painting education. Practical implications for lesson planning, skill training, and creativity cultivation in vocational art classes are discussed.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6650อิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด จังหวัดนครปฐม2026-03-12T09:20:40+07:00วาสนา แรงงามg672301015@northcm.ac.thพงศ์ศิริ คำขันแก้วg672301015@northcm.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด จังหวัดนครปฐม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มอย่างคือสมาชิกสหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด จังหวัดนครปฐม จำนวน 100 ราย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย และทดสอบสมมุติบานการวิจัยโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ความไว้วางใจส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด มีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน (ß) เท่ากับ 0.373 และ ความเอาใจใส่ลูกค้าส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด มีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน (ß) เท่ากับ 0.497 อย่างมีนับสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) เท่ากับ 0.314 แสดงให้เห็นว่าตัวแปรคุณภาพการบริการทั้ง 2 ด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจของสมาชิกสหกรณ์ได้ร้อยละ 31.40 การวิจัยนี้ได้เสนอให้สหกรณ์รถยนต์โดยสารพุทธมณฑล จำกัด จังหวัดนครปฐมควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการให้บริการอย่างต่อเนื่องและควรให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่คำนึงถึงความต้องการเฉพาะของสมาชิกแต่ละราย โดยส่งเสริมให้บุคลากรมีทักษะในการสื่อสาร การรับฟังความคิดเห็น และการให้คำปรึกษาแก่สมาชิกอย่างเหมาะสมต่อไป </p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5108POLICY SHOCK REACTIONS IN THAI WAGE RIGIDITY ECONOMY2025-10-30T09:12:29+07:00Adirek Vajrapatkulpiyasiri.rua@stou.ac.thPiyasiri Kongwiriyapisalpiyasiri.rua@stou.ac.th<p>This study analyzes the macroeconomic effects of nominal wage rigidity in Thailand, a key labor market friction that shapes business cycles and policy transmission. It quantitatively evaluates how varying degrees of wage stickiness influence the dynamic responses of macroeconomic variables to such shocks. A Dynamic Stochastic General Equilibrium (DSGE) model was developed and estimated using Thai quarterly data from 2002–2021, and then subjected to consumption, technology, fiscal, and monetary policy shocks under different wage rigidity scenarios. The simulations reveal that higher nominal wage rigidity reduces the volatility of macroeconomic adjustment. The impulse responses of output, employment, and prices exhibit smaller amplitudes and weaker cyclical fluctuations as wage stickiness increases. However, wage rigidity acts as a double-edged sword: it stabilizes the economy in the short run by dampening disruptive shocks but slows the return to equilibrium. This trade-off is central to policymakers, as it shapes the strength and speed of policy transmission. The study recommends that Thai authorities foster a balance between stability and flexibility through targeted social safety nets and labor market programs that cushion downturns while allowing wage adjustments to facilitate a quicker return to equilibrium.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6445แนวทางการจัดการภาวะซีดในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์2026-02-21T09:36:34+07:00ปภาดา ปานนิลaomnext@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) กำหนดแนวทางการจัดการภาวะซีดในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 2) ประเมินผลการใช้แนวทางการจัดการภาวะซีดในเด็กนักเรียนประถมศึกษา การวิจัยนี้ มี 2 ระยะ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญเจาะจงเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 33 คน และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างกำหนดขนาดจากโปรแกรม G*Power Version 3.1.9.4 จำนวน 44 คน เก็บข้อมูลเป็นรายคู่จากนักเรียนที่มีภาวะซีด 44 คน กับผู้ปกครอง 44 คน สุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับศึกษาบริบทการจัดการภาวะซีด 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับการกำหนดแนวทาง 3) แบบสอบถามพฤติกรรม และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) แนวทางการจัดการภาวะซีดในเด็กนักเรียน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ตั้งคณะทำงาน 2) สำรวจข้อมูล 3) กำหนดผลลัพธ์ เป้าหมาย ข้อตกลง และวางแผน การดำเนินงาน 4) ดำเนินงานตามแผน และ 5) ประเมินและสรุปผลการดำเนินงาน</p> <p>2) ผลการใช้แนวทางพบค่าร้อยละของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นในนักเรียนก่อนการใช้แนวทาง ร้อยละ 31.65 และหลังการใช้แนวทาง ร้อยละ 34.78 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ปกครองมีพฤติกรรมการดูแลนักเรียนที่มีภาวะซีดก่อนการอบรม อยู่ในระดับปานกลาง ( =3.09, S.D.=0.60) และหลังอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.53, S.D.=0.21) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีความพึงพอใจต่อแนวทาง ในระดับมาก ( =4.05, S.D.=0.32)</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5839ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 12026-01-23T12:59:58+07:00ศิริพร รังสิโยภาส6712470008@rumail.ru.ac.thอุไร สุทธิแย้ม6712470008@rumail.ru.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา และประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 317 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Krejcie & Morgan ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.985 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product - Moment Correlation Coefficient)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเฉพาะด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรได้รับการพัฒนา และควรส่งเสริมด้านเจตคติเชิงบวก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6715ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่งเสริมความสุขและความจำเป็น ในชีวิตคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย2026-03-16T20:40:52+07:00ชัยชาญ จงใจรักthantikan@gmail.comสิทธิพรร์ สุนทรthantikan@gmail.comสมเกียรติ เกียรติเจริญthantikan@gmail.com<p>บทความการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่งเสริมความสุขกับความจำเป็นในชีวิตคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยส่งเสริมความสุขและ 2) ระดับความจำเป็นในชีวิตคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คนพิการที่ใช้วีลแชร์ในสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย จำนวน 377 คน ซึ่งได้จากการคำนวณด้วยสูตรของ Yamane สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยส่งเสริมความสุขในชีวิตคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมากและ 2) ระดับความจำเป็นในชีวิตคนพิการที่ใช้วีลแชร์ของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6590LIFE CYCLE DIFFERENCES IN RURAL TOURISM PERCEIVED VALUE AND BEHAVIORAL INTENTIONS: EVIDENCE FROM HENAN PROVINCE, CHINA2026-03-06T15:42:10+07:00Salinee ChaiwattanapornSalinee.chaiwattanaporn@stamford.eduYapei SongSalinee.chaiwattanaporn@stamford.edu<p>This research article objective this study 1) To examine differences in rural tourism perceived value across life stage groups. 2) To examine the effects of perceived value dimensions on tourists' Behavioral Intentions. 3) To propose marketing and management recommendations for rural tourism operators based on life stage differences in perceived value and behavioral Intentions. This quantitative study collected data from 395 tourists in rural tourist destinations in Henan Province, China. The study considered five dimensions of perceived value: landscape, service, emotional, social, and cost. Data analysis employed one-way ANOVA and multiple regression analysis within Levinson’s Life Cycle Theory, five age group (20-25, 26-35, 36-45 and 56+ years)</p> <p> The research finding revealed that the five dimensions of perceived value differed significantly between age groups (p < 0.05). Landscape value showed the strongest difference (F = 7.749, p < 0.001), followed by service, emotion, social and cost value. Furthermore, the five perceived value dimensions had a positive impact on tourists' behavioral intentions (p < 0.001). The model explained 49.1% of the variance (R² = 0.491, F = 75.140), with emotional values found to be the most significant. Therefore, these findings provide practical guidance for rural tourism operators in designing age-targeted marketing strategies for tourists, such as creating emotionally and socially engaging experiences for older tourists and developing wellness or family-friendly packages for middle-aged tourists.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6168ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารไฟเบอร์มะนาวตราพอชในเขตกรุงเทพมหานคร2026-01-29T20:03:20+07:00สิริพันธ์ วงศ์อินทวังsiriphan_won@utcc.ac.thลักขณา เสริมเจริญกิจsiriphan_won@utcc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปัจจัยการรับรู้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ตราผลิตภัณฑ์ และกลุ่มบุคคลอ้างอิง ที่มีต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 25–60 ปี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และเคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไฟเบอร์มะนาว ตราพอช ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยการรับรู้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และปัจจัยภาพลักษณ์ตราผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมาก ปัจจัยภาพลักษณ์ตราผลิตภัณฑ์และปัจจัยการรับรู้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ปัจจัยกลุ่มบุคคลอ้างอิงไม่พบอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับการรับรู้ภาพลักษณ์ของตราผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6570การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง หัตถกรรมเครื่องจักสาน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะด้านอาชีพของนักเรียนประถมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 12026-03-05T15:20:41+07:00พระมหาอำพล ธนปญฺโญ (ชัยสารี)Tong.ampol@gmail.comนิรัช เรืองแสนTong.ampol@gmail.comสมควร นามสีฐานTong.ampol@gmail.com<p>บทความวิจัย นี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็น 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ 4) เพื่อประเมินประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้รูปวิธีการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) ประชากร ได้แก่ นักเรียนที่ศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวนทั้งสิ้น 125 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวนทั้งสิ้น 95 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครชชี่มอร์แกรน และสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการศึกษา ด้านวิจัยและพัฒนา ด้านการใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จำนวน 12 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อตรวจสอบความตรงของเนื้อหา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบประเมินรูปแบบ และหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของการเรียนรู้ภูมิปัญญางานจักสาน โดยแบ่งตามด้านต่าง ๆ พบว่า ด้านการสร้างแรงบันดาลใจอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการเรียนรู้จากชุมชนอยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในระดับ ด้านการนำเสนอและแลกเปลี่ยน อยู่ในระดับ มาก และด้านการสะท้อนผลและต่อยอดอาชีพ อยู่ในระดับปานกลาง สรุปภาพรวม การเรียนรู้ภูมิปัญญางานจักสานของนักเรียนมีระดับ ปานกลางถึงมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐานช่วยสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้านการสะท้อนผลและต่อยอดอาชีพยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะอาชีพและความเข้าใจเชิงลึกในภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ครบถ้วน</p> <p>2) ผลการสนทนากลุ่ม พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง หัตถกรรมเครื่องจักสาน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะด้านอาชีพของนักเรียนประถมศึกษา โดยแบ่งกระบวนการในคู่มือเป็น 5 ส่วน คือ.ขั้นสร้างแรงบันดาลใจและตระหนักรู้คุณค่าภูมิปัญญา ขั้นเรียนรู้จากชุมชนจริง ขั้นสร้างสรรค์ผลงาน ขั้นนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขั้นสะท้อนผลและต่อยอดอาชีพ ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อคิดเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านขั้นตอนการดำเนินงาน รองลงมา คือ ด้านวัตถุประสงค์ ด้านหลักการ (Principles) ด้านผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Outcomes) และ ปัจจัยเกื้อหนุน (Supporting Factors) </p> <p>3) คะแนนเฉลี่ยการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง หัตถกรรมเครื่องจักสาน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะด้านอาชีพของนักเรียนประถมศึกษา สูงกว่าก่อนเรียนโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายต่อรูปแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง หัตถกรรมเครื่องจักสาน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะด้านอาชีพของนักเรียนประถมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>4) ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านประสิทธิภาพมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับมาก ด้านประสิทธิผลมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับมาก ด้านผลกระทบมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6667การพัฒนาความสามารถทางการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบถามตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียน2026-03-13T12:30:50+07:00ระพิน ชูชื่นrapin.c@rtu.ac.thธนัญกรณ์ ชูนวนrapin.c@rtu.ac.thจิรวัฒน์ ตั้งวันเจริญrapin.c@rtu.ac.thกอบกุล ใจกว้างrapin.c@rtu.ac.th<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบถาม-ตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แผนดังกล่าว และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อการพัฒนาความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อด้วยกระบวนการสอนแบบถาม<strong>–</strong>ตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียน งานวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi‑Experimental Research) โดยใช้แบบแผนการทดลองชนิด One Group Pretest–Posttest Design และผสานการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์นักศึกษา เพื่อศึกษาความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบถามตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชธานี จำนวน 32 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบถาม-ตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียน 8 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อก่อน-หลังเรียน และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1 = 82.92, E2 = 83.23) 2) คะแนนความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อหลังเรียน ( = 24.97) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 16.69) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และ 3) ผลการสัมภาษณ์สรุปได้ 3 ประเด็น ได้แก่ การถาม-ตอบส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการสะท้อนคิด ความตระหนักถึงผลเสียของการไม่รู้เท่าทันสื่อและบทบาทของตั๋วออกห้องเรียนในการลดความเสี่ยง และการนำทักษะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและในชีวิตประจำวัน โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้แบบถาม-ตอบร่วมกับตั๋วออกห้องเรียนมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังได้รับการยอมรับเชิงบวกจากผู้เรียนในด้านประโยชน์ การตระหนักรู้ความเสี่ยง และความสามารถในการนำไปใช้จริง</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6827NARCISSISTIC PERSONALITY DISORDER IN ORGANIZATIONAL CONTEXTS: NEUROBIOLOGICAL FOUNDATIONS WORKPLACE DYNAMICS AND CLINICAL IMPLICATIONS2026-03-22T22:14:54+07:00Suttipong ThumtheangThumtheang99@gmail.comKajornatthapol PongwiritthonThumtheang99@gmail.com<p>This article aims to synthesize interdisciplinary perspectives on NPD by integrating neurobiological, behavioral, and organizational frameworks. Specifically, it examines the underlying brain mechanisms associated with narcissistic traits, their manifestation in leadership and workplace behavior, and their implications for both clinical practice and organizational management.</p> <p> This study adopts a qualitative integrative review approach, drawing upon contemporary literature in psychiatry, developmental psychology, neuroscience, and organizational studies. The findings indicate that narcissism is best conceptualized as a multidimensional construct encompassing both grandiose and vulnerable dimensions, characterized by instability in self-esteem and impaired interpersonal functioning. Neurobiological evidence highlights alterations in brain regions associated with self-referential processing and emotional regulation, particularly the medial prefrontal cortex and anterior insula.</p> <p> In organizational contexts, individuals with narcissistic traits may initially exhibit leadership emergence through confidence and charisma; however, these traits are associated with long-term negative outcomes, including interpersonal conflict, reduced team cohesion, and diminished workplace morale. Such effects may be amplified in hierarchical cultural environments, where authority structures can limit corrective feedback.</p> <p> This article contributes to the literature by offering an integrated biopsychosocial framework that bridges gaps between clinical, neuroscientific, and organizational perspectives. The findings provide important implications for improving diagnostic accuracy, informing therapeutic interventions, and promoting healthier organizational practices.</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6611THE RELATIONSHIP BETWEEN STUDENTS INTERPERSONAL RELATIONSHIPS AND MENTAL HEALTH AT GUANGXI TALENT INTERNATIONAL COLLEGE2026-03-09T21:17:24+07:00Zhou Meifenwichian.in@bsru.ac.thWichian Intarasompun wichian.in@bsru.ac.thNuttamon Punchatreewichian.in@bsru.ac.th<p>The objectives of this research were: 1) to study students' Interpersonal relationships at Guangxi Talent International College, 2) to study students' mental health at Guangxi Talent International College, and 3) to study the relationship between students' Interpersonal relationships and students' mental health at Guangxi Talent International College. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between students' Interpersonal relationships and students' mental health. The accidental random sampling was 375 students at Guangxi Talent International College, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p> The research results were:</p> <ol> <li>Students' Interpersonal relationships at Guangxi Talent International College in 3 aspects were at a high level ( =3.95, S.D.=0.85). Considering the results of these 3 research aspects were as follows: the highest rank was “Family Relationships of students” ( =4.00, S.D.=0.87), indicates a high level, followed by “Peer Relationships of students” ( =3.94, S.D.=0.84), whereas “Teacher-Student Relationships” was the lowest rank ( =3.91, S.D.=0.85).</li> <li>Students' mental health at Guangxi Talent International College in 3 aspects was at a high level ( =3.91, S.D.=0.95). Considering the results of these 3 research aspects were as follows: the highest rank was “Stress of students” ( =3.99, S.D.=0.90), indicates a high level, followed by “Depression of students” ( =3.96, S.D.=0.94), whereas “Anxiety of students” was the lowest rank ( =3.80, S.D.=1.00).</li> <li>It is shown that the overall relationship between students' interpersonal relationships and students' mental health has a positive correlation at the high level with statistical significance at the .01 level (r=0.60**).</li> </ol>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6798การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เรื่อง บุญซำฮะ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 จังหวัดหนองคาย2026-03-20T21:49:29+07:00อนันต์ คติยะจันทร์anan.kati@mcu.ac.thวิทยา ทองดีanan.kati@mcu.ac.thสมควร นามสีฐานanan.kati@mcu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และความต้องการการจัดการเรียนรู้เรื่อง บุญซำฮะ 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เรื่อง บุญซำฮะ 3. เพื่อประเมินประสิทธิผลของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เรื่อง บุญซำฮะ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้รูปแบบวิธีการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 คือนักเรียนที่ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14 ด้วยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ในระยะที่ 2 ใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญประเมินรูปแบบ จำนวน 7 คน ในระยะที่ 3 ใช้กลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 คน ในระยะที่ 4 ใช้กลุ่มเป้าหมายคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม คู่มือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t<strong>-</strong>test ในส่วนเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. การรับรู้สืบเสาะหาความรู้ ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และสภาพความเป็นจริง โดยมีครูคอยเป็นผู้สนับสนุนให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้นักเรียนสืบค้น สำรวจ ตรวจสอบ และค้นคว้าจากการไปทัศนศึกษาหรือประสบการณ์จริง 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน โดยใช้ ILRCE Model ประกอบด้วย 1) ขั้นเกริ่นนำ 2) ขั้นเรียนรู้ในเนื้อหา 3) ขั้นสะท้อนความคิด 4)ขั้นสร้างความรู้ และ 5) ขั้นประเมินผล สรุปผล 3. ประเมินความตระหนักรู้ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า ความตระหนักรู้ในด้านการอนุรักษ์บุญซำฮะของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6771ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา กับการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครู สหวิทยาเขต นวสิรินครินทร์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 22026-03-30T17:40:29+07:00สุรีพร ไชยฮัง67160246@up.ac.thธารินทร์ รสานนท์67160246@up.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) เพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครู ในสถานศึกษา สหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษากับการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครู สหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตนวสิรินครินทร์ จำนวน 306 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร ยามาเน่ และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 3 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวม อยู่ในระดับมาก 2) การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพครู สามารถส่งเสริมให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ในยุคดิจิทัล</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5990การมองโลกในแง่ดี พลังสุขภาพจิต พฤฒพลัง และคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเทศบาลนครนนทบุรี2026-01-17T15:24:25+07:00ปาริชาติ เทพสง่าparichart.the@ku.thเฉลิมขวัญ สิงห์วีparichart.the@ku.thธีรพัฒน์ วงศ์คุ้มสินparichart.the@ku.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมองโลกในแง่ดี พลังสุขภาพจิต พฤฒพลัง และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมองโลกในแง่ดีกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลังสุขภาพจิตกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤฒพลังกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลนครนนทบุรี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติ t-test สถิติ F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้สูงอายุมีการมองโลกในแง่ดีอยู่ในระดับสูง ขณะที่พลังสุขภาพจิต พฤฒพลัง และคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูงเช่นกัน 2) การมองโลกในแง่ดีมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) พลังสุขภาพจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) พฤฒพลังมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/5872ผลการเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลวิธีการสอน อาร์อีเอพีกับรูปแบบการสอนสามมิติของวิลเลียมส์ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นในการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีจังหวัดลพบุรี2026-01-14T10:55:46+07:00สุวพัฒน์ แย้มมนัสsuwapat.311234@gmail.comธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์suwapat.311234@gmail.comปุริมปรัชญ์ คณิณพศุตย์suwapat.311234@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลวิธีอาร์อีเอพีกับรูปแบบการสอนสามมิติของวิลเลียมส์ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลวิธีอาร์อีเอพีกับรูปแบบการสอนสามมิติของวิลเลียมส์ 3) เปรียบเทียบความมุ่งมั่นในการทำงานหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลวิธีอาร์อีเอพีกับรูปแบบการสอนสามมิติของวิลเลียมส์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามกลวิธีการสอนอาร์อีเอพี แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนสามมิติของวิลเลียมส์ แบบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์และแบบวัดความมุ่งมั่นในการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้เรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมทั้งสองรูปแบบมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ผู้เรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมตามกลวิธีอาร์อีเอพีมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์สูงกว่ารูปแบบการสอนสามมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ความมุ่งมั่นในการทำงานของผู้เรียนทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6361แนวทางการจัดทำธรรมนูญป่าชุมชนตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา2026-02-12T09:42:07+07:00นิกรณ์ โปธาฤทธิ์nikron.pot@mcu.ac.thพระครูธรรธรบุญเที่ยง พุทฺธสาวโกnikron.pot@mcu.ac.thพระมหากิตติพงษ์ เผ่าต๊ะใจnikron.pot@mcu.ac.thพงษ์สนิท คุณนะลาnikron.pot@mcu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการป่าชุมชน 2) ศึกษาสภาพปัญหาการใช้ป่าชุมชน และ 3) นำเสนอแนวทางการจัดทำธรรมนูญป่าชุมชนตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 17 คน ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการป่าชุมชน ต้องอาศัยการสำรวจข้อมูลพื้นฐานที่ครอบคลุม เน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ การสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2) สภาพปัญหา พบปัญหาหลัก 2 ประการ คือ (1) การขาดความเข้าใจในข้อกฎหมายของกรมป่าไม้ ส่งผลให้การใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน และ (2) การขาดแคลนงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการ 3) แนวทางการจัดทำธรรมนูญป่าชุมชนประกอบด้วย (1) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความชอบธรรม (2) การกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกให้ชัดเจนเพื่อความเป็นระบบ (3) การจัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง และ (4) การสร้างมาตรการควบคุมดูแลผ่านความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานราชการ เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6758คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดระยอง2026-03-19T20:19:01+07:00กิตติยา จามอยdai.kittiya@gmail.comวลัยพรรณ อ้วนนาแวงdai.kittiya@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดระยอง จำนวน 291 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test และ F-test และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านภาวะผู้นำ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านความรู้ความสามารถ ตามลำดับ</p> <p> 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดระยองที่จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์ทำงาน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเอกชน ได้แก่ การอบรมด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาล การฝึกสติและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ การเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยการ Upskill และ Reskill ด้านดิจิทัล การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6845วิเคราะห์กระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนาที่โดดเด่นของชุมชนวัดถิ่นใน ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่2026-03-25T14:51:31+07:00ธนกฤต สมบัติวรรณทนาfamethanakritsombat@gmail.comพรหมเรศ แก้วโมลาfamethanakritsombat@gmail.comรวีโรจน์ ศรีคำภาfamethanakritsombat@gmail.com<p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา 2) ศึกษากระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา และ 3) วิเคราะห์กระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน นักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดถิ่นใน ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 18 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก มีค่าความตรงด้านเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมของข้อคำถาม มีค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการตีความตามบริบทของข้อมูล</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">1) หลักพุทธธรรมที่ใช้ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนสามารถอธิบายตามกรอบอริยสัจ 4 คือ ชุมชนตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมถอยด้านคุณธรรม (ทุกข์) มีสาเหตุจากการลดลงของการปลูกฝังคุณธรรมและการมีส่วนร่วมทางศาสนา (สมุทัย) และสามารถฟื้นฟูได้ด้วยการประยุกต์หลักพุทธธรรมร่วมกับแนวคิดพลังบวร (นิโรธ) ผ่านการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การอบรมคุณธรรม การปฏิบัติธรรม และการจัดประเพณี (มรรค)</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">2) กระบวนการพัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวรเป็นการบูรณาการความร่วมมือของบ้าน วัด และหน่วยงานในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมดำเนินกิจกรรม อันก่อให้เกิดความสามัคคีและความเข้มแข็งของชุมชน</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">3) การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาสามารถอธิบายตามแนวคิด </span>PDCA (Plan–Do–Check–Act) <span lang="TH">ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน การประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งทางศีลธรรม สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนตามแนวทางพระพุทธศาสนา</span></p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6384การบริหารงานด้านวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสีดา 1 และ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 62026-02-16T19:56:13+07:00ประเสริฐศิลป์ ศรีชานิลwiralphat@nmc.ac.thวิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม wiralphat@nmc.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานด้านวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 และ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานด้านวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 จำนวน 103 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปเครจซี่และมอร์แกน การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารงานด้านวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) เมื่อเปรียบเทียบตามประสบการณ์ทำงาน พบว่าโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยครูที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6574การพัฒนาโมเดลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจ แฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย2026-03-06T15:30:35+07:00เสาวณีย์ คงวุฒิปัญญาsaowaneekongwuttipanya@gmail.comศิริพร สัจจานันท์saowaneekongwuttipanya@gmail.comสุพัตรา จันทนะศิริsaowaneekongwuttipanya@gmail.comฐนันวริน โฆษิตคณินsaowaneekongwuttipanya@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย 2) ตรวจสอบความสอดคล้องข้อมูลเชิงประจักษ์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย และ 3) เป็นแนวทางในการพัฒนาโมเดลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย วิธีวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบระดับชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน จากจํานวนผู้ประกอบการ จำนวน 12,720 กิจการ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ของแฮร์ และคณะ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร จำนวน 480 กิจการ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีวิเคราะห์และพรรณนา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการตลาด สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยโปรแกรมลิสเรล </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณค่าตราสินค้า ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ การจัดการนวัตกรรม การจัดการความรู้ และความได้เปรียบในการแข่งขัน มีอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และอิทธิพลรวมของความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องของโมเดล 2) ผลการวิเคราะห์มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Model Fit) มีค่าทดสอบ คือ Chi-square = 223.84, df = 193, Chi-square/df = 1.159, P-value = 0.063, GFI = 0.943, AGFI = 0.912, RMSEA = 0.023 และโมเดลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจ แฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย มีความสัมพันธ์กันเมื่อพิจารณาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของการปรับโมเดล และ 3) การพัฒนาโมเดลปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่ม ในประเทศไทย ประกอบด้วย คุณค่าตราสินค้า ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ การจัดการนวัตกรรม การจัดการความรู้ และความได้เปรียบในการแข่งขัน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6456การสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีอิทธิพล ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์2026-02-23T11:49:46+07:00ธัญญ์ธัชวรรณ พุกโหมดparty6532@gmail.com<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อศึกษาระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 3) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 5) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสำนึกทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 6) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ 7) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน มีค่าความเชื่อมั่น 0.917 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ จากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยการสื่อสารทางการเมือง พบว่า ปัจจัยการสื่อสารทางการเมือง ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมือง พบว่า ปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมือง ทั้ง 4 ด้าน 3) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ 5) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสำนึกทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ 6) สรุปผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการเมืองกับระดับความสำนึกทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง 7) สรุปผลการวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารทางการเมืองและระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ มาจากด้านความสนใจและการติดตามประเด็นทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ รองลงมาคือ ด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ ลำดับถัดมาคือ ด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสื่อสารเชิงโต้ตอบทางการเมือง และลำดับสุดท้ายคือ ด้านความเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของตนสามารถส่งผลต่อการกำหนดนโยบายได้ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งร่วมกันอธิบายการมีส่วนร่วมทางการเมืองเชิงนโยบายสาธารณะของประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร้อยละ 31.30 (Adjusted R^2 = 0.313)</p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์มีความเห็นโดยสรุปได้ว่า 1) ปัจจัยด้านการสื่อสารการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาจากเน้นนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ความน่าเชื่อถือคือหัวใจทางการเมืองและนโยบาย การเผยแพร่สื่อมีลักษณะที่แตกต่างตามช่วงวัย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นพลังของการโต้ตอบการเมืองและนโยบาย 2) ปัจจัยระดับความสำนึกทางการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาจากการที่มองว่าความรู้คืออำนาจต่อรอง มีการตระหนักในสิทธิและหน้าที่ มีการเฝ้าระวังผ่านโซเชียล และมีความเชื่อมั่นในพลังของตนเอง</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6572โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์2026-03-05T15:25:56+07:00จารุดา สุขสงวนjaradasuksanguan@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของครู และ 2) สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นักเชิงดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานรตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยใช้วิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงของครูฯ กลุ่มตัวอย่าง เป็นครู จำนวน 338 คน ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างระยะที่ 2 สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำเซิงดิจิทัลของครูฯ ประเมินโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมฯ สถิติที่ไช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของครู ศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.11) และภาพที่พึงประสงค์ฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.60) ส่วนความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างฯ เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมีวิสัยทัตน์ดิจิทัล และการมีความร่วมมือดิจิทัล ตามลำดับ โดยสร้างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของครูฯ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการพัฒนา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเนื้อหาของโปรแกรมฯ ประกอบด้วย 4 Module ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล การมีความร่วมมือดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ใช้ระยะเวลาในการดำเนินโปรแกรมรวมทั้งสิ้น 80 ชั่วโมง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 รายการ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6815การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 7 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน2026-03-21T22:47:43+07:00อภิสิทธิ์ ศรีสุธรรมapisti12@gmail.comอุษาพร กลิ่นเกษรapisti12@gmail.com<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 7 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 48 คน ได้มาโดยการเลือกอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน จำนวน 2 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ จำนวน 2 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.8 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ 5 หมายถึงผู้ตอบมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง ผู้ตอบมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง ผู้ตอบมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ2 หมายถึงผู้ตอบมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย และระดับ 1 หมายถึง ผู้ตอบมีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานช่วยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะความแตกต่างระหว่างคดีแพ่งและคดีอาญา รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงเนื้อหากฎหมายกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การทำงานกลุ่ม และการเรียนรู้จากสถานการณ์จำลอง</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6284ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง2026-02-08T09:09:19+07:00พรพรรษ ศรีศศลักษณ์kanok1341@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 2) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ และ 4) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 248 คน เลือกแบบเจาะจงโดยการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในส่วนภูมิภาค จำนวน 76 จังหวัดๆละ 3 คน และส่วนกลาง 20 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .961 และ .970 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />2) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ 4) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร การกำกับดูแลและวินัยในการทำงาน และ การให้รางวัลและผลตอบแทน โดยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ได้ร้อยละ 93.90 และสมการพยากรณ์มีดังนี้</p> <p> สมการในการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ</p> <p> Y'= -.576 + 1.104(X<sub>3</sub>) + 0.051(X<sub>1</sub>) - 0.249(X<sub>5</sub>) + 0.214(X<sub>4</sub>)</p> <p> สมการในการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p> Z= 0.960 (X<sub>3</sub>) + 0.083 (X<sub>1</sub>) - 0.238 (X<sub>5</sub>) + 0.179(X<sub>4</sub>)</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6587การประยุกต์ใช้อริยสัจ 4 ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย2026-03-06T15:35:23+07:00จันทิรา ชัยสุขโกศลchks.492@gmail.com<p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ “อริยสัจ 4” <br />ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของความทุกข์ (ทุกข์) การวิเคราะห์เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) การเปิดโอกาสให้เกิดการดับทุกข์ (นิโรธ) และการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อย่างมีสติและปัญญา (มรรค) บทความนี้เสนอว่า การดูแลผู้ป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิตจำเป็นต้องมองอย่างองค์รวม ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยที่มีรากฐานทางพระพุทธศาสนา การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 จึงมิใช่เพียงการปลอบโยนทางใจ แต่เป็นการสร้างปัญญาให้ผู้ป่วยได้เข้าใจสภาวะของตนเองอย่างลึกซึ้ง และสามารถปล่อยวางจากความกลัว ความยึดมั่น และความทุกข์ได้อย่างแท้จริง</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .5in;"><span lang="TH">การนำแนวคิดอริยสัจ 4 มาบูรณาการในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่เพียงช่วยให้<br />ผู้ป่วยเผชิญความตายด้วยความสงบและศักดิ์ศรี แต่ยังช่วยให้ผู้ดูแล ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และอาสาสมัคร มีกรอบคิดที่ช่วยคลี่คลายภาวะความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ <br />และเกิดความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตมากยิ่งขึ้น บทความนี้ยังชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการสนับสนุนด้านจิตวิญญาณผ่านกระบวนการเจริญสติ การฟังธรรม และการสนทนาธรรม ตลอดจนข้อจำกัดและอุปสรรคในการน้อมนำหลักธรรมไปใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง</span></p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6668พุทธเกษตร : เหตุและผลสู่ความพอเพียง2026-03-13T12:33:09+07:00พระใบฎีกาพิชัย สิริธโร (ปาประลิต)Phichaypapralit@gmail.comรวีโรจน์ ศรีคำภาPhichaypapralit@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดพุทธเกษตรในฐานะกรอบ<br />การพัฒนาการเกษตรที่เชื่อมโยงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับแนวคิดความพอเพียง ท่ามกลางบริบทการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการผลิตเชิงปริมาณและผลกำไรสูงสุด จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และความไม่สมดุลของระบบนิเวศ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” ของพุทธเกษตร โดยใช้กรอบแนวคิดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) มัชฌิมาปฏิปทา สัปปุริสธรรม และหลักคุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตอย่างพอดี ควบคู่กับกรอบแนวคิดของ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่ออธิบายแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ</p> <p>พุทธเกษตรเป็นแนวทางการทำเกษตรที่มีหลักธรรมเป็น “เหตุ” หรือฐานคิดในการกำหนดวิธีคิด วิธีดำเนินชีวิต และวิธีจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ เมื่อหลักธรรมดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริง ย่อมก่อให้เกิด “ผล” คือความพอเพียงที่ปรากฏในสามมิติสำคัญ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจที่เน้นการพึ่งพาตนเองและลดต้นทุนการผลิต มิติสังคมที่ก่อให้เกิดความเอื้อเฟื้อแบ่งปันและความเข้มแข็งของชุมชน และมิติจิตใจที่นำไปสู่ความสงบ ความพอดี และความสุขจากการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แนวคิดพุทธเกษตรจึงมิใช่เพียงรูปแบบการผลิตทางการเกษตรเท่านั้น หากเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างองค์รวมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน และสามารถเป็นกรอบทางวิชาการในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยให้เกิดความมั่นคง สมดุล และยั่งยืนบนฐานคุณธรรมและวัฒนธรรมของสังคมไทย</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6809การประยุกต์ใช้โมเดล ADDIE ในการออกแบบการเรียนรู้เชิงระบบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 212026-03-21T22:46:01+07:00พัศรเบศวณ์ เวชวิริยะสกุลKatsarin.tsu@gmail.comเกศริน บินสันKatsarin.tsu@gmail.com<p>การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนจาก “การถ่ายทอดความรู้เชิงเนื้อหา” สู่ “การพัฒนาสมรรถนะ” มุ่งเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต <br />การพัฒนาสมรรถนะจึงจำเป็นต้องอาศัยการออกแบบการเรียนรู้เชิงระบบ (Systematic Instructional Design) ที่มีการวิเคราะห์องค์ประกอบและความสัมพันธ์ของตัวแปรการเรียนรู้เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โมเดล ADDIE ในฐานะกรอบแนวคิดหลักสำหรับการออกแบบการเรียนรู้เชิงระบบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและการบูรณาการระหว่างโมเดล ADDIE กับกระบวนการเชิงระบบ IPOO ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า โมเดล ADDIE ทำหน้าที่เป็น “กลไกปฏิบัติการ” ที่ทำงานภายใต้ “กรอบแนวคิดเชิงระบบ” ของ IPOO อย่างสอดคล้องกัน ขั้นตอน Analysis เปรียบเสมือนการกำหนด Input ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบทเพื่อระบุสมรรถนะเป้าหมายที่ชัดเจน ขั้น Design และ Development สอดคล้องกับ Process เป็นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการพัฒนาสื่อที่บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นสมรรถนะขั้นสูง ขั้น Implementation เชื่อมโยงกับ Output ที่สะท้อนผลของการจัดการเรียนรู้ผ่านพฤติกรรมการเรียนรู้และผลงานจริงของผู้เรียน และขั้น Evaluation มุ่งเน้นที่ Outcome ซึ่งเป็นการประเมินผลลัพธ์ระยะยาวของสมรรถนะที่แท้จริงของผู้เรียน การบูรณาการโมเดล ADDIE และ IPOO ทำให้การออกแบบการเรียนรู้เป็นไปตามหลักการเชิงระบบที่ครบวงจร มีการวนซ้ำและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ช่วยให้ครูและนักออกแบบการเรียนรู้สามารถสร้างหลักสูตรที่มุ่งเป้าหมายไปที่สมรรถนะหลักในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6807แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ผ่านการเล่นของเด็กปฐมวัยใน และนอกห้องเรียนตามกรอบแนวคิด 5P PLAY Model2026-03-21T22:43:02+07:00สยมพร ทองเนื้อดีChompoopraw.ming@gmail.comชมพูพราว มิ่งมงคลChompoopraw.ming@gmail.comพิชญาดา ดำแก้วChompoopraw.ming@gmail.comเบญจรัตน์ เรือนงามChompoopraw.ming@gmail.comอภิสิทธิ์ ลีเลิศChompoopraw.ming@gmail.comวิลาวัณย์ ฐีตะธรรมานนท์Chompoopraw.ming@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ผ่านการเล่นของเด็กปฐมวัย ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ของนักการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมมุมมองด้านพัฒนาการเด็ก ทฤษฎีการเรียนรู้ แนวคิดทางการศึกษาปฐมวัย สื่อและนวัตกรรม ตลอดจนประเด็นด้านความปลอดภัยในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ โดยเป็นบทความทบทวนวรรณกรรม ที่ใช้แนวทางการสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า การเล่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยอย่างองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา รวมถึงส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนที่มีโครงสร้างชัดเจน และนอกห้องเรียนที่เน้นประสบการณ์ตรง ควรได้รับการบูรณาการอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมาย สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กและบริบททางสังคมในปัจจุบัน</p> <p> บทความนี้จึงนำเสนอกรอบแนวคิด “5P PLAY Model” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Play (ความเข้าใจการเล่นของเด็ก) Plan (การวางแผนการเล่น) Place (การจัดพื้นที่การเล่น) Provide (การจัดเตรียมสื่อและอุปกรณ์) และ Promote (การสนับสนุนและประเมินการเล่น) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างเป็นระบบ</p> <p> แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูปฐมวัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่ปลอดภัย มีความหมาย และเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6451รูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม2026-02-23T11:42:02+07:00พระครูวิหารกิจจานุยุตParasatporn1959@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ<br />การบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม ภายใต้บริบทของสังคมร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้บทบาท หน้าที่ และกระบวนการดำเนินงานขององค์กรทางศาสนาจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเหมาะสม ประเด็นสำคัญ คือ ความท้าทายของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยต้องไม่ขัดแย้งหรือบั่นทอนพระธรรมวินัย และคุณค่าพื้นฐานของพระพุทธศาสนา บทความนี้ครอบคลุมการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในมิติต่าง ๆ ได้แก่ การบริหารด้านโครงสร้าง และการปกครอง การบริหารด้านการสื่อสารและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การบริหารด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรคณะสงฆ์ และการบริหารด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการอธิบาย และเชื่อมโยงกันในแต่ละด้าน เพื่อสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดการบริหารสมัยใหม่กับคุณธรรมทางพระพุทธศาสนา</p> <p>สาระสำคัญของบทความชี้ให้เห็นว่าการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคดิจิทัลไม่ควรมุ่งเน้นเพียงความรวดเร็ว ความสะดวก หรือประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของเทคโนโลยี หากแต่ต้องให้ความสำคัญกับการใช้อำนาจอย่างมีธรรมาภิบาล การสื่อสารอย่างถูกต้องเหมาะสม และการตัดสินใจบนพื้นฐานของสติ ปัญญา และความพอประมาณ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับหลักพุทธธรรมอย่างเหมาะสมย่อมช่วยเสริมสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทั้งยังเป็นการกำหนดทิศทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เกิดความสมดุลระหว่างการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมกับการธำรงรักษาอัตลักษณ์ และคุณค่าของพระพุทธศาสนาอันเอื้อต่อความมั่นคง และความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในระยะยาว</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6508การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการเลือกตั้ง: แนวทางเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้ง2026-02-25T19:57:56+07:00ณฐพร กายสิทธิ์chanchaijew@rsu.ac.thชาญชัย จิวจินดาchanchaijew@rsu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของระบบการเลือกตั้งปัจจุบัน 2) ศึกษาคุณสมบัติของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่สามารถนำมาใช้ในระบบเลือกตั้ง และ 3) พัฒนาแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยของการเลือกตั้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และประชาชนทั่วไป รวมทั้งการวิเคราะห์เอกสารและกรณีศึกษาต่างประเทศ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระบบการเลือกตั้งไทยยังประสบปัญหาความไม่โปร่งใสและความเชื่อมั่นในกระบวนการ เช่น การนับคะแนนที่ขาดความเปิดเผย การเข้าถึงข้อมูลจำกัด และความเสี่ยงต่อการแทรกแซงข้อมูล เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยคุณสมบัติด้านความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ ความปลอดภัยของข้อมูล และการยืนยันตัวตน ทำให้การลงคะแนนและการนับคะแนนตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงจากการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเลือกตั้ง ในเชิงนโยบาย ผลการศึกษานำเสนอแนวทางเชิงบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ (1) การจัดตั้งคณะกรรมการเทคโนโลยีเลือกตั้งแห่งชาติภายใต้ กกต. เพื่อกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐาน (2) การพัฒนา Consortium Blockchain พร้อมระบบต้นแบบเลือกตั้งที่ตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ (3) การปรับปรุงกฎหมายให้รองรับการลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ (4) การสร้างความรู้และความเข้าใจต่อประชาชนผ่านการอบรมและพื้นที่ทดลองใช้ ผลวิจัยชี้ว่า การประยุกต์ใช้บล็อกเชนไม่เพียงเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัย แต่ยังเป็นรากฐานของ “ธรรมาภิบาลดิจิทัล” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการใช้อำนาจรัฐอย่างแท้จริง</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6469การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ในจังหวัดกระบี่2026-02-24T12:08:58+07:00สมยศ ตันติธัญญพงษ์s6686011111@pkru.ac.thอัจฉราพรรณ พุ่มผกาs6686011111@pkru.ac.thสมคิด นาคขวัญs6686011111@pkru.ac.th<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล 2) ศึกษาปัญหา และอุปสรรคการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และ3) ศึกษาข้อเสนอแนะในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าฝ่าย และครูผู้สอน จำนวน 312 คน ใช้ตารางเครจซี่ และมอร์แกน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างกับกลุ่มเป้าหมาย และการรวบข้อมูลเอกสารต่าง ๆ มาวิเคราะห์ในเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในจังหวัดกระบี่โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักประสิทธิภาพ ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านความรับผิดชอบ ด้านการกระจายอำนาจ ด้านหลักการตอบสนอง ด้านคุณธรรม ด้านหลักประสิทธิผล ด้านความเสมอภาค 2) การศึกษาสภาพปัญหา และอุปสรรค การขาดความโปร่งใส และการจัดการทรัพยากรไม่คุ้มค่ามีการแก้ปัญหาโดยใช้หลักธรรมาภิบาล และสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ปกครอง และชุมชน 3) ควรส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนเอกชนโดยเริ่มจากการสร้างความเข้าใจปลูกจิตสำนึก จากทุกภาคส่วน ผ่านการอบรม การพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ และการสนับสนุนจากภาครัฐ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6487อัตลักษณ์ของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่2026-02-25T19:49:00+07:00เรฌารัญ ทองสุขanaporn@feu.ac.thศศิกานต์ เอ็ดเวิร์ดanaporn@feu.ac.thอนาภรณ์ วงค์สถานanaporn@feu.ac.thภาณุพงศ์ ปราบชนะanaporn@feu.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์และความโดดเด่นของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัย<br />เชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ปลูกกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ จำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า คุณภาพของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านกระบวนการผลิตต้นน้ำและกลางน้ำเป็นหลัก รองลงมาด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ และด้านการจัดการและพัฒนาศักยภาพชุมชน ตามลำดับ 2) อัตลักษณ์และความโดดเด่นของกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ <br />พบว่าด้านคุณภาพกาแฟดอยหลวงชุมชนบ้านปางมะโอมีศักยภาพมากที่สุด รองลงมาได้แก่ <br />ด้านอัตลักษณ์กาแฟ และด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามลำดับ ข้อเสนอแนะควรส่งเสริมด้านการตลาดปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6506การจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญ: การศึกษาและวิเคราะห์ ปัจจัยความสำเร็จและอุปสรรค พร้อมแนวทางการพัฒนา อย่างยั่งยืน2026-02-25T19:55:23+07:00จันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรีchanchaijew@rsu.ac.thชาญชัย จิวจินดาchanchaijew@rsu.ac.th<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญ 2) วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและอุปสรรคของการจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนให้เกิดความยั่งยืนทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยเทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญมีลักษณะการดำเนินงานที่อาศัยกลไกของชุมชนเป็นฐาน โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญประกอบด้วย ภาวะผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ความชัดเจนของบทบาทและโครงสร้างองค์กรในระดับพื้นที่ ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ขณะที่อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความไม่ชัดเจนและความไม่ต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ การขาดแคลนงบประมาณ ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคนิคในการจัดการทรัพยากรน้ำ</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6825ปัจจัยความสำเร็จในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน : กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเขาเฒ่า จังหวัดพังงา2026-03-22T22:07:44+07:00วิลาวัลย์ รอดสุดbowwilawan40@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเขาเฒ่า จังหวัดพังงา และ 2) ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเขาเฒ่า จังหวัดพังงา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative content analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน พบว่า การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนบ้านเขาเฒ่า จังหวัดพังงา มีปัจจัยความสำเร็จสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การสร้างภาคีเครือข่าย การประชาสัมพันธ์ และการบริการชุมชน โดยโรงเรียนเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 2) ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน พบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลา ความพร้อมของผู้ปกครอง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และงบประมาณในการดำเนินงาน สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ขยายความร่วมมือกับ ภาคีเครือข่าย และพัฒนาระบบการสื่อสาร รวมถึงการบริการชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6669จริยธรรมกับชีวิต2026-03-13T12:35:22+07:00พระใบฎีกาพิชัย สิริธโร (ปาประลิต) Phichaypapralit@gmail.com<p>หนังสือ “จริยธรรมกับชีวิต” เป็นเป็นผลงานด้านจริยศาสตร์และปรัชญาชีวิตที่มุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหลักคุณธรรมกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างเป็นระบบ ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานทางจริยธรรม ทั้งในมิติของความหมาย ความสำคัญ และบทบาทของจริยธรรมต่อการพัฒนาบุคคลและสังคม เนื้อหาเน้นการทำความเข้าใจชีวิตมนุษย์ในฐานะสิ่งมีคุณค่า และชี้ให้เห็นว่าการมีหลักยึดทางศีลธรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ โดยเชื่อมโยงความสุข ความดี และความสำเร็จเข้ากับการประพฤติปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม ผู้เขียนอธิบายมาตรฐานในการตัดสินปัญหาทางจริยธรรมอย่างมีเหตุผล ชี้ให้เห็นความสำคัญของมโนธรรม ความรับผิดชอบ และการใช้ปัญญาในการพิจารณาการกระทำต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเสนอหลักธรรมที่จำเป็นต่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ในอีกด้านหนึ่ง หนังสือได้วิเคราะห์จริยธรรมในบริบทสังคมไทย โดยสะท้อนถึงค่านิยม วัฒนธรรม และปัญหาทางศีลธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมร่วมสมัย พร้อมทั้งเสนอแนวทางส่งเสริมและพัฒนาจริยธรรมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ผลงานชิ้นนี้จึงมิได้เป็นเพียงตำราทางทฤษฎี หากแต่เป็นคู่มือแนวคิดที่ช่วยให้ผู้อ่านตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรมในการดำรงชีวิต และสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งในระดับส่วนบุคคลและสังคมโดยรวมสำหรับหนังสือ จริยธรรมกับชีวิต ของผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญมี แท่นแก้ว พิมพ์ครั้งที่ 7 จำนวน 1,000 เล่ม จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย โอเดียนสโตร์ กรุงเทพมหานคร รูปเล่มหนังสือมีขนาด 167 x 230 x 70 มม. น้ำหนักประมาณ 160 กรัม ใช้กระดาษชนิด กระดาษถนอมสายตา ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนและทำให้อ่านต่อเนื่องได้สบายตา โดยเนื้อหาของหนังสือมีจำนวนทั้งสิ้น 6 บท รวม 162 หน้า โดยเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการอธิบายหลักจริยธรรมพื้นฐาน ไปจนถึงการ ประยุกต์ใช้จริยธรรมในชีวิตประจำวันและสังคมไทย โครงสร้างเนื้อหามีความเป็นระบบ ชัดเจน และเหมาะสำหรับใช้เป็นตำราประกอบรายวิชาด้านจริยศาสตร์หรือปรัชญาชีวิต ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่สนใจพัฒนาคุณธรรมและแนวคิดในการดำเนินชีวิตอย่างมีหลักการ ในด้านรูปแบบภายนอก ตัวเล่มใช้ โทนปกหลากสี มีรูปวัด แม่น้ำ และถนนที่ผุ้คนกำลังสัญจร ด้านบนมุมซ้ายเป็นรูปวงกลมสีเหลืองเป็นตรงของโรงพิมพ์โอเดียนสโตร์ มีชื่อหนังสือเขียนด้วยอักษรสีเหลืองว่า จริยธรรมกับชีวิต และต่อด้วยตัวหนังสืออักษรสีขาวเขียนชื่อผู้แต่งว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญมี แท่นแก้ว ส่วนปกหลังมีรูปและประวัติของผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญมี แท่นแก้ว (ประวัติ ตำแหน่งปัจจุบันงานแต่งตำรา วิชาชุดครู (ร่วมกับคณะ ชุดสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม) ด้านตรงกันข้ามมีตราและรายชื่อสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ สาขาวังบูรพา สาขาสยามสแควร์ สาขาปิ่นแก้ว สำหรับข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ คือ บุญมี แท่นแก้ว, จริยธรรมกับชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2552. ISBN : 978-974-277-600-8</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6588วิธีเอาชนะสมองที่คิดลบ2026-03-06T15:39:59+07:00จันทิรา ชัยสุขโกศลchks.492@gmail.com<p>หนังสือ วิธีเอาชนะสมองที่คิดลบ ของ Jon Acuff (ต้นฉบับคือ Soundtracks The Surprising Solution to Overthinking) เป็นผลงานด้านจิตวิทยาพัฒนาตนเองที่มุ่งอธิบายปรากฏการณ์ “การคิดมากเกินไป” ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ความคิดไม่ได้เกิดขึ้นแล้วจบไป หากแต่ทำงานซ้ำ ๆ เสมือน “เพลงประกอบ” ที่เปิดคลออยู่ในใจตลอดเวลา เมื่อเพลงนั้นเป็นความคิดลบ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่ออารมณ์ การตัดสินใจ และคุณภาพชีวิตอย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า เรากำลังปล่อยให้ความคิดควบคุมชีวิต หรือเราสามารถเลือกควบคุมความคิดได้เอง ผู้เขียนเสนอว่า การคิดมากไม่ใช่สัญญาณของความฉลาดเสมอไป แต่บ่อยครั้งกลับเป็นกับดักที่ทำให้เราหยุดนิ่ง ไม่กล้าตัดสินใจ และบั่นทอนความมั่นใจในตนเอง เขาอธิบายว่าความคิดลบมักมาในรูปแบบของประโยคสั้น ๆ ที่ย้ำซ้ำ เช่น “ฉันทำไม่ได้” หรือ “มันต้องล้มเหลวแน่” ซึ่งเมื่อถูกทบทวนซ้ำ ๆ จะกลายเป็นความเชื่อฝังลึก สาระสำคัญในบทนำจึงมุ่งสร้างความตระหนักรู้ว่า มนุษย์มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนเพลง” ทางความคิดได้ หากเราตระหนักถึงกลไกการทำงานของสมองและเลือกสร้างชุดความคิดใหม่ที่มีพลังบวกและตั้งอยู่บนความจริง หนังสือไม่ได้เสนอเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี หากแต่เน้นวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ด้วยภาษาที่เป็นกันเอง ผสมผสานเรื่องเล่าส่วนตัว งานวิจัย และกรณีศึกษา ผู้เขียนทำให้ประเด็นทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว บทนำจึงทำหน้าที่เสมือนการชวนผู้อ่านสำรวจเสียงในใจของตนเอง และตั้งต้นการเดินทางสู่การปรับเปลี่ยนความคิดอย่างมีสติ หนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงคู่มือจัดการความคิดลบเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางพัฒนาทัศนคติใหม่ที่ช่วยให้ผู้อ่านใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจ ชัดเจน และมีพลังมากยิ่งขึ้น</p> <p>สำหรับหนังสือหนังสือ วิธีเอาชนะสมองที่คิดลบ ของ Jon Acuff (ต้นฉบับคือ Soundtracks The Surprising Solution to Overthinking) ฉบับภาษาไทย พิมพ์ครั้งแรก จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์วีเลิร์น (WeLearn) กรุงเทพมหานคร รูปเล่มหนังสือมีขนาด 12.8 x 18.5 x 1.6 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 0.266 กิโลกรัม ใช้กระดาษชนิด กระดาษถนอมสายตา ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนและทำให้อ่านต่อเนื่องได้สบายตา เหมาะสำหรับหนังสือแนวจิตวิทยาและพัฒนาตนเองที่ต้องการการอ่านอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของหนังสือมีจำนวนทั้งสิ้น 10 บท รวมความยาว 272 หน้า โครงสร้างเนื้อหาแบ่งเป็นบทนำ เนื้อหาหลักสิบบท บทสรุป และภาคผนวกท้ายเล่ม ลักษณะการเรียบเรียงใช้ภาษากึ่งเล่าเรื่อง ผสมผสานงานวิจัย ตัวอย่างเหตุการณ์จริง และเทคนิคเชิงปฏิบัติที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ได้ทันที ในด้านรูปแบบภายนอก ตัวเล่มใช้ โทนปกสีเหลืองสด ทำให้หนังสือมีความโดดเด่น สะดุดตา และสะท้อนแนวคิดเชิงบวก ด้านหน้าปกระบุชื่อหนังสือขนาดใหญ่ชัดเจนว่า “วิธีเอาชนะสมองที่คิดลบ” พร้อมชื่อผู้เขียน “Jon Acuff” และข้อความโปรยที่สื่อถึงแนวคิดการจัดการความคิดฟุ้งซ่านหรือการคิดมากเกินไป ส่วนด้านหลังปกมีข้อความเขียนว่า มองโลกในแง่ร้าย ชอบคิดมากโดยไม่จำเป็น ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ มีความคิดแย่ๆ วิ่งวนในหัวอยู่ตลอด บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณ แต่เป็นสมองของคุณต่างหาก เพราะมันโปรดปรานการคิดลบ! สมองถูกสร้างมาให้เปิด “เพลง” แย่ ๆ และเล่นวนซ้ำๆ ในหัวแบบไม่รู้จบสิ้น จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เราก็มักจะเผลอคิดลบโดยไม่รู้ตัว หนังสือเล่มนี้จะให้คำแนะนำแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อช่วยให้คุณหา “เพลงใหม่” เข้ามาแทน ซึ่งเป็นเพลงที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นมนุษย์คิดบวกได้อย่างง่ายดาย “เรียบง่าย แต่ทรงพลังนี่แหละ หนังสือที่คุณต้องจำไปตลอดชีวิต!” - Seth Godin ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Purple Cow โดยภาพรวม รูปเล่มและการออกแบบมีลักษณะทันสมัย เรียบง่าย แต่โดดเด่น สอดคล้องกับเนื้อหาที่มุ่งเน้นการพัฒนาความคิดและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อ่านอย่างชัดเจน สำหรับข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ คือ Jon Acuff, (กมลพร เปี่ยมเชาว์, แปล), วิธีเอาชนะสมองที่ชอบคิดลบ (Soundtracks The Surprising Solution to Overthinking), กรุงเทพมหานคร: วีเลิร์น, พิมพ์ครั้งที่ 1, 2568. ISBN : 9786162878107</p>2026-04-06T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคมhttps://so12.tci-thaijo.org/index.php/JISDIADP/article/view/6453การประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย2026-02-23T11:44:41+07:00พระมหาชินกร สุจิตโตchinza44@gmail.comเกษฎา ผาทองketsada.iadp@gmail.comพระครูสังฆรักษ์ ยศวีร์ ปมุตฺโตchinza44@gmail.comพระมหาอรุณ ปญฺญารุโณchinza44@gmail.comอธิชา เอี่ยมวิลัยchinza44@gmail.com<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2564) และ หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2564) 2) เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2564) และ หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2564) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม คือ การเชิงปริมาณ โดยทำการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษา จำนวน 64 คน ได้มาโดยการเลือกแบบกำหนดโควต้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2564) และหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2564) มีระดับคุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์สูงที่สุด โดยได้ค่าเฉลี่ยรวม 4.56 เมื่อจำแนกเป็นรายด้านและเรียงลำดับจากคะแนนเฉลี่ยมากไปน้อย พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่ออาจารย์ผู้สอนมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.66) รองลงมาคือ ด้านการวัดและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย 4.65) ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณลักษณะบัณฑิตตามที่หลักสูตรมุ่งหวัง (ค่าเฉลี่ย 4.62) ด้านโครงสร้างและการออกแบบหลักสูตร (ค่าเฉลี่ย 4.60) ด้านการจัดการเรียนการสอนในภาพรวม (ค่าเฉลี่ย 4.57) และด้านสื่อการเรียนรู้ เอกสารประกอบ อุปกรณ์ รวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย 4.28) ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของหลักสูตรทั้งในมิติบุคลากร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และระบบการประเมินผล แม้ในส่วนของทรัพยากรสนับสนุนจะมีคะแนนต่ำกว่าด้านอื่นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง</p> <p> ในส่วนของการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรทั้งสองระดับ สามารถอธิบายได้ในสามมิติสำคัญ ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า และกระบวนการดำเนินงาน สำหรับบริบทของการพัฒนา พบว่า หลักสูตรมีความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์กับปณิธานและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเชื่อมโยงกับปรัชญาและทิศทางการพัฒนาของคณะสังคมศาสตร์ อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในมิติด้านการเมืองการปกครองและการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ด้านปัจจัยนำเข้า การวิเคราะห์สะท้อนว่า วัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งความคาดหวังของสังคมและความต้องการของผู้เรียน เนื้อหาวิชามีความครอบคลุมและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง คณาจารย์และนักศึกษามีศักยภาพทั้งด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีระบบสนับสนุนการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกระบวนการดำเนินงาน พบว่า การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามแผนและกรอบที่กำหนดไว้ การประเมินผลมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง อีกทั้งยังมีระบบการให้คำปรึกษาโดยอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์พิเศษ และคณาจารย์จากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณภาพทางวิชาการและการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนโดยรวมอย่างเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน</p>2026-05-20T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม