https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/issue/feed
วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
2026-05-14T12:00:59+07:00
Asst.Prof. Dr.Thinnakorn Cha-umpong
thinnakorn.c@nsru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN : 2822-0056(Print) </strong><strong>ISSN 3027-8384 (Online)</strong></p> <p>รับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่มีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม , ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><a href="https://so12.tci-thaijo.org/public/site/images/rapikorn/main-red-modern-sales-process-presentation-1.png" target="_blank" rel="noopener">ขั้นตอนและระยะเวลาการส่งบทความ</a></p>
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5831
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษา ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
2026-01-19T11:29:05+07:00
สุรศักดิ์ เส็งเอี่ยม
surasak.s@rumail.ru.ac.th
ทยิดา เลิศชนะเดชา
surasak.s@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ และ 2) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการสอนที่สามารถปรับใช้ได้จริงในบริบทของครูยุคดิจิทัล ด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นงานวิจัยในฐานข้อมูล TCI, SCOPUS และ ERIC ที่เผยแพร่ ในช่วง พ.ศ. 2558-2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบคัดกรองงานวิจัย 2) แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และ 3) แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สรุปเชิงเนื้อหา คัดเลือกงานวิจัย โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินเครื่องมือ จำนวน 3 คน ผลการวิจัยพบว่า จากคัดกรองงานวิจัยทั้งหมด 24 เรื่อง เรื่องที่ผ่านการพิจารณา จำนวน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 3 ปัจจัย 1) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจในการผนวกเนื้อหากับเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นในสมรรถนะตนเองและทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง 2) ปัจจัยด้านบริบท ได้แก่ ความพร้อมของทรัพยากร และภาระงาน และ 3) ปัจจัยด้านการสนับสนุน ได้แก่ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยผลการสังเคราะห์พบว่าปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์กรและบริบทที่เหมาะสม คือ ปัจจัยเอื้อที่ส่งผลทางบวกต่อความเชื่อมั่นในตนเอง และเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการสอนครูระดับประถมศึกษา โดยได้แนวทางการพัฒนาครูผ่านการเรียนรู้ที่เน้นการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้น กำหนดวัตถุประสงค์หรือขอบเขตที่ชัดเจน และการปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นด้วยเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการสอนที่สามารถปรับใช้ได้จริงในบริบทของครูยุคดิจิทัลต่อไปผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสอนคอมพิวเตอร์ของครูระดับประถมศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5981
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี
2026-01-19T11:19:36+07:00
ศราวุฒิ โยงทองหลาง
slawut147@gmail.com
ภัสยกร เลาสวัสดิกุล
slawut147@gmail.com
สรรชัย ชูชีพ
slawut147@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี และ 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.978 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะหลักของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเมื่อจำแนก ตามเพศ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> <p> </p>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/4256
EXAMINING THE IMPACT OF TEACHING EXPERIENCE, ADMINISTRATIVE POSITION, AND PROFESSIONAL TITLE ON TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP AMONG DUAL-QUALIFIED TEACHERS: A CASE STUDY OF HONGHE VOCATIONAL AND TECHNICAL COLLEGE, YUNNAN PROVINCE, CHINA
2025-09-26T20:19:53+07:00
Li Xinghui
somyos.cha@hotmail.com
Pairop Rattanachuwong
somyos.cha@hotmail.com
Phoonchai Yawirach
somyos.cha@hotmail.com
Somyos Chanboon
somyos.cha@crru.ac.th
<p>This study targeted the dual-qualified teachers of Honghe Vocational and Technical College in Yunnan Province. Using the localized Chinese version of the Transformational Leadership Questionnaire (TLQ), the research adopted a combined self-evaluation and peer-evaluation approach, resulting in a total of 215 valid responses. Descriptive and hierarchical multiple regression analyses were conducted to examine the effects of teaching experience, administrative position, and professional title on transformational leadership. Results showed that teaching experience and professional title were significant negative predictors, while administrative position was not significant. After controlling for gender, age, and education, these background variables still explained significant variance in leadership. The study recommends that vocational colleges foster cross-disciplinary collaboration and project-based leadership development to promote informal leadership, and provide continuous retraining and psychological empowerment for mid- and late-career teachers to ensure balanced and sustainable leadership growth.</p>
2026-07-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/6738
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการ โดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะชีวิต ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้
2026-03-23T12:46:55+07:00
สายฝน ไทยกรรณ์
sirisayfon242526@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหา และความต้องการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการโดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้ และ 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการโดยใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐานในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะชีวิตของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้ กลุ่มเป้าหมายและประชากร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนเทศบาลประตูลี้ เครื่องมือที่ใช้ จำนวน 11 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหาของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีความท้าทายที่นักเรียนต้องเผชิญกับการหาวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันอย่างหลากหลาย ความต้องการการพัฒนานักเรียนให้มีทักษะชีวิตจึงจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน 2) ผลการพัฒนารูปแบบ ได้รูปแบบ 5 ส่วน ประกอบด้วย (1) หลักการของรูปแบบ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (3) ระบบและกลไกการดำเนินงานของรูปแบบ (3.1) ปัจจัยนำเข้า (3.2) กระบวนการ (3.3) ผลผลิต (4) การประเมินรูปแบบ และ (5) เงื่อนไขความสำเร็จ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบมีประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากที่สุด ความสามารถครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินทักษะชีวิตของนักเรียน ๆ ทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมิน และ 4) ผลการใช้รูปแบบมีประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับมากที่สุด ความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินทักษะชีวิตของนักเรียน ๆ ทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมิน ผู้เกี่ยวข้องพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-05-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5384
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ
2026-01-06T08:25:44+07:00
พรนิภา อ่อนลำ
pong19111911@gmail.com
กุลิสรา จิตรชญาวณิช
pong19111911@gmail.com
ดุษฏี อุปการ
pong19111911@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 180 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอนุบาล 3/1 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก </p> <p>2 ความสามารถความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แนวคิด STEAM ร่วมกับวัสดุจากธรรมชาติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>
2026-08-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา
https://so12.tci-thaijo.org/index.php/EAI/article/view/5828
การพัฒนาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
2026-01-27T16:02:05+07:00
อาภากร โพธิ์ดง
arpakron.p@nsru.ac.th
เนรัญชลา จารุจิตร
Arpakron.p@nsru.ac.th
ทิพย์รัตน์ มาศเมธาทิพย์
Arpakron.p@nsru.ac.th
กุสุมา ขันกิสกรรม
Arpakron.p@nsru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนาการออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 2) เพื่อศึกษาผลการใช้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 60 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ขั้นตอนการวิจัย1)การสร้างและตรวจสอบคุณภาพ 2) การทดลองใช้ 3) การประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบทดสอบความรู้เป็นแบบเลือกตอบ แบบประเมินความสามารถในการคิดออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินความพึงพอใจการวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมีความเหมาะสมในระดับมาก 2) ผลการใช้การจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของครูอยู่ในระดับมาก</p>
2026-07-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษา