วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI
<p><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN : 2822-0056(Print) </strong><strong>ISSN 3027-8384 (Online)</strong></p> <p>รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่มีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม , ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><a href="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/rapikorn/main-red-modern-sales-process-presentation-1.png" target="_blank" rel="noopener">ขั้นตอนและระยะเวลาการส่งบทความ</a></p>
Faculty of Education, Nakhon Sawan Rajabhat University
th-TH
วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
2822-0056
-
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษา ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5831
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ และ 2) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการสอนที่สามารถปรับใช้ได้จริงในบริบทของครูยุคดิจิทัล ด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยในฐานข้อมูล TCI, SCOPUS และ ERIC ที่เผยแพร่ ในช่วง พ.ศ. 2558-2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบคัดกรองงานวิจัย 2) แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และ 3) แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สรุปเชิงเนื้อหา คัดเลือกงานวิจัย โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินเครื่องมือ จำนวน 3 คน ผลการวิจัยพบว่า จากคัดกรองงานวิจัยทั้งหมด 24 เรื่อง เรื่องที่ผ่านการพิจารณา จำนวน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 3 ปัจจัย 1) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจในการผนวกเนื้อหากับเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นในสมรรถนะตนเองและทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง 2) ปัจจัยด้านบริบท ได้แก่ ความพร้อมของทรัพยากร และภาระงาน และ 3) ปัจจัยด้านการสนับสนุน ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยผลการสังเคราะห์พบว่าปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์กรและบริบทที่เหมาะสม คือ ปัจจัยเอื้อที่ส่งผลทางบวกต่อความเชื่อมั่นในตนเอง และเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการสอนครูระดับประถมศึกษา โดยได้แนวทางการพัฒนาครูผ่านการเรียนรู้ที่เน้นการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้น กำหนดวัตถุประสงค์หรือขอบเขตที่ชัดเจน และการปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นด้วยเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการสอนที่สามารถปรับใช้ได้จริงในบริบทของครูยุคดิจิทัลต่อไปผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์</p>
สุรศักดิ์ เส็งเอี่ยม
ทยิดา เลิศชนะเดชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-08
2026-06-08
6 2
19
31
10.2822.EAI202625831
-
กระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5463
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และนำเสนอกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ภายใต้บริบทการศึกษาในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล การแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความหลากหลายของผู้เรียน ซึ่งส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนครูและการจัดการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และเกิดประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง วิธีดำเนินการใช้การศึกษาและสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การกำหนดกระบวนการนิเทศภายในที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา โดยบูรณาการการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า กระบวนการนิเทศภายในเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (2) การวางแผนการนิเทศเชิงพัฒนาโดยกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด เครื่องมือ และบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน (3) การปฏิบัติการนิเทศที่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษา การสะท้อนผล และการสนับสนุนการพัฒนาการสอนอย่างต่อเนื่อง และ (4) การติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงการนิเทศผ่านระบบข้อมูลป้อนกลับและการรายงานผลอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนในทุกขั้นตอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล การสื่อสาร การติดตามความก้าวหน้า ตลอดจนการลดภาระงานเอกสาร อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม</p>
ณัฐพิมล เกษมโชค
ชำนาญ ปาณาวงษ์
ณัฎฐ์ ชาคำมูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
6 2
111
122
10.2822.EAI202625463
-
การบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของบัณฑิตวิทยาลัยและการจัดการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5583
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอกรอบแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อการเปลี่ยนแปลง ของบัณฑิตวิทยาลัยและการจัดการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับคณะที่เกิดจากการบูรณาการโครงสร้างการบริหาร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 บทความนี้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ ในรูปแบบโมเดล วงจรนวัตกรรม 3 ระดับ ซึ่งมุ่งเปลี่ยนบทบาทองค์กรจากการเป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนทางวิชาการ สู่การเป็น องค์กรเดียว สองพลังขับเคลื่อน ที่ผสานความลึกซึ้ง ทางวิชาการ เข้ากับเครือข่ายความร่วมมือสากลอย่างไร้รอยต่อ โดยบูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลเข้าสู่พันธกิจหลัก ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การปรับกระบวนทัศน์การวิจัยสู่การแก้ปัญหาท้องถิ่นด้วยมาตรฐานสากล 2) การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนธรรมชาติ และ 3) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมีหลักการเชิงกลยุทธ์ 4 ประการ ได้แก่ 1)ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน 2)งานวิจัยท้องถิ่นสู่สากล 3)สะพานเชื่อมสากล และ4)ธรรมาภิบาลและการแข่งขัน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนวงจรนวัตกรรมทั้ง 3 ระดับให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2570</p>
สาธร ทรัพย์รวงทอง
วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
431
445
10.2822.EAI202625583
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการ โดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะชีวิต ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6738
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหา และความต้องการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการโดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้ และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการโดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะชีวิตของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้ กลุ่มเป้าหมายและประชากร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้ เครื่องมือที่ใช้ จำนวน 11 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหาของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีความท้าทายที่นักเรียนต้องเผชิญกับการหาวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันอย่างหลากหลาย ความต้องการการพัฒนานักเรียนให้มีทักษะชีวิตจึงจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน 2) ผลการพัฒนารูปแบบ ได้รูปแบบ 5 ส่วน ประกอบด้วย (1) หลักการของรูปแบบ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) ระบบและกลไกการดำเนินงานของรูปแบบ (3.1) ปัจจัยนำเข้า (3.2) กระบวนการ (3.3) ผลผลิต (4) การประเมินรูปแบบ และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบมีประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากที่สุด ความสามารถครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินทักษะชีวิตของนักเรียน ๆ ทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมิน และ 4) ผลการใช้รูปแบบมีประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากที่สุด ความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินทักษะชีวิตของนักเรียน ๆ ทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมิน ผู้เกี่ยวข้องพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
สายฝน ไทยกรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-14
2026-05-14
6 2
1
18
10.2822.EAI202626738
-
การพัฒนาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5828
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 2) เพื่อศึกษาผลการใช้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 60 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ขั้นตอนการวิจัย1)การสร้างและตรวจสอบคุณภาพ 2) การทดลองใช้ 3) การประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบทดสอบความรู้เป็นแบบเลือกตอบ แบบประเมินความสามารถในการคิดออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินความพึงพอใจการวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมีความเหมาะสมในระดับมาก 2) ผลการใช้การจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของครูอยู่ในระดับมาก</p>
อาภากร โพธิ์ดง
เนรัญชลา จารุจิตร
ทิพย์รัตน์ มาศเมธาทิพย์
กุสุมา ขันกิสกรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
6 2
32
44
10.2822.EAI202625828
-
EXAMINING THE IMPACT OF TEACHING EXPERIENCE, ADMINISTRATIVE POSITION, AND PROFESSIONAL TITLE ON TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AMONG DUAL-QUALIFIED TEACHERS: A CASE STUDY OF HONGHE VOCATIONAL AND TECHNICAL COLLEGE, YUNNAN PROVINCE, CHINA
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4256
<p>This study targeted the dual-qualified teachers of Honghe Vocational and Technical College in Yunnan Province. Using the localized Chinese version of the Transformational Leadership Questionnaire (TLQ), the research adopted a combined self-evaluation and peer-evaluation approach, resulting in a total of 215 valid responses. Descriptive and hierarchical multiple regression analyses were conducted to examine the effects of teaching experience, administrative position, and professional title on transformational leadership. Results showed that teaching experience and professional title were significant negative predictors, while administrative position was not significant. After controlling for gender, age, and education, these background variables still explained significant variance in leadership. The study recommends that vocational colleges foster cross-disciplinary collaboration and project-based leadership development to promote informal leadership, and provide continuous retraining and psychological empowerment for mid- and late-career teachers to ensure balanced and sustainable leadership growth.</p>
Li Xinghui
Pairop Rattanachuwong
Phoonchai Yawirach
Somyos Chanboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
6 2
45
58
10.2822.EAI202624256
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5981
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี และ 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.978 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเมื่อจำแนก ตามเพศ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p> </p>
ศราวุฒิ โยงทองหลาง
ภัสยกร เลาสวัสดิกุล
สรรชัย ชูชีพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-01
2026-08-01
6 2
59
71
10.2822.EAI202625981
-
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5384
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 180 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอนุบาล 3/1 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก </p> <p>2 ความสามารถความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>
พรนิภา อ่อนลำ
กุลิสรา จิตรชญาวณิช
ดุษฏี อุปการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-13
2026-08-13
6 2
72
83
10.2822.EAI202625384
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5016
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อประเมินระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู และ 3) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง การวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูจำนวน 297 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีดัชนีความตรงตามเนื้อหาตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.95 และแบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ซึ่งมีดัชนีความตรงตามเนื้อหาตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ทั้งระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวม (ค่าเฉลี่ย = 4.40, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.39) และระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูโดยรวม (ค่าเฉลี่ย = 4.33, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.46) อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับแรงจูงใจของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.67, p < .01) ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างตัวแปรทั้งสอง</p>
มธุรส อุตมะณี
ฐิตินันท์ ด้วงสุวรรณ
นันธวัช นุนารถ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-19
2026-08-19
6 2
84
97
10.2822.EAI202625016
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5718
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 315 คน แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 95 คน และครูจำนนวน 220 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามเพศในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p>
วัชรพงษ์ ไม้จันทร์ดี
ปนิดา เนื่องพะนอม
ชูชาติ พะยอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-19
2026-08-19
6 2
98
110
10.2822.EAI202625718
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมขวัญกำลังใจของครู ในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5027
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมขวัญกำลังใจครู ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการส่งเสริมความต้องการความสำเร็จ 2) ด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของคนในองค์กร 3) ด้านการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยและสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน 4) ด้านการส่งเสริมความพึงพอใจในสภาพงานที่ดี 5) ด้านการส่งเสริมโอกาสที่จะก้าวหน้าได้รับการเลื่อนขั้นหรือตำแหน่ง 6) ด้านการส่งเสริมผลประโยชน์สวัสดิการเงินเดือน และ7) ด้านการส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประชากรคือโรงเรียนขนาดเล็ก 59 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง 52 แห่ง ได้จากการเปิดตาราง เครจชี่และมอร์แกน ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 52 คน ครูผู้สอน 52 คน รวม 104 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.8 – 1.0 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมขวัญกำลังใจของครูในโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการส่งเสริมความต้องการความสำเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของคนในองค์กร อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือด้านการส่งเสริมผลประโยชน์สวัสดิการเงินเดือน อยู่ในระดับมาก</p>
ประกาศิต ปาละวงศ์
นิคม นาคอ้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-23
2026-08-23
6 2
123
131
10.2822.EAI202625027
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5738
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี และ 2)เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี จำแนกตามเพศ อายุ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 210 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.901 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างด้วยค่าเฉลี่ย(Independent Sample) t-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One -Way ANOVA) F-test ถ้ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธี แอลเอสดีของฟีชเชอร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาล จังหวัดลพบุรี เมื่อจำแนกตามเพศ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกอายุ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p> </p>
สมชาย พะนิจรัมย์
ภัสยกร เลาสวัสดิกุล
สรรชัย ชูชีพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-23
2026-08-23
6 2
132
144
10.2822.EAI202625738
-
แนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5885
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาในสังกัดดังกล่าว และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณคือแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครู รวมจำนวน 7 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความต้องการจำเป็นที่มีลำดับสูงสุด คือ การบริการห้องบริการ รองลงมาคือ การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การบริการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม และการบริการอาคารเรียน และ 3) แนวทางการบริหารงานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา ประกอบด้วย 11 ด้าน ได้แก่ การบริการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม การบริการอาคารเรียน การบริการห้องเรียน การบริการห้องบริการ การบริการห้องพิเศษ การบริการอาคารประกอบ การให้บริการน้ำดื่ม การส่งเสริมสุขภาพอนามัย การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ การสร้างและเผยแพร่เกียรติประวัติของโรงเรียน และการประเมินผลและการดำเนินงานบริการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม</p>
อนิรุจ แสงสิทธิ์
เสริมทรัพย์ วรปัญญา
ปนิดา เนื่องพะนอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
145
158
10.2822.EAI202625885
-
ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5643
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 15 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าวิชาการปฐมวัย และหัวหน้าระดับปฐมวัย รวมจำนวนทั้งสิ้น 45 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยในโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ทักษะด้านความรู้คิด คิดรวบยอด ทักษะด้านมนุษย์ และ ทักษะด้านเทคนิค ตามลำดับ</p>
สราญลักษณ์ สุดศักดา
ณิรดา เวชญาลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
159
169
10.2822.EAI202625643
-
A STUDY ON THE NEEDS TO IMPROVE THE PRACTICAL TEACHING MANAGEMENT OF FULL-TIME MASTER OF EDUCATION PROGRAMS
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5777
<p>Under the guidance of China's strategy for high-quality development of postgraduate education, practical teaching in full-time Master of Education programs has become a crucial component in cultivating students' educational literacy and practical abilities. Its management quality directly determines the effectiveness of practical teaching and the quality of talent cultivation. This study takes a local undergraduate university in China as its research subject. Based on Dewey's "learning by doing" theory and the PDCA cycle, it employs a hybrid research method combining questionnaires and semi-structured interviews to systematically analyze the current status and core issues of practical teaching management. It accurately identifies three core improvement needs: "collaboration, standardization, and development," and constructs a complete needs system. Combining the characteristics of local undergraduate universities, this research provides empirical support for similar institutions to optimize the management of practical teaching in full-time Master of Education programs and accurately align with improvement needs, enriching the research findings on the needs of practical teaching management in Master of Education programs.</p>
Ming Congmei
Zhong Yunhua
Phoonchai Yawirach
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
170
193
10.2822.EAI202625777
-
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบ SBLต่อความรู้ระบบหัวใจและหลอดเลือด และทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาพยาบาล
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5818
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินความรู้ด้านการพยาบาลผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และ (2) ประเมินการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาพยาบาลหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation-Based Learning: SBL) รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการการวิจัยเชิงทดลอง 2 กลุ่มและการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี จำนวน 100 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 50 คน และกลุ่มควบคุม 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบวัดความรู้ แบบวัดการคิดวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.79 และ 0.83 ตามลำดับ แบบสัมภาษณ์มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (Independent t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และการคิดวิเคราะห์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงถึงความเท่าเทียมกันของพื้นฐานผู้เรียนก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ SBL ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่คะแนนความรู้ ของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และข้อมูลเชิงคุณภาพการสัมภาษณ์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับการพัฒนา ความรู้จากการลงมือทำ การสรุปในขั้นตอนสุดท้ายของอาจารย์ การคิดวิเคราะห์ได้รับการพัฒนาจากการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ผ่านการเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง ร่วมกันวางแผน และตัดสินใจในสถานการณ์</p>
อนุรักษ์ แสงจันทร์
ปานเพชร สกุลคู
สุภารัตน์ พิสัยพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
194
208
10.2822.EAI202625818
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5939
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร (2) ศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัลของครู จำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครู (4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 260 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และ (2) แบบสอบถามสมรรถนะดิจิทัลของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพแลขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) สมรรถนะดิจิทัลของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพแลขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวกใน ระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ร่วมส่งผลต่อสมรรถนะดิจิทัลของครู มี 4 ตัวแปร ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์และเสริมพลังอำนาจ ด้านการเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล การกระตุ้นทางปัญญา ด้านการเอาใจใส่รายบุคคล สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ดนุพล อุตตมะ
จารุวรรณ เขียวน้ำชุม
สุมาลี ศรีพุทธรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
209
224
10.2822.EAI202625939
-
การจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5943
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา 2) ศึกษาและเปรียบเทียบความสุขในการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษากับความสุขในการปฏิบัติงานของครู 4) ศึกษาศึกษาอำนาจพยากรณ์ของการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวม 265 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และ (2) แบบสอบถามความสุขในการปฏิบัติงานของครู มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 2) ความสุขในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) การจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวกใน ระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ4) ตัวแปร การจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถานศึกษาที่ร่วมส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู มี 4 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 89</p>
วัชระ กฐินสมมิตร์
จารุวรรณ เขียวน้ำชุม
สุมาลี ศรีพุทธรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
225
243
10.2822.EAI202625943
-
การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6095
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 191 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รองลงมา คือ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุปัญญา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน พบว่า ครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในขนาดโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยโรงเรียนขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก</p>
อนุศิษฏ์ ปัญเชื้อ
น้ำฝน กันมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-24
2026-08-24
6 2
244
257
10.2822.EAI202626095
-
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5073
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 1,206 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 297 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามสัดส่วนของโรงเรียนแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.67 - 1.00 แบบสอบถามสมรรถนะของผู้บริหาร มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.99 และแบบสอบถามการบริหารความขัดแย้ง มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเอง อยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารความขัดแย้ง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การใช้อำนาจหรือบังคับ อยู่ในระดับมาก 3) สมรรถนะของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง</p>
ดลฤดี สีแตงสุก
สายทิตย์ ยะฟู
ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
6 2
258
270
10.2822.EAI202625073
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุทัยธานี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6078
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครู จำนวน 113 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเปิดตารางสำเร็จรูปเครซีและมอร์แกน และโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับสูงที่สุด คือ ด้านการสื่อสาร และด้านที่มีระดับต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร 2) ระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีระดับสูงที่สุด คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านที่มีระดับต่ำที่สุด คือ ด้านการส่งต่อนักเรียน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ปิติชัย บุญชื่น
ธนาภัสสร์ สนธิรักษ์ สนธิรักษ์
ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
6 2
271
282
10.2822.EAI202626078
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา อำเภอแม่จัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6137
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยการบริหาร 2) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับการบริหารงานบุคคล และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 210 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร 2) ระดับการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การให้พ้นจากตำแหน่งราชการ 3) ปัจจัยการบริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในระดับสูง 4) ผลการวิเคราะห์สมการพยากรณ์พบว่า วัฒนธรรมองค์กร บรรยากาศองค์กร ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
สิทธิโชค ปัญญา
น้ำฝน บุญนิยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
6 2
283
293
10.2822.EAI202626137
-
แนวทางการพัฒนาการนิเทศระบบงานภายใน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ในสถานศึกษา ของโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6103
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศระบบงานภายใน ของโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 80 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 10 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น (PNI <sub>Modified</sub>) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการนิเทศระบบงานภายใน ของโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ พรรณนา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศระบบงานภายใน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 11 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ คือ พรรณนา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศระบบงานภายใน พบว่า สภาพปัจจุบัน ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับ มาก สภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการนิเทศระบบงานภายใน พบว่า มีปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการนิเทศระบบงานภายใน จำนวน 5 ด้าน 3) แนวทางการพัฒนาการนิเทศระบบงานภายใน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารในสถานศึกษา พบว่า มีแนวทางการนิเทศระบบงานภายใน 5 กลุ่มงาน คือ 1.แนวทางการนิเทศระบบงานภายในแบบมีส่วนร่วมที่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน 2.แนวทางการบริหารงานแผนงานและงบประมาณแบบมีส่วนร่วม ภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA 3.แนวทางการนิเทศระบบงานภายในเชิงพัฒนา 4.แนวทางการนิเทศระบบงานภายในเชิงระบบ โดยยึดหลักความปลอดภัยเป็นฐาน และ 5.แนวทางการนิเทศระบบงานภายในเชิงระบบ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง</p>
บุษริน อ้อยกลาม
พูนชัย ยาวิราช
สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
6 2
294
307
10.2822.EAI202626103
-
แนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการส่งเสริมทักษะอาชีพ เพื่อการดำรงชีวิตของนักเรียนโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6105
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการส่งเสริมทักษะอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตของนักเรียนโรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย <br />2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการส่งเสริมทักษะอาชีพ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการส่งเสริมทักษะอาชีพ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 58 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการส่งเสริมทักษะอาชีพ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้บริหาร ด้านครู และด้านการทำงานเป็นทีม และ 3) แนวทางการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลแบบเชิงระบบและบูรณาการทีมสหวิชาชีพ ด้านการคัดกรองที่มุ่งไปสู่การคัดกรองเชิงระบบที่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานและอาศัยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนที่มุ่งไปสู่การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและการดำรงชีวิตที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงระบบแบบเชิงรุก และ ด้านการส่งต่อที่มุ่งไปสู่การส่งต่อเชิงระบบ ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม</p>
ธัญรดา ประยศ
พูนชัย ยาวิราช
สมเกียรติ ตุ่นแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
6 2
308
321
10.2822.EAI202626105
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานครูในโรงเรียนระดับประถมศึกษาอำเภอเชียงแสน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6139
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครู กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 155 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือใช้แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเที่ยงตรง 0.67–1.00 ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.907 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู เท่ากับ 0.870 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับมาก โดยด้านการสร้างแรงบันดาลใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการกระตุ้นทางปัญญา และการกำหนดวิสัยทัศน์ต่ำสุด 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานครู อยู่ในระดับมาก โดยด้านความก้าวหน้าในอาชีพ การยอมรับนับถือ และค่าตอบแทน มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน รองลงมาคือ ความสำเร็จของงานและลักษณะของงาน ส่วนความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มีความสัมพันธ์สูงสุด รองลงมาคือการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ต่ำสุด และ 4) ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน สามารถพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านการสร้างแรงบันดาลใจมีอำนาจพยากรณ์สูงสุด รองลงมาคือการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์พยากรณ์ได้น้อยที่สุด</p>
ก้องเกียรติ เกียรติโสภา
น้ำฝน บุญนิยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
322
332
10.2822.EAI202626139
-
DUAL-SOURCE Z-SCORE INTEGRATION FOR COMPETENCY ASSESSMENT OF IPC TEACHERS IN HIGHER VOCATIONAL EDUCATION: EVIDENCE FROM COLLEGE H
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5496
<p>Many higher vocational colleges lack a practical and comparable way to diagnose ideological and political theory (IPC) teachers’ competency needs using both teacher and student perspectives. This study employed a dual-source survey design in one Chinese higher vocational college, based on Zhou and Xiang’s (2019) four-dimension, 22-item competency framework. Data were collected from 21 IPC teachers (self-assessment) and 414 students (evaluation). The instruments showed acceptable reliability and construct validity. To enable cross-source comparison, teacher and student ratings were standardized to a common scale and integrated into a composite demand index. Findings indicate broad agreement between teachers and students, but clear differences in priority areas: teachers emphasized teaching ability, research competence, and knowledge literacy, while students placed greater weight on pedagogical foundations and teacher charisma. Overall, the results indicated an imbalance between explicit competencies (knowledge and skills) and implicit competencies (attitudes and personal attributes). The competency levels derived from the composite index can support tiered professional development, targeted mentoring and appraisal plans, and resource allocation aligned with demand levels. This dual-source, standardized approach offers a practical tool for competency-based teacher development in vocational education.</p>
Liu Huan
Somkiet Tunkiew
Somyos Chanboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
333
347
10.2822.EAI202625496
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรพัฒนาผู้เรียน สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ(ภาษาอังกฤษ)โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6111
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านการบริหารงานวิชาการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญของการบริหารงานวิชาการ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการในการพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่ การวิจัยเป็นเป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น โดยใช้ประชากรทั้งหมด คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาปัจจัยสำคัญของการบริหารงานวิชาการ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 2 คน และครูผู้สอน 3 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และขั้นตอนที่ 3 การศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ 4 คน และครูผู้สอน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาและใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ 2) ปัจจัยสำคัญของการบริหารงานวิชาการประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านครูผู้สอน ปัจจัยด้านผู้ปกครองและชุมชน และปัจจัยด้านอาคารสถานที่ และ 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก คือ การพัฒนาและใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับบริบทและเป้าหมายของสถานศึกษา</p>
สุพรรณี อภิสุนทรกุล
พูนชัย ยาวิราช
ไพรภ รัตนชูวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
348
361
10.2822.EAI202626111
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โรงเรียนบ้านท่าฟ้าใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพะเยา เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6115
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โรงเรียนบ้านท่าฟ้าใต้ ดำเนินการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพปัจจุบันคือผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 16 คน และผู้เชี่ยวชาญในการสนทนากลุ่มจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนโรงเรียนบ้านท่าฟ้าใต้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดคือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 2.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนโรงเรียนบ้านท่าฟ้าใต้ มีความหลากหลายและครอบคลุมทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกสถานศึกษา โดยเฉพาะปัจจัยด้านผู้เรียน ด้านครู และด้านนโยบายการบริหารจัดการ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ 3.แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โรงเรียนบ้านท่าฟ้าใต้มีลักษณะเป็นกระบวนการบริหารที่เน้นวงจรคุณภาพและการมีส่วนร่วม ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญคือ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การนำ/การสั่งการ (Leading) และการควบคุม/ประสานงาน (Controlling/Coordinating) โดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์คือสมรรถนะของผู้เรียน</p>
ปุริมปรัชญ์ จีรัง
หาญศึก เล็บครุฑ
พูนชัย ยาวิราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
362
372
10.2822.EAI202626115
-
แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาของเครือข่ายสถานศึกษากลุ่มเวียงชัยเวียงเหนือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6113
<p>การศึกษาอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรทางการศึกษา 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของเครือข่ายสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และประธานคณะกรรมการสถานศึกษา ของเครือข่ายสถานศึกษากลุ่มเวียงชัยเวียงเหนือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยความต้องการจำเป็นมุ่งเน้นการนำทักษะดิจิทัลไปใช้จริงในการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลเป็นปัจจัยเชิงระบบที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ สภาพแวดล้อม นโยบายและการบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพและทัศนคติของบุคลากร และกระบวนการพัฒนาที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะดิจิทัลพื้นฐาน การออกแบบการเรียนรู้ดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการประเมินและติดตามผลการเรียนรู้ การเสริมสร้างทัศนคติและความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย มีจริยธรรม</p>
ชนิดา บัวหลวง
วิชิต เทพประสิทธิ์
พูนชัย ยาวิราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
373
384
10.2822.EAI202626113
-
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลเวียงชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6114
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 2) ศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลเวียงชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 มีผู้ให้ข้อมูล 16 คน ขั้นตอนที่ 2 มีผู้ให้ข้อมูล 16 คน และขั้นตอนที่ 3 มีผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสนทนากลุ่ม เครื่องมือมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนอนุบาลเวียงชัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกและด้านการออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้ ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้ และด้านการใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี (2) ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะครู ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวครู ปัจจัยด้านวิชาชีพและลักษณะงาน ปัจจัยด้านสังคมและองค์กร ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหาร และปัจจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะปัจจัยภายในตัวครูและปัจจัยด้านนโยบายและการบริหาร และ (3) แนวทางการพัฒนาควรดำเนินการอย่างเป็นระบบตามกระบวนการพัฒนา 4 ขั้นตอน ครอบคลุมสมรรถนะทั้ง 6 ด้าน โดยผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI) พบว่า ด้านการใช้แหล่งเรียนรู้ ชุมชน และเครือข่ายการเรียนรู้มีความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และด้านการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้</p>
พรสวรรค์ รัตพลที
พูนชัย ยาวิราช
สุวดี อุปปินใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
6 2
385
396
10.2822.EAI202626114
-
RESEARCH ON THE DEVELOPMENT AND OPTIMIZATION OF MANAGEMENT STRATEGIES FOR ENHANCING THE TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP OF DEANS OF SECONDARY COLLEGES IN HIGHER VOCATIONAL COLLEGES
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5598
<p>Against the backdrop of concurrent modernization of vocational education governance and digital transformation, governance effectiveness in higher vocational institutions increasingly depends on the transformational leadership of secondary-college deans. Using Honghe Vocational and Technical College as a case, this study adopts a sequential explanatory mixed-methods design. First, a questionnaire survey was conducted diagnose cadre management (morality, competence, diligence, performance, and integrity) and the nine-dimensional leadership of secondary-college deans (integrating the Five-Forces leadership model with the four dimensions of transformational leadership). Subsequently, semi-structured interviews and focus groups were conducted to interpret and contextualize key statistical findings. Based on these results, a strategy system for enhancing deans’ leadership was developed and refined, and the indicator system was further improved through an expert consensus procedure. The findings revealed a structural pattern in cadre management characterized by stronger morality and integrity but relatively weaker competence and performance. Similarly, deans’ leadership showed prominent moral exemplarity alongside deficiencies in strategic foresight and individualized support. Based on the diagnostic evidence, this study proposes an integrated improvement scheme covering"Vision–Mission–Objectives–Strategies–Projects/Activities–KPIs," and establishes a replicable closed-loop pathway of"diagnosis–development–optimization–evaluation," providing higher vocational institutions with actionable governance tools and a practice-oriented model for middle-level leadership development.</p>
Zhang Yu
Pairoj Duangnakhon
Somyos Chanboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
397
416
10.2822.EAI202625598
-
การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตอิงโขง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6138
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาระดับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 4) สร้างสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11 คน และครูผู้สอน จำนวน 210 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือใช้แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเที่ยงตรง 0.67–1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ เท่ากับ 0.919 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน เท่ากับ 0.947 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบทีละขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) ระดับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3) การบริหารงานวิชาการกับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ มี 7 ปัจจัย สามารถพยากรณ์การพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตอิงโขง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ชาญชัย เลานันท์
น้ำฝน บุญนิยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
417
430
10.2822.EAI202626138
-
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบนฐานทฤษฎีเชื่อมโยงความรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยบูรณาการการการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและ ภาษาอังกฤษในฐานะภาษานานาชาติ สำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6348
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของทักษะการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยบูรณาการแนวคิด CLT และ EIL รวมถึงแนวทางการประเมินทักษะ 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบนฐานทฤษฎีเชื่อมโยงความรู้ 3) ศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของหลักสูตรฝึกอบรม โดยใช้ระเบียบวิจัยและพัฒนา มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบทักษะการสอนฯลฯ โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และทบทวนวรรณกรรม ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาหลักสูตรฯลฯ และประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้หลักสูตรกับนักศึกษาครูสาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 52 คน ที่เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือคือแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของทักษะการสอนฯ ประกอบด้วย (1) การออกแบบแผนการสอน (2) การใช้กิจกรรมการสื่อสาร (3) การตระหนักภาษาอังกฤษในฐานะภาษานานาชาติ (4) การใช้สื่อจริง และ (5) ทักษะการประเมินการสื่อสาร 2) หลักสูตรประกอบด้วย 4 ขั้นตอน (1) การเตรียมความพร้อมและสร้างแรงจูงใจ (2) การสำรวจและเชื่อมโยง (3) การร่วมมือและสร้างชิ้นงาน และ (4) การสะท้อนคิดและประเมินผล ผลการประเมินพบว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก 3) ผลการทดลองใช้ พบว่า นักศึกษามีทักษะการสอนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ มีค่าเฉลี่ย 82.75 ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) นักศึกษามีความพึงพอใจในระดับสูง</p>
กลวัชร เกษมโชค
Henry Yuh Anchunda
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
446
458
10.2822.EAI202626348
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6444
<p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษา 1) ระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ 2) ระดับการบริหารงานวิชาการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าวกับการบริหารงานวิชาการ 4) สร้างสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 234 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครซี่และมอร์แกน และดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเที่ยงอยู่ระหว่าง 0.91–0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>โดยผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหาวิชาการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารงานวิชาการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารวิชาการกับการบริหารวิชาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยี และปัจจัยด้านครูผู้สอน ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ได้ร้อยละ 78</p>
อนุศักดิ์ เฉียงเมือง
สายทิตย์ ยะฟู
ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
459
473
10.2822.EAI202626444
-
รูปแบบการบริหารจัดการระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนศิริราษฎร์สามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6041
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ สร้าง ทดลองใช้ และประเมินรูปแบบการบริหารจัดการระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 จำนวน 428 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (2) การสร้างรูปแบบโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา (3) การทดลองใช้รูปแบบในโรงเรียนศิริราษฎร์สามัคคี กลุ่มผู้ให้ข้อมูล 117 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบค่าซี (Z-test) และ (4) การประเมินรูปแบบด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก รวม 82 ตัวแปร ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ การบริหารทรัพยากร การบริหารเชิงระบบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การนิเทศและประเมินผล การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน องค์ประกอบดังกล่าวถูกสังเคราะห์เป็นรูปแบบที่ประกอบด้วยส่วนนำ ส่วนเนื้อหาและแนวทางการดำเนินงาน และส่วนเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการทดลองใช้พบว่าคุณภาพการศึกษาหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
วรินทร์ธรา ภัคอัมพาพันธ์
ธานี เกสทอง
รกฤต เถื่อนช้าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
474
487
10.2822.EAI202626041