https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/issue/feed วารสารสื่อวิชาการและวิจัย 2026-08-28T08:21:34+07:00 Dr.Natiprada Chaisin jerr2568@gmail.com Open Journal Systems <p><a title="E-ISSN-[JERR]" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3057-1936" target="_blank" rel="noopener"><strong>ISSN:</strong> 3057-1936 [Online]</a></p> <p><strong>กำหนดออก: </strong>3 ฉบับต่อปี ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม– สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) </p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์: </strong></p> <p>วารสารสื่อวิชาการและวิจัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษาและนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong>: </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong>: </strong>ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ในลักษณะปกปิดความลับของทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewed) ที่ผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ หรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความก็ไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นกัน</p> <p><strong>คำชี้แจงในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</strong></p> <p>1. บทความที่ส่งมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารสื่อวิชาการและวิจัยจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งวิชาการอื่นๆ และทางวารสารได้กำหนดความคล้ายของเนื้อหาบทความกับเอกสารที่เผยแพร่แล้วและเอกสารที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดใน ThaiJO (ทั้งเอกสาร) ด้วยโปรแกรม CopyCatch ในระดับ <strong>ไม่เกิน 25% </strong></p> <p>2. ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารสื่อวิชาการและวิจัยนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารสื่อวิชาการและวิจัย ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีข้อผูกพันด้วยประการใดๆ ทั้งปวง</p> https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8381 ความคิดเห็นของประชาชนต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2026-07-15T23:44:52+07:00 นวมินทร์ เจริญช่าง nawanintr@gmail.com พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์ patsin@nmc.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เปรียบเทียบ ความคิดเห็นของประชาชนต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากร คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 339 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 3) ทดสอบค่า t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านคุณธรรมจริยธรรม รองลงมา ด้านความรู้ความสามารถ ด้านบุคลิกภาพ และด้านสติปัญญา และ 2. ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่แตกต่างกัน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8322 การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐ ที่ว่าอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2026-07-10T23:53:00+07:00 สัญญา คำอิน kokib.181994@gmail.com ธาราทิพย์ มูลศาสตร์ tharathip.182537@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐของที่ว่าอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาอิทธิพลของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลที่มีต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐของที่ว่าอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและการยกระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐของที่ว่าอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 132 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความโปร่งใส และหลักความคุ้มค่าคุณภาพการให้บริการภาครัฐโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ รองลงมา ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ การเอาใจใส่และความเข้าใจประชาชน ความเชื่อถือได้ของการบริการ และความรวดเร็วในการตอบสนอง ผลการวิเคราะห์พบว่า การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ (r = .750, p &lt; .01) และตัวแปรทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ หลักความคุ้มค่า (X6) หลักความโปร่งใส (X3) หลักนิติธรรม (X1) หลักการมีส่วนร่วม (X4) หลักคุณธรรม (X2) และหลักความรับผิดชอบ (X5) สามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพการให้บริการภาครัฐได้ร้อยละ 56.30 (R² = .563, p &lt; .01) โดยมีสมการพยากรณ์ ดังนี้</p> <p> Ŷ = .601 + .280X6 + .261X3 + .551X1 + .240X4 + .690X2 + .560X5</p> <p> Ẑ = .267ZX6 + .180ZX3 + .163ZX1 + .162ZX4 + .152ZX2 + .141ZX5</p> <p> ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่า หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกเสนอว่า การพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลในอนาคตควรมุ่งเน้นการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ เพิ่มความพึงพอใจของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8384 บทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2026-07-14T09:02:06+07:00 ศิวเวท พลานนท์ Siwawet@gmail.com พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์ patsin@nmc.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เปรียบเทียบบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้นำชุมชนในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ผู้นำกลุ่มอาชีพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กรรมการหมู่บ้าน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test (one way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยพบว่าด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน 2. ผู้นำชุมชน ที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่แตกต่างกัน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/7746 ทุนนิยมกับการศึกษาไทย: ความเหลื่อมล้ำและการผลิตซ้ำทางสังคม 2026-06-10T11:33:49+07:00 เทมส์นที ชินะผา thames@stjohn.ac.th ศรุตานนท์ ชอบประดิษฐ์ drnita2020@gmail.com โอม หุวะนันทน์ omhuva@gmail.com <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยมกับการศึกษาไทย โดยมองการศึกษาในฐานะกลไกทางสังคมและการเมืองที่ทำหน้าที่ผลิตแรงงาน สนับสนุนระบบเศรษฐกิจ และผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นผ่านโครงสร้างทางการศึกษา โดยอาศัยแนวคิดเชิงวิพากษ์ของนักปรัชญาเมธีชาวตะวันตก เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทุน อำนาจ อุดมการณ์ และการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงตีความและเชิงวิพากษ์เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับระบบการศึกษาดำเนินอยู่ภายใต้ตรรกะของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ และส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา การเคลื่อนย้ายทางสังคม และความสัมพันธ์ทางชนชั้น</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระบบการศึกษาไทยมิได้ทำหน้าที่สร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สถาบันการศึกษามักเอื้อประโยชน์แก่ผู้เรียนที่มีทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมสูงกว่า ส่งผลให้ผู้เรียนจากครอบครัวที่มีฐานะดีสามารถเข้าถึงโรงเรียนชั้นนำ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางสังคมได้มากกว่า ขณะที่ผู้เรียนจากครอบครัวยากจนและกลุ่มชายขอบต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ลดทอนโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการศึกษาและการยกระดับสถานะทางสังคม นอกจากนี้กระบวนการทำให้การศึกษากลายเป็นสินค้า ภายใต้ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ได้เปลี่ยนสถานะของการศึกษาจาก “สาธารณประโยชน์” ไปสู่ “สินค้าที่ต้องแข่งขัน”ความสำเร็จทางการศึกษาถูกวัดผ่านคะแนนสอบ การจัดอันดับ และตัวชี้วัดเชิงเศรษฐกิจ ส่งผลให้อุดมการณ์แบบคุณธรรมตามความสามารถกลายเป็นเรื่องปกติ และบดบังเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำ ระบบการศึกษาจึงกลายเป็นกลไกทางอุดมการณ์ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ความไม่เท่าเทียมและลดทอนการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้เรียน และในอนาคตการปฏิรูปการศึกษาไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามการปรับปรุงเชิงนโยบายแบบผิวเผิน และหันมาเผชิญหน้ากับอิทธิพลเชิงโครงสร้างของระบบทุนนิยมอย่างจริงจัง โดยควรมุ่งส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม การเรียนรู้เชิงวิพากษ์ การมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย และการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เพื่อให้การศึกษากลายเป็นเครื่องมือ แห่งการปลดปล่อยมนุษย์ มากกว่าการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำและการครอบงำทางชนชั้น</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย https://so12.tci-thaijo.org/index.php/JERR/article/view/8279 การทุจริตคอร์รัปชันกับสังคมไทย: ปัญหาและความท้าทาย 2026-07-04T17:48:45+07:00 ปิยะนุช ศรีสรานุกรม auddaprim23@gmail.com <p> บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันกับสังคมไทยจากการศึกษาพบว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นการเบียดบังทรัพย์ของทางราชการมาเป็นของตน หรือใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เป็นการให้และรับผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เกินกว่าที่ควรจะได้ ทำให้ระบบคลาดเคลื่อนเสียหาย และทำให้คนส่วนรวมเสียผลประโยชน์หรือสิทธิที่ควรจะได้รับ นับเป็นปัญหาของประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น จากผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้านการควบคุมคอร์รัปชัน ตัวชี้วัดสากลที่ใช้กันมากที่สุด คือ Corruption Perceptions Index (CPI) ของ Transparency International ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบทำให้การพัฒนาประเทศไม่เจริญก้าวหน้าเกิดการถดถอยไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ สำหรับสาเหตุของการคอร์รัปชั่นนั้น ตามทัศนะของนักปรัชญาตะวันตก จะมีความคิดเห็นตรงกันว่าล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่เป็นบาปติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดทำให้แสวงหาสิ่งที่ตนเองต้องการอยู่ตลอดเวลาและปล่อยจิตใจให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความอยาก รวมถึงสาเหตุจากภายนอกที่เป็นสิ่งแวดล้อมของสังคมรอบตัว ความท้าทายในการแก้ปัญหาถึงแม้รัฐบาล จะพยายามจัดตั้งองค์กรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้นมาก็ตาม ก็อาจจะมีส่วนช่วยในการยับยั้งไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ในช่วงขณะหนึ่ง แต่เมื่อขาดความเข้มงวดในการกำกับ เข้มงวด ปัญหาดังกล่าวก็อาจจะกลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก แต่ตามทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาทมองว่า ปัจจัยภายในเป็นสาเหตุของการคอร์รัปชันเช่นเดียวกันและบางเงื่อนไขก็มาจากปัจจัยนอกได้เช่นกันแล้วแต่กรณี แต่เมื่อพิจารณาแล้วกลับพบว่าสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นล้วนมาจากรากเหง้าความชั่วภายในใจหรืออกุศลกรรมส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจากภาวะกระตุ้นทางสังคมในส่วนที่เป็นวัตถุกามซึ่งทำให้คนทำชั่วตามสิ่งแวดล้อมหรือสังคมที่ตนอยู่ สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาสามารถนำเอาหลักพุทธธรรม ได้แก่ หลักโลกบาลธรรม 2 และหลักสุจริต 3 มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจไม่ไห้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นมา นับว่าเป็นการท้าทายให้ทุกภาคส่วนร่วมมือผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสื่อวิชาการและวิจัย