ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม

Main Article Content

พรพิมล วิญญา
มนัสนันท์ หัตถศักดิ์
กรกฎา นักคิ้ม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาระดับของความภาคภูมิใจในตนเอง การอบรมเลี้ยงดู สัมพันธภาพในครอบครัว และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (2) ศึกษาตัวแปรสำคัญที่ทำนายความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 724 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม จำนวน 300 คน ผู้วิจัยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Sample Random Sampling) เครื่องมือใช้ในการศึกษาวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถามปัจจัยด้านความภาคภูมิใจในตนเอง แบบสอบถามปัจจัยด้านการอบรมเลี้ยงดู แบบสอบถามปัจจัยด้านสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบสอบถามความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าประสิทธิ์สัมพันธ์เพียร์สัน ค่าทดสอบค่าที ค่าเอฟ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Stepwise


ผลวิจัยพบว่า (1) นักเรียนส่วนใหญ่มีความภาคภูมิใจในตนเองในด้านย่อยบทบาทของเพื่อนที่ดีสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 (2) นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่สูงที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 (3) นักเรียนส่วนใหญ่มีสัมพันธภาพในครอบครัวในด้านย่อยการให้ความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.76 (4) นักเรียนส่วนใหญ่มีระดับความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในด้านย่อยการเข้าใจผู้อื่นสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 (5) นักเรียนที่อาศัยอยู่กับบุคคลที่แตกต่างกัน มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (6) ปัจจัยที่ร่วมกันพยากรณ์ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความภาคภูมิใจในตนเอง เพศ ความภาคภูมิใจในตนเองด้านความมุ่งมั่น และบุคคลที่นักเรียนอาศัยอยู่ด้วยโดยมีค่าสหสัมพันธ์พหุคูณมีค่าเท่ากับ .76 และทั้ง 4 ตัวแปรร่วมกันพยากรณ์ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้ร้อยละ 56.40

Article Details

ประเภทบทความ
บทความ

เอกสารอ้างอิง

กวินารัตน์ สุทธิสุคนธ์, จิราพร ชมพิกุล และเกรียงศักดิ์ ธรรมอภิพล. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อสัมพันธภาพในครอบครัวไทย. วารสารบริหารท้องถิ่น, 10(2), 151–168.

จิตราภรณ์ ทองกวด. (2555). พัฒนาการของวัยรุ่น. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชลธิชา ศรีอินทร์ และอัจฉรา ศรีพันธ์. (2567). การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะความเห็นอกเห็นใจในโลกดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนขนาดพิเศษ จังหวัดพิษณุโลก. วารสารการศึกษา, 11(3), 478–491.

ณัฐวดี ละออสุข. (2561). พฤติกรรมการเลี้ยงดูของผู้ปกครองกับระดับความเห็นอกเห็นใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารจิตวิทยา, 34(2), 88–104.

ยุทธนา ไชยจูกุล. (2545). การพัฒนาทักษะทางอารมณ์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจผู้อื่น. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปิยะวดี สิงห์พันธ์. (2544). จิตวิทยาครอบครัว. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

ประภัสสร อินทร์จันทร์. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารวิจัยทางการศึกษา, 14(1), 59–71.

ศิริพร นาคสุวรรณ์. (2563). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. วารสารการแพทย์และสุขภาพ, 6(1), 42–53.

ลภัสรดา ซื่อตรง, ชุติมา กลิ่นหอม และปวีณา ธรรมศักดิ์. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างความเห็นอกเห็นใจภายในครอบครัวกับทัศนคติของวัยรุ่นในเขตเมือง. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, 27(2), 88–102.

วิภาวี ศิริมงคล. (2561). อิทธิพลของปัจจัยทางครอบครัวต่อพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 41(2), 101–112.

อภิวัฒน์ แก่นจำปา. (2561). การเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนภาคตะวันออก (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Alper Yontar, & Selma Yel. (2018). The relationship between empathy and responsibility levels of 5th grade students: A sample from Turkey. International Journal of Education & Literacy Studies, 6(4), 76–84.

Awiszus, A., Koenig, M., & Vaisarova, J. (2022). Parenting styles and their effect on child development and outcome. Journal of Student Research, 11(3), 1–10.

Baumrind, D. (1971). Current patterns of parental authority. Developmental Psychology, 4(1, Pt.2), 1–103.

Gökap, A., & Inel, Y. (2022). An analysis of secondary school students' empathy skills in terms of student- and school-related variables. Educational Policy Analysis and Strategic Research, 17(1), 40–57.

Heatherton, T. F., & Polivy, J. (1991). Development and validation of a scale for measuring state self-esteem. Journal of Personality and Social Psychology, 60(6), 895–910.

Lee, I. S. (2019). Study on self-esteem, communication skills, and empathy in junior college students. Journal of the Korea Academia-Industrial Cooperation Society, 20(10), 358–365.

Rogers, C. R. (1972). On becoming a person: A therapist’s view of psychotherapy. Houghton Mifflin.

Triana, R., Keliat, B. A., & Sulistiowati, N. M. D. (2019). The relationship between self-esteem, family relationships and social support as the protective factors and adolescent mental health. Humanities & Social Sciences Reviews, 7(1), 41–47.

Tsuchie, R., Hiramatsu, Y., Sano, A., & Nakazawa, Y. (2021). The role of self-esteem and social support in adolescent mental health: A cross-sectional study of Japanese junior high school students. Asian Journal of Psychiatry, 56, 102547.

Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper & Row.