วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI <p><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN : 2822-0056(Print) </strong><strong>ISSN 3027-8384 (Online)</strong></p> <p>รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่มีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม , ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><a href="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/rapikorn/main-red-modern-sales-process-presentation-1.png" target="_blank" rel="noopener">ขั้นตอนและระยะเวลาการส่งบทความ</a></p> Faculty of Education, Nakhon Sawan Rajabhat University th-TH วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา 2822-0056 การพัฒนาเจตคติที่ดีต่อพฤติกรรมคุณธรรมของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการคิด 6 รูปแบบ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3062 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเจตคติที่ดีต่อพฤติกรรมคุณธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้กิจกรรมการคิด 6 รูปแบบ ได้แก่ การคิดระบุประเด็นคุณธรรม การคิดเปรียบเทียบ การคิดลงความเห็น การคิดวิเคราะห์และตีความ ค่ายการคิดสร้างสรรค์พฤติกรรมคุณธรรม และการเล่าเรื่องคุณธรรม กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 2 โรงเรียนในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน58 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดเจตคติที่ดีต่อพฤติกรรมคุณธรรม 440 ข้อ ครอบคลุมคุณธรรม 6 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าที (t-test) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อพฤติกรรมคุณธรรมในระดับมาก ลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ความรับผิดชอบ ความกตัญญูกตเวที ความเสียสละและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัย และความเมตตากรุณา ค่าเฉลี่ยรวมของเจตคติทั้ง 6 ด้าน เท่ากับ 4.38 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.78 การเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 1.001, p = .340) แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมคุณธรรมที่เหมาะสม และสามารถถ่ายทอดผ่านสื่อสร้างสรรค์เพื่อขยายผลสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> มณฑา จำปาเหลือง เกรียงไกร จริยะปัญญา ปริตา สงวนทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 1 13 10.2822.EAI202613062 ผลการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3452 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนและหลังการเรียนรู้แบบซิปปา 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังได้รับการเรียนรู้แบบซิปปากับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนและหลังการเรียนรู้แบบซิปปา และ 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังได้รับการเรียนรู้แบบซิปปากับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเขาจั๊กจั่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 จำนวน 11 คน จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีคุณภาพด้านความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยาก 0.39-0.63 ค่าอำนาจจำแนก 0.43-0.78 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยาก 0.22-0.78 ค่าอำนาจจำแนก 0.21-0.69 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกันและกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อนิสรา วิลัยลักษณ์ เยาวเรศ ภักดีจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 14 25 10.2822.EAI202613452 EXPLORING THE DEVELOPMENTAL NEEDS OF ACADEMIC LEADERSHIP IN CHINESE VOCATIONAL COLLEGESS IN THE 21ST CENTURY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3700 <p>The 21st century marks a critical phase in China's transition toward high-quality development in higher vocational education. Academic leadership has become increasingly essential in driving institutional governance, faculty development, and research innovation. This study aimed to 1) identify the practical dilemmas and observable deficiencies of academic leadership, 2) explore its core functions and developmental needs, and 3) construct a strategic model and propose improvement pathways for middle-level administrators in vocational colleges. A mixed-methods approach was employed, combining structured questionnaires and semi-structured interviews. The sample comprised 18 deans and associate deans from nine secondary colleges, 20 administrative leaders from the Academic Affairs and Human Resources Offices, and 450 faculty representatives at Jiangxi Environmental Engineering Vocational College. Research tools included a five-dimensional self-developed leadership scale and a thematic interview guide. Descriptive statistics and ANOVA were conducted using SPSS, and qualitative data were analyzed via Nvivo. The results revealed that: (1) “research project interpretation” and “organizational coordination and communication” are the most urgently needed competency areas; (2) “teacher development support” and “academic guidance” represent moderate needs; and (3) “value-oriented culture construction” showed a relatively strong foundation but still requires systematic improvement. The interview themes further corroborated these quantitative trends. Based on the findings, six strategic recommendations are proposed to support the localized development of academic leadership in China’s vocational colleges. These include promoting value-oriented cultural leadership, enhancing faculty development, improving institutional governance, fostering cross-functional collaboration, strengthening research capacity, and adopting data-informed and inclusive leadership models. The findings also highlight the necessity of reinforcing not only top-down leadership structures but also bottom-up mechanisms that empower frontline educators.</p> Ye Yiyu Li Jing Zhong Yunhua ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 26 40 10.2822.EAI202613700 การศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ด้วยเทคนิคการจัดการเรียนการสอนตาม TPACK ของครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3630 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ด้วยเทคนิคการจัดการเรียนการสอนตาม TPACK ของครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มตัวอย่างเป็นครูพลศึกษาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 32 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย</p> <ol> <li>ครูมีความรู้เนื้อหาครบถ้วนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ</li> <li>ครูออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ตามหลักสูตร ยืดหยุ่นและหลากหลาย</li> <li>ครูสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งวิดีโอและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ</li> <li>ครูเลือกใช้เทคโนโลยีสอดคล้องเนื้อหาและทักษะ</li> <li>ครูผสมผสานเทคโนโลยีกับกลยุทธ์สอนเหมาะสม</li> <li>ครูปรับวิธีสอนเหมาะสมกับเนื้อหาและความสามารถผู้เรียน</li> <li>ครูบูรณาการเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์กับเนื้อหาและการสอน</li> </ol> กิตติศักดิ์ สินศิริวัฒนา ธนิดา ภาสวะณิช สุนทร แม้นสงวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 41 56 10.2822.EAI202613630 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการฟัง และการพูดวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3022 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเขากวางทอง จำนวน 13 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการฟัง จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบวัดความสามารถในการพูด จำนวน 2 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน และการทดสอบค่าทีแบบกรณีกลุ่มเดียว ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน มีความสามารถในการฟังวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน มีความสามารถในการฟังวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน มีความสามารถในการพูดวิชาภาษาอังกฤษเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถในการพูดวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปทิตตา นิลพันธ์ สุธาทิพย์ งามนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 57 70 10.2822.EAI202613022 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการอ่าน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3584 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และ3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านอุดมทรัพย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 20 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน แบบวัดความสามารถในการอ่าน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกันและการทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีความสามารถในการอ่านภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีความสามารถในการอ่าน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ2.88 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.23</p> ราตรี แสนมุข สุธาทิพย์ งามนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 71 82 10.2822.EAI202613584 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3824 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู และ 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือข้าราชการครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 305 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.960 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ <br />2) ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครู จำแนกตามเพศและประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และเมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในภาพรวมและในด้านความสัมพันธ์ในหน่วยงาน ความก้าวหน้าในการทำงาน ความสำเร็จในการทำงาน และค่าตอบแทนและสวัสดิการ ส่วนด้านสภาพการทำงาน และด้านความมั่นคงและปลอดภัยในการทำงาน ไม่แตกต่างกัน</p> พิมประภา พิมพ์จันทร์ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 83 96 10.2822.EAI202613824 RESEARCH ON THE NEEDS FOR INTERNATIONAL EDUCATION COOPERATION IN MEDICAL VOCATIONAL COLLEGES: A CASE STUDY OF M VOCATIONAL COLLEGE IN CHINA https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3702 <p>Amid deepening globalization and educational internationalization, medical vocational colleges face the imperative to enhance quality and competitiveness through international cooperation. This study, using M Vocational College as a case, employed an explanatory sequential mixed design combining questionnaires and semi-structured interviews to analyze the cognition, needs, barriers, and support factors of students, faculty, and administrators. A total of 126 valid samples were collected (111 students, 10 faculty, 5 administrators), with strong reliability.</p> <p>The results showed that students hold positive attitudes, with the greatest concern for scholarships and funding support (M=4.29); faculty emphasize the establishment of international collaboration teams (M=4.40) and funding for overseas visits (M=4.30); and administrators highlight special funds (M=4.40) and project expansion (M=4.20). Qualitative analysis reveals systemic problems such as weak top-level design, cumbersome procedures, insufficient service platforms, and lagging incentives. Accordingly, based on the framework of “demand analysis → priority integration → action sequencing,” this study proposes five strategies: strengthening top-level design and special funding, improving faculty training and incentive mechanisms, expanding student scholarships and information platforms, broadening international cooperation channels, and establishing a PDCA evaluation system with participation, learning outcomes, and employment conversion as core indicators.</p> <p>This study’s innovation lies in its diagnostic framework of “three subjects × four dimensions,” combining quantitative and institutional evidence to link directly to management improvements. The mixed approach strengthens explanatory power and feasibility, offering empirical and practical reference for medical vocational colleges advancing international cooperation.</p> Jing Ran Sornchai Mungthaisong Shuhua Zhang somyos chanboon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 97 116 10.2822.EAI202613702 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3755 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับของบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี และ 2) เปรียบเทียบระดับของบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรีเมื่อจำแนกตามเพศ สถานภาพ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 298 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี เมื่อจำแนกตาม เพศ สถานภาพ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> วิลาวัลย์ ขำนิล สรรชัย ชูชีพ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 117 128 10.2822.EAI202613755 แนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3052 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 และ3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 335 คน ครูผู้สอน จำนวน 165 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 44 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 205 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพของการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัญหาและอุปสรรคในการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน พบในหลายมิติ ได้แก่ ด้านผู้เรียน ด้านสถานศึกษา ด้านชุมชนและสังคม ด้านนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ และด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3) แนวทางในการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของสถานศึกษา ประกอบด้วย การสำรวจ และวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการ การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่หลากหลาย การสร้างเครือข่าย และความร่วมมือ การพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การสนับสนุนจากผู้ปกครองการประเมินผลและปรับปรุง และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม</p> กสิณพจน์ พรมดอนกลอย ปวีณวัชร์ ขุนเทียนเขมชาติ ณัฐศยากร ขำหลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 129 141 10.2822.EAI202613052 แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4236 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข 2) หาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุขและ3) ประเมินแนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท จำนวน 317 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน หาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข การสนทนากลุ่มของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพโรงเรียนแห่งความสุขโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย= 3.65, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.82) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสุข (ค่าเฉลี่ย = 3.73, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 0.93) รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์ที่ดีของบุคคล (ค่าเฉลี่ย = 3.68, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 0.84) และด้านสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 3.60, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 0.76)</li> <li>แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุขมี 6 ด้าน ได้แก่การส่งเสริมความสุขของบุคลากรทั้งด้านกาย ใจ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จัดอบรมด้านเทคโนโลยีและสร้างระบบพี่เลี้ยงเพื่อความก้าวหน้า ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น จัดสภาพแวดล้อมให้สะอาดปลอดภัย ส่งเสริมการฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และมอบหมายงานเหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน นำไปสู่องค์กรที่มีความสุข</li> <li>ผลการประเมินกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 4.81, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน= 0.11) พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเหมาะสม ด้านความถูกต้อง และด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> ศราวุฒิ ภูไทย ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ สายทิตย์ ยะฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 154 165 10.2822.EAI202614236 A STUDY ON THE NEEDS OF ETHNIC MINORITY PREPARATORY STUDENTS AT BAISE UNIVERSITY https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3736 <p>This study used an explanatory sequential mixed-methods design to explore ethnic minority preparatory students’ needs at Baise University, analyze gaps in the university’s management system, and propose optimization recommendations. A questionnaire survey of 342 students and in-depth interviews with 16 were conducted. Results showed students strongly need personalized academic support, professional psychological counseling, and systematic developmental guidance; existing systems have issues like insufficient transparency and weak participation. Structural, policy, and resource gaps in the management system were identified. Six recommendations were put forward to build a "culturally responsive and developmentally supportive" educational management system, providing references for transforming preparatory education from "management-oriented" to "development-oriented."</p> Zhang Yabing Somkiet Tunkaew Phoonchai Yawirach ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 166 184 10.2822.EAI202613736 แนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4353 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 310 คน คำนวณโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา จำนวน 130 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้การเขียนบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และระดับมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นของการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา ในภาพรวม พบว่า มิติที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ มิติที่ 2 มิติมุ่งเน้นสัจการแห่งตน 3) แนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การเชิงสร้างสรรค์ในสถานศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการส่งเสริมบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาให้เป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้บุคลากรกล้าคิด โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยต่อการทดลองสิ่งใหม่ ๆ ให้กับบุคลากร</p> ปภาดา ปานขวัญ สรรชัย ชูชีพ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 185 196 10.2822.EAI202614353 รูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4269 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส 2) สร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส 3) ประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน มี <br />3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 21 คน เก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ตามกฎของแฮร์ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง รูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.60 – 1.00 และมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.903 สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ 2) การสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) การประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส โดยการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมิน สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>องค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการขับเคลื่อน 2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านนวัตกรรมดิจิทัล 3) การจัดการทรัพยากรทางการบริหาร 4) การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล 5) การบูรณาการนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการศึกษา 6) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 7) การติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 2. การบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น ประกอบด้วย 1) ปัจจัยนำเข้า 2) กระบวนการ 3) ผลผลิต 4) ข้อมูลย้อนกลับ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ 6) สภาพแวดล้อม 3. การประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น พบว่า ผลการประเมินรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีความถูกต้อง อยู่ในระดับมาก มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก มีความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> เจตปรียา โลหะเวช ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ สายทิตย์ ยะฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 197 211 10.2822.EAI202614269 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารกับสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4388 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารกับสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2,158 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามหลักการของ Taro Yamane ที่ระดับความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 95 ได้จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.976 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทำการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการสนับสนุนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการกำกับดูแล และด้านการบูรณาการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (2) สมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านสมรรถนะทัศนคติของทีม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาได้แก่ ด้านสมรรถนะทักษะของทีม และด้านสมรรถนะความรู้ของทีม (3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 21 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> นารี เทาทองสุข อรชร วัฒนกุล พร้อมภัค บึงบัว กรรณิการ์ สุสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 212 219 10.2822.EAI202614388 รูปแบบการพัฒนาความเป็นครูนวัตกรโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4264 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบของความเป็นครูนวัตกรโรงเรียนประถมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาความเป็นครูนวัตกรโรงเรียนประถมศึกษา และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาความเป็นครูนวัตกรโรงเรียนประถมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบ โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 23 คน และสอบถามผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 480 คน ด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) วิเคราะห์องค์ประกอบได้ 7 องค์ประกอบ ประกอบด้วย การเสริมสร้างอัตลักษณ์ของครูนวัตกร,การพัฒนาฐานความรู้เชิงทฤษฎีสู่หลักการของนวัตกรรมการศึกษา,การพัฒนาการคิดเชิงวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา,การสร้างสรรค์พัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม,การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนด้วยการประเมินเชิงสร้างสรรค์,การจัดการนวัตกรรมการศึกษาตามบริบท และการสร้างเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพครูนวัตกร 2) รูปแบบการพัฒนาความเป็นครูนวัตกร ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า,กระบวนการ,ผลผลิตและผลลัพธ์,ข้อมูลย้อนกลับ, เงื่อนไขความสำเร็จ และสภาพแวดล้อม มีความเหมาะสม 3) รูปแบบมีความถูกต้อง เหมาะสมเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> กฤติยา ชินประเสริฐ ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ สายทิตย์ ยะฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 220 233 10.2822.EAI202614264 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4199 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนทางวิชาชีพของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร และข้าราชการครู จำนวน 281 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ระดับปัจจัยความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านบรรยากาศองค์กร ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านโครงสร้างองค์กร 2) ระดับความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านผลลัพธ์จากการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านบรรยากาศองค์กร มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.872 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่ามีประสิทธิภาพในการทำนายร้อยละ 75.90</p> ชนาธิป แดงฉ่ำ ณัฐกานต์ ภาคพรต นวรัตน์ ประทุมตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 234 246 10.2822.EAI202614199 การศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ และอาจารย์ที่ปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4742 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือประกอบการ คณาจารย์ เพื่อให้การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ผู้วิจัยนำรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการในระยะที่ 1 ที่ผ่านการประเมินรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุดมาทดลองใช้จริง โดยมีองค์ประกอบการพัฒนาเครือข่ายประกอบด้วยองค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย <br />1) ผู้ประกอบการ 2) แหล่งการเรียนรู้ 3) ที่ปรึกษา/ พี่เลี้ยง 4) ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และ 5) การบริหารจัดการเครือข่าย องค์ประกอบที่ 2 กระบวนการขับเคลื่อนเครือข่าย ประกอบด้วย 1) การรวมกลุ่มเครือข่าย 2) กิจกรรมภายในเครือข่าย 3) วางแผนและจัดทำแผนธุรกิจ 4) ดำเนินงานตามแผนธุรกิจ 5) ตรวจสอบการดำเนินงาน และ 6) ทบทวนแผนธุรกิจ และองค์ประกอบที่ 3 การกำกับ และติดตามเครือข่าย ประกอบด้วย 1) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำเดือน และ <br />2) การรายผลการดำเนินงาน ผู้เข้าร่วมการทดลองใช้รูปแบบประกอบด้วย 1) อาสาสมัครที่เป็นนิสิตจำนวน 50 คน 2) สถานประกอบการที่เป็นพี่เลี้ยง จำนวน 5 แห่ง และ 3) อาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม จำนวน 5 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ จำนวน 5 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่าย B-Warm Biz เครือข่าย MANAKA &amp; BAO เครือข่ายปังปุริเย่ เครือข่าย WinkMADD และเครือข่าย The Trio 2) ระบบบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วยหน่วยการสื่อสารระหว่างพี่เลี้ยงกับสมาชิกในเครือข่าย หน่วยการเก็บข้อมูลการสื่อสารจำแนกรายบุคคล และหน่วยการนัดหมายอาจารย์พี่เลี้ยงกับสมาชิก 3) แผนธุรกิจของสมาชิก จำนวน 12 แผน</p> ธนะวัฒน์ วรรณประภา นคร ละลอกน้ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 247 259 10.2822.EAI202614742 ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/3753 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี และ2) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรีจำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 298 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.962 &nbsp;ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) ผลการศึกษาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี เมื่อจำแนกตามเพศ และตำแหน่ง ในภาพรวม ไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ธุวชิต สุขสวัสดิ์ ธันยนันท์ ทองบุญตา ปนิดา เนื่องพะนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 260 273 10.2822.EAI202613753 กลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4602 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาและ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา วิธีการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 638 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60-1.00และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 พร้อมทั้งการวิเคราะห์ SWOT Analysis และจัดทำตาราง TOWS Matrix โดยการสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน <br />7 คน ขั้นตอนที่ 2 สร้างกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษา เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 38 คนได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารองค์กรแห่งความสุข ด้านสภาพแวดล้อมภายในโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และด้านสภาพแวดล้อมภายนอก โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2)ผลการสร้างกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุขที่ได้ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ประเด็น กลยุทธ์ 6 ด้าน เป้าหมายความสำเร็จ กลยุทธ์ แนวทางการปฏิบัติ และตัวชี้วัดความสำเร็จ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์การบริหารองค์กรแห่งความสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ศิวภา บัวสุวรรณ สุพัฒนา หอมบุปผา ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 274 285 10.2822.EAI202614602 รูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4297 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล 2) สร้างรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล และ 3) ประเมินรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามที่มีความเที่ยง 0.95 สถิติที่ใช้คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบภาวะผู้นำ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบตรวจสอบรูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบภาวะผู้นำโดยผู้อำนวยการโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินรูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. องค์ประกอบของภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล ได้ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาองค์กรในยุคดิจิทัล 2) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ดิจิทัล 3) ด้านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 4) ด้านการสร้างนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา 5) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล 6) ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลและบรรยากาศการเรียนรู้ และ 7) ด้านการสร้างแรงจูงใจและการสื่อสารในยุคดิจิทัล</li> <li>รูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ส่วนนำ ประกอบด้วย แนวคิด หลักการ และวัตถุประสงค์ของรูปแบบ ส่วนที่ 2 ส่วนเนื้อหาและกระบวนการ ส่วนที่ 3 เงื่อนไขความสำเร็จ</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากลในยุคดิจิทัล มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.70</li> </ol> พิรชัช จูมโสดา ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน สุพัฒนา หอมบุปผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 286 299 10.2822.EAI202614297 การดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5098 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก และ 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก โดยจำแนกตาม ตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก จำนวน 267 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก มีการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>สถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก มีการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง และการศึกษา แต่แตกต่างกันในส่วนของประสบการณ์ในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ราตรี สุทธิสุข ปนิดา เนื่องพะนอม ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 300 312 10.2822.EAI202615098 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5078 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ (2) ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (3) ศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ รูปแบบการวิจัยและพัฒนา ประชากร คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ และ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าความยาก 0.45 – 0.57 ค่าอำนาจจำแนก 0.47 – 0.61 สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.949 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละความก้าวหน้า ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ มีประสิทธิภาพ 81.41/81.91 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ คะแนนร้อยละความก้าวหน้า เท่ากับ 27.71 3) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนแนะให้รู้คิดร่วมกับบทเรียนออนไลน์ คะแนนร้อยละความก้าวหน้า เท่ากับ 51.09</p> กาญจนา สังข์ผาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 313 325 10.2822.EAI202615078 ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5093 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานการศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 322 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.67-1.00 โดยค่าความเชื่อมั่นฉบับที่ 1 เท่ากับ 0.974 และค่าความเชื่อมั่นฉบับที่ 2 เท่ากับ 0.962 วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการศึกษาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล พบว่า ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 คือ บุคลากร ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และ เทคโนโลยี และ มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ บรรยากาศ และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งปัจจัยการบริหารทั้ง 4 ด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 91.40 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ ร้อยละ 97.50</p> ประจักร์ สุขสะปาน รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 326 338 10.2822.EAI202615093 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4292 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ข้าราชการครูโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 138 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 232 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.956 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณลักษณะของครู รองลงมาคือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร และด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน 2. ระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน รองลงมาคือ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเพชรบุรี คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านคุณลักษณะของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p> </p> ธัญญาเรศ รัตนประทีป สัมฤทธิ์ แสงทอง กาญจนา บุญส่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 339 351 10.2822.EAI202614292 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชันที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4698 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชัน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชันกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระกัน และการทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคทีจีทีร่วมกับแอปพลิเคชันมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในระดับมากที่สุด</p> กนกศักดิ์ ขุมโมกข์ ประจักร์ รอดอาวุธ พรรณราย เทียมทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 10.2822.EAI202614698 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4534 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน 234 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างและทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร และแบบสอบถามการระดับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 เท่ากันและมีค่าความเที่ยงตรงเท่ากับ 0.94 และ 0.95 ตามลำดับ สถิติใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สามารถเรียงลำดับคือ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การกระตุ้นทางปัญญา อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ อยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผู้บริหารสถานศึกษามีการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สามารถเรียงลำดับคือ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าความสัมพันธ์สูงสุด คือ ด้านการคัดกรองนักเรียน รองลงมา คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและด้านที่มีค่าความสัมพันธ์ต่ำที่สุดคือ ด้านการส่งต่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> อาณัฐ ไตรศรีวิรัตน์ ปพนสรรค์ โพธิพิทักษ์ สายทิตย์ ยะฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 364 376 10.2822.EAI202614534 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4509 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ 2) ระดับความเป็นนวัตกรของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับความเป็นนวัตกรของครู และ4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 265 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา และสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือ คือ แบบสอบถามแบบมาตรวัดประมาณค่า ค่าความเที่ยงของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เท่ากับ.96 ความเป็นนวัตกรของครูเท่ากับ .98 การวิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การทำงานเป็นทีม ตามด้วยการมีวิสัยทัศน์ และการมีความคิดสร้างสรรค์ ตามลำดับ 2) ระดับความเป็นนวัตกรของครูโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การมีทักษะการสร้างเครือข่าย ตามด้วยการปรับตัว และการมีความยืดหยุ่น และการมีทักษะการสังเกต การมีทักษะการตั้งคำถาม และการมีความกล้าเสี่ยง ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเป็นนวัตกรของครูในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 56.40</p> สุฑามาศ มุ้ยแก้ว กุลชลี จงเจริญ จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 386 398 10.2822.EAI202614509 DEMAND MISMATCH AND ADJUSTMENT IN SCHOOL–ENTERPRISE COOPERATION OF BORDERLAND ART VET: AN EMPIRICAL STUDY UNDER A “THREE-DIMENSIONAL DEMAND–CULTURAL CAPITAL” FRAMEWORK https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5097 <p>This study examined school–enterprise cooperation in borderland art vocational education (VET) under a “Three-Dimensional Demand–Cultural Capital” framework. A mixed-methods triangulation design was adopted, combining questionnaires (n = 112), semi-structured interviews (n = 18), and policy text analysis (n = 7). The findings revealed two major expectation–satisfaction gaps—dual-qualification teacher development (GAP = 1.76) and commercial performance experience (GAP = 1.88)—while brand co-building showed a relatively small gap. To address these mismatches, a cultural-broker mechanism and an integrated “curriculum–practicum–event platform” pathway was proposed. The study contributes an explanatory mechanism and actionable implications by integrating cultural capital theory, the triple helix model, and transformational leadership to explain the emergence and mitigation of demand mismatches in borderland art VET.</p> Zhang Xin Pairop Rattanachuwong Li Jing ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 399 411 10.2822.EAI202615097 การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของนักเรียน ด้วยกลไกสภานักเรียนต้นแบบ : การวิจัยทฤษฎีฐานราก https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5633 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างข้อสรุปเชิงทฤษฎีของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของนักเรียนด้วยกลไกสภานักเรียนต้นแบบ โรงเรียนชุมแพศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลโรงเรียนต้นแบบสภานักเรียนระดับประเทศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบทฤษฎีฐานราก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 2 คน หัวหน้ากลุ่มงานกิจการนักเรียน 1 คน หัวหน้างานสภานักเรียน 1 คน ครูที่ปรึกษางานสภานักเรียน 3 คน และนักเรียนคณะกรรมการสภานักเรียน 10 คน รวมทั้งสิ้น 17 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสังเกตภาคสนาม และแบบวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กระบวนการเปิดรหัส การหาแก่นรหัส การเลือกรหัสและการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุตามแนวคิดของ Strauss และ Corbin ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของนักเรียนด้วยกลไกสภานักเรียนต้นแบบมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ลักษณะของปรากฏการณ์ 2) เงื่อนไขเชิงสาเหตุ 3) เงื่อนไขเชิงบริบท 4) เงื่อนไขสอดแทรก 5) ยุทธศาสตร์การทำงาน และ 6) ผลสืบเนื่อง โดยมีกระบวนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างแรงบันดาลใจและสรรหา 2) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ 3) การปฏิบัติและให้คำปรึกษา 4) การสะท้อนคิดจากประสบการณ์ และ 5) การถ่ายทอดสู่ความยั่งยืน ผลการดำเนินงานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลและระดับองค์กร นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และภาวะผู้นำที่เข้มแข็งมากขึ้น ขณะที่โรงเรียนเกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งความดี และระบบสภานักเรียนที่มีความยั่งยืน เป็นแบบอย่างในการพัฒนาผู้นำเยาวชนเชิงคุณธรรมในสังคมไทยต่อไป</p> วีรพงษ์ สำมา ปรัชญากร ฮดมาลี อภิชน นาชัยฤทธิ์ ดาวรุวรรณ ถวิลการ อัจฉราวดี เกิดศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 412 421 10.2822.EAI202615633 การบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6037 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท 297 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยการนำการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล สูงสุด 3 อันดับแรกในแต่ละด้าน ร่างเป็นแนวทางฯ นำร่างแนวทางเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ใช้การสนทนากลุ่ม จากนั้นนำผลมาวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า (1) ผู้บริหารควรกำหนดแผนกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกสถานศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (2) ควรมีการจัดระบบป้องกันข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศไว้อย่างเป็นระบบและปลอดภัย (3) ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการระบุความเสี่ยงด้านงบประมาณ (4) ควรมีการจัดทำหลักฐานเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการควบคุมภายในเป็นปัจจุบัน (5) ควรจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของแต่ละสถานศึกษา ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการรายงานผลความเสี่ยง</p> มาลัย วงศ์ฤทัยวัฒนา ประจักร์ รอดอาวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 422 433 10.2822.EAI202616037 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK สำหรับครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6187 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK ศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมต่อความรู้ความเข้าใจของครูในการออกแบบการเรียนรู้ และศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จำนวน 50 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หลักการและเหตุผล จุดมุ่งหมาย โครงสร้างหลักสูตร เนื้อหาการฝึกอบรม กิจกรรมการฝึกอบรม สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ครูมีคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> อาภากร โพธิ์ดง วราภรณ์ ทรัพย์รวงทอง ประจักร์ รอดอาวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 434 442 10.2822.EAI202616187 An Analysis of Sentence Types and Grammatical Errors in Paragraph Writing by Second-Year English Majors at Nakhon Sawan Rajabhat University, Thailand https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6426 <p>This study examined the types of sentences used and the grammatical errors found in paragraph writing by second-year English major students at Nakhon Sawan Rajabhat University. The research focused on a sample of 20 paragraphs, selected through purposive sampling from a total population of 40 paragraphs submitted by the students. A mixed-methods approach was employed, combining quantitative analysis of sentence and error frequencies with qualitative document analysis and a coding technique to interpret writing patterns. Data were analyzed using frequency and percentage distributions to identify the prevalence of sentence types and grammatical issues. The analysis revealed that simple sentences were the most frequently used across all paragraph types, reflecting a preference for clarity and ease of construction. Compound and complex sentences were more commonly used in reason paragraphs, indicating students' efforts to express more sophisticated ideas. Grammatical errors particularly in subject-verb agreement, verb tense, and sentence structure were prevalent, highlighting areas in need of instructional support. These findings underscore the importance of teaching a wider variety of sentence structures and addressing persistent grammatical issues to enhance students’ overall writing proficiency.</p> Prachak Rotarwut ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 443 456 10.2822.EAI202616426 การนิเทศแบบกัลยาณมิตร: คุณค่าความเป็น ‘ครูของครู’ ในศตวรรษที่ 21 https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4026 <p>การนิเทศแบบกัลยาณมิตรเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21 มีรากฐานจากหลักกัลยาณมิตรธรรมในพุทธศาสนา ผสานกับทฤษฎีทางการศึกษา ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning Theory) ทฤษฎีการโค้ชชิ่งเชิงสร้างสรรค์ (Creative Coaching Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Theory) เน้นความร่วมมือ ความไว้วางใจ การสนับสนุนเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมให้ครูเกิดความมั่นใจ มีแรงจูงใจ พร้อมปรับปรุงการสอนอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในโรงเรียน ส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษา กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่โรงเรียนบ้านโคกกลางบ่อหลุบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 และโรงเรียนสตรีปากพนัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช พบว่าช่วยยกระดับประสิทธิภาพการสอนและความพึงพอใจของครูอย่างมีนัยสำคัญ บทสรุปของบทความเสนอ “รูปแบบการนิเทศแบบกัลยาณมิตรเพื่อพัฒนาครูอย่างยั่งยืนในบริบทไทย” โดยใช้วงจรพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Development Cycle) ครอบคลุมการสร้างความไว้วางใจ การโค้ชและสะท้อนคิด การปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประเมินปรับปรุงต่อเนื่อง สามารถสร้างระบบสนับสนุนทางวิชาชีพที่เหมาะสมกับบริบทไทย</p> ศศิธร ลุนศิลา ศิริ ถีอาสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 142 153 10.2822.EAI202614026 รูปแบบการประสานงานทางการบริหารการศึกษาเชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วม: การสังเคราะห์จากห้าทฤษฎีสู่โมเดล IPCS https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5010 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดจากทฤษฎีสำคัญห้าประการ ได้แก่ ทฤษฎีระบบ, ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์, ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบกระจาย, ทฤษฎีการสื่อสารในองค์กร และแนวคิดการจัดการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดใหม่สำหรับการประสานงานทางการบริหารสถานศึกษา โดยทำการศึกษาผ่านการวิเคราะห์เอกสารเชิงทฤษฎี (theoretical content analysis) และการสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (comparative synthesis) เพื่อแยกแยะจุดเด่น ข้อจำกัด และองค์ประกอบร่วมของแต่ละทฤษฎี ก่อนนำมาสร้างเป็น “โมเดลการประสานงานเชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วม (Integrated Participatory Coordination System: IPCS Model)” ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า การประสานงานที่มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องอาศัยสามมิติที่บูรณาการ ได้แก่ (1) โครงสร้างระบบที่เปิดและเอื้อต่อการไหลเวียนข้อมูล (2) วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความรับผิดชอบร่วม (3) ระบบการสื่อสารและการมีส่วนร่วมที่โปร่งใสและรองรับเทคโนโลยี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การผสานทั้งสามมิตินี้ช่วยให้เกิดกลไกประสานงานที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และยั่งยืน</p> บุญสิตา ธำรงวีระชาติ ธดา สิทธิ์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 6 1 377 385 10.2822.EAI202615010