วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI
<p><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN : 2822-0056(Print) </strong><strong>ISSN 3027-8384 (Online)</strong></p> <p>รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่มีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม , ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><a href="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/rapikorn/main-red-modern-sales-process-presentation-1.png" target="_blank" rel="noopener">ขั้นตอนและระยะเวลาการส่งบทความ</a></p>
Faculty of Education, Nakhon Sawan Rajabhat University
th-TH
วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
2822-0056
-
ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2096
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของวัฒนธรรมองค์การในสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูจาก 25 โรงเรียน รวม 333 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มของโคเฮนและคณะ เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบ่งชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนของขนาดประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามซึ่งมีค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สัมประสิทธิ์<br />แอลฟ่าครอนบาค (เท่ากับ .973) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) วัฒนธรรมองค์การในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวัฒนธรรมองค์การแบบเครือญาติ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านวัฒนธรรมองค์การแบบมุ่งผลสำเร็จ 2) ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p>
จุฑารัตน์ แหวนทองคำ
อำนวย ทองโปร่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
1
12
10.2822.EAI202532096
-
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement: PA) ของครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2075
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement: PA) ของครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement: PA) ของครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 274 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่า IOC ระหว่าง 0.80 – 1.00 มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างด้วยค่าเฉลี่ย (Independent Sample) t-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one - way ANOVA) F-test เมื่อพบว่าการทดสอบมีนัยสำคัญทางสถิติจึงเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (PA) ของครูในภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยพิจารณาจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาคุณภาพครู รองลงมาเป็น ด้านการพัฒนากระบวนการ PLC ให้เข้มแข็ง ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ และด้านการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน (PA) ของครู เมื่อจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
จตุพร ผ่องลุนหิต
บุศรา เชื้อดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
13
26
10.2822.EAI202532075
-
การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2324
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา และ <br />2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู จำนวน 340 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างด้วย ค่า Independent Sample t–test และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one–way ANOVA) และเมื่อพบว่าการทดสอบมีนัยสำคัญทางสถิติจึงเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยพิจารณาจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รองลงมาเป็นด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการวัดผลประเมินผลการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล <br />และด้านการนิเทศการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา เมื่อจำแนกตามเพศ และประสบการณ์การทำงานโดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ทัศนีย์ พุทซาคำ
บุศรา เชื้อดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
27
42
10.2822.EAI202532324
-
แนวทางเสริมสร้างพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2816
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางเสริมสร้างพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา 3) เพื่อจัดทำคู่มือแนวทางเสริมสร้างพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง <br />คือ ผู้บริหารสถานศึกษา, ครูสังคมศึกษาและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์พลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา และแบบสำรวจพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา โดยแบ่งเป็น 3 ตอนตามวัตถุประสงค์ โดยสถิติการวิจัยประกอบไปด้วย 1) การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าร้อยละ 2) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เนื้อหาชนิดกำหนดแนวทางล่วงหน้าและการวิเคราะห์คำหลัก สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1) คุณลักษณะพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาประกอบไปด้วย 3 ด้าน ดังนี้ ด้านความรู้ ด้านพฤติกรรม และด้านทัศนคติ 2) แนวทางเสริมสร้างพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนผ่านการให้ความรู้อย่างถูกต้อง, ครูสังคมศึกษา ให้ความสำคัญต่อการบูรณาการของรายวิชาต่าง ๆ เพื่อใช้สถานการณ์จริงเป็นบทเรียนในการเรียนการสอน และนักเรียนให้สำคัญต่อการเยี่ยวยาทางด้านจิตใจเป็นสำคัญ 3) คู่มือแนวทางเสริมสร้างพลเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาจากการวัดคุณภาพโดยวัดค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 0.80 - 1.00</p>
กิตติธัช จรัสเลิศวงศ์
พิมพ์ตะวัน จันทัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
43
55
10.2822.EAI202532816
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2320
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็น 2) พัฒนารูปแบบฯ และ 3) ประเมินรูปแบบฯ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 130 คน ได้มาจากการเทียบสัดส่วนตามขนาดของสถานศึกษาจากนั้นใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย และขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเดียวกับขั้นตอนที่ 1 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>1) ความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการบริหารวิชาการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2) รูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน มี 6 ส่วน คือ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) ขอบข่ายการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน มี 4 องค์ประกอบ คือ การบริหารวิชาการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารงบประมาณโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารทั่วไปโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน และการบริหารงานบุคคลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (4) กระบวนการดำเนินงาน (5) ประสิทธิผลของรูปแบบ และ (6) เงื่อนไขสู่ความสำเร็จ และ 3) รูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิผลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก ทุกด้าน</p>
สุกัญญา บำรุงภักดิ์
จิรศักดิ์ แซ่โค้ว
ญาณิศา บุญจิตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
56
68
10.2822.EAI202532320
-
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2724
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) ความสามารถการในแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และ 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 33 คน จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ความยาก 0.42-0.65 อำนาจจำแนก 0.55-0.81 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 0.67-1.00 ความยาก 0.28-0.75 อำนาจจำแนก 0.30-0.62 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกันและกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 4) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ชฎาพร ยศนันท์
เยาวเรศ ภักดีจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
83
94
10.2822.EAI202532724
-
ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับสื่อมัลติมีเดียที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2774
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังการจัดการเรียนรูแบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรูแบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับสื่อมัลติมีเดียกับเกณฑร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาเจตคติตอการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรูแบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบ้านท่านั่ง จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 24 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบลำดับเครื่องหมายของวิลคอกซัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก</p>
กานต์พิชชา ไตรพัด
วไลพร เมฆไตรรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
95
106
10.2822.EAI202532774
-
CURRENT STATUS ,PROBLEMS AND SUGGESTIONS OF THE TEACHER PROFESSIONAL DEVELOPMENT SUPPORT SYSTEM IN THE SCHOOL OF EDUCATION AND PSYCHOLOGICAL SCIENCES OF SICHUAN UNIVERSITY OF SCIENCE AND ENGINEERING
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2922
<p>This study took the School of Education and Psychological Sciences at Sichuan University of Science and Engineering as a case 1) to investigate the current status, 2) to existing problems of the professional development support system for university teachers and 3) to propose targeted improvement strategies. It aimed to enrich the theoretical discourse on teacher professional development and offer practical references for optimizing support systems and improving teacher management policies in higher education institutions. Grounded in three core dimensions—institutional support, instrumental support, and emotional support—the research employs literature analysis and questionnaire survey methods to examine teachers' satisfaction with the support system provided by the university. The total sample size was 36, and the analysis data by descriptive statistics. The findings indicated that while overall satisfaction with the current system is moderately upward, teachers report relatively low satisfaction in areas such as promotion and rewards, academic development, humanistic care, and psychological support. The average score was 2.694, 2.750, 3.417, 2.917, 2.639, respectively. Based on these issues, the study proposed the following suggestions: 1) enhancing emotional support to improve teachers’ professional well-being; 2) improving institutional mechanisms to clarify career development paths and evaluation standards; 3) and strengthening instrumental support to promote teachers’ academic and professional growth.</p>
Gu Hong
Somkiet Tunkaew
somyos chanboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
107
118
10.2822.EAI202532922
-
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World กับประสิทธิผลของการบริหารกิจการนักเรียน สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3589
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World 2) ศึกษาประสิทธิผลของการบริหารกิจการนักเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับประสิทธิผลการบริหารกิจการนักเรียน และ 4) นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World ด้านการบริหารกิจการนักเรียน สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิธีวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอน 400 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สมรรถนะของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่สูงที่สุดคือการมีวิสัยทัศน์และการวางแผนระยะยาว ขณะที่ต่ำที่สุดคือการจัดการกับความเครียด 2) ประสิทธิผลของการบริหารกิจการนักเรียนอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวางแผนงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการประเมินผลต่ำสุด 3) สมรรถนะของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับประสิทธิผลการบริหารกิจการนักเรียน (r = 0.833) โดยเฉพาะด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นสัมพันธ์กับการวางแผนงาน (r = 0.925) และ 4) แนวทางพัฒนาสมรรถนะ ได้แก่ การปรับแผนตามสถานการณ์ การดูแลสุขภาพจิต การประเมินความเสี่ยง การใช้สื่อดิจิทัล การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างเป้าหมายร่วม การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การพัฒนาทักษะใหม่ และการทำงานร่วมกับชุมชน</p>
ฐิติกมลสิริ ลาโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-02
2025-10-02
5 3
119
131
10.2822.EAI202533589
-
THE CURRENT STATUS OF THE HUMAN RESOURCE MANAGEMENT SYSTEM FOR TEACHERS AT THE FACULTY OF MECHANICAL ENGINEERING, SICHUAN UNIVERSITY OF SCIENCE AND ENGINEERING, CHINA
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2921
<p>This study took the Faculty of Mechanical Engineering at Sichuan University of Science and Engineering as a case and adopts literature analysis and questionnaire survey methods to systematically examine the current status and issues of the human resource management system for university teachers. Through descriptive statistical analysis of the questionnaire survey data, it was found that the university performs well in aspects such as the standardization of human resource management, the transparency of the recruitment process, and the rationality of job position setting. However, there were still shortcomings in areas such as teachers’ participation in decision-making, fairness of position adjustments, relevance of training programs, scientific of performance evaluations, reasonableness of salary incentives and adequacy of humanistic care. Based on the research findings, this study proposes six optimization strategies, 1) enhancing teachers' participation in decision-making, 2) improving the post setting and adjustment mechanisms, 3) strengthening the relevance and effectiveness of training, 4) refining the performance appraisal system, 5) reinforcing the incentive mechanism of compensation, 6) promoting humanistic care. These measures aim to improve teachers’ job satisfaction and the scientific nature of the management system, thereby providing theoretical support and practical reference for the improvement of human resource management systems in local universities.</p>
Zheng Ting
Somkiet Tunkaew
somyos chanboon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
132
145
10.2822.EAI202532921
-
แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2862
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็น การบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 2. เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป หัวหน้างานกิจการนักเรียน ครู จำนวน 297 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางประมาณตัวอย่างของเครจซี่ และมอร์แกน โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงการบริหารงานกิจการนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.60 สภาพที่คาดหวังการบริหารงานกิจการนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.85 ความต้องการจำเป็น การบริหารกิจการนักเรียน ด้านที่ความต้องการจำเป็นจากมากที่สุด ได้แก่ การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน 0.07 2) ผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการบริหารงานกิจการนักเรียน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผนงานกิจการนักเรียน ด้านการบริหารงานกิจการนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ ด้านการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน</p> <p> </p>
อรรถนนท์ บุญทองเสือ
นันทิยา น้อยจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
146
157
10.2822.EAI202532862
-
MANAGEMENT STATUS AND OPTIMIZATION STRATEGIES OF THE ICOURT LEGAL PROFESSIONAL TRAINING PROGRAM IN BEIJING
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2951
<p>This study aimed to evaluate and improve the management of the professional competency training program for lawyers offered by Beijing iCourt, with particular attention to key elements such as curriculum planning and design, teaching resources and support, The study adopted a mixed-methods approach, combining a questionnaire survey (133 valid responses from 150 distributed, yielding an 88.7% response rate) and semi-structured interviews (with 5 course managers and 5 trainees) to comprehensively assess the strengths and weaknesses of the iCourt training program. The findings indicated that the average satisfaction score across all dimensions of the training program is 3.32 out of 5, reflecting a moderate overall satisfaction level. According to the evaluation criteria established in this study, the main issues included insufficient personalized curriculum design (mean = 3.36), inadequate integration of online and offline teaching (mean = 3.29), and low learner engagement (mean = 3.29). These scores suggested that while the training program generally meets expectations, several key aspects had not yet reached the optimal satisfaction benchmark (3.51–4.50), indicating the need for further improvement. Based on the CIPP evaluation model, the study proposed a set of recommendations to optimize the management of legal professional training programs, including enhancing personalized learning pathways, strengthening legal technology courses, increasing practical training components, and improving evaluation systems. This research not only offered insights for improving China’s legal training systems but also provided practical suggestions for future reforms in legal professional education.</p>
Hu Huaping
somyos chanboon
Pairoj Duangnakhon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
158
173
10.2822.EAI202532951
-
รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3993
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 39 คน และครูจำนวน 124 คน โดยเก็บจากประชากรทั้งหมด ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า1) สภาพปัจจุบันการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความต้องการจำเป็น เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายการบริหารงาน พบว่า ด้านการบริหารวิชาการ มีความต้องการจำเป็นสูงสุด 2) รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย หลักการและแนวคิด วัตุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ การวัดผลประเมินผล เงื่อนไขความสำเร็จ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบพบว่ามีความเหมาะสม 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ผลการประเมินคุณภาพนักเรียนจากรายงานสถานศึกษาประจำปี สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โรงเรียนมีนวัตกรรมการบริหาร ผู้เกี่ยวข้องความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
สมาพร ลี้ภัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-02
2025-10-02
5 3
174
186
10.2822.EAI202533993
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3998
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการบริหารจัดการนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรของผู้เรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรของผู้เรียน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 48 คน ครู จำนวน 563 คน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 340 คน รวม 951 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม จำนวน 11 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินรูปแบบและคู่มือจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารจัดการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) กระบวนการจัดการนวัตกรรม 2) ผลผลิตนวัตกรรม 3) โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี 4) การสร้างวัฒนธรรมองค์กร 5) การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ และ 6) การพัฒนาบุคลากร 2. รูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการเป็นนวัตกรของผู้เรียน ประกอบด้วย 5 ส่วนประกอบ ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เนื้อหาของรูปแบบ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ มีผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการประเมินการเป็นนวัตกรของผู้เรียนในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 หลังใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ ผลการพัฒนานวัตกรรม ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 48 คน ครูมีการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้จำนวน 120 นวัตกรรม นักเรียนสามารถพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของตนเองได้จำนวน 60 นวัตกรรม รูปแบบในระดับมากที่สุดทั้ง 4 ด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดได้แก่ ด้านความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ รองลงมาได้แก่ ด้านความเป็นไปได้และความถูกต้อง ตามลำดับ</p>
กุลธิดา อ่อนมี อ่อนมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-20
2025-10-20
5 3
214
228
10.2822.EAI202533998
-
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2575
<p>การวิจัยการพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ครั้งนี้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน จำนวน 24 คน โรงเรียนบ่อแก้ววิทยา จังหวัดกำแพงเพชร ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม (Unit of Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความ 2) แบบฝึกวัดความสามารถในการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น มีค่าเฉลี่ยเฉลี่ยเท่ากับ 17.71 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.30 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งความสามารถทางการเรียน หลังเรียนและก่อนเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) คะแนนค่าความพึงพอใจต่อการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเฉลี่ยเท่ากับ 4.8 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 พิจารณารายด้าน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจด้านบรรยากาศในชั้นเรียน มากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.9 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.32 รองลงมาคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.35 สุดท้ายด้านการจัดการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.37 ตามลำดับ</p>
อลิสา ศรีวิชารัช
อ้อมธจิต แป้นศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
200
211
10.2822.EAI202532575
-
ผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อความสามารถในการพูดสื่อสารและความสามารถในการตัดสินใจ ของเด็กระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 1
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/2963
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดสื่อสารของเด็กระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาระหว่างก่อนและหลังจัดประสบการณ์ และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจของเด็กระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาระหว่างก่อนและหลังจัดประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 1 โรงเรียนปริยัติรังสรรค์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 1 จำนวน 24 แผน 2) แบบสังเกตพฤติกรรมความสามารถในการพูดสื่อสาร 3) แบบสังเกตพฤติกรรมความสามารถในการตัดสินใจ ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>เด็กระดับปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษา มีความสามารถในการพูดสื่อสารหลังสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2. เด็กระดับปฐมวัยมีความสามารถในการตัดสินใจหลังสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
อุไรวรรณ กรมสิงห์
ปัญญา ทองนิล
พีชาณิกา เพชรสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
212
222
10.2822.EAI202532963
-
ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงาน โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3580
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล (2) ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน (4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา <br />57 คน และครู 292 คน รวม 349 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ (2) แบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน โดยทั้งสองฉบับมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลอยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ ไม่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบจำแนกตามขนาดสถานศึกษาพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ประสิทธิผลของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษาพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ตัวแปรทักษะที่พยากรณ์ประสิทธิผล มี 3 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วม (X5) ด้านมนุษยสัมพันธ์ (X2) และด้านการคิดรวบยอด (X3) สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
สุพจน์ กองเกิด
ศุภกร ศรเพชร
สุมาลี ศรีพุทธรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
5 3
223
238
10.2822.EAI202533580
-
การศึกษาผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาหลักสูตร การประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3840
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลทั่วไปและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถานศึกษาที่ใช้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ของนักศึกษาหลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี และ 2) ศึกษาผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาหลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้คือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของสาขาวิชาการประถมศึกษา จำนวน 48 คน ที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 53 ข้อ รวม 2 ตอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลทั่วไปพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูอยู่ในโรงเรียนขนาดกลางของรัฐบาล รายวิชาที่สอนและมีความถนัดสอนมากที่สุดคือภาษาไทย และคณิตศาสตร์ ส่วนรายวิชาที่ไม่มีความถนัดในการสอนคือภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสถานศึกษาคือโรงเรียนอยู่ใกล้บ้านหรือที่พัก เป็นโรงเรียนที่เคยมาสังเกตการสอน และมีครูพี่เลี้ยงที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ 2) ผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาหลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านอาจารย์นิเทศก์ประจำสาขา ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมาก คือด้านครูพี่เลี้ยง ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ด้านพฤติกรรมผู้เรียน และด้านสถานศึกษา</p>
ยรรยง ลันลอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
5 3
239
251
10.2822.EAI202533840
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการร่วมกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับครูโรงเรียนอนุบาลจุน(บ้านบัวสถาน) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4241
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ เป็นการวิจัยและพัฒนา 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน โดยสำรวจสภาพและความต้องการของครูโรงเรียนอนุบาลจุน(บ้านบัวสถาน) 30 คน ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ทรงคุณวุฒิ 9 คน ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบในปีการศึกษา 2567 กับครูโรงเรียนอนุบาลจุน(บัวสถาน) 30 คน ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบโดยการประเมินในด้านปัจจัย กระบวนการและผลผลิต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสรุปข้อมูล แบบสัมภาษณ์ และประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สรุปได้ว่า การพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลและเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ โดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการร่วมกับกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ คือ หลักการ จุดมุ่งหมาย ระบบงานและกลไก กระบวนการบริหาร และการประเมิน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65) 3) ภายหลังการใช้รูปแบบ ครูมีการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยรวมในภาคเรียนที่ 1/2567 คะแนนรวมเฉลี่ยเท่ากับ 107 และภาคเรียนที่ 2 มีคะแนนรวมเฉลี่ยเท่ากับ 111.53 แสดงว่าภายหลังใช้รูปแบบครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลสูงขึ้น และ 4) ครูมีความคิดเห็นต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65) และจากการสะท้อนผล พบว่า มีการเตรียมความพร้อมของครูก่อนเข้าร่วมกิจกรรม ควรจัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ การให้ความรู้ การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</p>
ลักษณา จันธิมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
5 3
252
267
10.2822.EAI202534241
-
การเรียนรู้ตลอดชีวิต : บทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/1956
<p>การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทั้งนโยบายและวิธีการปฏิบัติที่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนำมาใช้ในการพัฒนาพลเมืองให้มีคุณภาพและศักยภาพอย่างเหมาะสมนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์ประกอบ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตในประเทศไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติด้วยการจัด ส่งเสริม และสนับสนุน เพื่อให้เกิดการผสมผสานการเรียนรู้ใน 3 รูปแบบคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยมีการเชื่อมโยงประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ จุดเน้นการดำเนินงานประจำปีที่สอดคล้องกับนโยบายในระดับต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดได้นำไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นกลไกหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
วิมล เล็กสูงเนิน
สาธร ทรัพย์รวงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
5 3
69
82
10.2822.EAI202531956