วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR
<p><a title="E-ISSN-[JERR]" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-1936" target="_blank" rel="noopener"><strong>ISSN:</strong> 3057-1936 [Online]</a></p> <p><strong>กำหนดออก: </strong>3 ฉบับต่อปี ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารสื่อวิชาการและวิจัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong>: </strong>ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewed) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารสื่อวิชาการและวิจัยจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ และทางวารสารได้กำหนดความคล้ายของเนื้อหาบทความกับเอกสารที่เผยแพร่แล้วและเอกสารที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดใน ThaiJO (ทั้งเอกสาร) ด้วยโปรแกรม CopyCatch ในระดับ <strong>ไม่เกิน 25% </strong></p> <p>2. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารสื่อวิชาการและวิจัยนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารสื่อวิชาการและวิจัย ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p>
Baworn's Foundation For Religion and Culture Studies
th-TH
วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
3057-1936
<p>บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p>
-
ประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8382
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรที่ศึกษา คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test แบบ Independent samples) และ F-test (one way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความรวดเร็ว รองลงมา ด้านคุณภาพของงานและด้านความคุ้มค่าของทรัพยากร และด้านปริมาณงาน ตามลำดับ 2. ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
สุดารัตน์ อุ่นวงศ์
พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-01
2026-10-01
2 3
1
10
-
การพัฒนาความสามารถด้านการแต่งประโยคภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ Doing Model สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสันกำแพง
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8538
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการแต่งประโยคภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ Doing Model สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสันกำแพง ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ Doing Model กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน โรงเรียนบ้านสันกำแพง โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง ด้วยวิธีการใช้กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว เพื่อวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบ t-test Dependent</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการแต่งประโยคภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ Doing Model สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสันกำแพงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ Doing Model อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
รัชนีวรรณ ปู่ขาว
ชนาพร ประมวลกิตติศรี
พนิตพร การัณกิจธำรงกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-01
2026-10-01
2 3
11
18
-
การบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8383
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 383 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และ F-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนมีความคิดเห็นว่าการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านถนน โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำประปา โครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าส่องสว่าง ตามลำดับ 2. ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ไม่แตกต่างกัน</p>
วิชญะ เหลืองอ่อน
พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-01
2026-10-01
2 3
19
28
-
ตัวแปรปัจจัยเชิงบริหารกับการมุ่งผลสัมฤทธิ์สถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8666
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวแปรปัจจัยเชิงบริหารกับการมุ่งผลสัมฤทธิ์สถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 385 คน ซึ่งได้มาโดยการเปิดตารางกำหนดขนาดตัวอย่างของ Cochran เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยเชิงบริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมุ่งผลสัมฤทธิ์สถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .845) โดยองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์สูงสุด ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ รองลงมา คือ การมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง การบริหารงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารทรัพยากรบุคคล ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ปัจจัยเชิงบริหาร 4 ด้าน ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง การบริหารงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารทรัพยากรบุคคล สามารถร่วมกันพยากรณ์การมุ่งผลสัมฤทธิ์สถานศึกษาได้ร้อยละ 74.60 (R² = .746) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ การมุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง การบริหารงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารทรัพยากรบุคคล ตามลำดับ</p>
จณิสตา พิมพ์จันทา
โสภี วิวัฒน์ชาญกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-01
2026-10-01
2 3
29
39
-
ความต้องการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8398
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เปรียบเทียบความต้องการพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากร คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test แบบ Independent samples) และ F-test (one way ANOVA) และทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนมีความต้องการพัฒนาท้องถิ่น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการประปา ด้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้านการคมนาคม ด้านสวัสดิการสังคม และด้านไฟฟ้าและแสงสว่าง ตามลำดับ 2. ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความต้องการพัฒนาท้องถิ่นไม่แตกต่างกัน</p>
ดรัญภพ เข็มจรูญ
พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-01
2026-10-01
2 3
40
50